“นายหมายถึงอะไร?”
เย่เทียนถาม
เดิมทีเขาแค่ถามไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้นไม่ได้คาดหวังว่าจะได้อะไรจากเฟิงลู่เซวี่ย คิดไม่ถึงว่าเฟิงลู่เซวี่ยจะมีหนทางจริงๆ
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกสนใจขึ้นมา
“หากเป็นเวลาปกติฉันคิดว่ามันคงยากที่จะยืมตำราดาบของจักรพรรดิขวานสงครามได้ แต่ตอนนี้เป็นช่วงเวลาพิเศษถ้านายสามารถทำผลงานดีๆ ได้ละก็ บางทีเขาอาจตอบรับคำขอของนายก็ได้ แต่วิธีนี้ฉันคิดว่าเป็นไปได้ยากฉันว่านายเลิกคิดเถอะ”
เฟิงลู่เซวี่ยเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “อีกทางคือถ้านายมีสมบัติที่ช่วยเพิ่มพลังวิญญาณได้อย่าว่าแต่ยืมเลย แม้แต่แลกเปลี่ยนกับทักษะดาบเล่มนั้นโดยตรงก็อาจจะทำได้ หรือไม่ก็นำตำราทักษะขวานระดับทองสักสองสามเล่มไปขอแลกแต่ทักษะขวานระดับทองนั้นหายากกว่าทักษะดาบ เพราะงั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย อีกวิธีคือการเป็นศิษย์สายตรงของจักรพรรดิขวานสงครามถ้าทำได้นายย่อมมีสิทธิ์ที่จะยืมทักษะดาบเล่มนั้น แต่ตั้งแต่ 30 ปีก่อน หลังจากที่ศิษย์สายตรงของจักรพรรดิขวานสงครามตายไปจักรพรรดิขวานสงครามก็ไม่ยอมรับศิษย์สายตรงอีกเลย อ้อ แล้วก็วิธีสุดท้าย มันคือโอสถยืดอายุขัยใครก็ตามที่มีโอสถที่ช่วยเพิ่มอายุได้ก็สามารถแลกเปลี่ยนวิชาดาบเล่มนั้นได้โดยตรง”
“อะไรนะ โอสถยืดอายุขัย?จักรพรรดิขวานสงครามต้องการโอสถยืดอายุขัยไปเพื่ออะไร? ผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ที่มีรากฐานที่สมบูรณ์แบบสามารถมีชีวิตอยู่ได้1,500 ปี และระดับจักรพรรดิก็มีอายุขัยอย่างน้อย 10,000ปี จักรพรรดิขวานสงครามมีอายุยืนยาวมาก เขายังต้องการยาเพิ่มอายุขัยไปทำไมอีก?”
เย่เทียนรู้สึกสับสนมาก
“เพื่อภรรยาของเขา!”เฟิงลู่เซวี่ยอธิบายต่อว่า “นี่เป็นความลับที่หลายคนไม่รู้ แต่คนระดับสูงของฐานจงไห่ต่างรู้กันดีว่าภรรยาของจักรพรรดิขวานสงครามเป็นภรรยาที่ทั้งคู่แต่งงานกันก่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แต่น่าเสียดายแม้จักรพรรดิขวานสงครามจะมีพรสวรรค์อย่างมาก แต่ภรรยาของเขาไม่ได้โชคดีเช่นนั้นในตอนแรกมันเป็นเรื่องยากมากที่มนุษย์จะได้รับสมบัติเพื่อยกระดับพรสวรรค์ จนกระทั่ง50 ปีก่อนมนุษย์จึงค่อยๆ ได้รับสมบัติมากมายที่สามารถเพิ่มพรสวรรค์ได้ด้วยเหตุนี้คนรุ่นใหม่เช่นเราจึงถือว่าโชคดีมากแล้วที่เราสามารถยกระดับพรสวรรค์หรือแม้แต่เพิ่มพรสวรรค์ได้แต่สำหรับคนรุ่นเก่าแล้วมันยากเกินไป ดังนั้นเมื่อ 50 ปีก่อนผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพรสวรรค์ระดับไม่สูงมากนักจึงค่อยๆ หมดอายุขัยลง แต่จักรพรรดิขวานสงครามได้จ่ายเงินเป็นจำนวนมากเพื่อให้ภรรยาของเขามีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะระดับปานกลางและในเวลานั้นภรรยาของเขาก็อายุมากแล้ว ความเร็วในการฝึกฝนของพรสวรรค์ในการบ่มเพาะระดับกลางนายก็รู้ดีว่ามันช้าเพียงใดในระหว่างนั้นจักรพรรดิขวานสงครามได้มอบสมบัติล้ำค่ามากมายเพื่อยืดอายุของภรรยาของเขาจนถึงทุกวันนี้ตอนนี้แม้ว่าพรสวรรค์ของภรรยาของเขาจะถึงระดับดาราแล้ว แต่เธอยังคงอยู่ในขีดจำกัดของจอมยุทธ์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นไม่มีทางที่เธอจะทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ได้ เพราะร่างกายของเธอนั้นแก่เกินไป หากเธอทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์เส้นชีพจรลมปราณจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เธอจึงไม่สามารถทะลวงผ่านได้ นอกเสียจากว่าจะได้รับสมบัติที่พลิกผันความเยาว์วัยมิเช่นนั้นแล้วชีวิตนี้คงจะไร้ความหวัง”
“เป็นเช่นนี้เอง!”
