วันนี้คือวันพิธีเปิดภาคเรียน
ผมมองชุดของตัวเองในกระจกบานใหญ่ สมเป็นชุดของสถาบันที่ถูกยกย่องว่าดีที่สุดในจักรวรรดิจริง ๆ
เครื่องแบบสีดำเข้มถูกตัดเย็บอย่างประณีต เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดซ่อนอยู่ใต้เสื้อกั๊กเข้ารูป ประดับกระดุมโลหะและลวดลายเวทมนตร์สีทองที่ปักละเอียดยิบ เนกไทสีม่วงเข้มถูกผูกไว้อย่างเรียบร้อย เผยให้เห็นตราสัญลักษณ์ของสถาบันบนอกเสื้อ
เหนือเครื่องแบบนั้นคือเสื้อคลุมยาวสีดำขลิบทอง ด้านในบุด้วยผ้าสีม่วงเข้ม เมื่อสายลมพัดผ่าน ชายผ้าคลุมจะพลิ้วไหวราวกับเงามนตร์ ลวดลายสีทองที่ปักอยู่ตามขอบเสื้อสะท้อนแสงอ่อน ๆ ยามต้องแสง
กางเกงขายาวสีดำและรองเท้าหนังขัดเงาช่วยเติมความสง่างามให้กับชุดทั้งหมด ทำให้ดูไม่น้อยหน้าไปกว่าชุดขุนนางคนไหนเลย แถมยังมีเวทป้องกันและเวททำความสะอาดในตัวสลักไว้ด้วย นับว่าสุดยอดไม่แพ้ชุดที่ขุนนางระดับสูงสวมใส่จริง ๆ
ผมหมุนตัวมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง สัมผัสเนื้อผ้าที่ปลายแขนเสื้อ ความรู้สึกแปลกใหม่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในอก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมสวมเสื้อผ้าของคนรับใช้ ชุดนักทดลอง หรือเสื้อผ้าธรรมดาสำหรับปลอมตัวออกทำภารกิจภายนอก แต่ไม่เคยสวมสิ่งใดที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้สวมใส่ดูโดดเด่นสมเกียรติแบบนี้มาก่อนเลย
และสิ่งสุดท้าย — ตะเกียง
ข้างในบรรจุเศษเสี้ยววิญญาณของเรน่าเอาไว้ ตะเกียงใบนี้ถูกร่ายเวทป้องกันโดยเซนิธเอง สามารถกันเวทระดับสูงได้ด้วยซ้ำ
ผมยกมันขึ้นมองใกล้ ๆ แสงสีขาวจาง ๆ ภายในยังคงสั่นไหวเบา ๆ เหมือนเปลวเทียนที่ไม่มีวันดับ
ใครจะไปคิดว่าตะเกียงธรรมดา ๆ ที่เซนิธหยิบมาจากกำแพงทางเดินแล้วร่ายเวทเพียงไม่ถึงนาที จะกลายเป็นสิ่งที่แข็งแกร่งขนาดนี้
แค่คิดถึงเรื่องนั้น ผมก็รู้สึกได้ทันทีว่าหนทางสู่การแก้แค้นยังอีกยาวไกลนัก เซนิธคนที่สามารถร่ายเวทป้องกันระดับนี้ได้อย่างไม่ต้องออกแรง ยังคงเป็นกำแพงที่ผมยังมองไม่เห็นยอด
ผมสลัดความคิดนั้นทิ้ง เดินออกจากที่พักมุ่งหน้าสู่โดมพิธี
ระหว่างทาง ผมเห็นนักเรียนมากมายเดินอยู่บนถนนสายเดียวกัน ทุกคนสวมชุดสถาบันเช่นเดียวกับผม บางคนเดินเป็นกลุ่ม พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนิทสนม คงเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมาจากตระกูลเดียวกันหรือเคยพบปะกันในงานสังคมของขุนนางมาก่อน บางคนเดินคนเดียวอย่างสงบ สีหน้าเคร่งเครียดปนตื่นเต้นไม่ต่างจากผม
ผมกวาดสายตานับคร่าว ๆ
ผู้ที่สอบผ่านเข้าสถาบันในปีนี้ทั้งหมด ดูจะเกินร้อยคนแล้ว...
