ตอนที่ 76 กับเพื่อนกับฝูงก็เพลา ๆ บ้างเถอะนะ
“นี่ คีตา นายใช้วัชระดาวตกได้ยังไงน่ะ” นิทานถามขึ้น เขาลูบหัวของเจ้าหมายักษ์อย่างฉงน
คีตาที่นอนเกียจคร้านเอียงหัวของมันมามองหน้านิทาน นัยน์ตายังคงปรือจากความง่วง ลิ้นของมันห้อยยาวลงมาอย่างสบายอกสบายใจ
“โฮ่ง”
ก็นิทานทำได้
มันตอบเพียงแค่นั้นแล้วจึงหาวกว้าง
ก็ฉันทำได้? หมายความว่าไง? นิทานฟังคำตอบของคีตาแล้วกลับงงยิ่งกว่าเดิม
คำแห่งพลังระบุชื่อนอกจากทำให้แบ่งพลังกันได้แล้ว ยังใช้ท่าโจมตีได้ด้วยเหรอ? ไม่ใช่มั้ง นิทานคิดไม่ตก เขาลองเร่งพลังหวังลอกเลียนแบบคีตาดูบ้าง เขานึกไปถึงคีตาที่กัดกระชากด้วยเขี้ยวของมัน
ดวงดาราแห่งคำของนิทานสั่นไหวอย่างรุนแรง หากกลับไม่มีพลังใดพวยพุ่งออกมา
เราไม่เห็นทำได้เลยแฮะ เพราะคำแห่งพลังของเราเป็นแค่ระดับแรกเกิดเหรอ หรือเพราะความแตกต่างทางกายภาพ แม้เขาจะอยากลองแค่ไหน แต่ระดับของคำนั้นต่างกันเกินไป
นิทาน วงจันทรา ของคีตานั้นอยู่ในระดับผู้เรียนรู้ แถมยังใกล้ขึ้นเป็นระดับนักสลักแล้วด้วย ส่วนของเขาอยู่เพียงแรกเกิดเท่านั้น
นิทานถอนหายใจ หากเขาก็ไม่มีทางเลือก ในเมื่อเขาทำไม่ได้ก็คือทำไม่ได้ ได้แต่คิดในแง่ดีว่าเมื่อคีตาแข็งแกร่งขึ้นเขาก็มีโอกาสชนะงานประลองมากยิ่งขึ้น
———————————————————————————————————————————————————
เมื่อกลับถึงนครรัตนะ ประชาชนมากมายต่างแห่กันออกมารอต้อนรับพวกเขาราวกับวีรบุรุษ รถม้าที่ครั้งนี้ประดับตราราชวงศ์แล้วพลันดูโดดเด่นและสูงส่งขึ้นมาภายในพริบตา
“องค์หญิงไพลินจงเจริญ!”
“องค์หญิงไพลินจงเจริญ!”
“องค์หญิงไพลินจงเจริญ!”
“มีเพียงองค์หญิงผู้คู่ควรประคองบัลลังก์!”
“มีเพียงองค์หญิงผู้คู่ควรประคองบัลลังก์!”
