หลังจากเข้ามาด้านในห้องโถง
สิ่งแรกที่เซี่ยฮุยเห็นก็คือเจ้าสาว
ด้านบนหัวมีผ้าสีแดงผืนใหญ่คลุมอยู่ รูปร่างอรชรของมันถูกปกคลุมด้วยเสื้อคลุมสีแดงพอดีตัว จึงทำให้เห็นความอวบอิ่มได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ถึงแม้ว่าจะมองไม่เห็นหน้าของมัน แต่เสน่ห์ที่มีก็ทำให้ผู้ชายรู้สึกตกตะลึงจนใจเต้นตึกตักได้ง่าย ๆ
“เธอ...”
ตอนที่เซี่ยฮุยกำลังจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อที่จะเปิดโปงตัวตนของมัน
จู่ ๆ สมองของเขาก็เริ่มวางแผน ถ้าหากอีกฝ่ายเป็นสัตว์ประหลาดจริง ๆ และถูกเปิดโปงตัวตนตั้งแต่ยังไม่เริ่มก็คงจะรู้สึกอายและโกรธมากแน่ ๆ ถึงเวลานั้นมันคงใช้กรงเล็บและเขี้ยวที่แหลมคมจัดการกับเขา
หลังจากนั้นเขาก็จะใช้หมัดซัดเข้าใส่ร่างของมันเพื่อสังหารและกอบโกยประโยชน์มาจากตัวของมัน
ตอนที่เขากำลังจะปริปากพูด ผู้ดำเนินพิธีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ก้าวเท้ามาข้างหนึ่งหนึ่งก้าวและตะโกน “เจ้าบ่าวและเจ้าสาวมาถึงแล้ว”
สิ้นสุดเสียงคำรามของมัน เซี่ยฮุยก็พบว่าร่างกายของเขาไม่สามารถควบคุมได้ชั่วขณะ
เขามองตัวเองที่ก้าวเท้าไปยืนอยู่ข้าง ๆ เจ้าสาว
“เจ้าบ่าวเจ้าสาวจุดธูป” พูดดำเนินพิธีพูดอีกครั้ง
เซี่ยฮุยมองตัวเองที่กำลังคุกเข่าลงข้างๆ เจ้าสาว จากนั้นก็รับธูปมาไว้ในมือ
คุกเข่า...ยกธูปขึ้นเหนือศีรษะครั้งที่หนึ่ง...ยกธูปขึ้นเหนือศีรษะครั้งที่สอง...ยกธูปขึ้นเหนือศีรษะครั้งที่สาม!
คุกเข่า...คำนับครั้งที่หนึ่ง...คำนับครั้งที่สอง...คำนับครั้งที่สาม!
หลังจากนั้นผู้ดำเนินพิธีก็พูดต่อไปว่า “คุกเข่า!”
“คำนับฟ้าดิน!”
“คำนับพ่อแม่!”
“คุณสามีภรรยาคำนับกันและกัน!”
“เสร็จพิธี!”
สิ้นสุดพิธี เซี่ยฮุยก็กลับมาควบคุมร่างกายได้อีกครั้ง
หลังจากตรวจสอบร่างกายว่าไม่มีสิ่งปกติเกิดขึ้น เขาก็กวาดตามองไปรอบ ๆ
ตอนที่หันกลับมาก็พบว่าข้าง ๆ เขาเหลือแค่เจ้าสาวที่มีผ้าคลุมหัวเพียงคนเดียวแล้ว
จากพิธีโบราณ หลางจากที่กราบไหว้ฟ้าดินเสร็จแล้ว เจ้าบ่าวก็จะถือริบบิ้นทรงกลมเพื่อนำทางเจ้าสาวเข้าไปในห้อง
แต่เซี่ยฮุยกลับไม่คิดจะทำอะไร ส่วนเจ้าสาวก็ยังยืนนิ่งเช่นกัน ตอนนี้พวกเขาทั้งสองร่างแข็งทื่อไปชั่วขณะ
“เฮ้อ!”
