ตอนที่ 132 กิ่งทองใบหยก
ฝ่าเท้าของลูซิเฟอร์เหยียบร่างกายของชายวัยกลางคนแหลกเหลวละเอียดตกตายในทันที ผู้คนในท้องพระโรงจับจ้องสถานการณ์ตรงหน้านัยน์ตาเบิกกว้างปานถลน จิตวิญญาณของพวกเขากำลังกรีดร้องถึงบางสิ่งบางอย่างที่อันตราย เหงื่อเย็นเยียบอาบชุ่มทั่วแผ่นหลัง หน่ยวสำรวจบางคนก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว สรรพเสียงจมดิ่งสู่ความเงียบงันไร้ซึ่งเสียงอันใด ในจังหวะนั้นคือความเงียบเชียบจนพวกมันสามารถได้ยินเสียงของหัวใจตนเอง
ลูซิเฟอร์แหงนศีรษะขึ้นจากพื้นพลันกวาดสายตามองไปทางเหล่ามนุษย์เบื้องหน้า ลูซิเฟอร์อยู่ในรูปลักษณ์ของโครงกระดูกสีขาวนวลมหึมาสูงราวเจ็ดเมตร หลังจากการประมือกับกาติรัส ความแข็งแกร่งของลูซิเฟอร์ก็ทะลุขึ้นไปอีกขั้นสละร่างเลือดเนื้อกลับคืนสู่โครงกระดูกดังเดิม แต่ทว่า รูปลักษณ์ของมันหาได้คล้ายสเกเลตันไม่ มีหลายส่วนที่กระดูกยื่นออกมาจากร่างกายให้ความรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง ปีกกระดูกคู่หดกลับลง ลูซิเฟอร์มองหาคนที่แข็งแกร่งที่สุดภายในท้องพระโรงก่อนการจับจ้องจะเคลื่อนหยุดที่เทพมนุษย์
“อาณาจักรยักษ์อยู่ที่ไหน” น้ำเสียงทุ้มต่ำสุดขั้วดังขึ้น ความรู้สึกของผู้คนในท้องพระโรงคล้ายดิ่งสู่หุบเหวลึกไร้ก้นบึ้ง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในท้องพระโรงตอนนี้ล้วนต่างเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าของดินแดนทั้งสิ้น ร่างกายของพวกเขากำลังสั่นเทา
สิบเทพแห่งเงาที่ถูกฝึกมาเพื่อไม่ให้หวาดกลัวสิ่งใดล้วนอาการแข็งค้างเป็นรูปปั้น สิบเทพแห่งเงาสามารถรักษาอารมณ์อยู่ในอาการสงบได้ตลอดเวลา แม้ตอนที่เทพมนุษย์พูดถึงกำแพงหินสัตชีวะสูงเทียมฟ้า พวกมันล้วนไม่ได้แสดงปฏิกิริยาใดนอกจากความสงบเยือกเย็น แต่เมื่อสิบเทพแห่งเงาจับจ้องไปที่โครงกระดูกยักษ์นั่น พวกมันสัมผัสได้ถึงเส้นขนที่ลุกชูชันขึ้นทั่วทั้งร่าง สัญชาตญาณนักฆ่าไม่กลัวตายกำลังส่งเสียงกรีดร้อง
ห้าปรมาจารย์หวนนึกถึงเหตุการณ์ในมิติภูเขาทศวรรษ รูปลักษณ์เป็นโครงกระดูกสูงใหญ่ ตัวตนที่ทำให้ห้าปรมาจารย์จนมุมเป็นครั้งแรก! ห้าชายชรารับรู้ได้ในทันทีว่าสิ่งมีชีวิตตรงหน้าคล้ายคลึงกับโครงกระดูกในมิติภูเขาทศวรรษ คงเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน!! ทว่า ห้าปรมาจารย์รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าไอ้ตัวตรงหน้านี่มันแข็งแกร่งกว่ากันหลายขุม ชายชรารู้สึกถึงร่างกายที่กำลังสั่นเทา
เทพมนุษย์ที่ตกตะลึงงันอยู่ครู่หนึ่งพลันคืนสติ เขาคือผู้ที่ขึ้นมาเป็นราชันปกครองมนุษย์ในดินแดน ความกล้าหาญบ้าบิ่นของเขาย่อมอยู่เหนือปุถุชนคนธรรมดา “สิบเทพแห่งเงาฆ่ามัน!”
