ชะตาฟ้า ข้าลิขิต

    ตอนที่ 39 : ตระกูลชิงออกจากเมืองหยางโจว

    วันรุ่งขึ้นสมาชิกของตระกูลชิงก็ค่อยๆทยอยออกมา โดยมีรถม้าหลายคันจอดอยู่เบื้องหน้าทางเข้าตระกูล


    พวกเขากำลังขนย้ายสัมภาระเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการออกเดินทาง


    เหล่าชาวเมืองบริเวณใกล้เคียงต่างก็จ้องมองสมาชิกของตระกูลชิงด้วยท่าทีที่ไม่เป็นมิตร


    เห็นได้ชัดว่าข่าวที่ตระกูลชิงทรยศต่อสำนักจักรพรรดิดาราและไปเข้าร่วมกับสำนักจักรพรรดิพิรุณได้แพร่งพรายออกไปแล้ว นั่นทำให้ชาวเมืองที่เคยเคารพเทิดทูนตระกูลชิงกลับกลายเป็นรู้สึกรังเกียจและขยะแขยง


    โดยที่ในเวลานี้ข่าวคราวเกี่ยวกับบุคลิกที่ดีของจางหลินก็เริ่มแพร่กระจายเป็นวงกว้าง ซึ่งมันสามารถกลบข่าวคราวที่เสียหายของเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้บางส่วน 


    แต่ท้ายที่สุดเขาก็ยังเป็นคนไร้ประโยชน์ที่ไม่สามารถฝึกฝนปราณได้แม้ว่าเขาจะมีบุคลิกที่ดีแค่ไหนก็ตาม 


    ถึงกระนั้นใครหลายๆคนกลับมองว่า นี่คือจุดเริ่มต้นสู่ความรุ่งโรจน์ของตระกูลจาง


    ในเมื่อไม่มีตระกูลชิงมาคอยครอบงำ ตระกูลจางจะกลายเป็นกองกำลังที่สำคัญที่สุดในเมืองหยางโจวไปโดยปริยาย


    .

    .

    .


    หลังจากที่จางหลินได้ประชุมกับเหล่าผู้อาวุโสในตระกูล พวกเขาก็มีมติดังนี้


    ในปีนี้จะมีผู้เข้าแข่งขันจากตระกูลจางเพียงแค่สามคนเท่านั้น นั่นคือจางเจียหยู จางหลงและจางหวู่ฮุ่ย ซึ่งทั้งสามต่างก็เป็นบุตรของผู้อาวุโสสูงสุดและผู้อาวุโสลำดับที่สอง


    เนื่องจากว่าพวกเขาเหล่านี้ได้ฝึกฝนเคล็ดวิชามาอย่างแข็งขัน และเปรียบดั่งเมล็ดพันธุ์ชั้นดีของตระกูลจาง ฉะนั้นแล้วขอเพียงแค่หนึ่งในสามคนนี้ถูกรับเลือกโดยสำนักจักรพรรดิดารา ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ตระกูลจางตั้งตระหง่านอยู่ในเมืองหยางโจวได้อีกเป็นระยะเวลานาน


    โดยระยะเวลาที่เหลือนี้ จางหลินก็ได้รับหน้าที่ในการดูแลการฝึกฝนของพวกเขา เนื่องจากว่าเหตุการณ์ที่เขาได้ช่วยเหลือจางเจียหยูในวันนั้นทำให้เหล่าผู้อาวุโสเริ่มที่จะยอมรับในตัวของจางหลินมากขึ้น พวกเขาจึงได้ตัดสินใจให้จางหลินรับหน้าที่เป็นครูฝึกสอนให้แก่สามพี่น้องตระกูลจาง


    แน่นอนว่าจางหลินย่อมไม่ปฏิเสธ เพราะถึงอย่างไรสิ่งที่เขาต้องการในตอนนี้ก็คือความมั่นคงของตระกูลจาง 


    โดยเฉพาะในตอนนี้ ตระกูลชิงถือได้ว่าเป็นศัตรูของตระกูลจางไปแล้ว หากในวันหนึ่งตระกูลชิงมีชื่อเสียงขึ้นมา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกมันจะต้องกลับมาล้างแค้นตระกูลจางอย่างแน่นอน!


    ฉะนั้นแล้วตระกูลจางเองก็จำเป็นต้องสั่งสมกองกำลังและภูมิหลังที่แข็งแกร่งไว้เพื่อที่จะรับมือกับเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า


    เพราะถึงอย่างไรในอนาคตย่อมต้องเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นเป็นธรรมดา แต่เนื่องด้วยชื่อเสียงของหยุนเหวินทำให้ตระกูลชิงจึงไม่กล้าที่จะเคลื่อนไหวในตอนนี้...


    .

    .

    .


