ตอนที่ 177
เคล็ดวิชาแท้จริงของผู้ปลดแอกแห่งยักษา
เคล็ดความของวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าขอบขั้นที่สาม ซึ่งกล่าวว่าจำเป็นต้องใช้โลหิตศักดิ์สิทธิ์ในการฝึกฝน กลับค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไป ตัวหนังสืออธิบายความที่ติดตรึงอยู่ภายในดวงตาเทพมารบรรพกาล ปรากฏเด่นขึ้นตรงหน้า ตัวหนังสือที่เคยประทับแน่นอยู่กับที่ พลันหมุนวนสับเปลี่ยนตำแหน่ง กลายเป็นข้อความส่งถ่ายจากรุ่นสู่รุ่น
...เผ่ายักษ์กำเนิดมาจากเลือดเนื้อของมารร้ายใต้อเวจี แม้มีพละกำลังมหาศาลติดตัว แต่ไร้ซึ่งลมปราณ ถูกหยามเหยียดกดขี่จากเผ่าพันธุ์อื่นที่แข็งแกร่งกว่า จวบจนถึงค่ำคืนที่สวรรค์ล่มสลาย นรกอันเป็นหน้าด่านปั่นป่วนวุ่นวาย ข้าฉางเหมาเซี่ยง ราชาแห่งยักษ์ในเหมืองศิลาโลหิต ล้วนฉกฉวยโอกาสหลบหนี แม้ระหว่างทางสูญเสียพวกพ้องตนเองได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่กลับพบวาสนาซุ่มซ่อนอยู่ภายใต้ความโกลาหล บังเอิญหลุดเข้าไปสู่วิหารศักดิ์สิทธิ์ของหมู่มารซึ่งว่างกลวงไร้คนอารักษ์ จนได้พบเจอคัมภีร์บรรพกาลที่ซุกซ่อนอยู่ภายในโดยบังเอิญ ด้วยเคล็ดความที่แปลกประหลาดแต่กลับเหมาะสมกับเผ่าพันธุ์ของเหล่ายักษ์โดยบังเอิญ เพราะเคล็ดล้วนฝึกฝนได้โดยมิจำเป็นต้องอาศัยลมปราณ เน้นฝึกฝนพลังกายาให้กล้าแกร่งกว่าจนถึงขั้นไร้เทียมทาน แม้มิได้ช่วยยืดอายุขัย แต่ยังนับว่ามีประโยชน์มหาศาลต่อเผ่ายักษ์
เมื่อครอบครองสิ่งของล้ำค่าเกินประมาณ เพราะกลัวว่าในอนาคตวิชาอาจจะตกอยู่ในมือของเผ่าพันธุ์อื่น หลังจากที่ฝึกฝนจนสามารถนำพาเหล่าทาสยักษ์ปลดแอกจากการกดขี่ ตั้งตนปกครองอาณาเขตหนึ่งในอเวจีใหม่ได้ จึงได้ทำลายเคล็ดความเดิมทิ้งไป หลังจากที่ทำลายของเดิม จึงได้ปรับปรุงเขียนตำราขึ้นมาใหม่ โดยให้หมอผีลงอักขระซ่อนเร้นปิดซ่อนเคล็ดวิชาที่แท้จริงเอาไว้ หากผู้ที่ฝึกฝนประกอบด้วยชีพจรลมปราณที่กลวงว่าง ซึ่งในอเวจีแห่งนี้มีเพียงเผ่าพันธุ์ของยักษ์เท่านั้น เคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าขอบขั้นที่สามอันจริงแท้จึงจะปรากฏขึ้น หากผู้ที่ครอบครองเป็นเผ่าพันธุ์อื่นที่มีพลังลมปราณในกายล้วนไม่อาจฝึกฝนได้เกินกว่าขอบขั้นที่สอง
แต่เพราะเคล็ดวิชาล้วนกระหายโลหิตจนเกินไป ข้าจึงได้กำชับปิดผนึกตำราเอาไว้ในวิหารแห่งพลัง หากวันใดที่ลูกหลานจำเป็นค่อยเปิดใช้ จึงได้รับข้อความที่ข้าใช้จิตร่วมกันผนึกเอาไว้ด้วยวิธีลับส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น...ย้ำเตือนว่าวิชานี้หากไม่จำเป็นจริง ๆ อย่าได้ฝึกฝนหรือเปิดเผย เพราะไม่เพียงแต่จะก่อให้เกิดสงครามแย่งชิง และชักพาเภทภัยมาสู่เผ่าพันธุ์ เพราะผู้ฝึกฝนหากต้องการแข็งแกร่งให้มากยิ่งขึ้น จำเป็นต้องก่อสงครามล่าสังหารเพื่อพัฒนาพลังไปตามกัน