สิบเทพแห่งเงาราวกับได้สติกลับคืน ผู้คนทั่วทั้งท้องพระโรงต่างได้สติกันอย่างพร้อมเพรียง เสียงของเทพมนุษย์ดังสะท้านกังวาลทั่วทั้งพระราชวัง พวกยามที่เฝ้ากันอยู่ข้างนอกกำลังรุดหน้ามาทางท้องพระโรง ทันใดนั้นเองที่สิบเทพแห่งเงาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วดุจสายลม เส้นสีดำสิบสายพุ่งหาลูซิเฟอร์รวดเร็วยิ่งดุจสายลมพัดผ่าน
เพียงชั่วพริบตาเดียว ศีรษะของคนผู้หนึ่งกลับอยู่ในฝ่ามือของลูซิเฟอร์ สองนิ้วของมันจิกผมของศีรษะมนุษย์คนหนึ่งเอาไว้ เส้นสีดำบางพลันหยุดชะงักการเคลื่อนที่ทุกคน นัยน์ตาของพวกเขาเบิกโตกว้าง รูม่านตาหดรีดเล็กลงอย่างถึงที่สุด
“พี่หนึ่ง!!”
“พี่ใหญ่!!”
ไม่ทราบว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อเหล่าเทพแห่งเงาเคลื่อนมองไปยังบริเวณใกล้โครงกระดูกยักษ์พลันปรากฏเรือนร่างของมนุษย์ไร้เศียรผู้หนึ่งกำลังวิ่งอยู่… ภาพตรงหน้าทำเอาเหล่าเทพแห่งเงาคนอื่นขนลุกขนพอง ร่างกายนั้นวิ่งจนมาหยุดอยู่ตรงหน้าของรองหัวหน้าสิบเทพแห่งเงา ร่างไร้เศียรของหัวหน้าสิบเทพแห่งเงาล้มลงในทันใด โลหิตสีแดงฉานกระฉูดพุ่งเผยฉากเลือดเอ่อนอง
“เจ้าพวกหนอนแมลง” ลูซิเฟอร์แผดเสียงดังกึกก้อง
กร๊าซซซซซซซซซซ
เสียงกู่คำรามอันน่าสยดสยองดุจภูติผีในขุมนรกสะท้านกัมปนาท ไม่ใช่เพียงแค่ท้องพระโรงที่ได้ยินเสียงคำรามสุดสะพรึงนี้ พวกยามที่กำลังวิ่งมาพลันล้มลงไปกับพื้นดิ้นทุรนทุรายอย่างทุกข์ทรมาน ฉับพลันนั้นเอง แก้วหูของพวกเขาระเบิดออก ร่างกายปริแตก เสียงกรีดร้องทรมานของพวกยามดังขึ้นทั่วทุกแห่งหนในพระราชวัง เพียงไม่นาน พวกมันก็กลายเป็นซากศพนอนจมกองเลือด