เสียงตะโกนสรรเสริญดังลั่นไปทั่วนครรัตนะอันกว้างใหญ่ ดูเหมือนฝั่งขององค์หญิงไพลินจะทำงานกันรวดเร็วมากจริง ๆ พวกเขายังกลับไม่ถึงเมืองหลวงดี หากข่าวความสำเร็จของเธอแพร่กระจายไปทั่วนครแล้วเรียบร้อย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความสำเร็จในครั้งนี้ของเธอทำให้ภาพลักษณ์ของเธอแข็งแกร่งขึ้นถึงเพียงไหนในสายตาประชาชน
องค์หญิงไพลินโบกไม้โบกมือพลางตะโกนคุยกับประชาชนราวกับหญิงสาวชาวบ้าน เธอถึงกับกระโดดลงจากรถม้าวิ่งไปรับขนมปังที่คุณยายคนหนึ่งนำมาให้ด้วยซ้ำ
ประชาชนต่างรุมล้อมเธอพร้อมกับมอบของขวัญเล็กน้อยมากมายให้ เธอถือของขวัญเหล่านั้นเต็มสองมือ ภูเขาของขวัญแทบจะกลบร่างเล็ก ๆ ของเธอจนมิด
แม้จะเป็นเช่นนั้นหากเธอยังคงยิ้มแย้มหัวเราะกับทุกคนเสมอ จะอย่างไรองค์หญิงไพลินก็คือองค์หญิงไพลิน
อริยะแปลงเพลิงคงลำบากแย่ นิทานคิด ดูเหมือนหลานสาวของเธอจะชอบนำตนไปอยู่ในจุดที่ลอบโจมตีง่ายเหลือเกิน เพียงมองดูผู้คนจำนวนมากที่รายล้อมเธอแล้วนิทานก็อดสงสารอริยะแปลงเพลิงไม่ได้
หน่วยสามมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม พวกเขาต่างโบกไม้โบกมือตอบประชาชนหลาย ๆ คนที่ส่งเสียงชื่นชมพวกเขา นิทานเห็นใบหน้าของคนในหน่วยแล้วก็ยิ้มบาง
ค่อยหายเหนื่อยหน่อย
——————————————————————————————————————————————————
พวกเขาและองค์หญิงไพลินจัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ ขึ้นกันเองเพื่อฉลองภารกิจ แม้จะเรียกงานเลี้ยงหากแต่ก็เป็นการนัดกินข้าวเย็นกันในคืนนั้นอย่างง่าย ๆ เท่านั้น
พวกเขารวมตัวกันที่ห้องส่วนตัวของร้านประจำของพวกเขา ร้านภารตา
อาหารมากมายต่างทยอยมาวางบนโต๊ะ สีสันและกลิ่นหอมตลบอบอวลชวนให้น้ำลายสอ สลัดดอกไม้ ปลาจักรพรรดิ ไก่ดาวตก ทั้งหมดถูกนำมาวางเรียงรายอย่างสวยงาม
ข้างนอกห้องส่วนตัวคือห้องอาหารขนาดกลาง ทหารรักษาการณ์หลายคนที่กลับมาก่อนก็ร่วมทานอาหารกันอย่างคึกคัก
เสียงหัวเราะเฮฮาสนุกสนานสร้างบรรยากาศครึกครื้นให้แก่ร้านภารตา หน่วยสามและองค์หญิงไพลินต่างทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย แม้แต่ทหารรักษาการณ์ยังเดินมาคุยเฮฮากับพวกเขาเป็นระยะ ๆ
นิทานที่คุยกับทุกคนพอเป็นพิธีแล้วจึงแอบหลบออกมา เขาปีนออกทางหน้าต่างเพราะระเบียงนั้นใกล้เกินไป เขาแอบปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังคาร้าน ปูผ้าบนหลังคา บิดขี้เกียจแล้วจึงเอนตัวลงนอนอย่างสบายใจ
เขาไม่ชอบงานเลี้ยง แต่การร่วมยินดีกับคนอื่นเล็ก ๆ น้อยเขายังพอทำได้ แต่ในเมื่อมีจังหวะให้ชิ่ง เรื่องอะไรเขาต้องอยู่ต่อ
นิทานนอนมองดูท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างสบายใจ ผ่านไปสักพักคีตาจึงโผล่หน้าขึ้นมาบนหลังคา ในปากของมันคาบถาดอันใหญ่ไว้ บนถาดนั้นมีอาหารมากมายหลากหลาย
แม้มันจะตามนิทานมาหากมันก็อดตะกละของกินไม่ได้ ในเมื่อมันเลือกไม่ได้ก็เลยคาบมาด้วยเสียเลย
นิทานเห็นดังนั้นจึงหัวเราะ คีตากระโดดขึ้นบนหลังคาอย่างคล่องแคล่วโดยที่อาหารไม่หกเลยแม้แต่น้อย มันวางถาดอาหารไว้ด้านข้าง ในอาหารจำนวนมากที่มันนำมานี้ย่อมมีส่วนของนิทานอยู่ด้วย เงามืดของยามค่ำคืนทำให้ร่างสีดำของคีตานั้นยากจะมองเห็น
“นายลงไปกินตามสบายก็ได้นี่นา ฉันไม่รีบกลับหรอก” นิทานพูดขึ้นพลางเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้ง
"โฮ่ง!"
