เพียงชั่วครู่เจียงจืออวี๋ก็ได้คำตอบในใจ
ยังคงเป็นหลักการเดิมที่ว่าการให้ปลาไม่สู้สอนวิธีการตกปลา
หากมองในระยะสั้นการรับเงินสดหนึ่งหมื่นล้านแล้วจากไปอาจดูเหมือนได้กำไรมากกว่าแต่หากมองกาลไกลไปอีกสิบปี หรือกระทั่งร้อยปีเงินหนึ่งหมื่นล้านนี้ก็ดูจะเล็กน้อยไปถนัดตา
อีกทั้งวิถียุทธ์คือรากฐานสำคัญเจียงจืออวี๋ไม่มีแก่ใจและไม่มีเรี่ยวแรงพอจะไปบริหารบริษัทเอาเวลาส่วนนี้ไปทุ่มเทให้กับการฝึกฝนยังจะดีเสียกว่า
แน่นอนว่าไม่ว่าจะเลือกทางไหนนั่นหมายความว่าการเสี่ยงอันตรายเข้าไปในโบราณสถานของเจียงจืออวี๋ก่อนหน้านี้ถือว่าได้กำไรมหาศาล
ตำรับยาเพียงฉบับเดียวล้ำค่ายิ่งกว่าสมุนไพรวิญญาณนับหมื่น!
“อาจารย์คะ ฉันเลือกทางที่สองค่ะ”
เจียงจืออวี๋เอ่ยปากบอกคำตอบที่คณบดีเฉียนคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว
“ได้ แต่มีเรื่องหนึ่งที่อาจารย์ต้องบอกเธอให้ชัดเจนก่อน”
“ถึงแม้อาจารย์จะทุ่มเทสุดตัวเพื่อผลักดันเรื่องนี้แต่กว่าผงสงบวิญญาณจะออกสู่ตลาดอย่างเป็นทางการได้นั้นยังต้องใช้เวลาอีกไม่น้อย”
“แม้จะเริ่มวางจำหน่ายแล้วก็อาจจะมีปัญหาเรื่องต้นทุนที่ทำให้ยอดขายไม่พุ่งสูงนักหรือร้ายแรงกว่านั้นคืออาจจะขาดทุนในช่วงแรก”
“ตามที่อาจารย์ประเมิน กว่าจะเข้าสู่ช่วงที่มีกำไรมั่นคงอย่างน้อยต้องใช้เวลาสองปีครึ่ง”
หากเป็นคนที่ไม่เคยสัมผัสเรื่องพวกนี้อาจจะรู้สึกว่าเวลาสองปีครึ่งนั้นยาวนานเกินไป
แต่ในความเป็นจริงแค่ขั้นตอนการยื่นตรวจสอบตำรับยาตามลำดับชั้น และการทดสอบทางคลินิกอย่างน้อยต้องใช้เวลาห้าปีขึ้นไปด้วยซ้ำ
มีเพียงคณบดีเฉียนที่มีกลุ่มทุนระดับแสนล้านหนุนหลังพร้อมทั้งเส้นสายคอนเนกชันมากมาย ถึงสามารถย่อระยะเวลานี้ลงได้ครึ่งหนึ่ง
เจียงจืออวี๋ย่อมเข้าใจเรื่องนี้ดีเธอจึงไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
ส่วนคณบดีเฉียนก็ใจถึงพึ่งได้เขาจัดการรับช่วงต่อเรื่องยุ่งยากทั้งหมดไว้เอง
“เอาล่ะ เรื่องอื่นเธอไม่ต้องกังวลแล้วเดี๋ยวอาจารย์จะให้ทนายความร่างสัญญา เธอมีหน้าที่แค่เซ็นชื่อแล้วก็นอนรอรับเงินอย่างเดียวพอ”
คนเราเมื่อมีเรื่องน่ายินดีเข้ามาสุขภาพจิตก็ย่อมสดชื่นตามไปด้วยโดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องดีที่มาพร้อมกันถึงสองเรื่อง
การที่ซวนหนีหยกทมิฬได้รับการยกระดับสายเลือดหมายความว่าเขามีสิทธิ์ที่จะแตะระดับจักรพรรดิยุทธ์และตอนนี้ยังมาเจอตำรับยาในระดับผงสงบวิญญาณอีกซึ่งจะช่วยให้ความสำเร็จทางธุรกิจของเขาก้าวกระโดดไปอีกขั้นใหญ่!
เขาแทบไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเมื่อเขากลายเป็นจักรพรรดิยุทธ์และควบตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไปพร้อมกันยามที่ต้องไปพบเจอพวกคู่แข่งทางธุรกิจหรือเพื่อนเก่า ภาพที่ออกมาจะเป็นอย่างไร
พอมองไปที่คู่แข่ง...พวกแกมันก็แค่ไอ้กระจอก พอมองไปที่เพื่อนเก่า... พวกคุณก็เหมือนกันนั่นแหละ
แค่คิดถึงภาพนี้คณบดีเฉียนก็รู้สึกสะใจไปทั้งตัว
โดยเฉพาะเมื่อมองมาที่เจียงจืออวี๋เขารู้สึกว่าเธอคือดาวนำโชคของเขาจริงๆ ตั้งแต่ได้พบกับเจียงจืออวี๋ไม่ว่าจะทำอะไรก็ราบรื่นไปหมด!
จุดที่น่าตำหนิเพียงอย่างเดียวก็คือสัตว์เลี้ยงวิญญาณของเจียงจืออวี๋นั่นแหละที่ทำตัวไม่ค่อยเป็นผู้เป็นคนเอาเสียเลย
ซวนหนีหยกทมิฬผู้น่าเกรงขามของเขาตอนนี้ดันตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไปเป็นลูกพี่ใหญ่แห่งคอสเวย์เบย์ (1)เสียให้ได้...
อย่างไรก็ตามเพราะเห็นแก่หน้าเจียงจืออวี๋คณบดีเฉียนจึงคร้านจะไปถือสาหาความกับไป๋ฉางเซิงชั่วคราว และเพราะอารมณ์ดีจัดเขาจึงหยิบขวดกระเบื้องใบหนึ่งออกมาจากแหวนมิติแล้วยื่นให้เจียงจืออวี๋
“ในนี้คือยาบำรุงสรรพกำลังที่หลอมขึ้นจากสมุนไพรวิญญาณสิบชนิดที่มีสรรพคุณเติมเต็มพลังเลือด”
“ตอนนั้นเตรียมไว้เพื่อช่วยในการยกระดับสายเลือดของซวนหนีหยกทมิฬตอนนี้เหลืออยู่สามเม็ด ยกให้เจ้าตัวเล็กนั่นแล้วกัน”
“บอกมันด้วยว่าค่อยๆ กินล่ะ อย่ากินจนอกแตกตายไปเสียก่อน”
ประโยคสุดท้ายนี้แฝงไปด้วยความขุ่นเคืองอยู่นิดๆไป๋ฉางเซิงที่แอบอยู่ในถุงกักวิญญาณได้ยินเข้าก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านไปทั้งตัว
ส่วนเรื่องจะกินจนตายไหมนั้นไป๋ฉางเซิงเหลือบไปมองความสามารถเสริมพลังการย่อยระดับ 8ที่มาพร้อมกับขีดจำกัดการกักเก็บพลังเลือดถึงห้าพันแต้มแล้วในใจก็สงบลงได้มาก
จะให้กินจนตายนั้นเป็นไปไม่ได้ชาตินี้ไม่มีทางที่เขาจะกินจนอกแตกตายแน่นอน
เมื่อพูดถึงไป๋ฉางเซิงเจียงจืออวี๋เองก็รู้สึกเกรงใจอยู่บ้างเธอคิดจะช่วยประสานรอยร้าวระหว่างไป๋ฉางเซิงกับคณบดีเฉียนแต่พอนึกถึงวีรกรรมที่ไป๋ฉางเซิงทำไว้...
