เสน่หาชั่วกัลป์

    ตอนที่ 95 เจ้าชู้หนอเจ้าชู้

    เมื่อได้ยินว่าม้าตัวผู้ของไป๋จื่อชีติดสัดกับม้าตัวผู้ของบ้านตระกูลซู ชวีหนานอีก็พยักหน้า มองไปทางไป๋จื่อชีกล่าว “อ้อ” ออกมาหนึ่งคำอย่างมีนัยลึกซึ้ง หลังจากนั้นก็สำลักฝุ่น ต้องกุมมือปิดปาก ไออย่างแรงหลายที 


    ฮัวชิงหร่านยืนอยู่ห่างออกไป ไม่ได้เดินเข้าคอกม้า ยังคงเป็นชายเสื้อพลิ้วปลิวสะบัดไม่ย้อมเปื้อนฝุ่น  


    ถังโยวจ้องมองความบันเทิงในคอกม้า รู้สึกแปลกใหม่อย่างไม่มีสิ่งใดเทียบ ครอบครัวของนางมีม้าตัวเดียว ไม่เคยเกิดเรื่องบันเทิงเช่นนี้มาก่อน  


    ลวี่เยารังเกียจสถานที่ทำให้สำลักฝุ่นนี้ จึงขยับไปด้านหลัง ยืนอยู่ข้างฮัวชิงหร่าน 


    ด้านข้างคอกม้ามีกองหญ้าเขียว และเคียวสำหรับตัดหญ้าหนึ่งเล่ม  


    ไป๋จื่อชีใบหน้าเรียบเฉยขณะหยิบเคียวขึ้นมา ใบมีดคมถูกยกขึ้น ไม่พูดสักคำก็ฟันคอม้าบ้านของตน!  


    ม้าล้มลงกับพื้นเสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่น เลือดไหลนองพื้น กลบฝุ่นควันที่ลอยฟุ้งเหล่านั้น  


    ม้าในคอกกระทืบเท้าอย่างตื่นตระหนก ทยอยออกห่างไป๋จื่อชีและม้าของเขา ต่อมาไม่นาน คอกม้าก็เงียบสงบไม่มีข้อยกเว้น  


    ไป๋จื่อชีถือเคียว ในหมอกเลือดที่ม้าพ่นสาดกระเซ็น เขาหันกลับมามองทุกคน  


    ร่างสูงห่อด้วยผ้าจิ่นต้วนสีดำขลับ นิ้วขาวผ่องกำเคียวที่แข็งเย็น หน้ากากสีทองแผ่นนั้นสาดด้วยเลือดม้า สะท้อนรัศมีสีแดงฉาน ความโหดเหี้ยมที่ซึมลึกเข้าถึงไขกระดูกผสมผสานกับความงามจากนรกโลกันตร์ มุดเข้าไปในห้องหัวใจของทุกคนอย่างเงียบ ๆ เกี่ยววาดเป็นร่องรอยตำหนิเส้นหนึ่ง  


    ริมฝีปากล่างของไป๋จื่อชีมีเลือดม้าหนึ่งหยด สีแดงแยงตา คล้ายกับเป็นหยดเลือดที่เหลือทิ้งไว้หลังจากเขาดื่มเลือดสด เขาเลียหยดเลือดบนริมฝีปาก ทอดสายตาไกลออกไปทางลวี่เยา กล่าวอย่างอ่อนโยน “เนื้อม้ามอบให้เจ้ากิน”  


    ไอ้เจ้ารุ่นหลานนี่ ชั่วร้ายยิ่งนัก!  


    เมื่อเห็นชัดว่าม้านั่นไม่ปกติ ไป๋จื่อชีก็ตัดสินใจเด็ดขาดโดยตัดม้าด้วยเคียว ทว่าในระหว่างหมุนตัวกลับยังสามารถแสดงละครแฝงความเสน่หาลึกซึ้ง ลวี่เยารู้สึกว่า นี่เป็นคนมีความสามารถผู้หนึ่ง หากนางเป็นสาวน้อยโง่เขลาไม่มีความรู้จริง ๆ เวลานี้ดวงใจของหญิงสาวดวงนี้ กลัวว่าจะต้องมอบออกไปแล้ว  


    โชคดีที่เอวเดิมของนางนี้แข็งพอ เข้าใจว่าไป๋จื่อชีมิได้อยากมอบเนื้อม้าให้นางกิน แต่เป็นต้องการกดเนื้อของนางสักหลายคำ หลายปีมานี้ นางไม่เคยเกิดความรู้สึกขนลุกขนพอง ในวันนี้กลับถูกไป๋จื่อชีเขย่าสะเทือนเข้าให้แล้ว  