ในขณะที่ผู้คนในท้องพระโรงล้วนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันสูงล้ำดุจขุนเขากดทับ เรือนร่างของผู้คนดิ่งลงจนติดพื้นห้อง ไม่มีใครทั้งนั้นที่เป็นข้อยกเว้น สำหรับคนที่พึ่งเข้าหน่วยสำรวจมาใหม่ๆ พวกเขาล้วนยังไม่ได้เป็นผู้ข้ามผ่าน เพียงสิบลมหายใจ กลุ่มคนที่ไม่ใช่ผู้ข้ามผ่านต่างกระอักเลือดออกมาโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด โลหิตเริ่มหลั่งไหลออกจากทุกส่วนของร่างกายอย่างไร้สาเหตุ
ลูซิเฟอร์เริ่มฉากละเลงเลือดสุดสยอง มันเดินเข้าหาสิบเทพแห่งเงาซึ่งตอนนี้มีสมาชิกเหลือแค่เก้าคนอย่างเชื่องช้า รองหัวหน้าเทพแห่งเงารู้สึกได้ถึงเคียวยมทูตที่กำลังเคลือบคลานเข้ามาใกล้ เขาพยายามออกแรงต่อต้านแรงกดดันบ้าบอนี่ ทว่ากลับไม่มีร่างกายส่วนไหนเลยที่ขยับเขยื้อนแม้กระทั่งปลายนิ้วก็ตาม
“ราชอาณาจักรยักษ์อยู่ที่ไหน” ทันทีที่ลูซิเฟอร์เดินเข้าไปใกล้รองหัวหน้าเทพแห่งเงา มันวางศีรษะของหัวหน้าเทพแห่งเงาลงตรงหน้าของมัน นัยน์ตาเข้มแข็งที่เปี่ยมล้นด้วยรังสีฆ่าฟันแผ่ออกมาจากศีรษะไร้ร่างนั่น นัยน์ตาคู่นั้นกำลังจับจ้องรองหัวหน้าด้วยใบหน้าขึงขัง สาเหตุที่ศีรษะของหัวหน้ายังให้อารมณ์แบบนั้นได้ สืบเนื่องมาจาก มันตกตายโดยไม่รู้ตัว
รองหัวหน้าสีหน้าซีดขาวดุจกระดาษในฉับพลัน เขาเริ่มกรีดเสียงร้องคร่ำครวญทรมาน ทันใดนั้นเองที่ลูซิเฟอร์ใช้ปลายนิ้วตัดศีรษะของรองหัวหน้าเทพแห่งเงา ปลายนิ้วเคลื่อนผ่านศีรษะของมันไปได้อย่างง่ายดายราวกับตัดเต้าหู้ ลูซิเฟอร์ใช้สองนิ้วคีบปลายผมของหัวหน้าและรองหัวหน้าเทพแห่งเงาขึ้นมาและเดินเข้าหาเหยื่อรายต่อไป
“ราชอาณาจักรยักษ์อยู่ที่ไหน” ลูซิเฟอร์เอ่ยคำถามขึ้นทวนซ้ำ
ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่อยู่ในอาการตกตะลึงงันบ้างเสียสติไปแล้ว เทพมนุษย์นับว่ามีปฏิภาณไหวพริบดีเยี่ยม เขาเอ่ยตอบเสียงดังลั่น “ทิศตะวันออกเฉียงเหนือห่างจากแดนมนุษย์ไปสามหมื่นกิโลเมตร!!”
