หมิงเป่าจูฟังแล้วก็รู้สึกว่าคนที่เถ้าแก่หวังแนะนำมาผู้นี้ไม่เลวจริงๆ วัตถุดิบสินค้าครบครันพร้อมสรรพดูท่าทางแล้วค่อนข้างน่าเชื่อถือ
ทั้งสองสนทนากันอีกสองสามประโยคไม่ช้าก็มาถึงโรงเก็บสินค้าที่หลี่ว์เฉิงกล่าวถึง
“ท่านชมได้เลยสินค้าชุดนี้ล้วนเป็นสินค้าดีคุณภาพสูง หากเป็นคนทั่วไป มิใช่เถ้าแก่หวังแนะนำมา ข้าคงไม่เอาออกมา!”
หลี่ว์เฉิงเดินนำไปยังหน้าหีบใบใหญ่หลายใบที่ตั้งอยู่กลางลานเปิดฝาหีบขึ้นสองใบให้หมิงเป่าจูตรวจสอบ
ภายในหีบล้วนเป็นถุงผ้าที่รัดปากถุงไว้มีติดฉลากไว้ไว้หน้าถุง เขียนไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นสมุนไพรชนิดใด
หมิงเป่าจูสุ่มเปิดดูสองถุงก็เป็นดังที่เถ้าแก่ผู้นี้กล่าวจริงๆ คุณภาพของสมุนไพรล้วนเป็นเลิศ เป็นสินค้าชั้นดีจริงๆ
“มิทราบว่าสินค้าชุดนี้เถ้าแก่ต้องการขายในราคาเท่าใด”
ในเมื่อเป็นสินค้าชั้นเลิศราคาย่อมมิได้ถูก หมิงเป่าจูกะเกณฑ์ราคาไว้ในใจคร่าวๆ แล้ว ประเมินจากเงินที่ตนเองพกติดตัวมาด้วยเกรงว่าคงไม่พอ
“โธ่ จะมาถงมาถามราคาอันใดกันท่านเป็นคนที่เถ้าแก่หวังแนะนำมา ก่อนหน้านี้ข้าเองก็เคยล่วงเกินท่านไปแล้วครั้งหนึ่งนับได้ว่าหากไม่เคยตีกันก็คงไม่รู้จักกัน ข้ายินดีขายให้ราคาเดียวกับที่ขายให้เถ้าแก่หวัง!”
หลี่ว์เฉิงเรียกบ่าวรับใช้ให้นำบัญชีมาพลิกไปหน้าแรกยื่นให้หมิงเป่าจูดู
ราคาดังกล่าวทำให้หมิงเป่าจูอดไม่ได้ที่จะเบิกตาโตราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ ถูกยิ่งกว่าราคาสินค้าทั่วไปในท้องตลาดเสียอีก
“นี่... เถ้าแก่เหออย่างนี้ท่านไม่ขาดทุนหรอกหรือ”
นางเห็นคุณภาพของสินค้าชุดนี้แล้วหากคุยราคากันจริงๆ ก็ยังห่างจากราคานี้มากนัก เถ้าแก่หวังมีหน้าตาถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
“อ้อ ไม่ขาดทุนไม่ขาดทุน หากท่านใช้ดี ภายหน้าจะได้ร่วมมือกันระยะยาว ข้ายังต้องกลัวว่าจะไม่ได้กำไรอีกหรือ”
หลี่ว์เฉิงยกมือขึ้นโบกอย่างใจกว้างราวกับไม่แยแสสักนิด
หมิงเป่าจูนึกชื่นชมอยู่ในใจสมกับเป็นคนทำการค้าใหญ่ ยอมสละผลประโยชน์เล็กน้อย เพื่อแลกกับความร่วมมือในระยะยาว
แต่ถึงกระนั้น เงินจำนวนนี้ก็นับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่สำหรับนาง
เมื่อเห็นหมิงเป่าจูมีท่าทีลังเลใจหลี่ว์เฉิงจึงกล่าวเสริมว่า “นี่เป็นสินค้าชุดสุดท้ายแล้ว เย็นนี้จะมีคนมาดูสินค้าเหมือนกันข้าเห็นแก่หน้าเถ้าแก่หวังจึงพาท่านมาดูก่อน หากท่านไม่ต้องการ ข้าก็คงต้องขายให้ผู้อื่นแล้ว”
ราคานี้ยากจะหาได้จากที่ใดในท้องตลาดหากมีคนมาดูสินค้าอีก คงรีบเอาโดยไม่มีข้อแม้เป็นแน่
ดังนั้น นางไม่มีเวลาคิดอีกแล้วหมิงเป่าจูกัดฟันตัดสินใจ
“ก่อนจ่ายเงินข้าขอตรวจสอบสินค้าในหีบอื่นๆ อีกครั้งได้หรือไม่ เถ้าแก่เหออย่าได้รังเกียจความจุกจิกของข้าเลย”หมิงเป่าจูเอ่ย
ขั้นตอนอื่นงดเว้นได้แต่การตรวจสอบสินค้าจะย่อหย่อนมิได้เด็ดขาด
แม้แต่คนที่ไว้ใจก็ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดมิเช่นนั้นหากเกิดข้อพิพาทกันภายหลัง กลายเป็นเรื่องบาดหมางขึ้นมา พัวพันไปถึงเถ้าแก่หวังก็คงแย่
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเข้าใจได้ เข้าใจได้ จางต้า!”