    บางที การเป็นลวี่เยา นางควรจะหวาดกลัว หรือตื่นเต้นดีใจ แต่การเป็นหูเหยียน นางคงเอนเอียงไปทางรสนิยมชั่วร้าย รู้สึกว่าไป๋จื่อชีที่เป็นเช่นนี้ยังสามารถอยู่ในสายตา  


    ดังนั้น นางไม่ถือสาที่จะลงมือ หยอกล้อเขา ให้ชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายนี้เพิ่มสิ่งที่คาดไม่ถึงขึ้นมาเล็กน้อย  


    หากจะกล่าวว่าชีวิตนี้ของหูเหยียน ไม่ว่านางไปแต่งแต้มแสดงเป็นใคร จริง ๆแล้วล้วนมีลักษณะพิเศษที่แสดงออกชัดเจนมาก --- ผู้คนพันหมื่นเกลียด!


    นางไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ทำสิ่งใด เอ่ยเช่นไร ที่ไม่เคยขาดน้อยเลยก็คือลากไปด้วยความอาฆาต ก่อเกิดความริษยาเกลียดชังของผู้คน อันที่จริง นี่ก็นับว่าเป็นหนึ่งในนิสัยที่โดดเด่นของนาง ใครคิดอยากจะเรียน ล้วนมีระดับความยาก  


    แต่ดูสิ ท่ามกลางความเงียบสงัดไร้เสียงผู้คน ลวี่เยากลับส่งเสียงร้องเรียก โผเข้าหาไป๋จื่อชี  


    ชวีหนานอีคิดอยากจะขัดขวางลวี่เยา แต่ไม่ทันเสียแล้ว


    เคียวในมือของไป๋จื่อชีขยับไปมา ท้ายที่สุดกลับหวนคืนสงบนิ่ง นี่มิใช่เวลาสังหารลวี่เยา 


    ลวี่เยาโผไปด้านหน้าไป๋จื่อชีอย่างตื่นเต้นดีใจชนิดไม่มีสิ่งใดเทียบได้ มือร่ายรำเท้าเต้นระบำอย่างดีอกดีใจกล่าว “ให้ข้ากินจริง ๆ หรือ? จริงใช่ไหม?”


    ไป๋จื่อชีใช้แววตามองคนโง่มองลวี่เยา พยักหน้า


    ลวี่เยารู้สึกว่าไป๋จื่อชีพอแผลหายก็ลืมความเจ็บปวดแล้ว รวดเร็วเช่นนี้ก็มองตนเองเป็นคนโง่อีกครั้ง การแสดงของตนช่างทำได้ถึงรสถึงเครื่องยอดเยี่ยมอย่างไม่คาดคิด   


    ในใจลวี่เยาหัวเราะเยือกเย็น กระโดดโลดเต้นกล่าว “งั้นอันนี้ก็ให้ข้าเถอะ!” พูดจบ มือดึงหน้ากากที่อยู่บนใบหน้าของไป๋จื่อชี หมุนตัวกลับแล้ววิ่ง  


    ลมพัดผ่าน ไร้เสียงดัง


    ทุกคนที่เดิมตกอยู่ในสถานการณ์ความโหดร้ายรุนแรงที่ไป๋จื่อชีสร้างขึ้น หัวเราะร่าโดยพลัน 


    มิน่าเล่าไป๋จื่อชีถึงต้องใส่หน้ากาก ใบหน้านี้ปูดบวมจน...เฮ้อ...ช่างไม่น่าดูเอาเสียเลย เป็นดังหัวหมูเซ่นไหว้


    มองดูลวี่เยารู้สึกว่านางถูกทุบตีจนน่าสงสารพออยู่แล้ว แต่เมื่อใบหน้าของไป๋จื่อชีถูกเปิดเผย ทุกคนอดวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ นี่ต้องเคียดแค้นมากมายเพียงใด ถึงสามารถทุบตีบุรุษรูปงามผู้หนึ่งจนเปลี่ยนรูป?! 


    โอ้! ลงมือได้เหี้ยมโหดแท้! 