ลูซิเฟอร์แหงนศีรษะขึ้นมองไปยังบัลลังก์ที่อยู่สูงขึ้นไปร้อยขั้นบันได มันไม่ชอบใจอย่างมากที่มดปลวกตนนั้นอยู่เหนือระดับสายตาไปถึงร้อยขั้นบันได อย่างไรก็ตาม มันบรรลุเป้าหมายแล้ว อีกอย่าง เจ้าพวกนี้ก็ไม่ได้ล่วงเกินอะไรตนหรือล่วงเกินนายเหนือหัวหรือล่วงเกินราชอาณาจักรอันเดด… ยกเว้น แมลงสิบตัวที่เข้ามาโจมตีลูซิเฟอร์ “สิบเทพแห่งเงา”
“เป็นแมลงที่ฉลาด” โครงกระดูกน่าสะพรึงเผยรอยยิ้มแสยะ ปีกกระดูกคู่สยายกว้างกระพืออย่างเชื่องช้า
“ทะ…ท่านช่วยตอบมดปลวกตนนี้ได้หรือไม่ …ท่านมาจากที่ไหน …ท่านจะไปราชอาณาจักรยักษ์เพื่ออะไร” เทพมนุษย์รวบรวมความกล้าทั้งหมดตลอดชีวิตของตนเองในการเอ่ยคำถามนี้ออกไป เหตุการณ์ทุกอย่างมันปุ๊บปั๊บจนเปลี่ยนอารมณ์หรือใช้สมองตามไม่ทัน แค่ท่านหายใจหนึ่งคราก็ปรากฏซากศพขึ้นในท้องพระโรง ความแข็งแกร่งของมันเกินจะจินตนาการแล้ว ได้แต่ยอมสยบเท่านั้น
----ฟุบ
เสียงคลื่นลมแหวกอากาศ เรือนร่างมหึมาพลันมาปรากฏอยู่ต่อหน้าของเทพมนุษย์ดุจตัดมิติ ปีกกระดูกคู่มหึมาสยายกว้างบดบังแสงจากโคมไฟจนมืดมิด ผู้คนตกอยู่ภายใต้เงาของปีกกระดูกล้วนนิ่งค้างดุจรูปปั้นไม่กล้าขยับกาย เทพมนุษย์นอนร่างติดพื้นมิอาจยกขึ้นแม้ปลายนิ้ว ได้แต่มองนิ้วเท้ากระดูกของมันปรากฏสีหน้าซีดขาว ห้วงความคิดของเขาขาวโพลนไปหมด บางทีเขาอาจเป็นอีกคนที่จะตายโดยไม่ได้ทำใจด้วยซ้ำ
“เป็นมดปลวกที่กล้ามาก” ลูซิเฟอร์เว้นจังหวะราวสามลมหายใจ เทพมนุษย์ไม่ได้หลบหน้าแววตาแน่วแน่ทะเยอทะยานของเขากำลังจับจ้องไปที่นิ้วเท้าของมันเขม็ง “จิตใจเข้มแข็งดีมาก ข้าจะตอบเจ้าให้ฟังถือเป็นการตอบแทนที่ได้เห็นแมลงที่มีความกล้าเช่นเจ้า ข้ามาจากใจกลางของดินแดนแห่งนี้มาจากในกำแพงที่สูงเสียดฟ้า สิ่งใดกล้าท้าทายเรา ความตายจะไปเยือนมัน”
----ฟุบ
เพียงชั่วพริบตาเดียว แรงกดดันมหาศาลอันตรธานหายไป ผู้คนในท้องพระโรงรู้สึกหายใจได้คล่องท้อง พวกเขามีความรู้สึกเช่นเดียวกัน “ดีใจที่ยังมีชีวิตอยู่” เหตุการณ์เมื่อครู่มันพลิกผันรวดเร็วมาก ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วจนเกินไป มันถาโถมเข้ามาราวกับคลื่นสมุทรเกรี้ยวกราดที่ไม่ให้โอกาสได้ตั้งตัว พวกเขามีคำถามมากมายในตอนนี้ ทว่า ผู้คนทั้งหมดกลับเงียบสนิทดุจป่าช้า คำถามมากมายที่เกิดขึ้นภายในหัวกลับไม่มีใครที่จะเอ่ยถามออกมา สมองของพวกเขามิอาจประมวลผลได้ทัน ร่างกายยังคงนิ่งค้างดุจรูปปั้นเช่นเดิม
