ในตอนนี้มีแสงสะท้อนสีแดงจากทางทิศตะวันออก และฉู่ซวนเอ๋อร์ก็เข้ามาในทันที
“ไม่ได้นอนทั้งคืนอีกแล้วหรือ?” ฉู่ซวนเอ๋อร์เหลือบมองไปยังเหวลึกนั่นดวงตาที่งดงามของนางส่องประกายด้วยความประหลาดใจจากนั้นก็มองไปทางเย่เฉินด้วยความสนใจ
“นอนไม่หลับ”เย่เฉินหัวเราะเบาๆ
“ในเมื่อเจ้ามีพลังงานเหลือล้นขนาดนี้ถ้าอย่างนั้นอาจารย์จะพาเจ้าลงเขาไปเที่ยวเล่นสักหน่อย”ฉู่ซวนเอ๋อร์กระตุกมุมปากยิ้มอย่างมีเสน่ห์ ก่อนที่เย่เฉินจะพูดจาใดๆนางก็ยื่นมือออกไปหิ้วตัวเย่เฉิน ก้าวออกไปหนึ่งก้าว จากนั้นก็เหาะขึ้นไปในอากาศ
เย่เฉินมีความคุ้นชินแล้วกับการถูกฉู่ซวนเอ๋อร์หิ้วปีกไปราวกับไก่ตัวน้อยสิ่งที่เขาสนใจมากที่สุดคือ ฉู่ซวนเอ๋อร์จะพาเขาไปที่ไหน
ฉู่ซวนเอ๋อร์เคลื่อนที่ไปในอากาศด้วยความเร็วสูงราวกับสายรุ้งเทวะอย่างไรอย่างนั้นเย่เฉินสามารถสัมผัสถึงสายลมที่หวีดหวิวอยู่ข้างหูได้อย่างชัดเจนแม้ว่าจะเป็นพี่น้องฝาแฝดกันแต่เย่เฉินรู้สึกว่าฉู่ซวนเอ๋อร์ดูจะมีความแข็งแกร่งมากกว่าฉู่หลิงเอ๋อร์อยู่เล็กน้อย
ตลอดทางฉู่ซวนเอ๋อร์ไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ
เย่เฉินแหงนหน้ามองฉู่ซวนเอ๋อร์อยู่หลายครั้งแม้ว่าจะเห็นเพียงแก้มครึ่งหนึ่งแต่เขาก็สามารถมองเห็นความเศร้าหมองในดวงตาอันงดงามของนางได้
“อาจารย์ท่านมีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่า?” ในที่สุดเย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา
“เจ้าเคยได้ยินเรื่องของร่างศักดิ์สิทธิ์บ้างไหม”ฉู่ซวนเอ๋อร์พูดขึ้นเบาๆ โดยไม่ได้หันไปมอง
เย่เฉินตกตะลึงเพราะไม่เคยนึกมาก่อนว่าฉู่ซวนเอ๋อร์จะพูดถึงเรื่องร่างศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา
ทำไมเขาจะไม่รู้จักร่างศักดิ์สิทธิ์ร่างที่ทรงพลังขัดต่อสวรรค์ได้ และร่างศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นสิ่งที่ยากจะได้พบเจอในหนึ่งพันปีจะมีเกิดขึ้นสักครั้ง และปรากฏขึ้นแล้วที่สำนักเจิ้งหยางอีกทั้งยังเป็นอดีตคนรักของเขา หากฉู่ซวนเอ๋อร์รู้เรื่องนี้เข้าละก็ไม่รู้ว่าจะมีท่าทีอย่างไรต่อไป
เมื่อเห็นว่าฉู่ซวนเอ๋อร์นิ่งเงียบเย่เฉินจึงลองถามขึ้น “อาจารย์ท่านกำลังกังวลเรื่องของร่างศักดิ์สิทธิ์หรือ?”
“อีกไม่นานจะเป็นการแข่งขันครั้งใหญ่ของสามสำนักสำนักเจิ้งหยางมีร่างศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้วย สำนักเหิงเยว่คงต้องพ่ายแพ้อย่างน่าสังเวช”
“แล้วอย่างไร”เรื่องที่ฉู่ซวนเอ๋อร์กำลังทุกข์ใจนั้น เย่เฉินไม่เคยเอามาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย“เรื่องแพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดาของการต่อสู้ หากจะพ่ายแพ้ก็คือพ่ายแพ้ไม่ว่าอาจารย์จะกังวลเพียงใดมันก็ไร้ประโยชน์!”