    ดวงตาสามเหลี่ยมคว่ำดวงน้อยของลวี่เยาถูกฝ่ามือไป๋จื่อชีตบกระจาย  


    ดวงตาเย็นฉ่ำของไป๋จื่อชีถูกลวี่เยาตบด้วยหนึ่งฝ่ามือกลายเป็นตาตี่ตีบเล็ก ที่เหมือนกันคือตาข้างหนึ่งเล็กข้างหนึ่งใหญ่   


    ดี ครานี้สองคนนับว่ามีความเป็นสามีภรรยากันแล้ว


    ลวี่เยานำหน้ากากทองของไป๋จื่อชีเกี่ยวไว้บนใบหน้าของตน ในใจสบายอย่างแปลกประหลาดยิ่งนัก ใช่ ความรู้สึกลึกลับคาดเดาไม่ได้เช่นนี้ นานมากแล้วที่นางมิเคยได้สัมผัส ซาบซึ้งจนจู่ ๆ อยากกินเนื้อม้า


    ชวีหนานอีเหลือบเห็นลวี่เยาโดยบังเอิญ ทันใดนั้นตกตะลึง ใจเต้นโครมคราม!  


    เหตุใดเขารู้สึกว่าลวี่เยาในเวลานี้มองดูคล้าย...มีเสน่ห์ดึงดูดมาก?


    เดิมที มีหญิงสาวประเภทหนึ่งต้องปิดบังใบหน้า ถึงจะสามารถดึงดูดความเร่าร้อนของชายหนุ่ม  


    เป็นเพราะเหตุผลนี้หรือ? 


    เหอะ...


    ใครจะรู้


    ท่ามกลางความตกตะลึงจนตาค้างของผู้คน ลวี่เยายันมือลุกขึ้น ตะเบ็งเสียงร้องว่า “เจ้าชู้หนอเจ้าชู้ พอไม่ระวังก็กลายเป็นทะลึ่ง ทะลึ่งหนอทะลึ่ง ดีไม่ดีก็ตามน้ำไหลไป...” 


    “ชิ...” ไป๋จื่อชี ชวีหนานอี และฮัวชิงหร่าน มองไปทางลวี่เยาพร้อมกัน ในใจเอ่อล้นด้วยคำสองคำ --- เป็นนางหรือ?!  


    “ตามน้ำหนอตามน้ำ ค่อย ๆ ปล่อยตามไปก็ลามกเหมือนกัน ลามกเหมือนกันหนอลามกเหมือนกัน นกยวนยาง คอพัวพันแกว่งน้ำไหล...” ถังโยวยืดคอ ร้องเสียงดังพร้อมกับลวี่เยาอย่างตื่นอกตื่นใจ 


    ไป๋จื่อชี ชวีหนานอี และฮัวชิงหร่าน หันกลับไปมองถังโยวพร้อมกันอีกครั้ง


    ถังโยวถูกบุรุษรูปงามทั้งสามจ้องมองก็เขินอายเล็กน้อย รีบปิดปาก ดึงเสื้อส่วนบน หน้าแดงก่ำ กล่าวกระซิบ “เมื่อครู่ตอนผ่านตลาด ได้ยินคำเหล่านี้ดังออกมาจากในโรงเหล้า รู้สึกว่าสนุกดี จึงร้องเล่นดู” แววตาพลันส่องประกาย “พวกเจ้าไม่รู้สึกหรือว่า คำร้องนี้เนื้อหาคล้ายกับ...ฮิ ๆ ...เกี่ยวข้องกับม้าตัวผู้ของบ้านไป๋ฟางจู่ ?” นางตบหน้าผาก สีหน้าตกตะลึง “โธ่เอ๋ย นี่พวกเจ้าไม่รู้ กลางตลาดมีผู้สูงศักดิ์! ตอนที่ข้าผ่านโรงเหล้า ยังแอบได้ยินคำพูดจากข้างในลอดออกมาว่า ไป๋ฟางจู่อะไรทำนองนั้น หรือว่า... จะมีผู้สูงศักดิ์ที่สามารถทำนายทายทัก รู้ว่าวันนี้ม้าตัวนี้จะ...” นางกุมมือปิดปาก เบิกตากว้าง แสดงอาการว่าไม่อยากจะเชื่อ  


    บุรุษรูปงามสามคนมองตากันไปมาแต่ละคนค่อย ๆ เบือนหน้าออก


    ชวีหนานอีชี้ไปที่ไป๋จื่อชี หัวเราะลั่นเอนหน้าเอนหลัง อีกนิดเดียวก็ฟุบลงไปกับพื้นแล้ว  