หลังถ้อยคำย้ำเตือนถ่ายทอดหมดสิ้น ภาพเส้นชีพจร การเคลื่อนพลังลมปราณในการฝึกฝนกลับสูญสิ้น มีเพียงเคล็ดความใหม่ที่ปรากฏว่า...กลืนกินโลหิตหล่อเลี้ยงกายา เติบโตแกร่งกล้าไร้ผู้ต้านทาน
...เคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าขอบขั้นที่สาม กลืนกินโลหิตศักดิ์สิทธิ์หล่อเลี้ยงกายา จนกว่ากายาเดิมจะปริแตก เมื่อนั้นร่างกายเลือดเนื้อที่ก่อเกิดใหม่ล้วนไม่ต่างจากกายาศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งหลอมรวมมากเผ่าพันธุ์ยิ่งแข็งกล้าขึ้นตามกัน
เสวี่ยหมิงที่ยังคงอ่อนล้ากลืนน้ำลายเหนียวเข้าไป เขาเข้าใจคำเตือนของฉางเหมาเซี่ยงดี หากผู้ฝึกฝนต้องการจะก้าวหน้าจำต้องล่าสังหารผู้คนแย่งชิงโลหิต ซึ่งคำกลืนกินนั้นหาใช่ความหมายเดียวกับการดื่มเลือดกินเนื้อ แต่เป็นการใช้ทักษะของเคล็ดวิชาดึงดูดพลังศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ในเลือดของศัตรูที่สังหาร ซึ่งก็คล้ายคลึงกับการดูดกลืนวิญญาณหยินของดวงตาเทพมารบรรพกาล
แม้เสวี่ยหมิงจะไม่แน่ใจว่าโลหิตศักดิ์สิทธิ์ในความหมายของฉางเหมาเซี่ยง ที่เป็นผู้เปลี่ยนแปลงเนื้อหาในตำราเดิมจะเกี่ยวข้องกับโลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่ตัวเองถือครองอยู่หรือไม่ แต่เมื่อยามนี้เส้นชีพจรถูกทำลาย หนทางฟื้นฟูในรูปแบบเดิม ๆ ก็ดูจะมืดบอด ทำให้เสวี่ยหมิงตัดสินใจทดสอบเสี่ยงดู
หลังจากที่พักจากอาการมึนงง และอ่อนเพลียเพราะทักษะเทพมารครองร่าง จนสติกลับมาแจ่มใสในระดับหนึ่ง เสวี่ยหมิงจึงตัดสินใจกรีดโลหิตของตนเองออกมา ใช้พลังจิตวิญญาณบังคับให้โลหิตแดงฉานของตนเองลอยเด่นอยู่กลางอากาศ แม้ไร้พลังลมปราณแต่เมื่อทดลองฝึกฝนตามเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าใหม่ร่างกายจู่ ๆ ก็เกิดอาการร้อนลวก ปรากฏลูกพลังงานสีดำลอยเด่นเข้าไปรวมกับเลือดที่รีดเร้นเอาไว้ก่อนหน้า โลหิตที่ลอยเด่นพลันแตกกระจายแปรเปลี่ยนเป็นเส้นสายหมุนวนเป็นละอองสีแดงห่อหุ้มร่างของเสวี่ยหมิงเอาไว้ โลหิตสีแดงเข้มล้วนระเหยเป็นไอไปกลับอากาศธาตุ มีเพียงแค่ธาตุพลังศักดิ์สิทธิ์สีฟ้าอ่อนสายหนึ่งวิ่งกลับเข้าสู่ร่างของเสวี่ยหมิง
แต่แล้วยังไม่ทันที่จะหยุดยั้งการฝึกฝน ปากแผลที่เปิดอ้าเพราะการรีดเร้นโลหิตก่อนหน้า พลันถูกแรงดึงรั้งของลูกกลมพลังงานสีดำ ฉีกกระชากจนปากแผลเปิดออก โลหิตในกายพลันไหลทะลักออกจากร่าง เสวี่ยหมิงตกใจรีบปิดผนึกเคล็ดวิชาฝึกฝนให้หยุดยั้ง โลหิตที่ทะลักออกจึงหล่นล่วงลงกับพื้นจนเปียกนอง
