ตอนที่ 122 ครานี้คงปัดความมิได้เสียแล้ว ที่แท้ก็รู้จักกับเย่หลิงมาก่อน
ในหัวของกู้เซียนเอ๋อร์ดังก้องราวกับมีเสียงแหวกอากาศ ทั้งที่เหล่าศิษย์เอกต่างร่วมกล่าวแสดงความยินดีกับกู้ฉางเกอ ทว่าเพียงนางผู้เดียวที่กลับยืนค้างนิ่งดั่งคนโง่งมไร้ความคิด
จนเมื่อได้สติกลับคืน นางเหลือบมองไปยังด้านหลัง ก็พบว่าเงาร่างของกู้ฉางเกอได้ก้าวลับหายไปยังที่นั่งรับรองของเหล่าแขกผู้มาเยือนแล้ว เขามิได้แม้แต่จะชายตามองนาง มิต้องกล่าวถึงคำเอ่ยวาจาใด ยิ่งแม้แต่จะแสดงท่าทีอันน่ารำคาญใจดังเช่นแต่ก่อน ที่กล่าวได้ว่าเขาได้ยั่วโมโหนางจนแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาก็หาได้มีไม่
ความรู้สึกอันมิสบายใจจู่โจมกู้เซียนเอ๋อร์อย่างมิทันตั้งตัว ทั้งที่มันก็ควรจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วมิใช่หรือ กู้ฉางเกอได้แบกรับคมกระบี่ที่นางเป็นผู้ฟาดฟันลงไปด้วยตนเอง ได้รับความเจ็บปวดจนกระดูกแหลกสลายไปหลายส่วน และเกือบจะสิ้นชีพไปในครานั้น เขาจึงได้ชดใช้ให้กับความเจ็บแค้นของนางไปส่วนหนึ่งแล้ว
นางยังจะเรียกร้องสิ่งใดอีกเล่า
ในโลกนี้ มิมีผู้ใดจะยอมทำดีต่อใครโดยมิหวังสิ่งใดตอบแทน กู้ฉางเกอเพียงแสดงความตั้งใจจะไถ่โทษในสิ่งที่เขาเคยก่อไว้ และแลกมาด้วยการถูกลงทัณฑ์อย่างสาสม ความแค้นระหว่างทั้งสอง แม้ยังมิถึงกับสูญสลาย ทว่าก็นับว่าจางหายลงไปมิน้อย
ยิ่งไปกว่านั้น คนในตระกูลของนางที่ยังหลงเหลืออยู่ กู้ฉางเกอก็ได้ส่งคนไปนำตัวกลับมา ทั้งผู้ที่ถูกกักขังไว้ ก็ได้รับอิสรภาพคืนมาแล้ว นับแต่แรก เขาก็ได้ยื่นไมตรีมาให้นางอย่างชัดเจน ทว่านางกลับรู้สึกว่าความใจดีนั้นแฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่ง การกระทำทั้งหมดนั้นล้วนมีจุดประสงค์แอบแฝง นางจึงปฏิเสธอย่างมิไยดี
เหล่าผู้อาวุโสที่อบรมสั่งสอนต่างก็ย้ำเตือนให้นางอย่าหลงเชื่อผู้คนโดยง่าย ด้วยเหตุนี้ นางจึงมองทุกสิ่งด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวาดระแวง และท้ายที่สุดก็เป็นฝ่ายลงมือทำร้ายกู้ฉางเกอไปอย่างมิได้ตั้งใจ
ณ เวลานี้ กู้เซียนเอ๋อร์กลับมิอาจบรรเทาความมิพอใจในใจตนเองได้ นางอุตส่าห์ทุ่มเททุกอย่าง มุ่งมั่นฝึกฝนด้วยความลำบากลำบน แบกรับความแค้นมานานนับสิบปี เพื่อที่จะได้เอาชนะกู้ฉางเกออย่างสมศักดิ์ศรี แล้วไยความแค้นนี้จึงคลี่คลายไปอย่างง่ายดายเพียงนี้เล่า
ยังมิทันที่นางจะเอาชนะเขาได้อย่างแท้จริง ทว่ากู้ฉางเกอกลับแสดงท่าทีราวกับว่าเรื่องราวทั้งหมดนั้นจบลงแล้ว เขาแสดงท่าทีเหมือนนางเป็นเพียงคนแปลกหน้า เป็นผู้ที่เดินผ่านไปโดยมิได้สนใจไยดี ทั้งที่แต่ก่อนเขาเคยยั่วเย้านาง คอยกวนโมโหนางอยู่ร่ำไป
คิดมาถึงตรงนี้ ใจของกู้เซียนเอ๋อร์พลันนิ่งงัน คล้ายมิรู้ว่าควรยืนอยู่ตรงจุดใด ความรู้สึกทั้งหลายสับสนวุ่นวายราวกับคลื่นที่ซัดกระหน่ำ นางมิรู้ว่าควรยินดีหรือเสียใจ มิรู้ว่าควรปล่อยวางหรือคงไว้ซึ่งความแค้นดังเดิม
ในมิช้า งานพิธีประกาศแต่งตั้งก็ลุล่วงไปอย่างราบรื่น กู้ฉางเกอก้าวลงจากแท่นสูง ก่อนเดินเข้าสู่ที่นั่งรับรองทันที แขกเหรื่อผู้เป็นยอดอัจฉริยะแห่งยุคต่างมาร่วมแสดงความยินดี สนทนากันอย่างสำราญ ส่วนเหล่าผู้อาวุโสและผู้อาวุโสใหญ่ก็พากันทยอยหายลับไป ทิ้งให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นเวทีของคนรุ่นเยาว์