เสียงรองเท้าที่กระทบพื้นหินเรียงรายกันเป็นจังหวะ ผสมกับเสียงพูดคุยแผ่วเบาที่ลอยมาเป็นระยะ สร้างบรรยากาศที่ทั้งตื่นเต้นและกดดันไปพร้อมกัน
ในที่สุดผมก็มาถึงจุดหมาย — กำแพงหินสูงตระหง่านที่ล้อมรอบพื้นที่ขนาดมหึมา
ถ้าถามว่าทำไมถึงมีกำแพงขนาดนี้อยู่ภายในเมืองหลวงได้ คำตอบก็มีเพียงข้อเดียว
สถาบันเวทมนตร์ลูนาเรียคือเมืองที่ตั้งอยู่ภายในเมืองหลวงของจักรวรรดิอีกทีหนึ่ง
ที่ใดในโลกจะทำแบบนี้ได้ นอกจากจักรวรรดิเท่านั้น
เหตุผลที่เป็นแบบนี้เพราะสถาบันแห่งนี้ยึดหลักการหนึ่งอย่างเคร่งครัด — นักเรียนทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน
และเพื่อให้คำพูดนั้นเป็นจริงในทางปฏิบัติ สถาบันจึงสร้างกำแพงนี้ขึ้นมา ตัดขาดนักเรียนทุกคนจากอำนาจ ทรัพย์สิน และสถานะทางสังคมเดิมของพวกเขาโดยสิ้นเชิง
ผมมองกำแพงนั้นอยู่ครู่หนึ่ง พยายามสัมผัสมานาที่ฝังอยู่ในเนื้อหิน ความหนาแน่นของเวทป้องกันที่ผมรู้สึกได้นั้นน่าทึ่งไม่แพ้อาคารเรียนที่ผมเคยไปสำรวจมาก่อนหน้านี้ กำแพงนี้ไม่ได้มีไว้แค่กันคนเข้าออกตามกฎ แต่ยังทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันภัยคุกคามจากภายนอกด้วยอีกชั้นหนึ่ง
ถ้าภาคีรุ่งอรุณวางแผนโจมตีสถาบันจริงตามที่อัลเฟรดบอก...พวกเขาคงต้องเจอกับกำแพงระดับนี้ก่อนเป็นด่านแรก
ผมคิดในใจ ก่อนก้าวเดินต่อไปยังโดมพิธี
ผมเดินเข้าไปในโดมที่ตั้งอยู่ข้างกำแพง
แต่แทนที่จะเป็นหอประชุมสำหรับพิธีเปิดอย่างที่คาดไว้...
ภายในกลับเต็มไปด้วยประตูจำนวนมากเรียงรายกันเป็นแถวยาว นับได้ไม่ต่ำกว่าห้าสิบบาน แต่ละบานมีตัวเลขกำกับอยู่ด้านบน นักเรียนคนอื่น ๆ ที่เข้ามาก่อนหน้าผมถูกแบ่งแยกไปตามประตูต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ
พนักงานคนหนึ่งเดินเข้ามาหาผมทันที นำทางเข้าไปในห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง
ภายในมีชายคนหนึ่งนั่งรออยู่หลังโต๊ะ ท่าทางผ่อนคลาย ไม่มีความเป็นทางการมากเกินไปแบบที่ผมคาดไว้ เขามองผมแล้วยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้สงบใจ
"นั่งลงก่อนเถอะ ไม่ต้องตกใจไป"
เขาพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง
"นี่เป็นหนึ่งในขั้นตอนของพิธีเปิดเหมือนกัน"
ผมนั่งลงตามคำแนะนำ ก่อนถามขึ้น
"นี่คือพิธีเปิดจริง ๆ หรือครับ?"