    ริมฝีปากของฮัวชิงหร่านแฝงรอยยิ้ม ยังคงไว้ด้วยท่าทางของผู้สูงส่งเหนือโลกมนุษย์ อันที่จริง สติของเขาล่องลอยออกเที่ยวนอกขอบฟ้านานแล้ว ไม่ทราบว่าคิดเรื่องใดอยู่ 


    ไป๋จื่อชีหันศีรษะ มิได้กล่าวลา เดินก้าวยาว ๆ เชิดหน้าออกจากบ้านตระกูลซู ทว่ามิได้กลับไปที่โรงบ่อน แต่แอบมุดเข้าบ้านพักที่อยู่ใกล้บ้านตระกูลถัง เขาสามารถเพิกเฉยเรื่องใครจะมองเขาเยี่ยงไร แต่กลับ...ไม่สามารถหน้าไม่อาย หลังจากผ่านเรื่องเมื่อคืน เขาเคยออกคำสั่งให้ทุกคนปิดปาก น่าเสียดาย ปลาที่ลอดตาข่ายคงมีไม่น้อย เพลงรัก ๆ ใคร่ ๆ นั่นกลายเป็นเพลงที่ผู้คนติดหูติดปากไปแล้ว ไม่คาดคิดเลยจริง ๆ


    ไป๋จื่อชีมีลางสังหรณ์ เขามีชื่อเสียงโด่งดังอีกคราแล้ว ทว่าครั้งนี้ มิใช่เพราะเหี้ยมโหดอำมหิต แต่เป็นเพราะ...ชายแต่งหญิงแสร้งร้องเพลงรัก ๆ ใคร่ ๆ!  


    ตรึกตรองได้ดังนี้ เขาก็มีอารมณ์แห่งการไล่ล่าอย่างบ้าคลั่ง  


    ที่แน่ ๆ อย่าให้เขาจับคนเล่นตลกกับเขาคนนั้นได้เป็นอันขาด ไม่อย่างนั้น... ไม่ว่านางจะเป็นปีศาจ เป็นคน เป็นผี เป็นแม่มด ล้วนต้องตาย!


    ชวีหนานอีมองส่งไป๋จื่อชีกลับบ้าน หัวเราะเสียจนไม่เห็นลูกตา ยื่นมือออกไปลูบหน้าผากของลวี่เยา 


    อีกครั้ง ลมพัดผ่าน ไร้เสียงดัง...


    ลวี่เยาชะงักคอแข็ง ตะลึงตาค้าง คลื่นยักษ์ลูกใหญ่มหึมาพัดขึ้นกลางใจ! ชวีหนานอีนี่ต้องการทำอะไร? กลับกล้าลูบหัวนาง?! ไม่เคยได้ยินประโยคที่ว่า เหยียบจมูกเสือ --- หาเรื่องตายหรือ?! 


    ชวีหนานอีเก็บมือกลับ หันหลัง จูงม้าออกไป ใบหน้ายังคงแฝงรอยยิ้ม เพียงแค่รอยยิ้มนั้นกลายเป็นหน้ากากชิ้นหนึ่งไปแล้ว เสียงเพียะแปะอยู่บนหน้า ปลอมมาก เขาเองก็ไม่เข้าใจ เหตุใดจึงทำพฤติกรรมใกล้ชิดสนิทสนมเช่นนั้นกับลวี่เยา คล้ายกับเป็นไปตามธรรมชาติ ในใจค่อย ๆ เปี่ยมสุข ฮึ่ย ล้วนโทษปากเหม็นเน่าของฮัวชิงหร่านนั่น ที่ไม่มีอะไรทำก็มาพูดเรื่องพรหมลิขิตกับตน นี่มิใช่การจัดวางผลักเขาลงหลุมหรอกหรือ?


    ชวีหนานอีแม้จะเกลียดชังเอือมระอาเรื่องภูตผีปีศาจเหล่านั้นเป็นที่สุด แต่สำหรับลัทธิเต๋า ก็ยังคงมีความเชื่ออยู่บ้าง ชื่อเสียงของท่านอาจารย์จางเรียกได้ว่าไม่มีใครไม่รู้ ไม่มีใครไม่ทราบเป็นแน่แท้ สำหรับฮัวชิงหร่านลูกศิษย์คนสุดท้ายของเขาก็คงไม่ต่างกันนัก แต่เสียก็ตรงนี้ ไม่ต่างกันสักเท่าไร 


    ชวีหนานอีรู้สึกอัดแน่นในใจอยู่บ้าง อยากจะเฆี่ยนม้าให้วิ่งออกไป แต่จู่ ๆ ในหัวกลับผุดทฤษฎีเหล่านั้นของลวี่เยาขึ้นมา การขี่ม้านี้ก็มีการตีความหนึ่งชั้น เช่นนั้น ท่านใต้เท้าที่ภูมิฐานนี้ของตน ไม่ดีที่จะแสดงรสชาติหนักหน่วงต่อหน้าฝูงชน เฮ้อ แย่แล้ว! เหตุใดเขาถูกลวี่เยาพาไปในช่องลับอีกแล้ว?! 