หลังจากยืนนิ่งอยู่กับที่พักใหญ่ เซี่ยฮุยก็รู้สึกราวกับตัวเองเป็นไอ้บ้าคนหนึ่ง
ดูเหมือนว่าถ้าหากเขาไม่ตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง เขาคงต้องติดอยู่ที่นี่และไม่สามารถออกเดินทางต่อได้
จากนั้นก็ต้องกลับสู่วังวนไม่รู้จบ เขาต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อตัวเองสิ!
“ฉันเกลียดที่ต้องมาเลือกอะไรพวกนี้!”
“ถุย!”
เขาแอบถ่มน้ำลายอยู่ภายในใจ เขาเหลือบมองเจ้าสาวที่ยังยืนนิ่งไม่ไหวติง เขาจึงตัดสินใจยื่นมือออกไปเพื่อดึงผ้าคลุมออก
วินาทีต่อมาใบหน้าของมันก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
ดวงตากลมโต ผิวพรรณผุดผ่องราวกับหยก เส้นขนคิ้วเรียงตัวกันสวยงาม ด้านบนศีรษะมีกิ๊บรูปฟีนิกซ์ที่มีความประณีตประดับอยู่ อีกทั้งยังมีรอยยิ้มแต่งแต้มบนใบหน้า ช่างเป็นความงามที่คนในยุคนี้ไม่สามารถเทียบเทียมได้
เป็นหญิงสาวที่มีความงามอย่างเป็นธรรมชาติคนหนึ่งเลยก็ว่าได้!
……
ภายในห้องขนาดใหญ่ ณ สมาคมศิลปะการต่อสู้
จอแสดงผลภายในห้องทำงานจำนวนนับไม่ถ้วนวางเรียงรายต่อกันเป็นแถว
ข้างจอแสดงผลมีชายร่างอวบนั่งอยู่ตรงนั้น เขากำลังมองหน้าจอแสดงผลด้วยความเพลิดเพลิน
เขาหันไปถามกับเพื่อนร่วมงานที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “นายคิดว่าครั้งนี้เขาจะทำยังไงต่อไป?”
“คงไม่ถึงขั้นทำลายดอกไม้งามที่อยู่ตรงหน้าหรอกมั้ง”
ชายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ลูบหนวดของตัวเองด้วยสีหน้าราวกับคาดเดาไม่ถูกว่าเด็กคนนั้นจะทำอย่างไรต่อไป
“เด็กคนนี้น่าสนใจมาก”
หน้าจอแสดงผลที่อยู่ตรงหน้าชายอ้วนถูกแบ่งออกเป็นหกจอ โดยแต่ละจอมีฉากของผู้เข้าแข่งขันจอละหนึ่งคน
ตอนนี้ฉากที่ชายอ้วนคนนั้นกำลังให้ความสนใจคือฉากของเซี่ยฮุย
เขาคือผู้สังเกตการณ์ที่รับผิดชอบทีมของเซี่ยฮุย
เขารู้สึกว่าเซี่ยฮุยเป็นคนที่น่าสนใจมากตั้งแต่ได้เห็นเขาในครั้งแรก
แม้ว่าจะเผชิญหน้ากับความแปลกประหลาด แต่เด็กคนนี้กลับไม่แสดงสีหน้าและแววตาหวาดกลัวออกมาแม้แต่น้อย นอกจากนี้การลงมือของเขาก็มีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับที่ไม่เลวเลย
การเผชิญหน้ากับผีเจ้าสาวเช่นนี้ ถือเป็นความยากระดับสูง หากจัดอันดับฉากทดสอบทั้งหมดที่มี ฉากนี้ถือว่ามีความแปลกประหลาดอยู่สิบอันดับแรกเลยก็ว่าได้
ตอนนี้วิธีการจัดการกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าของเด็กคนนี้ถือว่าไม่เลวเลย
อื้ม...แม้ว่าวิธีการในการแก้ปัญหาของเขาจะ...บ้าบิ่นไปหน่อยก็เถอะ!