ทันใดนั้น เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ต่างพากันเข้ามาแสดงความยินดีกับกู้ฉางเกอ
ตำแหน่งผู้สืบทอดแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์มิใช่สิ่งที่ผู้ใดจะยึดครองไปได้โดยง่าย ทั้งยังต้องมิลืมว่าเขาคือทายาทแห่งตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดิน ซึ่งฐานะดังกล่าวย่อมมิได้ด้อยไปกว่าตำแหน่งผู้สืบทอดของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เลยแม้แต่น้อย
หากจะกล่าวให้ชัดเจนแล้ว ในเขตแดนชั้นในของแดนสวรรค์ แทบมิอาจหาผู้ใดเทียบเคียงได้ ผู้ที่มีฐานะอันสูงส่งหลายสถานะเช่นเขา เรียกได้ว่ามีเพียงน้อยนิด จนยากจะหาผู้ใดเทียบเคียง
ยิ่งไปกว่านั้น คู่หมั้นของเขายังเป็นถึงว่าที่จักรพรรดินีแห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน ซึ่งเป็นมหาจักรพรรดิอันยิ่งใหญ่ซึ่งไร้ผู้ทัดเทียม
ภายใต้ฉากหลังอันยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ตราบใดที่เขามิพบเจอเคราะห์ร้ายหรือพลั้งพลาดจนสิ้นชีพเสียก่อน อนาคตเบื้องหน้า กู้ฉางเกอย่อมก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของสรรพชีวิตอย่างมิต้องสงสัย เป็นผู้ควบคุมการเกิดดับแห่งสรรพชีวิตและโลกหล้าทั้งหลาย ยิ่งใหญ่เกรียงไกรจนถึงขีดสุด
ทุกผู้คนล้วนประจักษ์แจ้งในความจริงข้อนี้อย่างชัดเจน!
“ยินดีกับศิษย์มรรคากู้ด้วยยิ่งนัก”
เสียงผู้กล่าวคำนั้นคือเผิงเฟย ซึ่งเป็นผู้สืบทอดแห่งตระกูลปักษาทองศักดิ์สิทธิ์ เรือนผมสีทองส่องประกายเจิดจรัสไปทั่วร่าง รัศมีแห่งอำนาจสะท้อนความโอหังของเขา ซึ่งปกติแล้วมักจะดูแคลนทุกสิ่งเบื้องล่างด้วยท่าทีหยิ่งทระนง
ทว่าคราที่อยู่เบื้องหน้ากู้ฉางเกอ เขากลับยอมสงบเสงี่ยมลงมิน้อย ถ้อยคำกล่าวชื่นชมยังเอ่ยออกมาด้วยความจริงใจ
"ความสามารถของท่านลึกล้ำจนยากหยั่งถึง การได้พบกันในวันนี้นับเป็นเกียรติยิ่งนัก ข้าขอยกย่องท่านเป็นต้นแบบของพวกเรา อีกทั้งการที่ท่านได้ตำแหน่งผู้สืบทอดแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์มาครองนั้น ก็ยิ่งทำให้ข้ารู้สึกอิจฉาเหลือเกิน"
วาจานี้ของเผิงเฟยสร้างความฮือฮาให้กับบรรดายอดอัจฉริยะทั้งหลาย อีกล้วนต่างพากันเอ่ยเห็นพ้องไปตามกัน
แม้กระทั่งเผิงเฟย ผู้มีนิสัยห้าวหาญยโสเย่อหยิ่ง เสมือนผู้ที่ประกาศตนว่าผู้ใดก็มิอาจเทียบเทียม ยังลดท่าทีลงเมื่ออยู่เบื้องหน้ากู้ฉางเกอ ซ้ำยังกล่าวถ้อยคำยกย่องออกมา ย่อมแสดงให้เห็นถึงอำนาจข่มขวัญอันน่าทึ่งของกู้ฉางเกอ
แน่นอนว่าถ้อยคำเหล่านี้มิได้หมายความว่าพวกเขาหวาดกลัวกู้ฉางเกอ หากต้องเผชิญหน้ากันในศึกท้าประลอง ย่อมมิมีผู้ใดยอมแพ้โดยง่าย
เพียงแต่ทุกคนล้วนมีปัญญา รู้ว่าการก่อศัตรูโดยไร้เหตุอันควรหาใช่เรื่องฉลาดเฉลียวไม่ ต่อให้มั่นใจในพลังฝีมือถึงเพียงใด ก็ย่อมมิโง่เขลาไปท้าทายผู้มีรากฐานและภูมิหลังอันยิ่งใหญ่ประดุจกู้ฉางเกอ
คนอย่างเขามิใช่ผู้ที่ใครจะกล้าหยามเหยียดได้โดยง่าย!
