สายลับเนโครแมนเซอร์แห่งสถาบันเวทมนตร์

    ตอนที่ 35 พิธีเปิดภาคเรียน

    วันนี้คือวันพิธีเปิดภาคเรียน

    ผมมองชุดของตัวเองในกระจกบานใหญ่ สมเป็นชุดของสถาบันที่ถูกยกย่องว่าดีที่สุดในจักรวรรดิจริง ๆ



    เครื่องแบบสีดำเข้มถูกตัดเย็บอย่างประณีต เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดซ่อนอยู่ใต้เสื้อกั๊กเข้ารูป ประดับกระดุมโลหะและลวดลายเวทมนตร์สีทองที่ปักละเอียดยิบ เนกไทสีม่วงเข้มถูกผูกไว้อย่างเรียบร้อย เผยให้เห็นตราสัญลักษณ์ของสถาบันบนอกเสื้อ



    เหนือเครื่องแบบนั้นคือเสื้อคลุมยาวสีดำขลิบทอง ด้านในบุด้วยผ้าสีม่วงเข้ม เมื่อสายลมพัดผ่าน ชายผ้าคลุมจะพลิ้วไหวราวกับเงามนตร์ ลวดลายสีทองที่ปักอยู่ตามขอบเสื้อสะท้อนแสงอ่อน ๆ ยามต้องแสง



    กางเกงขายาวสีดำและรองเท้าหนังขัดเงาช่วยเติมความสง่างามให้กับชุดทั้งหมด ทำให้ดูไม่น้อยหน้าไปกว่าชุดขุนนางคนไหนเลย แถมยังมีเวทป้องกันและเวททำความสะอาดในตัวสลักไว้ด้วย นับว่าสุดยอดไม่แพ้ชุดที่ขุนนางระดับสูงสวมใส่จริง ๆ



    ผมหมุนตัวมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง สัมผัสเนื้อผ้าที่ปลายแขนเสื้อ ความรู้สึกแปลกใหม่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในอก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมสวมเสื้อผ้าของคนรับใช้ ชุดนักทดลอง หรือเสื้อผ้าธรรมดาสำหรับปลอมตัวออกทำภารกิจภายนอก แต่ไม่เคยสวมสิ่งใดที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้สวมใส่ดูโดดเด่นสมเกียรติแบบนี้มาก่อนเลย



    และสิ่งสุดท้าย — ตะเกียง

    ข้างในบรรจุเศษเสี้ยววิญญาณของเรน่าเอาไว้ ตะเกียงใบนี้ถูกร่ายเวทป้องกันโดยเซนิธเอง สามารถกันเวทระดับสูงได้ด้วยซ้ำ



    ผมยกมันขึ้นมองใกล้ ๆ แสงสีขาวจาง ๆ ภายในยังคงสั่นไหวเบา ๆ เหมือนเปลวเทียนที่ไม่มีวันดับ

    ใครจะไปคิดว่าตะเกียงธรรมดา ๆ ที่เซนิธหยิบมาจากกำแพงทางเดินแล้วร่ายเวทเพียงไม่ถึงนาที จะกลายเป็นสิ่งที่แข็งแกร่งขนาดนี้



    แค่คิดถึงเรื่องนั้น ผมก็รู้สึกได้ทันทีว่าหนทางสู่การแก้แค้นยังอีกยาวไกลนัก เซนิธคนที่สามารถร่ายเวทป้องกันระดับนี้ได้อย่างไม่ต้องออกแรง ยังคงเป็นกำแพงที่ผมยังมองไม่เห็นยอด

    ผมสลัดความคิดนั้นทิ้ง เดินออกจากที่พักมุ่งหน้าสู่โดมพิธี



    ระหว่างทาง ผมเห็นนักเรียนมากมายเดินอยู่บนถนนสายเดียวกัน ทุกคนสวมชุดสถาบันเช่นเดียวกับผม บางคนเดินเป็นกลุ่ม พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนิทสนม คงเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมาจากตระกูลเดียวกันหรือเคยพบปะกันในงานสังคมของขุนนางมาก่อน บางคนเดินคนเดียวอย่างสงบ สีหน้าเคร่งเครียดปนตื่นเต้นไม่ต่างจากผม

    ผมกวาดสายตานับคร่าว ๆ



    ผู้ที่สอบผ่านเข้าสถาบันในปีนี้ทั้งหมด ดูจะเกินร้อยคนแล้ว...