เทพมนุษย์ทำลายบรรยากาศน่าอึดอัดในทันที เขาเป็นคนเดียวที่คืนสติได้รวดเร็วจนน่าตะลึง “อย่างน้อยก็ตายกันแค่สองคน” เทพมนุษย์เป็นคนสนใจที่ผลลัพธ์มากกว่าวิธีการ ต่อหน้าสิ่งมีชีวิตประหลาดเมื่อครู่ เขารู้สึกได้เลยว่าตายแค่สองคนก็โชคดีขนาดไหนแล้ว เจ้าตัวเมื่อกี้อาจล้างบางทั้งอาณาจักรได้เลย
“มะ…ไม่ใช่แค่สอง” หัวหน้าหน่วยสำรวจในดินแดนมองขึ้นมาที่บัลลังก์เทพมนุษย์พลางหยาดน้ำตาไหลริน เทพมนุษย์มองเห็นสิ่งแรกก็คือในอ้อมแขนของหัวหน้าหน่วยสำรวจปรากฏศพของเด็กใหม่ที่พึ่งเข้าหน่วยสำรวจได้ไม่นาน แน่นอนว่ายังไม่ได้เป็นผู้ข้ามผ่าน เด็กใหม่คนนั้นนอนจมกองเลือดโดยทั่วทั้งร่างกายมีรอยปริแตก ปลายนิ้วของหัวหน้าหน่วยสำรวจชี้ไปทางบริเวณที่ชายวัยกลางคนถูกเหยียบตาย ใกล้ซากศพของชายวัยกลางคนปรากฏเหล่าสิบเทพแห่งเงาที่ตกตายกลายเป็นศพกันทุกคน
ร่างของพวกมันล้วนตายโดยไร้ศีรษะ
“…นี่มัน …นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน”
….
ในขณะนี้เองภายในสถาบันมังกร กาติรัสและลาซิเฟียพึ่งกลับจากการเดินเที่ยวเมืองหลวงเทพมนุษย์กันสองต่อสอง พระอาทิตย์อยู่ปลายเส้นขอบฟ้า ท้องนภาครามแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มจนเกือบแดง ตามกฎของสถาบันมังกร ศิษย์ที่เข้ามาภายในสถาบันมังกรแล้วมิอาจออกไปที่เมืองหลวงเทพมนุษย์ได้ซึ่งกาติรัสและลาซิเฟียได้ฝ่าฝืนกฎข้อนี้ แค่มีกาติรัสอยู่อักขระคุ้มกันที่คุ้มกันไว้ตรงกำแพงของสถาบันล้วนไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
ความสัมพันธ์ของชายหญิงทั้งสองเริ่มเป็นธรรมชาติมากขึ้น ความรู้สึกใกล้ชิดผูกพันธ์นี้เกิดขึ้นมาจากจิตใจอย่างแท้จริง มันผูกรัดด้วยกันมาตั้งแต่ภพชาติแรก ตอนที่กาติรัสยังเป็นจักรพรรดิผู้โหดเหี้ยมและจักรพรรดิผู้สรรสร้าง
การเดินเท้าที่เงียบงันมานานในที่สุดลาซิเฟียก็เอ่ยคำขึ้น “ท่านพ่อบอกว่าตอนที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าน่ะเป็นวิวทิวทัศน์ที่งดงามมากเลยล่ะ” น้ำเสียงสดใสเผยรอยยิ้มบางเมื่อมองไปทางตะวันที่ใกล้ลับขอบฟ้าเต็มที
“ท่านพ่อ?”
ลาซิเฟียที่ได้ยินน้ำเสียงสับสนของกาติรัส หญิงสาวพึงตระหนักเข้าใจได้ในทันที “องค์ปฐมเทพลาปลาซ” นางลืมไปเลยว่าตนเองเกิดมาแล้วถึงสิบภพชาติ บางภพชาติมีครอบครัวบ้าง บางภพชาติไม่มีบ้าง ถึงกระนั้น ลาซิเฟียก็มีคนที่นางเรียกว่าพ่อมากกว่าหนึ่งคนอย่างแน่นอน
กาติรัสเงียบไปครู่หนึ่ง จักรพรรดิเผยรอยยิ้มบาง “…อืม งดงามมาก” ชายหนุ่มหันมองไปทางลาซิเฟียสายตาเปี่ยมเอ็นดู “เจ้านอนพักที่ไหน?”