“เจ้าจะไปรู้อะไร”ฉู่ซวนเอ๋อร์พูดเบาๆ “ข้ากังวลเรื่องอนาคตของสำนักเหิงเยว่”
“นั่น...หมายความว่าอย่างไร”
ฉู่ซวนเอ๋อร์สูดหายใจเข้าลึกๆคิ้วอันงดงามของนางก็ขมวดขึ้นเล็กน้อย “เจ้ายังรู้น้อยนักและยังไม่รู้จักความน่ากลัวของร่างศักดิ์สิทธิ์เลยจริงๆ และยังไม่เข้าใจความสามารถอันเก่งกาจที่เกี่ยวข้องในตอนนี้ร่างศักดิ์สิทธิ์ยังไม่ใช่ภัยคุกคามของสำนักเหิงเยว่แต่ในอีกร้อยปีข้างหน้าล่ะ? ร่างศักดิ์สิทธิ์ในอีกร้อยปีข้างหน้าอาจจะสามารถกวาดล้างเราได้ทั้งสำนัก”
เมื่อได้ยินฉู่ซวนเอ๋อร์กล่าวเช่นนี้เย่เฉินก็ขมวดคิ้วทันที
เขาไม่เคยนึกถึงจุดนี้เลยเดิมแล้วร่างศักดิ์สิทธิ์มีความสามารถในการขัดต่อสวรรค์ได้อยู่แล้วหากเป็นไปดั่งที่พูดก็ต้องยอมรับว่ามีความแข็งแกร่งมากที่สุดทั้งสามสำนักหนึ่งตำหนักจะหาใครมาเทียบเทียมได้อีกเล่า?
เย่เฉินเริ่มตระหนักดีถึงปัญหาอันร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้น
เขาเคยเป็นศิษย์ของสำนักเจิ้งหยางและยังเคยเป็นสมาชิกของหอข่าวกรองเขารู้ดีว่าสำนักเจิ้งหยางมีความคิดจะผนวกรวมสำนักเหิงเยว่และสำนักชิงอวิ๋นเข้ากับตนเองในตอนนี้พวกเขามีร่างศักดิ์สิทธิ์อยู่กับฝ่ายตนเองเมื่อถึงเวลานั้นจะต้องเกิดการนองเลือดขึ้นทั่วแคว้นต้าฉู่อย่างแน่นอน
“อาจารย์สำนักเหิงเยว่คิดจะลอบสังหารร่างศักดิ์สิทธิ์ใช่ไหม” เย่เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองฉู่ซวนเอ๋อร์อีกครั้ง
เมื่อได้ยินดังนั้นฉู่ซวนเอ๋อร์ก็หันกลับมามองเย่เฉินทันที ดวงตาอันงดงามของนางก็กะพริบเล็กน้อยจากนั้นก็รีบกลับเป็นปกติ ก่อนจะถามกลับไป “ถ้าอย่างนั้นเจ้าคิดว่าพวกเราควรจะลอบสังหารไหมล่ะ”
“ไม่ต้อง”เย่เฉินตอบโพล่งออกไปอย่างไม่ต้องคิด
เอ๊ะ?