    ในใจชวีหนานอีกลัดกลุ้ม กระโดดขึ้นหลังม้า ควบไปทางที่ว่าการเขตอย่างรวดเร็ว


    ม้าวิ่งไปไม่กี่ก้าว ค่อยนึกขึ้นได้ หลี่ต้าจ้วงถูกเขาทิ้งไว้ที่นั่น สันนิษฐานว่าเด็กน้อยฮัวชิงหร่านคงไม่บรรทุกเขาไปตลอดทาง ดังนั้น ชวีหนานอีหันหัวม้า ควบกลับไปหน้าประตูบ้านตระกูลซู กระโดดลงจากม้า โยนบังเหียนให้หลี่ต้าจ้วง “เจ้าขี่ม้ากลับไปก่อน”  


    หลี่ต้าจ้วงซาบซึ้ง รับบังเหียนไป พยักหน้าแรง ๆ ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังม้า จากไปแบบไม่เห็นฝุ่น กล่าวในใจ ‘ใต้เท้าแท้จริงแล้วช่างเป็นขุนนางดีที่เห็นอกเห็นใจลูกน้อง!’  


    ทว่าความจริง สาเหตุหลักที่ทำให้ชวีหนานอีควบม้ากลับมา คือเขารู้สึกว่า การที่ตนเองวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงเพราะสาวใช้อัปลักษณ์คนหนึ่งนั้นใช้ไม่ได้เอาเสียเลย เขาชวีหนานอีใช่ว่าเป็นชาวบ้านธรรมดา เงินเดือนเท่าหยิบมือ ไม่เคยพบเจอหญิงงามที่เร่าร้อนเชียวหรือ? หึ...เพียงแต่ไม่เคยเห็นคนอัปลักษณ์เช่นนี้มาก่อนต่างหาก อัปลักษณ์ก็ดี สวยงดงามก็ดี ล้วนไม่มีอะไรต้องกลัว 


    อีกอย่าง เขายังมีเรื่องต้องถามเด็กรับใช้บ้านตระกูลซู ม้าของไป๋จื่อชีนั่น มองดูแล้วเหมือนถูกคนวางยา แค่ไม่รู้ว่าเป็นคนนอกหรือคนในบ้านตระกูลซู


    ครั้นชวีหนานอีจากไปแล้วกลับมา เด็กรับใช้ยังไม่ได้ปิดประตูจากไป เขาจึงกวักมือเรียกเด็กรับใช้นั่น สั่งให้มาด้านหน้า กล่าวถาม “คอกม้าที่นั่นมีคนดูแลหรือไม่?”  


    เด็กรับใช้ตอบไปตามตรง “เรียนใต้เท้า มีขอรับ เป็นเหลาอู่ที่ขาเป๋ รับผิดชอบดูแลคอกม้า ดูแลสัตว์เลี้ยงใช้แรงงานเหล่านั้น”


    ชวีหนานอีกล่าว “ไป พาข้าไปสอบถาม” ในเมื่อผู้นั้นขาเป๋ แน่นอนว่าคงไม่ดีที่จะให้เรียกคนมาสอบถาม  


     สีหน้าเด็กรับใช้แสดงอารมณ์เจ็บปวดลังเลเป็นอย่างมาก แต่ก็มิกล้าขัดขืน ได้แต่พยักหน้าขานรับ ดังนั้น คนกลุ่มนี้จึงเคลื่อนตัวเป็นขบวนเดินเข้าบ้านตระกูลซูอีกรอบหนึ่ง คล้ายกับเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้านตัวเองไม่มีผิด ซูเหลาเหย่ได้รับรายงานรู้สึกโกรธจนผมตั้ง ทว่าหากจะออกหน้าห้ามปรามคงไม่ดีแน่ ทำได้เพียงสายตาไม่พบไม่เห็นถือว่าสะอาด ในใจหวังเพียงว่าหมอผีเหล่านี้จะรีบจากไปโดยเร็ว  

    คล้ายกับเรื่องเสน่หาชั่วกัลป์ ที่คุณอ่าน