จะอยู่กับนิทาน!
คีตาตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ นิทานจึงลูบหัวของมันอย่างรักใคร่ มือหนึ่งหยิบแปรงอันโปรดของคีตาออกมา
เขายังไม่ทันจะหวีขนของมันอย่างที่ทำเป็นประจำเสียงหวานใสเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นก่อน
“หาตัวลำบากขึ้นทุกทีเลย เป็นแมวหรือไงถึงต้องหลบคนขึ้นมาบนหลังคาเนี่ย” เสียงที่ดังมาจากหลังของคีตากลับเป็นเสียงของเพื่อนเขาแทนเสียอย่างนั้น
นิทานหันไปมองคีตาอีกครั้งอย่างสงสัย เขาพึ่งสังเกตเห็นว่านอกจากถาดขนาดใหญ่ในปากของคีตาแล้ว บนหลังของมันยังมีร่างของสตรีผมแดงอยู่ด้วย
นิทานเลิกคิ้วอย่างสงสัยแล้วจึงหลุดหัวเราะ
“องค์หญิงนอกจากเรียนขี่ม้าแล้วยังเรียนขี่หมาด้วยเหรอครับ”
“แน่นอนสิ เราขี่ได้ยันมังกรนั่นแหละ” องค์หญิงไพลินหัวเราะ เธอปีนลงจากหลังของคีตาอย่างคล่องแคล่ว เดินมาทิ้งตัวลงนั่งข้างเขา เธอยื่นแอปเปิลสีแดงสวยลูกหนึ่งให้
นิทานรับมากัด รสหวานฉ่ำของแอปเปิลทำให้เขายิ้มออก
“หาฉันเจอได้ไงเนี่ย ฉันว่าฉันหลบมาเงียบแล้วนะ” นิทานถามขึ้น
“ก็ขอให้คีตาพามาไง ง่ายจะตาย” เธอยักไหล่ พลางลูบหัวคีตาที่นั่งกินอาหารอยู่ด้านข้างอย่างผู้มีชัย
“โห ไปสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย” นิทานเลิกคิ้ว
“หึ เราซะอย่าง ถ้านายเลี้ยงคีตาไม่ดีระวังมันจะหนีมาอยู่กับเราล่ะ” องค์หญิงไพลินหัวเราะ
“เลี้ยงไหวรึเปล่าล่ะ คีตากินเยอะนะ” นิทานหัวเราะตอบ คีตาที่ได้ยินดังนั้นจึงเห่าประท้วง
“โฮ่ง!”
คีตากำลังโตนะ!
"หกขวบแล้ว! จะโตไปถึงไหนเนี่ย" นิทานบ่น
“โฮ่ง!”
ยังเด็กอยู่เลย! ต้องกินเยอะ ๆ!