เย่เทียนรู้สึกเสียดายแทนจักรพรรดิขวานสงคราม
อายุที่มากเกินไปนั้นยากที่จะฝึกฝนแม้ว่าพรสวรรค์ของจะสูงส่งแค่ไหน แต่หากเขาอายุมากแล้วเขาไม่มีอนาคต ตัวอย่างเช่นเขาเองเคยพบชายชราคนหนึ่งในย่านพลเรือน
ชายชราคนนี้มีพรสวรรค์พิเศษมากมายแต่เย่เทียนก็ไม่ได้ชักชวนเขามาเข้าร่วมหอสวรรค์ เพราะแม้ว่าชายชราคนนี้จะเข้าร่วมกับหอสวรรค์แต่เขาก็ไม่สามารถบ่มเพาะได้
พลังชีวิตของชายชราคนนี้ใกล้จะหมดลงแล้วการฝึกยุทธ์ไม่เพียงแต่ไม่สามารถเพิ่มพูนพลังได้เท่านั้น แต่ยังบีบคั้นพลังชีวิตอีกด้วยทำให้พวกเขาต้องตายก่อนกำหนด
อายุเป็นข้อจำกัดที่ไม่อาจก้าวข้ามยิ่งอายุมากเท่าใด การฝึกฝนก็จะยิ่งยากขึ้นเท่านั้น
หากไม่สามารถก้าวเข้าสู่ปรมาจารย์ในวัยเยาว์ได้ในอนาคตก็จะไม่มีศักยภาพอะไรแล้ว รอจนแก่เฒ่าค่อยยกระดับพรสวรรค์มันก็สายไปแล้ว
จักรพรรดิที่แข็งแกร่งเช่นจักรพรรดิขวานสงครามยังไม่สามารถทำอะไรได้
แน่นอนว่าโลกนี้เต็มไปด้วยสมบัติมากมายบางทีเขาอาจจะมีสมบัติที่ช่วยพลิกผันความอ่อนเยาว์ได้ แต่จักรพรรดิขวานสงครามก็ไม่เคยพบมัน
แต่สำหรับเย่เทียนนี่เป็นโอกาส
เพราะเขามีโอสถยืดอายุขัยเม็ดหนึ่งที่ได้มาจากมิติวิหารมันสามารถยืดอายุได้ 100 ปี
เหตุผลที่จักรพรรดิขวานสงครามต้องการยืดอายุขัยของภรรยาของเขาเพราะไม่เพียงแต่เขาต้องการที่จะอยู่กับภรรยาของเขาต่อไปแต่เขาต้องการเวลาเพื่อที่จะหาวิธีทำให้ภรรยาของเขาเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ในอนาคต
แม้ตอนนี้จักรพรรดิขวานสงครามไม่สามารถทำเช่นนั้นได้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจักรพรรดิขวานสงครามจะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ในอีก 100 ปีข้างหน้า
“เมื่อภารกิจนี้เสร็จสิ้นเราจะไปหาจักรพรรดิขวานสงคราม!”
เย่เทียนตัดสินใจทันที
สำหรับเรื่องโอสถยืดอายุขัยเขาไม่ได้พูดให้เฟิงลู่เซวี่ยฟัง
ถึงแม้เฟิงลู่เซวี่ยจะมีคุณธรรมไม่เลวดูได้จากตอนที่อยู่ในมิติวิหาร เขาได้ไล่ล่าซุนชิงเหอเพื่อราชาที่ถูกสังหาร แต่เย่เทียนก็ไม่ได้ไว้ใจเขา
เพียงไม่นาน
เย่เทียนและเฟิงลู่เซวี่ยก็มาถึงเขตที่13
“เย่เทียนระวังตัวด้วยแม้ว่าความแข็งแกร่งของนายจะแข็งแกร่งกว่าฉัน แต่นายอาจจะได้พบกับสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิได้ทุกเวลาถ้าเป็นระดับจักรพรรดิทั่วไป พวกเราสามารถรับมือได้ แต่หากพวกเราต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิที่มีพรสวรรค์พิเศษพวกเราจะต้องจบสิ้นแน่!” เฟิงลู่เซวี่ยกล่าวเตือนอย่างจริงจัง
“วางใจเถอะมีฉันอยู่ พวกเราจะไม่เป็นไร!”