"ใช่แล้ว"
เขาตอบพร้อมหัวเราะเบา ๆ
"พิธีเปิดของสถาบันลูนาเรียมันค่อนข้างแปลกกว่าที่คนทั่วไปคิดไว้เยอะนะ ทุกปีมีนักเรียนใหม่หน้าเหวอเข้ามาแบบเดียวกับนายเลยล่ะ"
เขาเอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย เริ่มอธิบายกฎอย่างเป็นระบบ
"กฎข้อแรก — ห้ามนำคนรับใช้ เงินตรา หรือสิ่งของส่วนตัวใด ๆ เข้าไปในพื้นที่ของสถาบันโดยเด็ดขาด"
"อนุญาตให้นำสิ่งของเข้าไปได้เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น และสิ่งของชิ้นนั้นต้องไม่ใช่อุปกรณ์สื่อสารหรืออาวุธใด ๆ"
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึ้น
"และที่สำคัญที่สุด — จะไม่มีใครสามารถออกจากพื้นที่นี้ได้จนกว่าจะจบภาคเรียน"
ผมเลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่ได้แสดงความประหลาดใจออกมามากนัก แม้ในใจจะกำลังทบทวนผลกระทบของกฎข้อนี้ต่อแผนการทั้งหมดที่วางไว้อยู่ก็ตาม
"แต่ไม่ต้องเป็นห่วงไป"
"ภายในนั้นมีสถานที่อำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า ร้านอาวุธ และอื่น ๆ อีกมากมาย ทุกร้านล้วนเป็นร้านระดับไฮเอนด์ที่ทางสถาบันคัดสรรมาเองทั้งสิ้น"
เขายิ้มเล็กน้อย
"เพียงแต่ทุกร้านใช้ระบบคะแนนแทนเงินตราครับ ทางสถาบันจะแจกคะแนนให้ทุกเดือนตามอันดับผลการเรียนของนักเรียนแต่ละคน รวมถึงคะแนนที่ได้จากแต่ละรายวิชา ภารกิจพิเศษที่สถาบันเตรียมไว้ให้ และยังสามารถหารายได้เพิ่มจากการทำงานนอกเวลาเรียนตามร้านค้าต่าง ๆ ภายในได้อีกด้วย"
หลังอธิบายจบ เขาก็มองมาที่ผม
"เลือกได้หรือยังครับ ว่าจะนำอะไรเข้าไป"
ผมหยิบโคมไฟออกมาวางบนโต๊ะ
เจ้าหน้าที่มองมันอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
"แน่ใจหรือครับ"
เขาถาม
"เท่าที่ผมเห็น มันก็แค่ตะเกียงธรรมดาที่มีเวทป้องกันเท่านั้นเอง สภาพก็ดูไม่น่าใช้งานได้ด้วยซ้ำ...เจ้านี่ไว้ใช้ทำอะไรเหรอครับ"
"เก็บวิญญาณ"
ผมตอบตรง ๆ
"วิญญาณหรือครับ?"
เขาเลิกคิ้ว
"ต่อให้เป็นเนโครแมนเซอร์ ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องเก็บวิญญาณเอาไว้ดีขนาดนี้นี่ครับ"
"ก็เพราะเธอสำคัญ"
ผมพูดสั้น ๆ น้ำเสียงราบเรียบ แต่มีบางอย่างในน้ำเสียงนั้นที่ทำให้เจ้าหน้าที่หยุดถามต่อ
เจ้าหน้าที่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเข้าใจ
"เธอ...อ๋อ อย่างนี้นี่เอง ผมเข้าใจแล้วครับ"
เขาจดบันทึกบางอย่างลงในเอกสาร ก่อนพูดต่อ
"นอกจากนี้ กรุณานำอุปกรณ์ทั้งหมดที่อยู่ในสวนแห่งเงาออกมาด้วยครับ"
ผมชะงักเล็กน้อย
"รู้ได้อย่างไรครับ?"
"ภายในสถานที่แห่งนี้ ทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของท่านผู้อำนวยการครับ"
เขาตอบอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเป็นเรื่องปกติที่สุด
"ผู้อำนวยการ?"
"ใช่ครับ ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในสถาบันแห่งนี้"
ผมนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ถ้าผู้อำนวยการมีสายตาที่มองทะลุถึงสวนแห่งเงาได้ขนาดนี้ ผมยิ่งต้องระวังให้มากกว่าเดิม
ผมค่อย ๆ นำอุปกรณ์ต่าง ๆ ออกจากสวนแห่งเงาวางบนโต๊ะทีละชิ้น
ดีนะที่รู้ล่วงหน้ามาก่อนบ้าง ผมเลยฝากอุปกรณ์ส่วนใหญ่ไว้กับคนของอัลเฟรดแล้ว
ผมคิดในใจ พลางมองกองอุปกรณ์ที่เหลืออยู่ไม่มากนักตรงหน้า
แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่หยุดพูด
"ยังไม่หมดนะครับ"
"ยังมีอะไรอีกหรือครับ?"