“นายกินได้มากกว่านี้อีกเหรอ!” นิทานเบิกตากว้าง ค่าอาหารในแต่ละมื้อของคีตาไม่ใช่น้อย ๆ เลย
องค์หญิงไพลินแม้จะไม่เข้าใจคีตา หากเพียงดูการโต้ตอบของสองคู่หูก็ทำให้เธออดหัวเราะไม่ได้ เธอกุมท้องหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง ภาพของชายหนุ่มกับหมาตัวใหญ่ทะเลาะกันช่างดูแปลกประหลาดโดนใจเธออย่างจัง
พวกเขาเห็นองค์หญิงไพลินหัวเราะขำเช่นนั้นก็อดหันมามองไม่ได้ พวกเขามองหน้ากันแล้วจึงระเบิดเสียงหัวเราะตาม คีตาเห่าอย่างร่าเริง ส่ายหางไปมาแล้วจึงทิ้งตัวลงนอนข้างองค์หญิงไพลิน
ท่ามกลางแสงดาวสว่างไสว เสียงหัวเราะและเห่าของหนึ่งคนหนึ่งเจ้าหญิงหนึ่งหมาดังไปทั่วบริเวณ คนมากมายต่างหันหน้ามองหาต้นตอของเสียง หากกลับไม่มีใครพบเลยว่าเสียงพวกนี้ดังขึ้นจากบนหลังคาของร้านอาหารแห่งหนึ่ง
ผ่านไปสักพัก เสียงหัวเราะก็เงียบลง องค์หญิงไพลินบิดขี้เกียจ เธอลูบหัวของคีตาบนตักอย่างแผ่วเบา
“ขอบคุณนะ” เธอเอ่ยขึ้น
นิทานได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วจึงเผยรอยยิ้มบางเบา
“อะไร เรื่องเล็กน้อยเอง เพื่อนก็ต้องช่วยเพื่อนไง” นิทานตอบ
องค์หญิงไพลินได้ยินดังนั้นก็ยิ้มเบาบาง นิทานคงเข้าใจไปว่าเธอขอบคุณเรื่องที่เขาช่วยเหลือชาวบ้าน
“นายนี่สุดยอดเลยนะ สู้ข้ามระดับได้ขนาดนั้น” เธอจงใจปล่อยให้เขาเข้าใจผิดต่อไป เพียงเฉไฉพูดเรื่องอื่น
“ถ้าอยู่คนเดียวก็ไม่ไหวหรอก แต่ถ้ามีคีตาด้วยก็พอได้” นิทานตอบ เขาเล่าเพียงคร่าว ๆ แต่ก็ยังเป็นเรื่องจริง หากไม่มีคีตาอยู่ใกล้ ๆ เขาเพียงแข็งแกร่งกว่าปกติเล็กน้อยเท่านั้น ไม่สามารถข้ามระดับไปสู้กับนักสลักได้
“เราสิได้แต่ใช้สมบัติวิเศษ ไม่มีพลังของตัวเองเลย” องค์หญิงไพลินถอนหายใจ แม้เธอจะมั่นใจในตัวเองมากขึ้นแล้ว หากเมื่อนึกถึงความสามารถของนิทาน เธอก็อดน้อยใจในโชคชะตาไม่ได้อยู่ดี
เธอยังคงเก็บคำแห่งพลังของตนเป็นความลับ การที่เธอพบคำแห่งพลังในวัย 24ปี แม้จะไม่ช้าแต่เมื่อเทียบกับพี่ชายทั้งสองของเธอแล้วจึงดูด้อยลงไป
นิทานผุดลุกขึ้น เขาบิดขี้เกียจเล็กน้อยแล้วจึงหยิบแอปเปิลขึ้นมากัดอีกคำ
“813คน” นิทานพูดขึ้น
องค์หญิงไพลินงุนงงกับสิ่งที่อยู่ ๆ นิทานก็โพล่งออกมา