เมื่อเซี่ยฮุยเปิดผ้าคลุมศีรษะของผีเจ้าสาวออก มุมปากของชายอ้วนก็กระตุกขึ้นจนเผยให้เห็นรอยยิ้มของเขา เด็กคนนี้จะทำตัวบ้าบิ่นต่อไปหรือเปล่านะ?
ผีเจ้าสาวขอบเขตพิเศษขั้น 7 ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ถ้าหากคิดจะจัดการกับมันคงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด
หลังจากที่เซี่ยฮุยเลิกผ้าคลุมศีรษะของเจ้าสาวออก พล็อตเรื่องก็ยังไม่หยุดชะงักอยู่แค่นั้น เพราะหลังจากนั้นการดำเนินเรื่องก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
บ้านหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยภูตผีปีศาจ จะใช้คำว่า “มีชีวิตชีวา” ก็คงจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่นัก
แต่เซี่ยฮุยกลับคิดว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะเปรียบเปรยเช่นนี้ เพราะหลังจากที่เขาเปิดผ้าคลุมศีรษะของเจ้าสาวออก ดวงตากลมโตของเจ้าสาวแสนสวยก็ขยับเล็กน้อยราวกับเป็นมนุษย์ธรรมดาทั่วไป
“คุณสามี เรายังไม่ได้เข้าไปข้างในห้องเลยนะ ทำไมคุณถึงถือวิสาสะเปิดผ้าคลุมศีรษะของฉันล่ะคะ”
ดวงตาของเจ้าสาวคนสวยประกายระยิบระยับ แม้ว่าจะกำลังพูดตำหนิเขา แต่น้ำเสียงที่อ่อนโยนกลับทำให้ผู้ฟังรู้สึกใจอ่อนระทวยเป็นอย่างยิ่ง
เซี่ยฮุยกวาดตามองเจ้าสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า ท่าทางและแววตาของอีกฝ่ายทำให้เขาแยกไม่ออกเลยสักนิดว่าเจ้าสาวที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์
“ทำไมคุณสามีถึงไม่พูดอะไรเลยล่ะคะ?”
เมื่อเห็นเซี่ยฮุยกำลังจ้องมองโดยไม่พูดอะไร เจ้าสาวคนสวยก็เอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง
“ยังมีอะไรต้องพูดอีกล่ะ”
แม้ว่าจะมองไม่เห็นข้อบกพร่องของเจ้าสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า และอีกฝ่ายก็ดูเหมือนกับมนุษย์อย่างสมบูรณ์ แต่เมื่อเซี่ยฮุยนึกขึ้นได้ว่าการยืนอยู่ท่ามกลางผีเหล่านี้ แม้ว่าสภาพของเธอจะดูปกติที่สุด แต่เขาก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่เรื่องปกติ
แตกต่างจากผีเหล่านั้นก็หมายความว่าเจ้าสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นปีศาจ!
เซี่ยฮุยไม่สามารถมองเห็นมันเป็นมนุษย์ปกติได้ เขายังคงมองหน้ามันด้วยสายตาโหดเหี้ยมราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรู
“เหอะ ๆ”
เมื่อเห็นว่าเซี่ยฮุยไม่ยอมพูดอะไร ใบหน้าของเจ้าสาวจากเดิมที่ดูอ่อนแอและบอบบางก็มีรอยยิ้มเศร้าโศกปรากฏขึ้น
“เราเพิ่งจะเป็นสามีภรรยากันได้ไม่นาน คุณสามีรังเกียจฉันแล้วเหรอคะ?”