หลี่ว์เฉิงออกคำสั่งเรียกบ่าวรับใช้ที่ชื่อจางต้าให้เปิดหีบอื่นๆ ออกมาทั้งหมด เพื่อให้หมิงเป่าจูตรวจสอบ
หมิงเป่าจูเปิดตรวจสอบทีละถุงทีละถุงสินค้าครบถ้วน คุณภาพยิ่งไม่ต้องพูดถึง ในที่สุดนางก็วางใจ และจ่ายเงินให้
หลังจากลูบคลำถุงเหอเปาที่ว่างเปล่าหมิงเป่าจูก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง เงินทั้งหมดเจ็ดสิบตำลึง เทียบเท่ากับราคาร้านที่นางซื้อมาแต่ก็ถือว่าคุ้มค่า
ตอนนี้เงินทั้งหมดที่นางมีทั้งที่บ้านและพกติดตัวก็ไม่ถึงสามสิบตำลึงแล้ว ดูท่าคงต้องรีบเปิดโรงหมอเพื่อหาเงินโดยด่วน
“ท่านหมอหมิงไม่ทราบว่าท่านพักอยู่ที่ใด ข้าจะให้คนนำสินค้าไปส่งให้ ท่านจะได้สะดวกหน่อย” หลี่ว์เฉิงเอ่ยด้วยความหวังดี
“ข้าพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมฉงหมิงไม่ทราบว่าท่านเคยได้ยินหรือไม่” หมิงเป่าจูตอบ
ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะอำนวยความสะดวกช่วยส่งสินค้าให้ด้วยช่วยประหยัดค่าจ้างคนขนย้ายไปได้อีกก้อน นับว่าดีจริงๆ
หมิงเป่าจูรู้สึกเชื่อใจเถ้าแก่ผู้นี้เป็นอย่างมากตั้งใจจะร่วมมือค้าขายด้วยในระยะยาว
“เคยได้ยินเคยได้ยิน ใครก็ได้ ไปส่งสินค้าให้ท่านหมอหมิงที่โรงเตี๊ยมฉงหมิง” หลี่ว์เฉิงออกคำสั่ง
หีบใหญ่สิบสองหีบเต็มๆใช้เกวียนเทียมวัวขนส่งถึงสามคัน เมื่อมาถึงโรงเตี๊ยม หมิงเป่าจูก็ให้คนขนย้ายสิ่งของไปไว้ที่หลังโรงเตี๊ยมและให้เงินเสี่ยวเอ้อร์[2]ยี่สิบอีแปะเป็นค่าเช่าห้องเก็บของ จากนั้นจึงกล่าวขอบคุณและส่งทุกคนกลับไป
ที่จริงแล้ว หลี่ว์เฉิงก็ตามมาด้วยเพียงแต่หมิงเป่าจูไม่ทันสังเกตเห็น
เขาเรียกเสี่ยวเอ้อร์ออกไปคุยข้างนอกเป็นการส่วนตัวยัดเงินให้หนึ่งตำลึงเต็มๆ พร้อมกับกระซิบข้างหูกำชับบางอย่างซึ่งไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไรเสี่ยวเอ้อร์ยิ้มด้วยความดีใจ พยักหน้ารัวๆ ราวกับโขลกกระเทียม
“นายท่าน พวกเรายังจะไปหารือเรื่องราคาสมุนไพรที่บ้านของเถ้าแก่เหอต่อหรือไม่ขอรับ”จางต้าเดินตามหลังหลี่ว์เฉิงออกจากโรงเตี๊ยมพลางเอ่ยถาม
“ไม่ต้อง กลับไปเตรียมตัวคืนนี้มีงานใหญ่ต้องทำ!”