“จำนวนชาวบ้านในหมู่บ้านเปลวเหมันต์ที่เธอช่วยไว้ได้ไง” นิทานอมยิ้ม เขาเคี้ยวแอปเปิลตุ้ย ๆ
“แต่เป็นเพราะนา..” องค์หญิงไพลินพลันอ้าปากพูด แต่กลับโดนขัดไว้อย่างรวดเร็ว
“ถ้าไม่ใช่เธอตัดสินใจมาคุยกับฉันเรื่องศิลา เราก็คงกลับไปแล้ว” นิทานพูดขัด องค์หญิงไพลินทำท่าจะพูดอีกครั้งแต่นิทานกลับไวกว่าเช่นเดิม
“ถ้าไม่ใช่เพราะเธอใช้สมบัติมากมายวางกับดัก พวกเราก็คงทำไม่สำเร็จ” ได้ยินดังนั้นองค์หญิงไพลินจึงชะงักไป
“ถ้าไม่ใช่เพราะเรา หมู่บ้านนั้นก็ไม่ต้องโดนสัตว์อสูรโจมตีเหมือนกัน” องค์หญิงไพลินชิงพูดขึ้น
ต้นเหตุของเรื่องเป็นเพราะศิลาต้องการสร้างชื่อเสียงด้านลบให้เธอ เขาจึงลอบฆ่าชาวบ้านคนแล้วคนเล่าเพื่อเรียกความสนใจของทางการ
“เธอจะไปโทษการกระทำแย่ ๆ ของคนอื่นว่าเป็นเพราะตัวเองทำไม?” นิทานเอียงคออย่างสงสัย
“ถ้างั้นฉันก็ต้องโทษองค์ราชินีที่กวาดล้างสัตว์อสูร อริยะฝั่งนั้นเลยบุกโจมตีจนพ่อแม่ฉันตายงั้นเหรอ?”
องค์หญิงไพลินได้ยินดังนั้นก็พูดไม่ออก เธอไม่คิดว่านิทานจะเล่าเรื่องนี้ออกมาง่าย ๆ แบบนั้น ถึงอย่างไรเรื่องส่วนตัวที่สร้างบาดแผลในอดีตย่อมไม่ใช่สิ่งที่สมควรถูกกล่าวถึงง่าย ๆ เช่นนี้
“ก็ถูกที่โลกนี้มันโหดร้าย หลาย ๆ อย่างก็เลวร้ายอย่างกับว่าโลกมันเกลียดพวกเรา อย่างกับว่าตอนเกิดเผลอไปเหยียบเท้าลาคีซอะไรแบบนั้น” นิทานหัวเราะ
“แต่เพราะแบบนั้นถึงได้มีการขีดเขียนชะตาไง ก็เพื่อแก้ไขอนาคตให้มันดีกว่าเดิม”
องค์หญิงไพลินก้มหน้าลง เธอรู้ดีว่าเขาพูดถูกต้อง แต่สำหรับคนไร้พรสวรรค์เช่นเธอพอได้ยินคำเช่นนี้จากอัจฉริยะแล้วก็อดน้อยใจไม่ได้
“คนเราอยู่ได้ตั้งกี่ร้อยปี ฉันก็แค่เดินไวกว่าคนอื่นหน่อยก็เท่านั้นเอง ใครจะรู้ ฉันอาจจะติดแหง็กอยู่ที่ผู้เรียนรู้จนอายุหนึ่งร้อยเลยก็ได้” นิทานเงยหน้ามองท้องฟ้า
“อัจฉริยะแบบนายคงไม่ติดแหง็กอยู่แค่นี้หรอก” องค์หญิงไพลินตอบ แม้เธอจะน้อยใจเรื่องความสามารถ แต่เธอไม่ยินดีจะฟังเพื่อนของตนดูถูกตนเองเช่นนั้น
“ ‘คง’ ใช่มั้ยล่ะ เธอก็ไม่รู้อนาคตนี่นา” นิทานยิ้ม
องค์หญิงไพลินผงกศีรษะ ผู้ที่มีความสามารถมองเห็นอนาคตที่แข็งแกร่งที่เธอรู้ยังสามารถเห็นล่วงหน้าได้เพียงไม่กี่วัน