ฉู่ซวนเอ๋อร์เผยรอยยิ้มออกมาการที่เย่เฉินตอบออกมาอย่างฉับไวเช่นนี้ ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง “ไหนลองอธิบายให้ข้าฟังหน่อย”
“สายเลือดของผู้ขัดต่อสวรรค์ไม่ได้หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่าง”เย่เฉินกล่าว “จริงอยู่ว่าร่างศักดิ์สิทธิ์มีความแข็งแกร่งมากแต่เมื่อเทียบกับคนธรรมดา นางเพียงแต่ชนะในเขตเริ่มต้นเท่านั้นหนทางการฝึกตนยังมีอีกยาวไกลใครจะไปยืนยันได้ว่าตำนานของร่างศักดิ์สิทธิ์จะไม่ถูกทำลายศิษย์เชื่อมั่นว่าความไม่ชำนาญใดๆ ชดเชยได้ด้วยความขยัน”
เย่เฉินกล่าวอย่างเรียบนิ่งแต่สีหน้าของเขาดูหนักแน่นเป็นอย่างมาก
เขาไม่เห็นด้วยกับการลอบสังหารร่างศักดิ์สิทธิ์นั่นไม่ใช่เพราะร่างศักดิ์สิทธิ์คืออดีตคนรักของเขา แต่เพราะเขามีจิตใจที่กล้าหาญไม่เกรงกลัวต่อร่างศักดิ์สิทธิ์ หากจะต้องสูญเสียหนทางการบำเพ็ญตนเพื่อจุดสูงสุดของเขาไปแล้วจะเอาหน้าที่ไหนไปเผชิญกับขวากหนามที่อยู่ภายหน้า
เมื่อมองไปยังสีหน้าท่าทางที่หนักแน่นของเย่เฉินฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ยิ้มอย่างประทับใจ “เจ้าหนุ่ม เจ้าเข้าใจได้เช่นนี้อาจารย์เองก็ดีใจ”
“ถ้าอย่างนั้นสำนักเหิงเยว่ของเรายังจะต้องไปลอบสังหารร่างศักดิ์สิทธิ์อีกไหม”เย่เฉินหันไปมองฉู่ซวนเอ๋อร์อย่างตั้งใจ
“บางทีก็อาจจะต้องทำ!” ฉู่ซวนเอ๋อร์ตอบกลับมาอย่างคลุมเครือ “เพื่อเป็นการธำรงรักษาสำนักเหิงเยว่จะอาศัยเพียงวาทศิลป์ก็คงไม่ได้ เจ้าเป็นเพียงศิษย์คนหนึ่งยังมีบางเรื่องที่เจ้ายังห่างไกลจากความคิดของสำนัก จะมาล้อเล่นไม่ได้ผู้มีอำนาจจะทำเป็นเล่นในเรื่องของสำนักไม่ได้บางครั้งพวกเราผู้ประกาศตัวว่าเป็นผู้ฝึกตนของสำนัก หากทำอะไรที่ผิดหลักการและจรรยาก็อาจเป็นเรื่องที่พลั้งเผลอ มีคำพูดบางคำ ที่พวกเราอาจพูดได้แต่กลับไม่อาจเดิมพันได้”
เย่เฉินนิ่งเงียบแม้ว่าเขาจะไม่เห็นด้วยกับการลอบสังหารร่างศักดิ์สิทธิ์แต่เขาก็เข้าใจความหมายของฉู่ซวนเอ๋อร์ เพียงแต่ด้วยความแข็งแกร่งของร่างศักดิ์สิทธิ์ผู้มีอำนาจก็จะต้องทำการปกป้องการธำรงอยู่ของสำนักซึ่งเขาเองก็เข้าใจเรื่องเหล่านี้ดี
“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะต้องมากังวลตั้งใจฝึกฝนไปก็พอ” ฉู่ซวนเอ๋อร์เหลือบมองไปทางเย่เฉิน จากนั้นก็เพิ่มความเร็วขึ้น
ไม่นานหลังจากนั้นฉู่ซวนเอ๋อร์ก็หยุดลงที่ป่าแห่งหนึ่งซึ่งดูไกลสุดสายตา
“ผืนป่าอสูร?” เย่เฉินดูออกว่าคือที่ไหน
“ที่แห่งนี้เจ้าคุ้นเคยดีสินะ!” ฉู่ซวนเอ๋อร์เหลือบมองเย่เฉิน
“คุ้น...คุ้นเคย”เย่เฉินยิ้มเบาๆ หลังจากเข้าสู่สำนักเหิงเยว่ ภารกิจแรกของเขาก็คือการเข้ามาผืนป่าอสูรแห่งนี้และยังเกิดเรื่องไร้สาระมากมายในผืนป่าแห่งนี้รวมทั้งเรื่องของค่ำคืนร่วมหอกับฉู่หลิงเอ๋อร์
“เนื่องจากเจ้าคุ้นเคยกับผืนป่านี้ดีแล้วข้าก็ไม่จำเป็นต้องแนะนำอะไรมากแล้วนะ” ฉู่ซวนเอ๋อร์พูดจบก็หิ้วเย่เฉินตรงเข้าไปในผืนป่าอสูร
“อาจารย์จะให้ข้าสังหารสัตว์อสูรหรือ?”