หลี่ว์เฉิงก้าวขึ้นรถม้าเปิดม่านมองไปยังโรงเตี๊ยมเป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มเย็นเยียบจนน่าขนลุกแฝงไปด้วยเลศนัย
ตกดึก ร้านรวงต่างๆบนถนนต่างปิดร้านดับโคมไฟกันหมดแล้ว แต่ด้านหลังโรงเตี๊ยมฉงหมิงกลับมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
เสี่ยวเอ้อร์ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูตามเวลานัดหมาย ก็รีบเปิดต้อนรับชายฉกรรจ์ชุดดำหลายคน
“วางไว้ที่ไหน”หลี่ว์เฉิงเอ่ยถาม
เสี่ยวเอ้อร์ชี้ไปที่ห้องเก็บของห้องหนึ่งพร้อมกับนำทุกคนเดินไป
ใช้กุญแจที่เตรียมไว้ไขแม่กุญแจชายฉกรรจ์หลายคนที่แบกกระสอบก็เดินเรียงแถวเข้าไปในห้อง
“ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าแล้วไปยืนอยู่ข้างๆ นั่น”
หลี่ว์เฉิงสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์หลบไปข้างๆอย่ามาขวางทาง เสี่ยวเอ้อร์ปิดปากเงียบ ยืนรับลมอยู่ที่ลานบ้าน
ได้ยินเพียงเสียงเคลื่อนไหวเบาๆอยู่ครู่หนึ่ง หลี่ว์เฉิงก็เดินออกมา เอ่ยปากถามด้วยท่าทางดุดัน “อะไรที่ควรพูด อะไรที่ไม่ควรพูดเจ้ารู้หรือไม่”
“รู้ขอรับรู้ขอรับ! คืนนี้ข้าน้อยหลับเป็นตาย ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น!” เสี่ยวเอ้อร์โค้งคำนับพร้อมกับรับคำ
“หึ เช่นนั้นก็ดี”
กล่าวจบก็รีบพาลูกน้องออกไปทางประตูหลังปล่อยให้เสี่ยวเอ้อร์ยืนตัวสั่นงันงกอยู่คนเดียว และปิดประตูอย่างหวาดกลัว
นึกเสียใจภายหลังขึ้นบ้างแล้วเขาไม่น่าโลภมากอยากได้เงิน จนไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ควรยุ่งเลย
คิดแล้วก็เดินไปดูที่หน้าห้องเก็บของไม่รู้ว่าเมื่อครู่คนเหล่านั้นเข้าไปทำอะไรข้างในบ้าง จึงคล้องแม่กุญแจดังเดิม แล้วกลับไปเฝ้ายามที่ด้านหน้าโรงเตี๊ยม
ทว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้หมิงเป่าจูที่พักอยู่ห้องโถงตะวันออกชั้นสองมิได้ล่วงรู้เลยแม้แต่น้อย คิดแต่เพียงว่าจะขนสมุนไพรชุดนี้กลับเข้าเมืองแต่เช้าเพื่อเตรียมเปิดร้าน
“พี่เสี่ยวเอ้อร์”
หลังจากหมิงเป่าจูล้างหน้าบ้วนปากเสร็จก็ลงมาจากชั้นบนเดินตรงไปยังห้องโถงเพื่อหาเสี่ยวเอ้อร์
“คะ คุณหนูมีสิ่งใดรับสั่งหรือขอรับ”
พอเสี่ยวเอ้อร์เห็นหมิงเป่าจูก็พูดติดๆขัดๆ ราวกับเจอผี
หมิงเป่าจูรู้สึกว่าสีหน้าท่าทางของเสี่ยวเอ้อร์ดูผิดปกติแต่ยังคงออกคำสั่งตามความคิดของตนเอง “รบกวนพี่ชายช่วยหารถม้าให้ข้าสักคัน และหาคนแข็งแรงอีกสักสองคนมาช่วยข้าขนย้ายหีบที่อยู่หลังโรงเตี๊ยมให้ด้วย”
“ขะ ขนของ...ได้ขอรับ...”
พอเสี่ยวเอ้อร์ได้ยินว่าต้องการขนของก็ยิ่งตื่นตระหนก สายตาเต็มไปด้วยความละล้าละลังอย่างยากจะปกปิดไว้ได้
หมิงเป่าจูเห็นอีกฝ่ายหลบสายตาชัดเจนว่ากำลังร้อนตัว ก็สังเกตได้ถึงความผิดปกติ จึงหมุนตัววิ่งไปที่หลังโรงเตี๊ยมทันที
เสี่ยวเอ้อร์ลนลานขึ้นมาทันควัน“คุณหนู ท่านจะไปที่ใด ไม่หาคนขนของแล้วหรือ”
กล่าวจบ ก็ไม่สนใจลูกค้าคนอื่นๆรีบวิ่งตามไปหลังโรงเตี๊ยม
“เปิดประตู”
น้ำเสียงของหมิงเป่าจูราบเรียบสงบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยความเย็นชา บีบให้เสี่ยวเอ้อร์ถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
หมิงเป่าจูมองปราดเดียวก็รู้ว่าต้องมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลจึงตวาดเสียงดัง “รีบเปิดประตู!”
[1] ลักขื่อเปลี่ยนเสา(偷梁换柱) การใช้อุบายสับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายอะไรบางอย่างเพื่อลวงฝ่ายตรงข้าม
[2] เสี่ยวเอ้อร์เป็นคำเรียกบริกรในร้านอาหารหรือโรงเตี๊ยม