เสวี่ยหมิงปรากฏความอ่อนล้าจากการสูญเสียโลหิตจำนวนมาก ทำให้เขาเหม่อมองดูเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยความตกใจ เพราะหากเสวี่ยหมิงไม่อาจหยุดยั้งเคล็ดวิชาที่ฝึกฝนได้ทัน ตนเองอาจจะถูกพลังดึงดูดที่เกิดขึ้น สูบโลหิตออกจากร่างจนหมดสิ้น แม้จะไม่แน่ใจว่าผลของมันจะออกมาในรูปแบบไหน แต่เสวี่ยหมิงก็เลือกที่จะไม่เสี่ยงทดลอง
หลังจากเวลาผ่านไปเพียงหนึ่งวัน บาดแผลที่เปิดกว้างล้วนสมานติดกันเรียบร้อยด้วยพลังในการฟื้นตัวที่สูงส่ง และตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาเสวี่ยหมิงได้แต่ครุ่นคิดวิธีการฝึกฝนเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าขั้นที่สาม ที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งจากการทดลองฝึกในครั้งแรก ทำให้เสวี่ยหมิงมั่นใจว่าโลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่ฉางเหมาเซี่ยงเอ่ยถึง น่าจะเป็นโลหิตศักดิ์สิทธิ์ในความเข้าใจเดียวกับที่เสวี่ยหมิงรับรู้
...เมื่อโลหิตอยู่ในตัว และถูกกลืนกินไปเฉพาะธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้น หากเราย้ายวิธีการฝึกฝน ทำการส่งพลังงานดูดกลืนเข้าไปดึงรั้งโลหิตจากจุดใดจุดหนึ่งภายในร่างตัวเองละ มันจะเกิดอะไรขึ้น
ความคิดถูกเรียบเรียงและกำหนดแผนการอีกหนึ่งวัน เสวี่ยหมิงจึงได้ลงมือฝึกฝนเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าขั้นที่สามอีกครั้ง แต่ควบคุมพลังของลูกกลมสีดำให้กลับเข้ามาดูดกลืนภายในร่างกายของตนเอง
ฟู่ ฟู่...เสียงโลหิตในกายที่เดือดพล่าน แขนขวาที่สมบูรณ์ของเสวี่ยหมิงเกิดอาการปวดร้าวจนสุดระงับ ก่อนที่กล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลีบเหลวและหดตัวลงจนแห้งเหี่ยว พลังชีวิตล้วนถูกสูบกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว เสวี่ยหมิงพยายามหยุดยั้งการฝึกฝนอีกครั้ง แต่ครานี้เพราะพลังในการดูดกลืนสถิตอยู่ในร่างฝั่งขวาของตนเอง จึงกระทำการได้ช้ากว่าการที่พลังดึงรั้งอยู่ภายนอกตัว สุดท้ายไม่ทันที่จะหยุดยั้งสติพลันเลอะเลือน ดวงตาแจ่มใสกลับกลาสยเป็นพล่ามัวล้มพับลงไปด้วยความอ่อนเพลีย
แม้สติจะขาดลงแต่พลังในการดูดกลืนกลับไม่หยุดตาม จิตสมาธิที่ใช้สะกดลูกพลังไม่อาจควบคุมบังคับได้อีก ลูกพลังดึงรั้งโลหิตทุกหยดของเสวี่ยหมิงเข้าไปแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นธาตุพลังส่งกลับคืนสู่เสวี่ยหมิง แม้ธาตุพลังศักดิ์สิทธิ์จะสูงส่งล้ำค่า แต่หากพลังชีวิตมอดดับลงล้วนหมายถึงความตายของผู้คน ดังนั้นวิธีการที่เสวี่ยหมิงทดลองใช้นั้นจึงเป็นวิธีการที่ผิดพลาดอย่างมหันต์
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ร่างกายของเสวี่ยหมิงก็กลับผอมแห้งลงไปจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก สัญญาณชีวิตล้วนปลิดปลิวไปพร้อมกับร่องรอยอักขระที่ผนึกแน่นอยู่บนหน้าอก