เซี่ยฮุยยังคงมองมันด้วยสายตาเย็นชาต่อไป เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาจะเล่นละครตบตาอย่างไรต่อไป
“คุณสามีดูถูกความงามของฉันเหรอคะ?”
เซี่ยฮุย “.......”
“ทำไมคุณสามีถึงเย็นชากับฉันแบบนี้ล่ะคะ ไม่คิดจะพูดคุยแลกเปลี่ยนสนทนากับฉันเลยเหรอ?”
เซี่ยฮุย “........”
“คงเป็นเพราะคุณสามียังมีชีวิตอยู่สินะคะ จึงทำตัวเฉยชาไม่เสวนากับฉันแบบนี้?”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ฉันเข้าใจแล้วล่ะ...ถ้าหากคุณสามีตายเหมือนกับฉัน ก็คงไม่มีปัญหานี้แล้วสินะคะ”
จากใบหน้าที่โศกเศร้าก่อนหน้านี้ จู่ ๆ ก็เปลี่ยนเป็นความเหี้ยมโหดขึ้น ท่าทางของเธอเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างกะทันหันโดยไม่บอกไม่กล่าวกันสักคำ
เธอยื่นมือออกมาทั้งสองข้างเพื่อบีบคอของเขา
“เชี้ย!”
เซี่ยฮุยเปล่งเสียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อเห็นท่าทางที่เปลี่ยนไปของเจ้าสาวราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ
เขาที่ระมัดระวังอยู่ตลอดเวลารีบถอยหลังออกไปหลายก้าว เพื่อหลบการโจมตีของเจ้าสาวที่คิดจะลงมือก็ลงมือทันที
“คุณสามี...ทำไมถึงหลบฉันล่ะคะ!”
สายตาของเจ้าสาวเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ มันถลึงตามองเขาที่กำลังหลบการโจมตี
“ก่อนตายเธอป่วยใช่ไหม”
เซี่ยฮุยมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา ถ้าหากไม่ใช่เพราะเขาสามารถหลบหลีกได้อย่างรวดเร็ว เล็บยาว ๆ บนมือของเจ้าสาวคงจะเจาะคอหอยของเขาไปแล้ว
“เหอะ ๆ ฉันป่วยเหรอคะ?”
เจ้าสาวเริ่มสะอึกสะอื้น จากนั้นก็มองมาที่เซี่ยฮุยราวกับคนที่หัวใจแตกสลาย “ตอนที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ คุณไม่เคยพูดแบบนี้กับฉัน คุณลืมคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับฉันไปแล้วเหรอ? คุณเคยบอกว่าถ้าอยู่ก็ขออยู่ด้วยกัน ถ้าตายก็ขอตายไปพร้อม ๆ กันไม่ใช่เหรอ!”
“เพ้อเจ้อ!”
เซี่ยฮุยเปล่งเสียงออกมาแค่สองพยางค์ด้วยน้ำเสียงเอือมระอา เจ้าสาวที่อยู่ตรงหน้าเขาคือเป็นผีที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นผี แต่สิ่งที่เขามั่นใจและเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือมันต้องการจะฆ่าเขา
ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีอะไรต้องพูดอีกแล้ว
เซี่ยฮุยเห็นเจ้าสาวกำลังพุ่งตัวเข้ามาอีกครั้ง จึงกล่าวด้วยเสียงเย็นชาว่า “ในเมื่อเธอจะคิดจะทำแบบนี้...”
“ถ้างั้นก็ตายซะเถอะ”
เซี่ยฮุยเป็นกังวลเกี่ยวกับพลังของตัวเองที่ถูกอะไรบางอย่างควบคุมไว้ เขาจึงเปิดใช้พลังลมปราณของตัวเองทันที
ซัดหมัด!