“จะพูดอย่างนั้นก็ได้”
เมื่อทั้งสองคนพูดจบฉู่ซวนเอ๋อร์ก็พาเย่เฉินเข้ามายังส่วนลึกของผืนป่าอสูร
เมื่อถึงจุดนี้ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็วางตัวเย่เฉินไว้บนกลุ่มเมฆด้านข้าง “เอาล่ะ จากนี้ไปอีกสองสามวันเจ้าต้องทำการฝึกอยู่ตรงนี้”
เย่เฉินไม่ได้ตอบอะไรเขาได้แต่กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก และจ้องตามองตรงไปข้างหน้า
ด้านล่างเป็นผืนป่าที่มีต้นไม้โบราณสูงตระหง่านหมู่เถาวัลย์คดเคี้ยวอยู่อย่างสง่างาม ยังไม่ทันลงไปก็ได้กลิ่นคาวเลือดที่รุนแรงโชยออกมาหากมองให้ละเอียด ยังสามารถเห็นเงาร่างสีแดงเลือดกำลังลอยไปมาอยู่ในป่าสิ่งนั้นคือจิ้งจอกสีเลือดที่มีความรวดเร็วดุจสายลม
“จิ้งจอก..จิ้งจอกสายลม?” เย่เฉินมองไปยังฉู่ซวนเอ๋อร์อย่างไม่รู้ตัว
ฉู่ซวนเอ๋อร์ไม่ได้กล่าวอะไรได้แต่ยิ้มและพยักหน้าเล็กน้อย
“อาจารย์นี่มันไม่ใช่เรื่องสนุกเลยนะ” เย่เฉินกระตุกริมฝีปากอย่างแรง“จิ้งจอกสายลมขึ้นชื่อเรื่องความเร็ว พละกำลังของมันก็ไม่ได้อ่อนแอไปกว่าระดับขั้นพลังหยางอีกทั้งร่างกายที่ทรงพลัง อาจารย์ให้ข้ามาฝึกที่นี่ ข้าจะมีชีวิตรอดออกไปอีกไหม?”
“ในเมื่อมันคือวิชาฝึกกายปีศาจเจ้าก็ควรจะรู้ตัวมาตั้งนานแล้ว” ฉู่ซวนเอ๋อร์ยักไหล่“ตอนอยู่บนยอดเขาดรุณีหยกเจ้าต่อสู้กับเฟิงอิ่ง เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อให้เจ้าเชื่อมั่นในตนเองการให้เจ้ามาต่อสู้กับจิ้งจอกสายลมที่นี่ ก็เพื่อให้เจ้าได้ฝึกฝนเรื่องความเร็วและแน่นอนไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับเฟิงอิ่งหรือการต่อสู้กับจิ้งจอกสายลมเจ้าก็ต้องรู้ไว้ว่าภายใต้ความกดดันอย่างหนัก จึงจะสามารถกระตุ้นพละกำลังของตัวเองให้ดีขึ้นได้”
“ที่อาจารย์พูดมามันก็ใช่แต่... แหะๆ ข้ายังไม่ได้เตรียมตัวเลย”
เมื่อเย่เฉินคิดจะพูดอะไรสักหน่อยแต่ยังไม่ทันจะพูดจบก็ถูกฉู่ซวนเอ๋อร์ผลักเขาออกไปจากนั้นเย่เฉินผู้กำลังขื่นขมก็ถูกโยนเข้าไปในเขตแดนของสัตว์อสูรอย่างจิ้งจอกสายลมในทันที
โฮก!
ทันทีที่เย่เฉินตกลงไปเสียงคำรามที่ดุดันก็ดังมาจากรอบทิศทาง เพียงแค่ได้ยินเสียงหวีดของสายลมลมหายใจที่กระหายเลือดก็พุ่งเข้ามาหาเขา
ไม่นานจิ้งจอกสายลมก็พุ่งเข้ามาราวกับลำแสงสีเลือดด้วยความเร็วสูง แม้แต่เย่เฉินก็ไม่สามารถจับร่องรอยของพวกมันได้