ช่างเถอะปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมแล้วกัน
หลังจากออกจากหอเฮ่าชี่เจียงจืออวี๋ก็กลับไปยังห้องฝึกฝน
ในเมื่อเรื่องตำรับยาคลี่คลายแล้วเธอก็ควรจะกลับมามุ่งมั่นฝึกฝนต่อ
แต่ก่อนจะเข้าสู่สภาวะสงบนิ่งเพื่อฝึกตนเจียงจืออวี๋ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เธอหยิบขวดกระเบื้องที่คณบดีเฉียนเพิ่งให้มาออกและเทออกมาหนึ่งเม็ดแล้วเรียกไป๋ฉางเซิงออกมาจากถุงกักวิญญาณ
ไป๋ฉางเซิงไม่เกรงใจแม้แต่น้อยทันทีที่ออกมาจากถุงเขาก็อ้าปากรอ
เขาอยากจะลองดูเหมือนกันว่ายาบำรุงสรรพกำลังที่คณบดีเฉียนบอกว่าจะทำให้เขาอกแตกตายได้นั้นมันจะให้ความรู้สึกแน่นขนาดไหน
ตัวยาสีแดงเข้มขนาดเท่าหัวแม่มือไหลเข้าสู่ปากทันใดนั้นพลังเลือดที่บริสุทธิ์ถึงขีดสุดก็ระเบิดออกทันที
ประหนึ่งลูกโป่งที่ถูกเป่าลมจนถึงจุดวิกฤตร่างของไป๋ฉางเซิงขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อยในพริบตาภายใต้แรงอัดของพลังเลือดนั้น
โชคดีที่ทักษะเสริมพลังการย่อยทรงพลังพอเพียงแค่ชั่วพริบตาพลังเลือดที่เคยโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งก็สลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
และเสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นตามมา
[ยินดีด้วย โฮสต์กลืนกินยาบำรุงสรรพกำลัง ได้รับค่าพลังเลือด 1,721 แต้ม ได้รับแต้มวิวัฒนาการ 325 แต้ม]
เหลือเชื่อ...แค่ไอ้เม็ดเท่าหัวแม่มือนี่ ให้ค่าพลังเลือดถึงหนึ่งพันเจ็ดร้อยแต้มเลยเหรอ?
มิน่าล่ะคณบดีเฉียนถึงได้เตือนว่าให้ค่อยๆ กิน
ถ้าไม่มีทักษะเสริมพลังการย่อยล่ะก็ไป๋ฉางเซิงอาจจะได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทกของพลังเลือดที่มาจากยาบำรุงสรรพกำลังเม็ดนี้จริงๆ
และถ้าเจ็บตัวเพราะกินยาบำรุงเข้าไปจริงๆนั่นแหละถึงจะกลายเป็นเรื่องตลกของแท้
เมื่อกินอิ่มหนำสำราญแล้วไป๋ฉางเซิงก็กลับเข้าไปนอนพักในถุงกักวิญญาณด้วยความพึงพอใจเจียงจืออวี๋เองก็จมดิ่งเข้าสู่สภาวะการฝึกฝนอีกครั้ง
ในช่วงเวลานี้ค่าพลังเลือดของเธอเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างมากอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์เธอก็จะก้าวไปแตะเส้นแบ่งระดับแม่ทัพยุทธ์ได้แล้ว
แน่นอนว่าก่อนหน้านั้นเธอต้องเปิดทะเลปราณแห่งที่สองให้สำเร็จเสียก่อน!