เมื่อได้ยินดังนั้น กู้ฉางเกอเพียงหัวเราะเบาๆ ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ท่านทั้งหลายช่างเกรงใจเกินไปแล้ว”
นี่แหละคือข้อดีของการอยู่ในจุดสูงสุดแห่งเดียวกัน ทุกคนล้วนมีศักดิ์ศรี มิมีผู้ใดคิดทำเรื่องโง่เขลาให้ตนเองดูต่ำต้อย
แม้มันจะทำให้ชีวิตขาดสีสันไปบ้าง เพราะมิมีพวกคนโง่กระโดดออกมาท้าทายให้ตบหน้าเล่นแก้เบื่อ ทว่าสำหรับกู้ฉางเกอแล้ว นี่นับเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง อย่างน้อยจนถึงยามนี้ เขายังมิเจอพวกบ้าระห่ำที่กล้ากระโดดออกมาแสดงความโง่เขลา
หากเทียบกันแล้ว ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเขาที่เป็นฝ่ายก่อกวนท้าทายผู้อื่นก่อนเสียมากกว่า
เมื่อคิดถึงตรงนี้ กู้ฉางเกอก็อดนึกถึงผู้เคราะห์ร้ายอย่างเย่หลิงมิได้
ผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตอย่างเย่หลิง ผู้สืบทอดมรดกแห่งมหาเทพวัฏสงสารในยุคบรรพกาล เดิมทีควรจะก้าวเดินสู่จุดสูงสุดด้วยการฝ่าฟันศึกนับมิถ้วน และก้าวผ่านการถูกดูแคลน พลิกกลับมากดข่มคู่แข่งทั้งปวง ก่อนก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่เป็นตำนาน
ทว่ายามนี้ กลับกลายเป็นเหมือนหนูติดจั่น ถูกตามล่าทุกย่างก้าว ราวกับตัวมารร้ายที่โลกต้องการกำจัดให้สิ้น
เมื่อคิดถึงตรงนี้ กู้ฉางเกอเพียงเผยรอยยิ้มที่แฝงด้วยความหมายล้ำลึก และมิได้กล่าวสิ่งใดต่ออีก
จากนั้นเขาก็หันมาสนทนากับเหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ต่อไปด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น ทว่าในแววตา กลับแอบเหลือบมองไปยังกู้เซียนเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ไกลออกไป ซึ่งกำลังยืนเหม่อคล้ายตกอยู่ในห้วงคิดคำนึง
กู้ฉางเกอมองนางด้วยท่าทีนิ่งเฉยราวกับมิใส่ใจ ทว่าในใจกลับหัวเราะเยาะเบาๆ
เขารู้ดีว่ากู้เซียนเอ๋อร์กำลังคิดสิ่งใดอยู่ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่นางพบเจอ ล้วนเป็นผลมาจากการชักใยอย่างมีเป้าหมายของเขาเอง
แม้กู้เซียนเอ๋อร์จะเป็นเด็กสาวผู้มีชะตากล้าแกร่งล้ำฟ้า เบื้องหลังนางยังมีปรมาจารย์ผู้ทรงพลังลึกลับคอยชี้แนะ ทว่านิสัยของนางนั้นกลับเรียบง่ายและอ่อนโยนเกินไป
หากเทียบกับเขาแล้ว ผู้เจ้าเล่ห์อย่างเขานั้นกลับสามารถเล่นงานนางได้อย่างมิยากเย็นนัก เขาอาจทิ้งห่างนางไปไกลถึงหลายร้อยลี้
จึงมิรีบร้อนทำอันใดแม้แต่น้อย เพราะทุกสิ่งกำลังเป็นไปตามที่เขาได้วางหมากไว้อย่างสมบูรณ์แบบ
สิ่งที่เขาต้องทำในยามนี้ ก็แค่รอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น…
ทันใดนั้น เสียงหวานเย็นเยียบของสตรีผู้หนึ่งพลันดังขึ้น ทำลายความเงียบสงบในวงสนทนา
“มิทราบว่าศิษย์มรรคากู้มีความคิดเห็นเช่นไรต่อเรื่องผู้สืบทอดวิชามารที่กำลังเป็นที่โจษจันอยู่ในขณะนี้”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ กู้ฉางเกอยังคงยิ้มบางเบาเช่นเดิม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปยังเจ้าของเสียง
เบื้องหน้าเขาคือสตรีร่างเล็กผู้หนึ่ง ซึ่งดูราวกับเด็กสาววัยเพียงสิบสามหรือสิบสี่ปี ผิวขาวเนียนละเอียดราวหิมะ เส้นผมยาวดำขลับเป็นประกายราวแพรไหมสลวยแนบไหล่ บนเรือนกายคลุมไว้ด้วยอาภรณ์ขนนกสีรุ้งหลากสีสัน ใบหน้าสะคราญงดงามประณีต ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นและหยิ่งทะนง