    เสียงรองเท้าที่กระทบพื้นหินเรียงรายกันเป็นจังหวะ ผสมกับเสียงพูดคุยแผ่วเบาที่ลอยมาเป็นระยะ สร้างบรรยากาศที่ทั้งตื่นเต้นและกดดันไปพร้อมกัน



    ในที่สุดผมก็มาถึงจุดหมาย — กำแพงหินสูงตระหง่านที่ล้อมรอบพื้นที่ขนาดมหึมา

    ถ้าถามว่าทำไมถึงมีกำแพงขนาดนี้อยู่ภายในเมืองหลวงได้ คำตอบก็มีเพียงข้อเดียว

    สถาบันเวทมนตร์ลูนาเรียคือเมืองที่ตั้งอยู่ภายในเมืองหลวงของจักรวรรดิอีกทีหนึ่ง

    ที่ใดในโลกจะทำแบบนี้ได้ นอกจากจักรวรรดิเท่านั้น



    เหตุผลที่เป็นแบบนี้เพราะสถาบันแห่งนี้ยึดหลักการหนึ่งอย่างเคร่งครัด — นักเรียนทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน

    และเพื่อให้คำพูดนั้นเป็นจริงในทางปฏิบัติ สถาบันจึงสร้างกำแพงนี้ขึ้นมา ตัดขาดนักเรียนทุกคนจากอำนาจ ทรัพย์สิน และสถานะทางสังคมเดิมของพวกเขาโดยสิ้นเชิง



    ผมมองกำแพงนั้นอยู่ครู่หนึ่ง พยายามสัมผัสมานาที่ฝังอยู่ในเนื้อหิน ความหนาแน่นของเวทป้องกันที่ผมรู้สึกได้นั้นน่าทึ่งไม่แพ้อาคารเรียนที่ผมเคยไปสำรวจมาก่อนหน้านี้ กำแพงนี้ไม่ได้มีไว้แค่กันคนเข้าออกตามกฎ แต่ยังทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันภัยคุกคามจากภายนอกด้วยอีกชั้นหนึ่ง



    ถ้าภาคีรุ่งอรุณวางแผนโจมตีสถาบันจริงตามที่อัลเฟรดบอก...พวกเขาคงต้องเจอกับกำแพงระดับนี้ก่อนเป็นด่านแรก



    ผมคิดในใจ ก่อนก้าวเดินต่อไปยังโดมพิธี

    ผมเดินเข้าไปในโดมที่ตั้งอยู่ข้างกำแพง

    แต่แทนที่จะเป็นหอประชุมสำหรับพิธีเปิดอย่างที่คาดไว้...



    ภายในกลับเต็มไปด้วยประตูจำนวนมากเรียงรายกันเป็นแถวยาว นับได้ไม่ต่ำกว่าห้าสิบบาน แต่ละบานมีตัวเลขกำกับอยู่ด้านบน นักเรียนคนอื่น ๆ ที่เข้ามาก่อนหน้าผมถูกแบ่งแยกไปตามประตูต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ



    พนักงานคนหนึ่งเดินเข้ามาหาผมทันที นำทางเข้าไปในห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่ง

    ภายในมีชายคนหนึ่งนั่งรออยู่หลังโต๊ะ ท่าทางผ่อนคลาย ไม่มีความเป็นทางการมากเกินไปแบบที่ผมคาดไว้ เขามองผมแล้วยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้สงบใจ



    "นั่งลงก่อนเถอะ ไม่ต้องตกใจไป"



    เขาพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง

    "นี่เป็นหนึ่งในขั้นตอนของพิธีเปิดเหมือนกัน"



    ผมนั่งลงตามคำแนะนำ ก่อนถามขึ้น

    "นี่คือพิธีเปิดจริง ๆ หรือครับ?"