ทะเลปราณแห่งที่สองคือหัวใจสำคัญที่สุดจะผิดพลาดไม่ได้แม้แต่นิดเดียว เมื่อเทียบกันแล้วการทะลวงระดับย่อยกลับดูเป็นเรื่องรองไปเลย
ส่วนทางด้านคณบดีเฉียนความคืบหน้าก็รวดเร็วอย่างยิ่ง ทั้งการยื่นจดสิทธิบัตร การก่อตั้งบริษัทการคัดเลือกสถานที่ตั้งสำนักงาน การสรรหาบุคลากร การสร้างสายการผลิตและโรงงานการเช่าพื้นที่ไร่สมุนไพรวิญญาณ รวมถึงการเริ่มลงปลูกทุกอย่างดำเนินไปตามแผนอย่างเป็นระบบ
ทุกครั้งที่มีความคืบหน้าในแต่ละขั้นตอนจะมีเจ้าหน้าที่เฉพาะทางมารายงานให้เจียงจืออวี๋ทราบเมื่อได้เห็นข้อมูลที่ยาวเหยียดเหล่านั้นเจียงจืออวี๋ก็ได้แต่ทอดถอนใจว่าโชคดีเหลือเกิน
ถ้าเธอต้องไปจัดการเรื่องพวกนี้ด้วยตัวเองวิถียุทธ์นี้ก็คงไม่ต้องฝึกมันแล้ว
เมื่อไม่ต้องมีเรื่องจุกจิกมากวนใจตารางชีวิตประจำวันของเจียงจืออวี๋ก็เริ่มสงบและคงที่เธอเดินเป็นเส้นตรงอยู่แค่สามจุดคือ ห้องฝึกฝน โรงอาหาร และหอพักจะมีบ้างที่แวะไปขอรับคำชี้แนะจากคณบดีอีกสองท่าน
ส่วนวิชาบังคับประจำวันของไป๋ฉางเซิงคือการกลืนกินยาเลือดพยัคฆ์หนึ่งเม็ดจากนั้นก็ประลองฝีมือกับเจ้าทึ่มจู้หนึ่งยกเพื่อขัดเกลาฝีมือไปพร้อมกับเพิ่มพูนพลังเลือดอย่างมั่นคง
ขณะที่คณบดีเฉียนมัวแต่วุ่นวายกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผงสงบวิญญาณจึงไม่ได้แวะมาที่มหาวิทยาลัยนานแล้ว
ทุกอย่างดูเหมือนจะกลับสู่ความสงบสุขจนกระทั่งไม่กี่วันต่อมาข่าวสารหลายกระแสก็ได้จุดชนวนให้มหาวิทยาลัยสุ่ยมู่สั่นสะเทือนไปทั้งสถาบันและไม่เพียงเท่านั้น มหาวิทยาลัยสายต่อสู้แห่งอื่นๆในเทียนเฉาก็พลอยถูกปลุกให้ตื่นตัวตามไปด้วย
“วิทยาลัยเสรี วิทยาลัยเทวทูตศักดิ์สิทธิ์ และวิทยาลัยสงครามร่วมกันประกาศจัดการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกครั้งที่ 14!”
“ในการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกครั้งที่ 13 สุ่ยมู่รั้งอันดับท้ายสุดในบรรดาสี่มหาวิทยาลัยสายต่อสู้ชั้นยอดปีนี้จะสามารถล้างอายได้หรือไม่?”
“ในฐานะที่เคยครองอันดับหนึ่งในบรรดามหาวิทยาลัยชั้นยอดความรุ่งโรจน์ของสุ่ยมู่ได้จางหายไปนานแล้ว ปัจจุบันตกอยู่ในภาวะขาดช่วงผู้สืบทอดและอาจจะตัดสินใจสละสิทธิ์ในการเข้าร่วมการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกในครั้งนี้!”
เชิงอรรถ
(1) ลูกพี่ใหญ่แห่งคอสเวย์เบย์ หมายถึง มุกล้อเลียนตัวละคร ‘เฉินห้าวหนาน’ จากภาพยนตร์มาเฟียฮ่องกงเรื่อง 'กู๋หว่ากั๋ย' ซึ่งเป็นนักเลงเจ้าถิ่นที่คุมย่านคอสเวย์เบย์