นางคือชื่อหลิง ผู้สืบทอดแห่งตระกูลวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์
หากเปรียบกับชาติภพก่อนแล้ว นี่คือรูปลักษณ์อันสมบูรณ์แบบของเด็กสาววัยกำลังน่ารัก
กู้ฉางเกอมองนางด้วยท่าทีสงบ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มที่ยังมิเลือนหายไปจากมุมปาก
“ผู้สืบทอดวิชามารนั้นย่อมสมควรถูกกำจัดโดยมิต้องลังเลสงสัย เทวีชื่อหลิงยังจะต้องถามอันใดอีกเล่า”
เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนี้ เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งหลายที่ยืนฟังอยู่ก็อดมิได้ที่จะเผยสีหน้าครุ่นคิดและประหลาดใจ
เรื่องของผู้สืบทอดวิชามาร เป็นประเด็นที่กำลังสั่นสะเทือนดินแดนทั้งปวงในช่วงนี้ เป็นเหตุให้แผ่นดินซึ่งสงบเงียบมาช้านานกลับมาปั่นป่วนวุ่นวายอีกครั้ง
ผู้คนล้วนตื่นตระหนกกับข่าวลือ ถึงขนาดไป๋เลี่ยผู้เป็นบุตรแห่งตระกูลมหาอำนาจอย่างตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ยังถูกผู้สืบทอดวิชามารรายนี้บังอาจสังหาร อีกทั้งบรรดาผู้ติดตามของเขายังถูกลูกหลงได้รับความพินาศไปทั่ว เป็นเหตุให้ตระกูลตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ต้องตอบโต้กลับอย่างดุเดือด
ตระกูลราชันแห่งยุคบรรพกาลนั้นถือเป็นมหาอำนาจยิ่งใหญ่ที่สืบทอดความรุ่งเรืองมาอย่างยาวนาน อิทธิพลของพวกเขาครอบคลุมทั่วทั้งแผ่นดิน ตั้งแต่เขตแดนภายในไปจนถึงแคว้นนอกเขตไกลโพ้น
สายแยกแห่งราชันบรรพกาลนั้นกว้างใหญ่ไพศาล ยิ่งแผ่ขยายครอบคลุมตระกูลโบราณต่างๆ อีกทั้งเคยให้กำเนิดผู้ทรงอำนาจระดับจักรพรรดิมาแล้ว หากแต่ในหมู่พวกเขา กลับขนานนามผู้ยิ่งใหญ่นั้นว่าจักรพรรดิโบราณ
ณ กลุ่มราชันบรรพกาล ก็ยังมีตระกูลอันทรงเกียรติอย่างตระกูลเย่โบราณ ซึ่งบรรพชนจักรพรรดิของพวกเขาเคยทะยานขึ้นสู่หนทางแห่งเซียน กลายเป็นชนชั้นตระกูลเซียนโบราณที่ได้รับการยกย่องสูงส่งกว่าสายแยกอื่นใด
ทว่าสิ่งที่น่าเกรงขามที่สุดก็คือ ตระกูลราชันแห่งยุคบรรพกาลนั้นมีจำนวนมากมายจนเกินคาด หากพวกเขาร่วมมือกันเพียงครั้งเดียว พลังที่ปลดปล่อยออกมาจะเกรียงไกรจนโลกหล้าต้องสั่นสะท้าน บรรดาเผ่าพันธุ์และนิกายต่างๆ ล้วนต้องเกรงขามยำเกรง
และแม้กระทั่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์กับตระกูลวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์เอง บรรพชนของพวกเขาก็เคยอยู่ในขอบเขตใกล้เคียงเซียนเช่นกัน อำนาจและเกียรติยศจึงมิด้อยไปกว่าตระกูลเซียนโบราณเลยแม้แต่น้อย
“การที่เรื่องราวของผู้สืบทอดวิชามารถูกเปิดโปงออกมาเช่นนี้ ท่านมิรู้สึกว่ามันดูเร่งรีบและบังเอิญเกินไปหรือ”
ชื่อหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อยหลังจากได้ยินคำกล่าวของกู้ฉางเกอ นางเอ่ยเสียงเรียบทว่าเต็มไปด้วยความสงสัย
“เมื่อมองย้อนกลับไปในทุกยุคสมัย มิว่าเหตุการณ์ใดที่เกี่ยวข้องกับผู้สืบทอดวิชามารนั้นถูกเปิดเผย ย่อมก่อให้เกิดความปั่นป่วนไปทั่วทุกดินแดน กลายเป็นเหตุอันใหญ่หลวงที่ทุกสำนักลุกขึ้นมาปราบปราม และที่สำคัญ ผู้สืบทอดเหล่านั้นล้วนมีพลังที่แข็งแกร่งเกินหยั่งถึง”