    ~ เวลาล่วงเลยผ่านไปสองวัน ~


    วันนี้เป็นวันครบกำหนดที่ตระกูลชิงจะต้องออกจากเมืองหยางโจวตามคำสั่งของหยุนเหวิน และวันนี้ยังเป็นวันที่จะมีผู้อาวุโสจากสำนักจักรพรรดิดาราเข้ามาเลือกศิษย์เข้าสู่สำนักชั้นนอก ซึ่งผู้เข้าแข่งขันและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ไปรวมตัวกันอยู่ที่ลานกว้างของคฤหาสน์เจ้าเมืองแล้ว


    เบื้องหน้าทางเข้าตระกูลชิง รถม้าที่จอดเรียงรายเป็นขบวนก็พร้อมสำหรับการออกเดินทาง แน่นอนว่าสมาชิกตระกูลชิงนับร้อยคนก็ได้มายืนรออยู่แล้วเช่นกัน


    ชิงเยว่ที่อยู่ในอาภรณ์สีเขียวอ่อนกำลังจ้องมองเข้าไปภายในห้องนอนด้วยแววตาที่เศร้าหมอง 


    สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่นางได้เติบโตมา นางย่อมต้องผูกพันกับที่แห่งนี้เป็นธรรมดา


    ในความเป็นจริงสถานการณ์นี้เป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับตระกูลชิง เนื่องจากว่าในศึกสงครามครั้งก่อน ตระกูลชิงได้สังหารผู้ที่แข็งแกร่งจากเมืองชิงโจวไปมากมาย 


    ดังนั้นแล้วหากพวกเขาถูกกำหนดเป้าหมายโดยศัตรูร่วมกันจากเมืองชิงโจว นั่นจะกลายเป็นหายนะของตระกูลชิงอย่างแน่นอน


    และความกดดันทั้งหมดนี้จะตกอยู่ที่ชิงเยว่ ที่จำเป็นต้องสร้างชื่อเสียงให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าตระกูลที่เป็นศัตรูเหล่านั้น เพื่อที่จะได้รับการคุ้มครองอย่างดีที่สุดจากสำนักจักรพรรดิพิรุณ


    ความปลอดภัยของตระกูลชิงทั้งหมดขึ้นอยู่กับอำนาจและชื่อเสียงของนาง


    ชิงเยว่ทำได้เพียงถอนหายใจ ซองจดหมายปรากฏขึ้นในมือของนาง นางแนบมันไว้กับขอบประตูตำหนักด้วยสีหน้าที่รู้สึกผิด “พี่จาง ข้าขอโทษ แต่ข้าจำเป็นต้องทำตามที่ท่านพ่อบอก ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความรุ่งโรจน์ของตระกูลชิง... บางทีจดหมายนี้อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ข้าทำให้ท่านได้ก่อนที่เราจะแยกจากกัน”


    ก่อนหน้านี้นางไม่เคยคิดแยแสจางหลินเลย ที่นางทำไปทั้งหมดก็เพื่อความทะเยอทะยานอยากจะเป็นใหญ่ของชิงเหลียนเฟิงเท่านั้น


    แต่ในตอนนี้ความรู้สึกของนางที่มีต่อจางหลินได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง


    เมื่อเห็นใบหน้าและแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความเจ็บช้ำเมื่อจางหลินเอ่ยคำๆนั้นออกมาในพิธีแต่งงาน นั่นเป็นครั้งแรกด้วยซ้ำที่นางรู้สึกดีต่อตัวของจางหลินและไม่ได้มองว่าเขาเป็นคนไร้ประโยชน์อีกต่อไป


    ดวงตาของชิงเยว่สั่นไหวด้วยความหมองหม่นและยืนแข็งทื่ออยู่อย่างนั้นราวกับรูปปั้น “แม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่าท่านรู้เกี่ยวกับสำนักจักรพรรดิพิรุณได้อย่างไร แต่ข้าหวังว่าท่านจะไม่คิดแก้แค้นสำนักจักรพรรดิพิรุณ นั่นก็เพื่อความปลอดภัยของตระกูลจางและตัวของท่านเอง…”


    แต่จู่ๆก็มีเสียงเรียกดังขึ้นด้านหลัง “เยว่เอ๋อร์ มัวทำอะไรอยู่? พวกเราจะออกเดินทางกันแล้ว”


    เมื่อได้ยินเสียงของชิงเหลียนเฟิง ชิงเยว่รีบปาดน้ำตาที่คลอเบ้า นางแหงนหน้ามองไปยังทิศอาณาเขตของตระกูลจางพลางพูดพึมพำด้วยเสียงสั่น “พี่จาง ลาก่อน เราคงจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว…”


    .

    .

    .


    ~ ตระกูลจาง ~


    จางหลินยืนอยู่ที่ริมระเบียงสูงของอาคารหลักและจ้องมองไปในทิศทางของตระกูลชิงจากระยะไกล ดวงตาของเขาไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจ


    การอพยพของตระกูลชิงพอที่จะทำให้เขาสบายใจขึ้นได้บ้าง แม้แต่ปรมาจารย์ซูหยานและหยางเซี่ยเองก็จะกลับไปที่สำนักจักรพรรดิพิรุณในวันนี้เช่นกัน นั่นหมายความว่าแผนการทั้งหมดที่ปรมาจารย์ซูหยานวางไว้ก็คงจะถูกยกเลิกไปแล้วทั้งหมด


    “หลินเอ๋อร์” เสียงของจางหยินเซียวดังขึ้นจากด้านหลัง เขาเดินมาที่ริมระเบียงเทียบเคียงกับจางหลิน ขณะจ้องมองไปยังตระกูลชิง “เจ้าจะไม่ไปบอกลาชิงเยว่หน่อยหรือ?”


    “บอกลา?” จางหลินยิ้มเยาะ “ผู้หญิงพรรค์นั้นไม่มีค่าเพียงพอให้ข้าต้องไปบอกลานางด้วยตนเอง”


    ประโยคของเขาทำให้ใบหน้าของจางหยินเซียวมืดลงด้วยความโกรธในทันที “นางเป็นคู่หมั้นของเจ้ามาตลอด 9 ปี เจ้าจะพูดเช่นนี้ได้อย่างไร?”