ลาซิเฟียชะงักฝีเท้าลงในฉับพลัน หญิงสาวมีท่าทีลุกลี้ลุกลนอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าขาวราวหิมะของนางวาบผ่านกลับลกายเป็นแดงก่ำดุจลูกชมพู่ สองมือของนางสัมผัสกันเองไปมาเก้อเขิน หญิงสาวเอ่ยพูดขึ้นอย่างเขินอาย “ขะ…ข้าไปพักบ้านท่านได้หรือไม่”
“กะ…ก็คงไม่ได้อยู่แล้วสินะ ก็ชายหญิงใต้ชายคาเดียวกัน มันจะไปได้ได้ยังไงกันล่ะ” น้ำเสียงของลาซิเฟียเผยอาการลนลานอย่างชัดเจน นางกรอกตาไปมาซึ่งตอนนี้หญิงสาวไม่กล้ามองหน้ากาติรัสแล้ว
กาติรัสเหลือบมองลาซิเฟียเล็กน้อย ชายหนุ่มเอ่ยพูดคล้ายไม่ได้สนใจอะไรมาก “ได้”
จากแค่แดงบริเวณแก้มน้ำนวลพลันลุกลามไปถึงใบหู หน้าขาวราวหิมะของลาซิเฟียกลับกลายเป็นแดงฉานทั่วทั้งใบหน้า หญิงสาวจากที่หลบหน้าชายหนุ่มพลันมองขวับมาด้วยสีหน้าตื่นตะลึง เขาอนุญาตเหรอ?! หญิงสาวที่คงความเยือกเย็นไร้อารมณ์ดุจน้ำแข็งคนนั้นพลิกผันไปราวกับเป็นคนละคน กาติรัสทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายได้มากๆ ไม่ต้องกังวลสิ่งใด ไม่ต้องพะวงเรื่องอะไร
ห้วงเวลาใกล้เคียงยามรัตติกาลขึ้นทุกที เหล่านักเรียนในท้องตลาดกลับเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จำนวนของนักเรียนที่มาเดินเที่ยวมีมากกว่าตอนเช้าราวสองเท่า ลาซิเฟียเดินคู่กับกาติรัสตลอดทาง ด้วยความที่ชายหญิงทั้งคู่ต่างหล่อสวยเกินจะบรรยายออกมาได้ นักเรียนบางส่วนมองข้ามชุดที่พวกเขาสวมใส่ซึ่งเป็นสีดำกับสีขาว พวกเขาเอ่ยพูดเป็นคำเดียวกัน
“เหมาะสมกันดั่งกิ่งทองใบหยก” คงเป็นคำเดียวที่จะนิยามชายหญิงตรงหน้าได้ ชายหญิงทั้งสองอาจเป็นต้นแบบของความสมบูรณ์แบบที่แท้จริง
ภายใต้สายตามากมายที่จับจ้องมายังพวกเขา ในคนเหล่านั้นล้วนมีคนที่มีสถานะพิเศษสูงส่งเช่นกัน ไม่ว่าจะพวกคุณหนูจากสามตระกูลใหญ่ นักเรียนบางส่วนที่ติดหนึ่งในร้อยของหลักศิลาแห่งสถาบันมังกร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าของสายตาคนนี้มีความพิเศษอย่างถึงที่สุด “กาลาเซีย” อาจารย์เอลฟ์วัยเด็กที่มาแลกเปลี่ยนในดินแดนมนุษย์ภายใต้คำสั่งของราชาเอลฟ์ นางแค่ออกมาหาอะไรกินก็เท่านั้น แน่นอนว่านางปกปิดหูยาวของตนเองไว้ด้วยเวทมนตร์ระดับสิบ
“…ดูเหมาะสมกันดีจัง” สิ้นคำกล่าวของกาลาเซีย หญิงสาวคว้าเนื้อปลาสุดอร่อยขึ้นชื่อในเมืองหลวงเทพมนุษย์เข้าปาก “อาหารที่นี่อร่อยจริงๆ”