เย่เทียนกล่าวด้วยความมั่นใจ
เฟิงลู่เซวี่ยไม่รู้ว่าทำไมเย่เทียนถึงมั่นใจขนาดนี้แต่เขาก็ยังกล่าวเตือนอีกครั้ง “ยังไงก็ต้องระวัง เราจะตรวจสอบอย่างไร? จะไปพร้อมกัน หรือแยกกันตรวจสอบ?”
“แยกกัน!”
เย่เทียนกล่าว
“ก็ดี หนึ่งคนหรือสองคนยังไงก็ไม่แตกต่างกันมากนักถ้าต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิที่ทรงพลังจริงๆ การแยกกันเป็นเรื่องที่ดีกว่า!”
เฟิงลู่เซวี่ยพยักหน้าเห็นด้วย
เย่เทียนรู้ว่าคำพูดของเฟิงลู่เซวี่ยมีความหมายอย่างไรหากเขาได้พบกับสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิที่ทรงพลังจริงๆ อย่างน้อยเขาก็สามารถหนีรอดคนเดียวได้
แต่เย่เทียนมีแผนของเขา เขามีความลับมากเกินไปถ้าแยกกันอย่างน้อยเขาก็สามารถใช้ทักษะของเขาได้อย่างเต็มที่
ฟุบ!
เย่เทียนและเฟิงลู่เซวี่ยแยกทางกันสำรวจพื้นที่หมายเลข13 ในสองทิศทาง
ภารกิจการสำรวจคือการยืนยันระดับและจำนวนสัตว์อสูรในภูมิภาคนี้ไม่ใช่การต่อสู้ สิ่งแรกที่ควรทำคือการเก็บซ่อนกลิ่นอาย แม้ว่าต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับต่ำเขาก็ไม่สามารถฆ่าพวกมันได้
“สัตว์อสูรชั้นยอดมากกว่า100 ตัว!”
“สัตว์อสูรระดับราชา3 ตัว!”
“สัตว์อสูรระดับศักดิ์สิทธิ์!”
“พบรังสัตว์อสูรมีสัตว์อสูรระดับศักดิ์สิทธิ์ประมาณ10 ตัว และสัตว์อสูรระดับราชาหลายร้อยตัว สัตว์อสูรชั้นยอดและสัตว์อสูรระดับสูงนับหมื่นตัว!”
เย่เทียนรายงานข้อมูลที่เขารวบรวมมาทีละน้อยและเหตุผลที่เขาตรวจสอบมันได้อย่างรวดเร็วก็เพราะเขาใช้การรับรู้มิติที่แม้แต่สัตว์อสูรที่หลับใหลอยู่ใต้ดินก็ไม่สามารถหลบเร้นการรับรู้มิติของเย่เทียนได้
วันเวลาผ่านไป พื้นที่ที่รับผิดชอบของเย่เทียนในบริเวณนี้ล้วนถูกตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว
ตอนนี้เอง
เฟิงลู่เซวี่ยก็ส่งข้อความมา“เย่เทียน ฉันพบรังสัตว์อสูรที่แปลกประหลาด จิตสำนึกของฉันไม่สามารถรับรู้สถานการณ์ภายในได้สถานการณ์ในตอนนี้ยังไม่ชัดเจน นายมีวิธีอะไรไหม?”
“มี!”
เย่เทียนตอบ
จากนั้นเฟิงลู่เซวี่ยก็บอกตำแหน่งของเขาเย่เทียนได้ฟังแล้วก็รีบตามไปทันที
หลังจากนั้นไม่นาน เย่เทียนก็มาถึงตำแหน่งที่เฟิงลู่เซวี่ยอยู่
ในเวลานี้เฟิงลู่เซวี่ยซ่อนตัวภายในต้นไม้ใหญ่สายตาของเขาจ้องมองไปยังถ้ำตรงภูเขาอย่างเงียบๆ
ภายในถ้ำนี้มืดสนิท มีหินก้อนใหญ่ที่อยู่ตรงทางเข้าถ้ำก้อนหินนี้มันสามารถปิดกั้นจิตสำนึกของพวกเขาได้ แต่มักจะมีสัตว์อสูรระดับศักดิ์สิทธิ์เข้าและออกจากถ้ำของภูเขาลูกนี้อยู่บ่อยครั้ง
จากที่เห็น รังในถ้ำนี้ต้องไม่ธรรมดา
เมื่อเฟิงลู่เซวี่ยเห็นว่าเย่เทียนมาถึงเขาก็รีบส่งเสียงผ่านจิตสำนึกออกมา “ซุกงำกลิ่นอายไว้ รังนี้ไม่ธรรมดา!”