เขารวบรวมพลังทั้งหมดที่มีเพื่อซัดหมัดเข้าใส่ผีเจ้าสาวที่อยู่ตรงหน้า
ตอนที่หมัดของเขาถูกส่งออกไป ลมที่ถูกส่งออกมาจากหมัดก็ควบแน่นขึ้นจนกลายเป็นพลังมวลใหญ่ วินาทีที่การโจมตีกำลังจะปะทะเข้าใส่ร่างของผีเจ้าสาว ร่างนั้นก็หายวับไปกับตา
มันปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งหลังจากที่หลบการโจมตีของเซี่ยฮุยสำเร็จ จากนั้นก็ยื่นมือออกมาสองข้างเพื่อใช้กรงเล็บจิกเข้าที่กลางลำคอของเขา
เซี่ยฮุยไม่ได้รู้สึกแตกตื่นกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาไม่ได้ถอยหลังออกไปแต่กลับกำหมัดแน่นอยู่กับที่
เขารีบดึงหมัดไปด้านหลังและซัดไปด้านหน้าอีกครั้งเพื่อปะทะเข้าใส่ร่างของผีเจ้าสาวตัวนั้น
วินาทีต่อมาร่างก็หยุดชะงักลง เซี่ยฮุยมองหมัดของตัวเองด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็หันหลังกลับไปมองผีเจ้าสาวที่ไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ จากการโจมตีของเขา เขารู้สึกงงงวยเป็นอย่างมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น
หมัดที่ซัดออกไปเมื่อสักครู่ไม่ได้รู้สึกถึงพลังอะไรเลย นอกจากนี้ร่างกายของเขายังพุ่งทะลุผ่านร่างของมันราวกับเป็นแค่เพียงภาพลวงตา
“คุณสามีใจร้ายมากเลยนะคะ”
ใบหน้าที่น่าสงสารของผีเจ้าสาวได้มลายหายไปแล้ว แม้ว่าใบหน้าของมันยังไม่เปลี่ยนไปจากเดิม แต่ภาพลักษณ์ของมันได้เปลี่ยนไปจากเดิม อีกทั้งยังอัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้น
เซี่ยฮุยคิดในใจ : หมัดของฉันทำอะไรมันไม่ได้เลยเหรอ?
คิดเช่นนี้ เขาก็ตัดสินใจที่จะลองใหม่อีกครั้ง
เซี่ยฮุยกระทืบเท้าลงบนพื้น ยังไม่ทันที่ผีเจ้าสาวจะได้ลงมือทำอะไร เขาก็รีบชิงลงมือก่อนทันที
ซัดหมัด!
ใต้เท้าของเขาเกิดลมวายุหมุน เขาเปิดใช้พลังลมปราณทั้งหมดที่มีเพื่อพุ่งทะยานเข้าไปสังหารผีเจ้าสาวอีกครั้ง
วินาทีต่อมาร่างของเขาก็หยุดชะงักอยู่กับที่ เขารู้สึกได้ถึงเหงื่อที่ไหลซึมบนแผ่นหลัง
ครั้งนี้เขาไม่ได้ตาฝาดแน่นอน ร่างกายของเขาผ่านทะลุร่างของผีเจ้าสาวจริง ๆ การโจมตีของเขาทำอะไรมันไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
มีภูมิคุ้มกันในการป้องกันการโจมตีแบบกายภาพ!
การเผชิญหน้ากับผีเจ้าสาวในครั้งนี้ช่างแตกต่างจากผีชุดแดงที่เขาฆ่าตายที่เมือง Y อย่างสิ้นเชิง
ผีเจ้าสาวสามารถเพิกเฉยต่อการโจมตีทางกายภาพได้ ดังนั้นมันจึงไม่ได้รับความเสียหายเมื่อถูกเขาซัดหมัดเข้าใส่
“ฮ่า ๆ ที่แท้คุณก็ไม่สามารถทำอะไรฉันได้สินะคะ”
เมื่อเห็นว่าเซี่ยฮุยพยายามโจมตีตัวเองอย่างดุเดือด แต่กลับไม่สามารถสร้างความเสียหายให้มันได้ ผีเจ้าสาวก็หัวเราะร่าออกมาด้วยความชอบใจ ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในความล้มเหลวของเขา
มันมองมาที่เซี่ยฮุยและพูดท้าทาย “หลังจากนี้คุณจะทำอะไรกับฉันต่อไปเหรอ?”