“ทว่าในครั้งนี้ ผู้สืบทอดวิชามารที่ถูกกล่าวหากลับดูอ่อนแอเกินไป ข้าได้ยินมาว่าระดับพลังของเขายังมิถึงขั้นจอมราชันเสียด้วยซ้ำ เขาจะสังหารไป๋เลี่ยผู้มีของวิเศษปกป้องชีวิตมากมายได้อย่างไร”
ดวงตาของชื่อหลิงฉายแววครุ่นคิด คล้ายมองเห็นความผิดปกติบางอย่าง แม้หลักฐานทุกอย่างล้วนชี้ชัดว่าผู้สืบทอดวิชามารคือเย่หลิง และตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ก็ป่าวประกาศอย่างชัดเจนว่าจะตามล่าตัวเขาเพื่อล้างแค้นให้กับทายาท
ในช่วงนี้ พวกเขายังส่งผู้แข็งแกร่งจำนวนมากออกมา พร้อมกับสมบัติวิเศษที่สามารถบังคับให้ผู้คนเผยโฉมหน้าที่แท้จริงได้
ทว่าชื่อหลิงก็ยังมิเชื่อ
เพราะนางรู้จักกับเย่หลิง
ครั้งหนึ่ง นางเคยพบกับเขาในดินแดนลับแห่งหนึ่ง เขาทิ้งความประทับใจให้กับนางมิน้อย ถึงจะมิใช่ผู้ยึดมั่นในหลักคุณธรรม ทว่าเขาก็มีหัวใจของผู้แสวงหาหนทางแห่งความแข็งแกร่ง
เย่หลิงเป็นบุรุษหนุ่มที่ทั้งเด็ดเดี่ยวและเฉลียวฉลาด แม้บางครั้งวิธีการแย่งชิงโชควาสนาของเขาจะดูมิงดงามนัก ทว่าเขากลับดูมิใช่ผู้ที่แฝงความโหดเหี้ยมเย็นชาอย่างผู้สืบทอดวิชามารที่ถูกร่ำลือ
ยิ่งไปกว่านั้น นางรู้ดีว่าพลังอันลึกลับของเย่หลิงนั้นคล้ายกับเป็นมรดกจากมหาเทพแห่งยุคบรรพกาล
แล้วเหตุใดกันเล่า ชะตากรรมของเขาจึงบิดเบี้ยว กลายมาเป็นผู้สืบทอดวิชามารในครานี้
“นั่นสิ แม้ว่าเย่หลิงจะยังมิถึงขอบเขตจอมราชัน ทว่าเขาจะสังหารศิษย์มรรคาไป๋เลี่ยได้อย่างไร เรื่องนี้ข้าเองก็รู้สึกสงสัยอยู่มิน้อยเช่นกัน”
“ศิษย์มรรคาไป๋เลี่ยเป็นถึงทายาทของตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ เขาย่อมมีสมบัติปกป้องชีวิตอยู่มากมาย ยังมิต้องกล่าวถึงไพ่ตายที่เขาเก็บซ่อนไว้ ด้วยความสามารถของเขาไหนเลยจะถูกสังหารอย่างไร้สุ้มเสียงเช่นนี้ได้”
“สำหรับเย่หลิงผู้นี้ แม้ข้าจะมิเคยพบหน้า ทว่าก็ได้ยินมาจากศิษย์มรรคาเย่ที่กล่าวถึงเขาอยู่บ้างว่าเป็นผู้ที่มีวิชาพิสดาร สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดแห่งทรัพยากรที่ขาดแคลน และพัฒนาพลังได้อย่างรวดเร็ว”
“อีกทั้งช่วงนี้ก็มีข่าวคราวถึงยอดอัจฉริยะจากหลากหลายสำนักที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไหนจะเรื่องผู้สืบทอดวิชามารที่กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง เรื่องราวสองสิ่งนี้ หากพิจารณาดูแล้ว ก็อดเชื่อมโยงกันมิได้จริงๆ”
“กล่าวตามตรง เมื่อมินานมานี้ ขณะข้ากำลังสนทนากับศิษย์มรรคาเย่ ข้าเองก็เคยสงสัยถึงตระกูลสายรองที่เขากล่าวถึง”
สิ้นคำ กู้ฉางเกอคล้ายตกอยู่ในห้วงความคิด ดวงตาคมกริบทอดมองไปยังที่ไกลโพ้น เขาพยักหน้าเล็กน้อยราวกับกำลังชั่งใจ ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่ชวนให้ครุ่นคิด
เขาค่อยๆ คลี่คลายปมความสงสัยอย่างรอบคอบ ประหนึ่งว่ากำลังพยายามขบคิดหาคำตอบที่สมเหตุสมผล
มิว่าอย่างไร ในห้วงเวลานี้ เขาย่อมต้องยืนอยู่ข้างเย่หลิงอย่างแนบเนียน แม้เย่หลิงจะเคยประกาศท้าทายเขาก็ตาม แต่ถึงกระนั้น กู้ฉางเกอก็แสดงให้เห็นถึงความใจกว้างที่เปี่ยมด้วยฐานะและบารมี
สำหรับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ต่างก็คิดไปเป็นเสียงเดียวกันว่า กู้ฉางเกอกับเย่หลิงไหนเลยจะเกี่ยวข้องกันได้ ในเมื่อทั้งสองนั้นราวกับอยู่คนละฟากฟ้า