    "ใช่แล้ว"



    เขาตอบพร้อมหัวเราะเบา ๆ



    "พิธีเปิดของสถาบันลูนาเรียมันค่อนข้างแปลกกว่าที่คนทั่วไปคิดไว้เยอะนะ ทุกปีมีนักเรียนใหม่หน้าเหวอเข้ามาแบบเดียวกับนายเลยล่ะ"



    เขาเอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย เริ่มอธิบายกฎอย่างเป็นระบบ



    "กฎข้อแรก — ห้ามนำคนรับใช้ เงินตรา หรือสิ่งของส่วนตัวใด ๆ เข้าไปในพื้นที่ของสถาบันโดยเด็ดขาด"



    "อนุญาตให้นำสิ่งของเข้าไปได้เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น และสิ่งของชิ้นนั้นต้องไม่ใช่อุปกรณ์สื่อสารหรืออาวุธใด ๆ"



    เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึ้น



    "และที่สำคัญที่สุด — จะไม่มีใครสามารถออกจากพื้นที่นี้ได้จนกว่าจะจบภาคเรียน"



    ผมเลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่ได้แสดงความประหลาดใจออกมามากนัก แม้ในใจจะกำลังทบทวนผลกระทบของกฎข้อนี้ต่อแผนการทั้งหมดที่วางไว้อยู่ก็ตาม



    "แต่ไม่ต้องเป็นห่วงไป"



    "ภายในนั้นมีสถานที่อำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า ร้านอาวุธ และอื่น ๆ อีกมากมาย ทุกร้านล้วนเป็นร้านระดับไฮเอนด์ที่ทางสถาบันคัดสรรมาเองทั้งสิ้น"



    เขายิ้มเล็กน้อย



    "เพียงแต่ทุกร้านใช้ระบบคะแนนแทนเงินตราครับ ทางสถาบันจะแจกคะแนนให้ทุกเดือนตามอันดับผลการเรียนของนักเรียนแต่ละคน รวมถึงคะแนนที่ได้จากแต่ละรายวิชา ภารกิจพิเศษที่สถาบันเตรียมไว้ให้ และยังสามารถหารายได้เพิ่มจากการทำงานนอกเวลาเรียนตามร้านค้าต่าง ๆ ภายในได้อีกด้วย"



    หลังอธิบายจบ เขาก็มองมาที่ผม

    "เลือกได้หรือยังครับ ว่าจะนำอะไรเข้าไป"



    ผมหยิบโคมไฟออกมาวางบนโต๊ะ

    เจ้าหน้าที่มองมันอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย



    "แน่ใจหรือครับ"



    เขาถาม



    "เท่าที่ผมเห็น มันก็แค่ตะเกียงธรรมดาที่มีเวทป้องกันเท่านั้นเอง สภาพก็ดูไม่น่าใช้งานได้ด้วยซ้ำ...เจ้านี่ไว้ใช้ทำอะไรเหรอครับ"



    "เก็บวิญญาณ"



    ผมตอบตรง ๆ



    "วิญญาณหรือครับ?"



    เขาเลิกคิ้ว

    "ต่อให้เป็นเนโครแมนเซอร์ ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องเก็บวิญญาณเอาไว้ดีขนาดนี้นี่ครับ"



    "ก็เพราะเธอสำคัญ"



    ผมพูดสั้น ๆ น้ำเสียงราบเรียบ แต่มีบางอย่างในน้ำเสียงนั้นที่ทำให้เจ้าหน้าที่หยุดถามต่อ

    เจ้าหน้าที่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเข้าใจ



    "เธอ...อ๋อ อย่างนี้นี่เอง ผมเข้าใจแล้วครับ"



    เขาจดบันทึกบางอย่างลงในเอกสาร ก่อนพูดต่อ



    "นอกจากนี้ กรุณานำอุปกรณ์ทั้งหมดที่อยู่ในสวนแห่งเงาออกมาด้วยครับ"



    ผมชะงักเล็กน้อย



    "รู้ได้อย่างไรครับ?"



    "ภายในสถานที่แห่งนี้ ทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของท่านผู้อำนวยการครับ"



    เขาตอบอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเป็นเรื่องปกติที่สุด



    "ผู้อำนวยการ?"



    "ใช่ครับ ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในสถาบันแห่งนี้"



    ผมนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

    ถ้าผู้อำนวยการมีสายตาที่มองทะลุถึงสวนแห่งเงาได้ขนาดนี้ ผมยิ่งต้องระวังให้มากกว่าเดิม

    ผมค่อย ๆ นำอุปกรณ์ต่าง ๆ ออกจากสวนแห่งเงาวางบนโต๊ะทีละชิ้น



    ดีนะที่รู้ล่วงหน้ามาก่อนบ้าง ผมเลยฝากอุปกรณ์ส่วนใหญ่ไว้กับคนของอัลเฟรดแล้ว

    ผมคิดในใจ พลางมองกองอุปกรณ์ที่เหลืออยู่ไม่มากนักตรงหน้า



    แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่หยุดพูด



    "ยังไม่หมดนะครับ"



    "ยังมีอะไรอีกหรือครับ?"