“เพราะงั้นเธอคิดว่า เธอจะติดแหง็กอยู่ตรงนี้ไปทั้งชีวิตเหรอ” นิทานหัวเราะ
“อย่างที่บอก ฉันก็แค่ออกวิ่งเร็วกว่าคนอื่นนิดหน่อย แต่ปลายทางยังอีกไกล ระหว่างทางจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้”
องค์หญิงไพลินยิ้มบาง เธอเข้าใจสิ่งเหล่านี้ดี และเธอก็เคยได้ยินคำพูดเหล่านี้มาแล้ว หากเมื่อคนพูดเป็นเพื่อนของเธอเอง เธอก็อดปฏิเสธไม่ได้ว่ามันทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นกว่าแต่ก่อน
“งั้นนายก็รีบวิ่งนำไปเลย ถ้ามัวแต่ขี้เกียจระวังเราวิ่งแซงไปล่ะ กระต่ายกับเต่าน่ะ เคยได้ยินมั้ย” องค์หญิงไพลินหัวเราะ
“โอ้ นิทานเรื่องนั้นสินะ ฉันละสงสัยมาตลอดเลยว่ากระต่ายจะไปนอนทำไม สู้จับเต่าพลิกแล้วค่อยเดินเข้าง่ายกว่าตั้งเยอะ” นิทานหัวเราะ
“ใจร้ายไปรึเปล่า ถ้าเต่ามีเงินเยอะ ๆ มันอาจจะใช้สมบัติวิเศษจับกระต่ายไว้ก็ได้นะ” องค์หญิงไพลินเสนอ
“รวยสมเป็นราชวงศ์” ทั้งคู่หัวเราะ องค์หญิงไพลินยิ้มแย้มอย่างสดใส
“เพราะงั้นก็รีบ ๆ แซงมาล่ะ ฉันรออยู่นะ” นิทานขยิบตาให้
“อย่ามาได้ใจหน่อยเลยหน่า เผลอแป๊บเดียวนายก็ต้องฟูมฟายมาขอให้เราช่วยแน่ คงจะเป็นแบบเข้าป่าไปแล้วดันไปกระตุกหนวดเจ้าถิ่นเข้าอะไรแบบนั้น” องค์หญิงไพลินชี้หน้านิทานอย่างขบขัน
“ได้เลย ไว้ถึงตอนที่เธอวิ่งแซงไปแล้ว ฉันจะไปเกาะเธอแน่น ๆ ให้เธอช่วยปกป้องเลยล่ะ” นิทานยิ้มบาง องค์หญิงไพลินได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะ เธอนึกภาพอัจฉริยะผู้แข็งแกร่งคนนี้หลบอยู่ข้างหลังให้เธอปกป้องแล้วก็อดฮึกเหิมไม่ได้
“แต่ระหว่างที่ฉันยังแซงอยู่แบบนี้ ก็อย่าลังเลเวลาอยากให้ช่วยอะไรล่ะ” นิทานยิ้มบาง นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มจ้องมองเข้าไปในนัยน์ตาสีชมพูของเธอ
เธอชะงักกับคำพูดของเขา เธอพลันนึกถึงคำของผู้พันลาลันตา
'เด็กคนนั้นน่ะ เชื่อใจใครยาก แต่ถ้าไว้ใจแล้วก็พร้อมมอบให้ทั้งใจเลยล่ะ'
เธอฉีกยิ้มอย่างยินดี พลางหยิบขนมขึ้นมายื่นให้นิทานและคีตาอีกชิ้น
“เราจะใช้งานนายหนัก ๆ เลยละกัน” เธอฉีกยิ้ม นัยน์ตาสีชมพูปรากฏความเริงร่า มือขวายกขึ้นฟ้า
“กับเพื่อนกับฝูงก็เพลา ๆ บ้างเถอะนะ” นิทานยิ้มอ่อน ยกมือขวาของตนไปตีกับมือนั้น