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้จากปากของกู้ฉางเกอ ใบหน้าของชื่อหลิงพลันเผยรอยยิ้มเล็กน้อยออกมา ความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งในดวงตาของนาง ดูเหมือนจะเจือความพึงพอใจขึ้นมา
“ดูท่าความคิดของศิษย์มรรคากู้จะสอดคล้องกับข้าอยู่มิน้อยเลยทีเดียว”
ก่อนหน้านี้นางเคยได้ยินมาว่า กู้ฉางเกอเป็นคนเย็นชา เอาแต่ใจ และยากจะเข้าหา ทว่าเมื่อได้พบกับเขาในวันนี้ กลับพบว่าคำร่ำลือเหล่านั้นมิเป็นความจริงเสียทีเดียว
เกรงว่าน่าจะเป็นข่าวลือที่พวกที่คิดจะป้ายสีเขาเป็นผู้สร้างขึ้นมาเองเสียมากกว่า
ขณะสนทนากับกู้ฉางเกอ นางกลับสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นดั่งสายลมในยามวสันต์ ท่าทางสงบนิ่ง สุขุมอ่อนโยน รูปลักษณ์สง่างามราวกับหยก งดงามเหนือสามัญชน
หากทั้งหมดนี้เป็นเพียงการเสแสร้งปั้นแต่ง กู้ฉางเกอก็คงเป็นผู้ที่น่าหวาดหวั่นอย่างถึงที่สุด
ทว่าชื่อหลิงยังคงเลือกที่จะเชื่อว่านี่คืออุปนิสัยที่แท้จริงของเขา
ส่วนข่าวลือที่กล่าวว่าเขาควบคุมทุกสรรพสิ่งในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ไว้ได้ด้วยมือเพียงข้างเดียวนั้น สำหรับชื่อหลิงแล้ว นั่นก็เป็นเพียงผลพวงจากอำนาจบารมีและความแข็งแกร่งของเขา ที่ทำให้มิมีผู้ใดกล้าแม้แต่จะคิดล่วงเกิน
ในขณะนั้นเอง บรรดายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งหลายที่ได้ยินคำกล่าวของกู้ฉางเกอต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย บนใบหน้าฉายแววคิดตามและยอมรับว่ามีเหตุผลมิน้อย
ทว่าในเวลาเดียวกันนั้นเอง ใบหน้าอันแผ่รัศมีเจิดจรัสของเย่หลางเทียนก็เผยสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น เขาลุกขึ้นยืน มองชื่อหลิงแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ
“การที่ผู้สืบทอดวิชามารปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เป็นเรื่องที่พวกเราต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง มิใช่เพียงเรื่องของการเชื่อหรือมิเชื่อเท่านั้น เมื่อมินานมานี้ ข้ากับศิษย์มรรคากู้ได้สนทนาถึงเรื่องนี้ไว้แล้ว”
เมื่อเห็นว่าผู้คนรอบข้างแสดงท่าทีสงสัย เย่หลางเทียนจึงกล่าวถึงข้อกังขาที่เขาได้ค้นพบมาโดยตลอด เพื่อเป็นการยืนยันว่าคำวิเคราะห์ของกู้ฉางเกอเมื่อครู่มิได้ไร้เหตุผล
เย่หลิงซึ่งเป็นเพียงญาติสายตระกูลรอง ไร้ซึ่งทรัพยากรสนับสนุนมากมาย เช่นนั้นเขาจะสามารถก้าวหน้าในพลังฝีมือได้อย่างไร
หากเทียบกับเขาผู้เป็นทายาทหลักแล้ว เย่หลิงย่อมมิอาจเทียบเคียงได้เลยสักนิด
ทว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา พลังของเย่หลิงกลับก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วผิดปกติ อีกทั้งเขายังจากตระกูลไปเป็นเวลานานโดยมิมีผู้ใดล่วงรู้ว่าเขาหายไปฝึกบำเพ็ญเพียรที่ใด
ยิ่งไปกว่านั้น มิเคยได้ยินข่าวคราวว่าเย่หลิงได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของสำนักใดหรือมีผู้ใดคอยชี้แนะ
เมื่อพิจารณาแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างจึงเต็มไปด้วยเงื่อนงำและข้อสงสัยทั้งสิ้น