?
เซี่ยฮุยมองท่าทางของผีเจ้าสาวในตอนนี้ ตอนนี้พวกเขาทั้งสองราวกับเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าท่าทางที่บอบบางของผีเจ้าสาวก่อนหน้านี้จะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้
เปลี่ยนไปเพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างหนักสินะ?
เขาไม่สนใจความคิดที่ยุ่งเหยิงของตัวเองอีกต่อไป สิ่งที่เขาต้องทำในเวลานี้คือหาวิธีทำลายมันให้ได้ ไม่เช่นนั้นเขาคงเสียเวลาอยู่ที่นี่อีกนาน สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเขา
แต่ผีเจ้าสาวไม่คิดจะรอเวลาให้เขาคิดหาวิธีได้ เมื่อเห็นเซี่ยฮุยหยุดโจมตี มันก็พุ่งตัวเข้าใส่เข้าอีกครั้ง
“กระโดดตลบวายุ!”
เซี่ยฮุยไม่ได้ใช้หมัดในครั้งนี้เพราะผีเจ้าสาวตัวนี้มีการป้องกันการโจมตีทางกายภาพ ต่อให้เขาซัดหมัดออกไปก็ไม่เกิดผลอยู่ดี
ขืนสู้ด้วยหมัดต่อไปก็มีแต่จะเสียพลังโดยเปล่าประโยชน์
แม้ว่าสกิลของเขาที่ปล่อยออกไปจะไม่ต้องใช้ค่าพลังทางกายภาพ แต่เขาไม่อยากให้ชีวิตยุ่งวุ่นวาย เพราะสำหรับเขาแล้วเวลาคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
สกิลถูกส่งออกไปติดต่อกันหลายครั้ง แต่การโจมตีก็ผ่านร่างของมันไปได้อย่างง่ายดาย สมองของเซี่ยฮุยเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว เขาต้องหาวิธีทำลายมันและกู้คืนสถานการณ์ให้ได้
แต่การเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องยากที่จะคิดหาวิธีได้ในระยะเวลาสั้น ๆ
“เราจะปล่อยให้เวลาผ่านไปแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เหรอ?”
เมื่อเห็นผีเจ้าสาวโจมตีเขาอย่างไม่หยุด สายตาของเซี่ยฮุยก็เริ่มแสดงออกถึงความร้อนใจขึ้นมา
ถ้าหากเขายังถูกกักขังอยู่ที่นี่ต่อไปและเวลาทดสอบสิ้นสุดลง เขาอาจจะกลายเป็นนักเรียนคนแรกที่ได้ศูนย์คะแนนในด่านนี้จริง ๆ
ถูกเขี่ยออกจากสนามทดสอบ จากนั้นก็ถูกส่งกลับไปที่เมือง Y งั้นเหรอ?
เซี่ยฮุยคิดถึงบรรยากาศเหล่านั้น เขาก็ตัดสินใจได้ในทันที
เมื่อนึกถึงเจี่ยปิงอวี่และคนอื่น ๆ ถ้าหากเป็นเพราะเขาที่ทำให้คะแนนของพวกเขาลดลง เขาคงรู้สึกไม่ดีแน่ ๆ
“ฉันจะแพ้ได้ยังไงกัน!”
เขาหันกลับไปมองผีเจ้าสาวอีกครั้ง จากนั้นเขาก็เริ่มสู้กับมันต่อ แตกต่างจากเดิมตรงที่ครั้งนี้สมองของเขาประมวลผลเร็วขึ้นแล้ว