    ผมถาม

    "อุปกรณ์ของเหล่าอันเดดที่อยู่ในนั้นด้วยครับ"



    "ของอันเดดด้วยหรือครับ?"



    "ใช่ครับ"



    ผมนำอุปกรณ์ของเหล่าอันเดดทั้งหมดออกมาวางเพิ่ม โชคดีที่อันเดดหลักของผมส่วนใหญ่ไม่ได้พกอาวุธติดตัวอยู่แล้ว



    เจ้าหน้าที่ตรวจดูกองของทั้งหมดอย่างละเอียด สายตากวาดผ่านทุกชิ้นอย่างเป็นระบบ ก่อนพยักหน้า



    "ผ่านครับ"



    ยังดีที่เขาไม่พบรังไหมนั้น

    ผมคิดในใจอย่างโล่งอก

    ถ้าถูกสั่งให้เอาอาวุธที่ฝังอยู่ในร่างของเธอออกมาด้วยละก็ คงลำบากไม่น้อยเลย



    ผมยังมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้สำเร็จโดยไม่ให้ใครล่วงรู้

    อุปกรณ์ติดต่อขนาดเล็กที่อัลเฟรดมอบให้ผม ยังคงซุกซ่อนอยู่ในสวนแห่งเงาตั้งแต่ก่อนออกจากที่พัก



    ผมรู้ดีว่าถ้าถูกตรวจพบ มันจะถูกยึดทันทีตามกฎข้อสอง — ห้ามนำอุปกรณ์สื่อสารเข้าไปโดยเด็ดขาด



    แต่การถูกตัดขาดจากโลกภายนอกตลอดทั้งภาคเรียน โดยไม่มีทางติดต่ออัลเฟรดหรือลูน่าได้เลย...

    นั่นเป็นความเสี่ยงที่ผมยอมรับไม่ได้

    หลักการนั้นเรียบง่าย — อัมบราไม่ได้ปิดบังการมีอยู่ของอุปกรณ์ให้มองไม่เห็น แต่มันคือมานาที่มีความเข้มข้นสูงกว่ามานาของอุปกรณ์สื่อสารธรรมดาหลายเท่า 


    เมื่อห่อหุ้มจนหนาแน่นเพียงพอ สัญญาณมานาอ่อน ๆ ของอุปกรณ์ก็จะถูกกลบจนจมหายไปในกระแสอัมบราที่แผ่วงกว้างกว่า


    เวทตรวจจับทั่วไปจะอ่านค่าได้เพียงมานาสีดำก้อนหนึ่ง ไม่ต่างจากเศษพลังตกค้างจากการเป็นเนโครแมนเซอร์ของผม ไม่มีเหตุผลให้ต้องสงสัยเป็นพิเศษ



    ผมพอกอัมบราให้หนาที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่ทำให้รูปทรงของมันผิดปกติจนน่าสังเกต ก่อนใส่เข้าไปในสวนแห่งเงาให้เรียบร้อย

    เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้นมาพอดี ไม่มีท่าทีสงสัยใด ๆ



    "เรียบร้อยครับ"



    เขาพูดพลางปิดแฟ้มเอกสาร

    ผมสูดหายใจเข้าเบา ๆ อย่างไม่ให้สังเกตเห็น

    สำเร็จ

    อย่างน้อยตอนนี้ ผมก็ยังมีสายสัมพันธ์เส้นเล็ก ๆ ที่เชื่อมโยงไปยังโลกภายนอกอยู่ ถึงแม้จะต้องอยู่ในกำแพงแห่งนี้ตลอดทั้งภาคเรียนก็ตาม

    จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็พูดขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย



    "ผมแจ้งเจ้าหน้าที่คนอื่นเรียบร้อยแล้วครับ ไปแจ้งชื่อที่หน้าประตูกำแพงได้เลยครับ"



    ผมพยักหน้ารับ ก่อนลุกขึ้นเดินออกจากห้อง

    โคมไฟในมือข้างหนึ่งยังคงส่องแสงริบหรี่อยู่เช่นเดิม



    ผมเดินตรงไปยังประตูกำแพงขนาดมหึมาที่รอผมอยู่ข้างหน้า

    คล้ายกับเรื่องสายลับเนโครแมนเซอร์แห่งสถาบันเวทมนตร์ ที่คุณอ่าน