“เย่หลิงในฐานะคนตระกูลเย่ กลับกระทำการเยี่ยงนี้ ข้าจะให้คำอธิบายต่อทุกสำนักและนิกายอย่างแน่นอน”
เย่หลางเทียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นคง แสดงถึงการที่เขาได้รับมอบหมายให้จัดการเรื่องนี้อย่างเต็มที่ หลังจากที่ได้หารือกับผู้อาวุโสในตระกูลแล้ว
ช่วงนี้เขาเองก็กำลังหาวิธีสืบเสาะหาตัวเย่หลิงให้พบ เดิมทีเขาคิดจะใช้คนในตระกูลของเย่หลิงมาบีบคั้น ทว่าเมื่อคิดให้ถี่ถ้วน เย่หลิงเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม มิได้รับการยอมรับจากผู้ใดเลย การจะนำชีวิตของญาติสายตระกูลเดียวกันมากดดัน จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปมิได้
เย่หลิงสูญเสียบิดาแท้ๆ ไปเมื่อมินานนี้เอง ส่วนมารดาก็แต่งงานใหม่ตั้งแต่เย่หลิงยังเด็ก ดังนั้น เย่หลางเทียนจึงเชื่อว่าสภาพแวดล้อมในวัยเยาว์ได้ก่อร่างสร้างนิสัยของเย่หลิงให้เป็นเช่นนี้
“ที่ท่านกล่าวมาก็มีเหตุผลอยู่ ทว่าการตัดสินว่าเย่หลิงเป็นผู้สืบทอดวิชามารเพียงเพราะเหตุผลเหล่านี้ ดูจะด่วนสรุปเกินไปหน่อยหรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชื่อหลิงขมวดคิ้ว กล่าวเสียงเย็นพลางจับจ้องไปยังเย่หลางเทียนด้วยความสงสัย
นางมิเข้าใจว่าเหตุใดเย่หลางเทียนจึงแสดงความเป็นศัตรูต่อเย่หลิงถึงเพียงนี้ ราวกับปักใจเชื่อว่าเย่หลิงคือผู้สืบทอดวิชามารอย่างมิผิดเพี้ยน
แต่กระนั้น นางก็มิอาจเอ่ยปากกล่าวความจริงได้ว่า สิ่งที่เย่หลิงครอบครองอยู่นั้นคือเคล็ดวิชาที่สืบทอดมาจากมหาเทพในยุคบรรพกาล
เพราะนอกเหนือจากคำถามที่ว่าผู้ใดจะเชื่อนางแล้ว เรื่องนี้ย่อมก่อให้เกิดปัญหาที่ใหญ่ยิ่งกว่าเดิม
เคล็ดวิชาของมหาเทพแห่งยุคบรรพกาล ย่อมล่อตาล่อใจผู้คนมากกว่าเคล็ดวิชามารหลายเท่านัก หากความจริงนี้แพร่งพรายออกไป จะยิ่งดึงดูดความโลภของเหล่าผู้แข็งแกร่งทั้งหลาย
สุดท้ายแล้ว สถานการณ์ของเย่หลิงมิเพียงแต่จะมิดีขึ้น ทว่าจะยิ่งเลวร้ายลงกว่าเดิมหลายเท่านัก!
“เย่หลิงนั้นหากเป็นผู้สืบทอดวิชามารแล้วเล่า พลังที่เขาแสดงออกมาให้เห็นภายนอก จะเป็นเพียงสิ่งที่พวกเราล่วงรู้ได้ง่ายดายเช่นนั้นหรือ หากคิดจะสังหารไป๋เลี่ย เหตุใดจึงมิใช่เรื่องง่ายดายสำหรับเขา”
ในขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งพลันดังขึ้น บุรุษผู้เอ่ยคำมีร่างกายแวดล้อมไปด้วยหมอกมัวสลัว ราวกับอยู่ในภาพมายา มีเพียงดวงตาที่ลึกล้ำดั่งมหาสมุทรสะท้อนอยู่ในนั้น เขาคือหนึ่งในยอดอัจฉริยะแห่งตระกูลหวังแห่งชีวิตอันยืนยงอันสูงศักดิ์ หวังอู๋ซวง
“แล้วผู้ใดเคยเห็นพลังของเย่หลิงกับตาเล่า ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น มิควรใส่ความผู้บริสุทธิ์โดยปราศจากหลักฐาน”
ชื่อหลิงขมวดคิ้วก่อนเอ่ยขึ้นอย่างมิพอใจ ใบหน้าอันงดงามเย็นชาและหยิ่งทะนงฉายแววมิสบอารมณ์อย่างชัดเจน
นางยังคงตั้งใจจะแก้ต่างให้เย่หลิง ทว่าบรรดาเหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์กลับขมวดคิ้ว สีหน้าแฝงด้วยความสงสัยขึ้นมาทันที
เหตุใดชื่อหลิงจึงออกโรงปกป้องเย่หลิงครั้งแล้วครั้งเล่ากัน
“บริสุทธิ์หรือ คำนี้เจ้าควรไปกล่าวกับตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ด้วยตนเองเถิด!”