ผมถาม
"อุปกรณ์ของเหล่าอันเดดที่อยู่ในนั้นด้วยครับ"
"ของอันเดดด้วยหรือครับ?"
"ใช่ครับ"
ผมนำอุปกรณ์ของเหล่าอันเดดทั้งหมดออกมาวางเพิ่ม โชคดีที่อันเดดหลักของผมส่วนใหญ่ไม่ได้พกอาวุธติดตัวอยู่แล้ว
เจ้าหน้าที่ตรวจดูกองของทั้งหมดอย่างละเอียด สายตากวาดผ่านทุกชิ้นอย่างเป็นระบบ ก่อนพยักหน้า
"ผ่านครับ"
ยังดีที่เขาไม่พบรังไหมนั้น
ผมคิดในใจอย่างโล่งอก
ถ้าถูกสั่งให้เอาอาวุธที่ฝังอยู่ในร่างของเธอออกมาด้วยละก็ คงลำบากไม่น้อยเลย
ผมยังมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้สำเร็จโดยไม่ให้ใครล่วงรู้
อุปกรณ์ติดต่อขนาดเล็กที่อัลเฟรดมอบให้ผม ยังคงซุกซ่อนอยู่ในสวนแห่งเงาตั้งแต่ก่อนออกจากที่พัก
ผมรู้ดีว่าถ้าถูกตรวจพบ มันจะถูกยึดทันทีตามกฎข้อสอง — ห้ามนำอุปกรณ์สื่อสารเข้าไปโดยเด็ดขาด
แต่การถูกตัดขาดจากโลกภายนอกตลอดทั้งภาคเรียน โดยไม่มีทางติดต่ออัลเฟรดหรือลูน่าได้เลย...
นั่นเป็นความเสี่ยงที่ผมยอมรับไม่ได้
หลักการนั้นเรียบง่าย — อัมบราไม่ได้ปิดบังการมีอยู่ของอุปกรณ์ให้มองไม่เห็น แต่มันคือมานาที่มีความเข้มข้นสูงกว่ามานาของอุปกรณ์สื่อสารธรรมดาหลายเท่า
เมื่อห่อหุ้มจนหนาแน่นเพียงพอ สัญญาณมานาอ่อน ๆ ของอุปกรณ์ก็จะถูกกลบจนจมหายไปในกระแสอัมบราที่แผ่วงกว้างกว่า
เวทตรวจจับทั่วไปจะอ่านค่าได้เพียงมานาสีดำก้อนหนึ่ง ไม่ต่างจากเศษพลังตกค้างจากการเป็นเนโครแมนเซอร์ของผม ไม่มีเหตุผลให้ต้องสงสัยเป็นพิเศษ
ผมพอกอัมบราให้หนาที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่ทำให้รูปทรงของมันผิดปกติจนน่าสังเกต ก่อนใส่เข้าไปในสวนแห่งเงาให้เรียบร้อย
เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้นมาพอดี ไม่มีท่าทีสงสัยใด ๆ
"เรียบร้อยครับ"
เขาพูดพลางปิดแฟ้มเอกสาร
ผมสูดหายใจเข้าเบา ๆ อย่างไม่ให้สังเกตเห็น
สำเร็จ
อย่างน้อยตอนนี้ ผมก็ยังมีสายสัมพันธ์เส้นเล็ก ๆ ที่เชื่อมโยงไปยังโลกภายนอกอยู่ ถึงแม้จะต้องอยู่ในกำแพงแห่งนี้ตลอดทั้งภาคเรียนก็ตาม
จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็พูดขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย
"ผมแจ้งเจ้าหน้าที่คนอื่นเรียบร้อยแล้วครับ ไปแจ้งชื่อที่หน้าประตูกำแพงได้เลยครับ"
ผมพยักหน้ารับ ก่อนลุกขึ้นเดินออกจากห้อง
โคมไฟในมือข้างหนึ่งยังคงส่องแสงริบหรี่อยู่เช่นเดิม
ผมเดินตรงไปยังประตูกำแพงขนาดมหึมาที่รอผมอยู่ข้างหน้า