เผิงเฟยผู้เป็นทายาทของตระกูลปักษาทองศักดิ์สิทธิ์ แค่นเสียงหัวเราะเยาะ ดวงตาทอประกายเย็นชา
ใบหน้าของเย่หลางเทียนก็ปรากฏความมิพอใจขึ้นมาเช่นกัน เขากล่าวเสียงหนักแน่นว่า
“ระหว่างที่ข้าตรวจสอบเรื่องราวของเย่หลิง ข้าก็พบว่า ในตอนที่เย่หลิงเข้าไปฝึกบำเพ็ญเพียรในดินแดนลี้ลับแห่งหนึ่ง บังเอิญเหลือเกินที่เทวีชื่อหลิงก็อยู่ในที่แห่งนั้นเช่นกัน หรือว่าเจ้ากับเย่หลิงรู้จักกันดี จึงต้องออกมาปกป้องกันถึงเพียงนี้”
คำกล่าวนี้ทำให้บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบงันไปชั่วขณะ ความรู้สึกอึดอัดแผ่ซ่านออกมา ราวกับเกิดระลอกคลื่นที่ยากจะสงบลงได้
สีหน้าของชื่อหลิงแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ยามนี้เย่หลิงกำลังถูกตราหน้าว่าเป็นผู้สืบทอดวิชามาร หากมีผู้ใดข้องเกี่ยวกับเขาแม้เพียงเล็กน้อย ก็ย่อมมิใช่เรื่องดีเลยแม้แต่น้อย
แม้นางจะเป็นถึงผู้สืบทอดของตระกูลวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์ ทว่าการเข้าไปเกี่ยวพันกับเรื่องนี้ ย่อมส่งผลกระทบถึงตระกูลของนางอย่างแท้จริง
สุดท้าย ชื่อหลิงจึงได้แต่เพียงเงียบงัน มิอาจกล่าวอันใดได้อีก
“เย่หลางเทียน เรื่องนี้อย่าเพิ่งด่วนสรุปไปเลย ข้าเชื่อว่าที่เทวีชื่อหลิงเอ่ยเช่นนี้ ก็เพราะนางหวั่นเกรงว่าเราอาจใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์เข้าโดยมิรู้ตัว”
“หากสุดท้ายแล้ว เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรทั้งหลายต่างไล่ล่าตัวเย่หลิง ทว่ากลับปล่อยให้ผู้สืบทอดวิชามารตัวจริงรอดพ้นไปได้ เช่นนั้นย่อมกลายเป็นหายนะครั้งใหญ่ มิใช่เรื่องล้อเล่นเลย”
“นางกล่าวเช่นนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยของสรรพชีวิตทั้งมวล หาใช่เรื่องมิสมควรไม่ พวกเราจึงมิควรตัดสินใจไปโดยพลการ”
ขณะนั้นเอง กู้ฉางเกอยกมือขึ้นห้ามปราม ดวงหน้าฉายรอยยิ้มบางที่ยากจะหยั่งถึง คล้ายคลึงกับบรรยากาศอันนิ่งสงบ ทว่ากลับซ่อนคมกระบี่เอาไว้ภายใน
ประโยคนี้เอ่ยออกมา ดูเผินๆ ราวกับเป็นการไกล่เกลี่ยท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียด ทว่าแววตาที่ล้ำลึกของเขานั้นกลับเผยความหมายที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
กู้ฉางเกอรู้สึกสนใจอย่างยิ่งเมื่อได้ยินจากปากเย่หลางเทียนว่า ชื่อหลิงนั้นมีความเกี่ยวข้องกับเย่หลิง
ที่แท้นางก็รู้จักกับเย่หลิงมาก่อน มิน่าเล่าจึงได้ช่วยพูดแทนให้กับเย่หลิงไปมิน้อย
เขาพลันหัวเราะขึ้นในใจโดยมิได้แสดงออกมาให้เห็น
ก่อนหน้านี้ เขามิได้ล่วงรู้เรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย