กชกรยังจำค่ำคืนนั้นได้ดีอากาศชื้นฝนราวกับชโลมหัวใจของเธอให้เปียกปอน สำหรับกชกรแล้ว ทุกสิ่งล้วนพร่าเลือนเหมือนฉากฝันร้ายที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ย่างก้าวที่เคยเดินด้วยความมั่นใจบัดนี้กลับดูไร้เรี่ยวแรง ทุกย่างก้าวของกชกรหนักหน่วงราวกับถูกตรึงด้วยโซ่ที่มองไม่เห็นหัวใจของเธอเหมือนแตกเป็นเสี่ยง ๆความรู้สึกตึงแน่นภายในอกบีบคั้นจนหายใจแทบไม่ออกแต่ดวงตากลับยังไม่ยอมปล่อยน้ำตาแม้แต่หยดเดียว
เธอมาถึงหน้าคอนโดแห่งหนึ่งไม่ถึงกับหรูหราอลังการ แต่ก็เป็นอาคารที่ดูดี มีระบบรักษาความปลอดภัยทันสมัยและตกแต่งด้วยกระจกเงาสะอาดสะท้อนเงาของเธอที่กำลังซูบซีดไร้สีสันกชกรก้าวเข้าไปในลิฟต์ราวกับเป็นเพียงร่างไร้จิตวิญญาณที่ปล่อยให้ร่างกายทำหน้าที่ไปตามแรงเฉื่อย
เสียงลิฟต์ดังติ๊งเมื่อประตูเปิดออกในชั้นที่เธอคุ้นเคยกชกรก้าวออกมาอย่างเงียบงัน เดินผ่านระเบียงคอนโดที่ไร้เสียงจนมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องหมายเลขหนึ่ง ห้องที่คุ้นเคย ห้องที่เป็นพื้นที่อันปลอดภัยที่สุดสำหรับเธอในยามที่โลกภายนอกโหดร้ายเกินจะรับไหว
มือเรียวที่สั่นน้อยๆ ยกขึ้นเคาะประตูแผ่วเบา สามครั้ง แต่ในความเงียบงันของทางเดินกลับฟังดูชัดเจนราวกับเสียงสะอื้นที่เก็บกลั้นมานาน
ประตูเปิดออกอย่างช้าๆ เสียงกลอนเลื่อนเบา ๆ ก่อนใบหน้าของหญิงสาวอีกคนจะปรากฏออกมาพิมพ์ลภัสยังอยู่ในชุดอยู่บ้านสบาย ๆ ใบหน้าไร้เครื่องสำอางแต่ดวงตากลับฉายแววตกใจทันทีที่เห็นสภาพของเพื่อนรัก
ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยถามอะไรกชกรก็ก้าวเข้าไปกอดเธอแน่นจนแนบอก แล้วในวินาทีนั้นเองเสียงสะอื้นแรกก็หลุดออกมาจากลำคอของผู้หญิงที่เคยเข้มแข็งที่สุดในชีวิตของเธอ
“พิมพ์...”
เสียงของกชกรเบาราวกระซิบแต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดน้ำตาที่กลั้นไว้ตลอดทางพรั่งพรูลงมาอย่างควบคุมไม่อยู่เธอกอดเพื่อนรักแน่นยิ่งขึ้นเหมือนเด็กสาวที่เพิ่งหลุดจากฝันร้ายและต้องการที่พักพิงพิมพ์ลภัสโอบตอบโดยไม่ถามอะไร เพียงแค่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ให้ไหล่ของตัวเองกลายเป็นที่รองรับหยดน้ำตาของเพื่อน
หัวใจของกชกรที่หนักอึ้งเริ่มคลายลงทีละน้อยเมื่อได้ยินเสียงหัวใจของพิมพ์ที่เต้นเป็นจังหวะนิ่งๆ ราวกับคำปลอบโยนที่ไม่ต้องการคำพูดใด ๆ และในอ้อมกอดนั้นกชกรก็ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ เสียใจ และเปราะบางอย่างที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต โดยไม่ต้องกลัวว่าใครจะตัดสิน
“ทำไมตุ๊กถึงโง่อย่างนี้ก็ไม่รู้ ตุ๊กน่าจะรอบคอบกว่านี้อีกสักนิดปกติตุ๊กเป็นคนรอบคอบแท้ ๆ พิมพ์ก็รู้ใช่ไหม”
พิมพ์ลภัสโอบกอดกชกรและปลอบโยนเธอด้วยความเห็นใจหญิงสาวเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนรักเป็นอย่างดีเธอกัดริมฝีปากและนึกเจ็บใจอย่างที่สุดไม่เคยคาดคิดเลยว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับกชกรได้
“แค่ผู้ชายแย่ ๆ คนเดียว ตุ๊กอย่าโทษตัวเองเลยนะคนอย่างตุ๊กต้องได้พบคนที่ดีกว่านั้นแน่ ๆ”
กชกรสะอึกสะอื้นในอ้อมกอดของเพื่อนทั้งที่เธอสามารถอดกลั้นได้เป็นอย่างดีตั้งแต่เห็นภาพของนพนิธิกับอรดามีอะไรกันในสตูดิโอแต่พอได้ยินเสียงและได้รับการปลอบโยนจากพิมพ์ลภัส เธอก็ไม่อาจอดทนไว้ได้อีกต่อไป
กลิ่นอันสดชื่นและอบอุ่นของน้ำมันหอมระเหยส้มจากเตาต้มทั้งสองจุดภายในห้องช่วยปรับสภาพอารมณ์และความรู้สึกเจ็บปวดของกชกรให้บรรเทาขึ้นแต่เธอไม่แน่ใจว่าอีกนานแค่ไหนความทรมานที่เกิดขึ้นจะจบลงเสียที
กชกรนึกย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านี้แสงสลัวจากในห้องและเงาร่างเปลือยเปล่าที่ซ้อนทับกันอยู่บนแท่นถ่ายแบบยังคงฝังแน่นอยู่ในจิตใจเธอแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองในวินาทีนั้นแต่ทุกเสียงที่ได้ยินก็ยืนยันความจริงจนหมดสิ้น ไม่เหลือพื้นที่ให้สงสัยใด ๆอีกต่อไป
หัวใจของหญิงสาวกระหน่ำเต้นรัวจนแทบหลุดออกมาจากอกความรู้สึกตกตะลึง โกรธ เสียใจและถูกหักหลังหลอมรวมเป็นพายุอารมณ์ที่ไม่มีคำอธิบาย เธอไม่รู้ว่ากำลังจะทำอะไรต่อร่างกายเคลื่อนไหวอย่างอัตโนมัติ ประตูห้องถ่ายแบบอยู่ตรงหน้าเพียงไม่กี่ก้าวและเธอกำลังจะผลักมันเข้าไป
ทว่าทันใดนั้นเองมือที่เย็นเฉียบแต่มั่นคงข้างหนึ่งคว้าเข้าที่ต้นแขนของเธอจากทางด้านหลังหญิงสาวชะงักไปชั่วขณะก่อนจะหันกลับไปมองและพบกับดวงตาของวิทยาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความเหนื่อยล้าทางใจแบบที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
กชกรไม่รู้ว่าเขามาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เขาไม่พูดอะไร ไม่อธิบาย ไม่ร้องขอ ไม่มีแม้แต่คำปลอบใจ มีเพียงแววตาเงียบ ๆที่สะท้อนความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้งแววตาที่บอกว่าเขาเองก็ไม่ได้เข้มแข็งไปกว่าเธอเลยแม้แต่น้อย
เขาค่อย ๆพยักหน้าเชิงห้าม ก่อนจะพาเธอเดินถอยหลังออกมาอย่างช้า ๆ ไม่ได้ดึงดันไม่ได้ออกแรงฉุดเพียงแค่ใช้ความนิ่งและความมั่นคงที่เปี่ยมไปด้วยวุฒิภาวะดึงสติของกชกรกลับมาอย่างแผ่วเบา
ขณะเดินออกมาจากประตูห้องนั้นหญิงสาวรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบค่อย ๆ หมุนช้าลงทุกก้าวของเธอเต็มไปด้วยความโศกเศร้า และยิ่งก้าวออกห่างจากห้องนั้น เสียงครวญครางเสียงเนื้อกระทบเนื้อที่ยังเล็ดรอดออกมาก็ยิ่งกลายเป็นบทบาดลึกลงไปในใจมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อมาถึงชั้นล่างของอาคารวิทยาจึงหยุดและปล่อยมือจากแขนของเธออย่างสุภาพ ก่อนจะหันหน้ามามองโดยไม่พูดอะไรกชกรเป็นฝ่ายถามออกไปก่อน เสียงของเธอสั่นเครือ เธอถามเขาว่าทำไมถึงทนดูภาพแบบนั้นได้ทำไมถึงไม่เข้าไปจัดการภรรยาและลูกศิษย์คนโปรดของตัวเอง ทำไมถึงปล่อยให้มันดำเนินต่อไปทั้งที่ผู้หญิงคนนั้นคือคนที่เขาเคยไว้ใจและเด็กหนุ่มคนนั้นก็คือลูกศิษย์ที่เขาเคยชื่นชม
แต่วิทยากลับไม่ได้ตอบทันทีเขาเพียงหลุบตาลงต่ำ แล้วถอนหายใจอย่างเชื่องช้า มือที่เคยมั่นคงในตอนจับแขนเธอกลับสั่นเล็กน้อยหญิงสาวสังเกตเห็นได้ทันที
ในเสี้ยววินาทีนั้นเองเธอก็เข้าใจ เขาเองก็เจ็บไม่ต่างจากเธอเลย
วิทยาไม่ใช่คนใจเย็นเสมอไปแต่เขาเป็นคนที่มีวุฒิภาวะสูงมากพอจะรู้ว่าการระเบิดอารมณ์ในเวลานั้นไม่มีประโยชน์อะไรการเผชิญหน้าในจังหวะที่อารมณ์ยังไม่เย็น จะมีแต่ทำให้ทุกอย่างพังทลายยิ่งกว่าเดิม
เขายืนยันกับเธอด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่าทุกอย่างจะถูกสะสางด้วยวิธีของเขาและเธอเองก็ควรจะกลับไปจัดการกับปัญหาของตัวเองให้เรียบร้อย
สุดท้ายวิทยาก็อาสาพาเธอมาส่งยังคอนโดของพิมพ์ลภัสตามคำขอ การเดินทางสั้น ๆท่ามกลางความเงียบสงัดในรถยนต์ส่วนตัวของเขาไม่มีบทสนทนาใด ๆ เพิ่มเติมอีกทุกอย่างถูกกลืนหายไปกับเสียงลมที่พัดผ่านตัวอาคารสูงริมถนนและหัวใจที่ยังเต็มไปด้วยบาดแผลของคนทั้งคู่
กชกรไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกลับมาถึงห้องพักได้อย่างไร
เท้าของเธอก้าวเดินมาเองตามสัญชาตญาณราวกับร่างไร้วิญญาณที่ถูกพัดพามาด้วยแรงเฉื่อยของความเคยชินภายในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานสม่ำเสมอดังแผ่ว ๆประหนึ่งเสียงหายใจของห้องที่ยังคงมีชีวิต
กชกรนั่งลงช้าๆ ตรงโซฟาที่เธอกับเขาเคยใช้ร่วมกัน นิ่งราวรูปปั้นไม่แม้แต่จะเปลี่ยนท่วงท่าหรือขยับตัวไปไหน เธอนั่งอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมง ๆโดยไร้ซึ่งน้ำตา ทั้งที่ภายในกลับเหมือนมีบางอย่างแตกร้าวหัวใจของเธอเหมือนกลวงโบ๋และเย็นชืดจนไม่หลงเหลืออุณหภูมิใด ๆราวกับหยุดเต้นไปแล้ว
การได้เปลี่ยนบรรยายกาศและสิ่งแวดล้อมทำให้กชกรรู้สึกดีขึ้นมากแม้หลายครั้งจะมีน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัวแต่เธอก็เชื่อว่ามันคงเป็นไปในระยะแรกนี้เท่านั้น
ตลอดหลายวันที่เธอตัดขาดการติดต่อทุกอย่างหนีไปอยู่ที่คอนโดพิมพ์ลภัส เธอต้องขอโทษขอโพยแฟนหนุ่มของเพื่อนเป็นการใหญ่เมื่อพิมพ์ลภัสไล่เขากลับบ้านไปทันทีที่เห็นเธอหอบหิ้วกระเป๋ามาที่ห้องแต่อีกฝ่ายก็ไม่มีอาการขุ่นเคืองแต่อย่างใด ยิ้มให้เธออย่างเข้าใจ
ในแต่ละวันหลังจากกลับจากที่ทำงานเธอแอบร้องไห้ไม่หยุด จนน้ำตามันเหือดแห้งไปเอง แต่ตอนนี้แม้จะกลับมาอยู่ในที่ที่คุ้นเคยที่สุด ใกล้ชิดกับสิ่งที่เคยอบอุ่นที่สุดมันก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นได้เลย
ในขณะที่เธอนั่งนิ่งอยู่บนปลายเตียงของเธอกับเขานั้นน่าเศร้าที่ความทรงจำเกี่ยวกับนพนิธิ ทำให้เธอรู้สึกเจ็บแปลบ เมื่อมองไปรอบ ๆห้องนี้ ภาพของนพนิธิก็เริ่มฉายซ้อนทับขึ้นมาในหัวเธอราวกับวิญญาณแห่งความทรงจำค่อย ๆ กัดกินพื้นที่ว่างเปล่าภายในใจเธอทีละนิด ทีละนิด
ตรงมุมโต๊ะกินข้าวภาพตัวเองนั่งคร่อมอยู่บนตักของเขาก็ผุดขึ้นมาอย่างชัดเจนเธอจำได้ดีว่าในวันนั้นเขาเพิ่งกลับมาจากวิ่งออกกำลังกาย ตัวเปียกเหงื่อกล้ามแขนแน่นเปรี๊ยะ และแรงขับเคลื่อนเต็มเปี่ยมเธอขึ้นคร่อมตักเขาในท่านั่งเทียนโดยที่ยังใส่เสื้อเชิ้ตของเขาไว้เพียงตัวเดียวกลิ่นเหงื่อผสมกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ของเขายังติดอยู่ในปลายจมูกเสียงเนื้อกระทบกันดังไม่แพ้เสียงลมหายใจหอบถี่ทุกจังหวะยกสะโพกขึ้นลงนั้นเต็มไปด้วยแรงปรารถนาราวกับจะดูดกลืนเขาเข้าไปในตัวให้หมด
หรือตรงหน้าประตูระเบียงเธอเห็นตัวเองยืนโก้งโค้ง มือยันกระจก มองออกไปยังท้องฟ้ายามค่ำท่อนล่างเปลือยเปล่าเปิดโล่งขณะที่นพนิธิเข้ามาประกบจากด้านหลัง กระแทกเอวยัดควยเข้ามาในหีเธอซ้ำๆ จนร่างบางกระเพื่อมไปกับแรงกระทั้นนั้นทุกคราว เสียงเขาครางกระซิบชื่อเธอเบา ๆพลางใช้มือฟอนเฟ้นสะโพกบีบคลึงมันคือฉากที่ป่าเถื่อนแต่กลับจุดไฟให้ใจของเธอในตอนนั้นได้จนลุกโชน
หรือตรงหน้าทีวีเธอนอนราบอยู่กับพื้นพรม โดยมีนพนิธิทับอยู่ด้านบนในท่ามิชชันนารีแบบดั้งเดิมแต่ดุเดือดเขาฝังหน้าไว้กับซอกคอเธอพลางเร่งจังหวะกระแทกควยลงมาไม่หยุด จนทั้งร่างสั่นสะท้านเสียงหอบของเธอเองในความทรงจำนั้นดังประสานกับเสียงร้องครางอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยร่างกายในวันนั้นทั้งบิดเร่าทั้งตอดรัดเขาแน่นหนาราวกับจะไม่ยอมปล่อยให้หลุดรอดไปได้
แม้แต่บนเคาน์เตอร์ครัวเธอก็ยังเห็นตัวเองถูกเขายกขึ้นนั่ง ร่างเปลือยเปล่าถูกยกขาพาดไหล่ก่อนที่เขาจะเสียบสอดเข้ามาแบบพรวดเดียวจนสุดลำเสียงครางและเสียงครัวกระเทือนยังดังก้องอยู่ในโสตประสาท
ภาพทั้งหมดเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริงในตอนนี้แต่มันชัดเจนราวกับกำลังเกิดขึ้นตรงหน้า ความเสียว ความสุขความสัมพันธ์ที่เปลือยเปล่าจนไม่มีอะไรต้องปิดบังภาพเหล่านั้นกระแทกกลับมาเหมือนม้วนฟิล์มที่ถูกฉายซ้ำตรงหน้าเธอ
แต่ทั้งหมดนั้นก็แค่ภาพหลอนของอดีตภาพที่ยิ่งเห็น ยิ่งย้ำให้เธอรู้ว่าเธอไม่มีวันย้อนกลับไปได้อีกแล้ว
เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำให้เธอให้รู้สึกตัวอีกครั้งกชกรจ้องมองโทรศัพท์บนโต๊ะข้างผนังอย่างเฉยชารู้สึกเจ็บแปลบในใจเมื่อคิดว่าคนที่โทรมาอาจเป็นเขาเพราะเธอตัดขาดการติดต่อกับเขามาเกือบสัปดาห์แล้ว
เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างผนังแว่วดังเป็นระลอกในจังหวะที่สม่ำเสมอแต่สำหรับกชกร มันช่างหนวกหูราวกับเสียงสั่นของมันกระตุกให้หัวใจของเธอเต้นกระชั้นโดยไร้จังหวะ เธอไม่ลุกขึ้นทันทีไม่แม้แต่จะหันหน้าไปมองตรง ๆ แต่สัญชาตญาณกลับบอกเธอได้ชัดเจนว่าคนที่โทรมาเป็นเขา
มันเป็นความเจ็บแปลบที่ฝังลึกอยู่ในอกทั้งที่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาขาดสะบั้นลงไปนับตั้งแต่วันที่ความจริงปรากฏความจริงที่พรากความศรัทธา ความไว้ใจและความรักอย่างบริสุทธิ์ที่เธอเคยมอบให้ไปจนหมดใจ
เสียงยังคงดังต่อไปเรื่อยๆ เหมือนไม่ยอมแพ้
สุดท้ายเธอก็ลุกขึ้นจากโซฟาด้วยจังหวะเชื่องช้า เดินตรงไปยังโทรศัพท์ที่สั่นครืด ๆอยู่บนโต๊ะไม้เล็ก ๆ ข้างผนัง ปลายนิ้วที่เย็นเยียบยื่นไปหยิบมันขึ้นมาพลันสัมผัสถึงแรงสั่นจากเครื่องที่ยังไม่หยุดนิ่งมันทำให้หัวใจเธอสั่นตามไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้
ไม่มีคำพูดไม่มีเสียงถอนใจ มีเพียงการกดรับสายอย่างเงียบงัน
ปลายสายเป็นเสียงของนพนิธิจริงๆ
เขาพูดเสียงดังขึ้นมาทันทีรัวเร็วด้วยความดีใจปะปนกับความตกใจ พูดถึงความเป็นห่วงบอกว่าเขาติดต่อเธอไม่ได้เลยตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขานึกว่าเธอเป็นอะไรไปแล้วเขาแทบบ้า คำพูดของเขาไหลพรั่งพรูออกมาราวกับเขารอที่จะได้พูดมันอยู่นาน
หากเป็นเมื่อก่อนกชกรคงใจอ่อนยวบทันที
เธอคงจะรู้สึกอบอุ่นกับเสียงกระเง้ากระงอดที่เคยฟังแล้วหัวใจเต้นแรงเหมือนเด็กสาวที่ตกหลุมรักครั้งแรก
แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
สิ่งที่เธอรู้มันมากพอจะกัดกร่อนความอ่อนแอทั้งหมดของเธอจนกลายเป็นกำแพงแข็งกระด้าง
แม้จะยังเหลือเศษเสี้ยวของรักอยู่น้อยนิดแต่ความรักนั้นก็ถูกหลอมรวมไปกับความขยะแขยงในคราเดียวกัน จนเธอไม่อาจแยกแยะได้ว่ารู้สึกแบบไหนมากกว่ากัน
กชกรตอบกลับเขาเพียงสั้นๆ ว่าเธอกลับมาอยู่ที่ห้องแล้ว น้ำเสียงของเธอเรียบเฉย เย็นเยียบ ไร้เยื่อใยไม่ต่างอะไรกับน้ำที่หยดลงบนแผ่นเหล็กในยามค่ำหนาว
และนั่นกลับทำให้เขารีบร้อนยิ่งขึ้นนพนิธิบอกว่าเขาจะรีบไปหาเธอเดี๋ยวนี้ทันที พูดเหมือนทุกอย่างเป็นปกติ
เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เหมือนไม่เคยทรยศ
เหมือนไม่เคยทำลายหัวใจของเธอจนแหลกสลาย
แต่เธอไม่พูดอะไรอีกปล่อยให้เขาวางสายไปด้วยตัวเอง พร้อมกับลมหายใจที่ถูกกลั้นไว้จนแน่นหน้าอก
เสียงประตูบานใหญ่ของห้องพักถูกผลักออกจากด้านนอกด้วยแรงไม่มากนัก
ทันทีที่เขาเปิดประตูเข้ามานัยน์ตาของเขาก็เป็นประกาย ความดีใจฉายชัดขึ้นมาที่มุมปากของเขาราวกับคนที่ได้พบคนรักอีกครั้งเขารีบสาวเท้าเข้ามาหาก่อนจะโอบเธอเข้ามาไว้ในอ้อมแขนแน่นด้วยความคิดถึงอย่างล้นปรี่
แต่กชกรกลับไม่ได้ขยับแม้แต่น้อยเธอนั่งอยู่อย่างสงบนิ่ง ไม่ยกแขนขึ้นตอบรับการกอดนั้น ไม่แม้แต่จะหลบเลี่ยงเธอปล่อยให้เขาโอบกอดไว้เหมือนรูปปั้นอันเย็นเยียบ ไม่ใช่เพราะเกลียดชังแต่เพราะด้านชาเกินกว่าจะรู้สึก
กลิ่นของเขาทั้งกลิ่นเหงื่อและกลิ่นครีมโกนหนวดเจือจางเป็นกลิ่นคุ้นเคยที่เคยทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นเหมือนได้กลับบ้านแต่บัดนี้กลิ่นนั้นกลับชวนให้นึกถึงความทรยศที่ฝังลึกเกินจะลบ
เขาเริ่มพร่ำพูดถึงความคิดถึงความเสียใจ ความเป็นห่วงที่เธอหายไป ไม่รับโทรศัพท์ราวกับโลกของเขาหยุดหมุนไปช่วงหนึ่ง
แต่กชกรกลับยังนิ่งเงียบปล่อยให้คำพร่ำเพ้อเหล่านั้นไหลผ่านเหมือนลมที่ปะทะใบหน้า ไม่มีคำตอบไม่มีการโต้กลับ จนกระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนาน เธอจึงพูดขึ้นเพียงเบา ๆราวกับเล่าให้ลมฟังว่าเธออยู่ที่นั่น อยู่ตรงหลังประตู ในวันนั้นที่สตูดิโอ
คำพูดสั้น ๆนั้นทำให้เขาชะงักไปทันที ใบหน้าของเขาเปลี่ยนสีอย่างเห็นได้ชัดจากความดีใจกลายเป็นความตระหนก ราวกับโลกที่เขายืนอยู่ทรุดฮวบลงกะทันหัน
บรรยากาศในห้องพลันเงียบงันเหลือเพียงเสียงลมหายใจของทั้งสองคนที่คล้ายไม่สัมพันธ์กันอีกต่อไป กชกรค่อย ๆลุกขึ้นจากโซฟา ยืดหลังตรง และจัดระเบียบผมตัวเองอย่างไร้จุดหมาย
เธอบอกว่าแค่มาเก็บของเท่านั้นไม่ได้จะมาเรียกร้อง ไม่ต้องการคำอธิบาย และไม่ต้องการให้เขาพูดอะไรอีกเพราะสิ่งที่เธอรู้มันมากพอแล้ว เธอเพียงแค่จะทำให้เรื่องนี้มันง่ายขึ้น เพราะไหนๆ เขาก็รับเงินจากแม่เธอมาแล้ว
เขายืนนิ่งงันเหมือนถูกสาปคำพูดของเธอไม่ใช่เสียงตะโกน ไม่ได้โกรธเกรี้ยว ไม่ได้ตีโพยตีพายแต่มันกลับบาดลึกและกรีดเฉือนกว่าการตะโกนด่าใด ๆ
เขาพยายามจะยกมือแตะเธอแต่ก็ชะงักแล้วลดมือลงก่อนจะพูดอะไรบางอย่างที่ฟังดูเหมือนคำอธิบายแบบคนที่อยากเป็นฝ่ายเสียสละอ้างว่าไม่อยากให้เธอต้องเหนื่อย ไม่อยากให้เธอต้องตัดขาดจากครอบครัวเพราะผู้ชายจนๆ อย่างเขา ไม่อยากให้เธอต้องมาลำบากไปด้วยกัน แบบนี้ถึงจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดเพราะเธอก็รู้ดีว่าที่บ้านของเขานั้นมีปัญหาให้ต้องคอยตามแก้มากแค่ไหน
แต่ทุกถ้อยคำกลับฟังดูคล้ายการปกปิดข้อเท็จจริงมากกว่าความเสียสละอย่างแท้จริงพอรับเงินจากแม่เธอไปแล้วคำพูดกลับดูสวยหรูดีจังเลยนะ
เธอไล่ย้อนทบทวนทุกเหตุผลอย่างช้าๆ เธอยอมรับว่าตัวเองก็มีส่วนผิดในเรื่องนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะช่วงหลังเธอมัวแต่ทุ่มเทให้กับการงานมากเกินไป เธอเข้าใจว่าเหตุผลเหล่านี้อาจผลักเขาให้ไปหาเศษหาเลยจากข้างนอกหาอ้อมแขนใหม่ หาเสียงครางใหม่ ๆ ที่ทำให้เขารู้สึกเป็นที่ต้องการอีกครั้ง
แต่สิ่งที่เธอไม่อาจให้อภัยได้เลยกลับไม่ใช่แค่การนอกใจไม่ใช่แค่ภาพเปลือยของเขากับผู้หญิงคนอื่นที่เธอเห็นในวันนั้นหากแต่เป็นการที่เขาเลือกรับเงินจากแม่ของเธอ เพื่อแลกกับการจากลา
มันไม่ใช่แค่เรื่องของศักดิ์ศรีแต่มันคือการที่เขายินยอมให้ใครสักคนซื้อความรักของเขาออกไปจากชีวิตเธอความรักที่ทั้งคู่ร่วมกันสร้าง ร่วมกันยืนหยัดท่ามกลางความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน
เธอนึกถึงวันที่ทั้งสองไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อข้าวสารต้องอาศัยมาม่าหนึ่งซองกับน้ำร้อนในกระติกพลาสติก เธอเคยหิ้วกล่องข้าวจากบ้านเดินตากฝนมาหาเขา เธอเคยยอมอดเสื้อผ้าใหม่เพื่อเก็บเงินซื้อแฟลชกล้องให้เขาเธอเคยทำทุกอย่างเพื่อให้เขามีฝัน มีแรงบันดาลใจและเธอก็เชื่อมาตลอดว่ามันคือฝันของ ‘พวกเรา’ไม่ใช่ของเขาเพียงคนเดียว
แต่การที่เขาตัดสินใจรับเงินก้อนนั้นจากแม่ของเธอมันเป็นการปฏิเสธทุกสิ่งที่เคยมีมาราวกับสิ่งเหล่านั้นไร้ความหมายสำหรับเขาแม้แต่น้อย
เขาบอกว่าเขาไม่อยากให้เธอลำบากไม่อยากเห็นเธอต้องอดทนกับความเหนื่อยยากในชีวิตคู่กับคนจน ๆ อย่างเขาเธอเข้าใจความตั้งใจนั้น เข้าใจว่าความรักบางครั้งก็ทำให้คนอยากเสียสละ
แต่สิ่งที่เธอไม่เข้าใจก็คือเหตุใดเขาจึงไม่เลือกที่จะสู้ไปพร้อมกัน ทำไมเขาจึงเลือกที่จะเดินออกมาเงียบ ๆพร้อมกับเงินที่ไม่ควรแตะต้องนั่นแล้วปล่อยให้เธอยืนอยู่ท่ามกลางความสูญเปล่าโดยลำพัง
เธอรู้ดีว่าถ้าเธอยอมเชื่อฟังพ่อในวันนั้นจริง ๆเธอคงไม่มีทางได้ใช้ชีวิตในแบบที่เธอเลือกอีกต่อไปครอบครัวของเธอคงจับเธอแต่งงานกับผู้ชายที่เธอไม่รู้จัก ไม่รัก และไม่มีสิทธิ์เลือกเธอเคยหนีออกมาเพราะอยากมีชีวิตของตัวเอง และเธอเคยเชื่อว่าเขา คือคนที่เข้าใจเธอมากที่สุด
ทว่าเขาก็เป็นแค่คนอีกคนที่เลือกจะหันหลังให้ในวันที่ความลำบากเริ่มกดทับใจ ขารู้ดีว่าหากเธอกลับไปจะต้องพบเจอกับชีวิตแบบใดแต่เขาก็ยังเลือกที่จะทำ
คำว่าอยากให้เธอสบายจึงไม่ได้ฟังดูเหมือนความหวังดีเลยแม้แต่นิด สำหรับเธอ มันคือข้ออ้างอันสวยหรูเพียงเท่านั้น
หลังจากตัดขาดจากนพนิธิกชกรก็ไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายหรือโวยวายอย่างที่ผู้หญิงหลายคนอาจทำเมื่อสูญเสียหากแต่เลือกที่จะเก็บซ่อนความปวดร้าวไว้ในส่วนลึกที่สุดของใจแล้วผลักตัวเองเข้าสู่ความเงียบงันที่อัดแน่นไปด้วยหน้าที่ ความรับผิดชอบ ต่องานอย่างแข็งขัน
เธอทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับงานราวกับคนที่กำลังเร่งสร้างกำแพงสูงเพื่อป้องกันตัวเองจากการล่มสลายซ่อนบาดแผลไว้ภายใต้ความเย็นชา
ตอนนี้เธอย้ายมาอยู่ห้องเช่าเล็กๆ ไม่ไกลจากย่านทำงานนัก ห้องแคบพอประมาณพื้นไม้ลามิเนตสีอ่อนเริ่มหลุดลอกตรงมุมโต๊ะกินข้าว ไม่มีเครื่องปรับอากาศมีเพียงพัดลมตั้งพื้นตัวเล็กที่ดังหึ่ง ๆ ยามค่ำคืน แต่สำหรับกชกร มันเพียงพอแล้วเธอไม่ได้ต้องการความสะดวกสบาย หากแต่ต้องการพื้นที่เล็ก ๆที่ปลอดภัยจากความคาดหวังของโลกภายนอก
พิมพ์ลภัสเคยเสนอให้เธอไปอยู่ด้วยกันบอกว่าแฟนของเธอเข้าใจ และพร้อมจะแบ่งปันพื้นที่ให้กชกรได้พักใจแต่กชกรก็ปฏิเสธด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ พร้อมคำขอบคุณเพราะเธอไม่อยากเข้าไปแทรกกลางระหว่างความสัมพันธ์ของใครอีกไม่อยากเป็นภาระหรือเหตุกระเพื่อมในชีวิตของคนที่หวังดีกับเธอ
เธอเลือกจะอยู่คนเดียวเพราะตอนนี้เธอไม่มีใครเหลือให้ต้องแคร์ความรู้สึกอีกต่อไป
แต่ความเงียบงันไม่ได้ใจดีเสมอไปมันกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้เธอได้ยินเสียงนินทาจากเพื่อนร่วมงานชัดขึ้นได้ยินคำกระซิบลับหลังในลิฟต์หรือห้องน้ำหญิงที่ว่าเธอขึ้นเตียงกับหัวหน้าเพื่อแลกตำแหน่งหรือใช้หน้าตาในการไต่เต้าจากโปรเจกต์หนึ่งไปอีกโปรเจกต์
ไม่เพียงแค่นั้นหัวหน้าแผนกคนใหม่ยังใช้อำนาจกดดันเพื่อให้เธอยอมรับข้อเสนอของผู้บริหารคนนั้น
ในแต่ละวันกชกรกลับห้องมาด้วยสภาพที่หมดแรงทั้งกายและใจ เธอเริ่มคิดถึงชีวิตที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้เงาของใครอีกต่อไปชีวิตที่เธอเป็นเจ้าของมันอย่างแท้จริง ไม่ต้องอยู่ใต้ผู้บริหารไม่ต้องแสร้งยิ้มให้เพื่อนร่วมงานที่แอบแทงข้างหลังไม่ต้องกลัวว่าใครจะมองว่าเธอไร้ศักดิ์ศรี
เธออยากมีเงินสักก้อนอยากเปิดกิจการเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง จะร้านกาแฟ ร้านดอกไม้หรืออะไรก็ตามที่พอเลี้ยงชีพได้โดยไม่ต้องแลกเปลี่ยนศักดิ์ศรีกับการยอมจำนนต่ออำนาจหรือคำพูดใครอีก
ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจแน่วแน่ ลาออกจากบริษัท
สองวันหลังจากนั้นเธอไปหาอาจารย์วิทอีกครั้ง
เธอยอมรับข้อเสนอของเขาลองไปแคสต์งานเป็นนางแบบให้กับนิตยสารเล่มหนึ่งที่เขาเป็นช่างภาพให้ด้วยหัวใจที่ไม่เหลืออะไรให้เสียอีกแล้ว ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีความรัก และไม่ต้องแคร์ความรู้สึกใครและมากไปกว่านั้น ตอนนี้เธอไม่สนใจแล้วว่าใครจะคิดยังไง
ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ในวันนั้นวันที่พ่อให้เธอเลือกระหว่างครอบครัวกับความรักเธอก็ยังจะเลือกเส้นทางเดิมอีกครั้ง ทางที่เต็มไปด้วยน้ำตา ความเจ็บปวด และความพังทลายแต่เป็นทางที่เธอได้เลือกด้วยตัวเองอย่างแท้จริง
หลังจากการลองแคสต์หน้ากล้องเพียงไม่นานผลลัพธ์ที่ได้กลับเกินความคาดหมาย กชกรกลายเป็นดาวรุ่งของวงการถ่ายแบบวาบหวิวอย่างรวดเร็วนิตยสารเล่มแรกที่เธอขึ้นปก ภาพเธอนั่งไขว่ห้างบนโซฟากำมะหยี่สีแดงเลือกสวมเพียงสร้อยเส้นบางพาดคอเปลือยเปล่าท่อนล่างโดยมีผ้าคลุมโปร่งแสงเลื่อนผ่านเรียวขาเนียนละเอียดขายหมดภายในไม่ถึงสัปดาห์
เธอไม่ได้รู้สึกตกใจนักเมื่อถูกบรรณาธิการเรียกไปคุยเรื่องยอดพิมพ์ซ้ำภายในวงการนี้ ไม่มีใครไม่พูดถึงชื่อของเธอ หญิงสาวที่เรือนร่างเปลือยเปล่ากลับเปล่งประกายกว่างานโปรโมตดาราชั้นแนวหน้าเสน่ห์ของเธอไม่ใช่แค่ความงามที่บริสุทธิ์หากแต่เป็นแววตานิ่งสงบที่ซ่อนแรงปรารถนา และท่วงท่าอันเปล่งประกายของความมั่นใจเธอไม่ใช่เหยื่อทางอารมณ์ของใคร แต่เป็นศิลปินบนผืนภาพถ่ายที่ควบคุมทุกสายตาให้ตกอยู่ในภวังค์
เธอรู้ดีว่าภาพของเธอไปจบลงในมือใครบ้างผู้ชายมากหน้าหลายตา นักเรียนมัธยมปลายที่เพิ่งรู้จักความเงี่ยนในค่ำคืนเปลี่ยวนักธุรกิจวัยกลางคนที่เก็บนิตยสารไว้ใต้หมอนในห้องทำงานแม้แต่ชายแก่ที่ใช้มือสั่นเทาเปิดดูทีละหน้าอย่างทะนุถนอมทุกคนล้วนมีเป้าหมายเดียว เพื่อช่วยตัวเองด้วยภาพของเธอ
เธอไม่ได้โกรธไม่ได้รังเกียจ ตรงกันข้าม เธอกลับรู้สึกพึงใจอยู่ลึก ๆกับการที่ร่างกายของเธอกลายเป็นที่พักพิงของอารมณ์ปรารถนาเธอจินตนาการถึงมือหยาบกร้านของชายคนหนึ่งที่กำลังรูดแก่นกายขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ปลายหัวถอกกดลงบนหน้านิตยสารที่เปิดค้างอยู่ตรงภาพเธอกำลังแหกขาอวดกลีบพูอวบอิ่มในแสงไฟสลัว เขาอาจครางเบา ๆเรียกชื่อเธอในขณะที่น้ำขุ่นขาวพุ่งออกมาทาบทับภาพพิมพ์จนแผ่นกระดาษเปียกชื้น
หรืออาจเป็นเด็กหนุ่มที่แอบขโมยนิตยสารไปเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าหยิบออกมาทุกค่ำคืน เปิดดูช้า ๆ ซุกแก่นกายแข็งที่ยังไม่โตเต็มวัยลงกลางภาพของเธอแล้วค่อย ๆ เสียดสีกับร่องอกบนหน้านิตยสารจนถึงจุดสุดยอดเขาอาจหลับไปทั้งอย่างนั้น โดยมีภาพเธอแนบอกแน่น
ภาพบางภาพที่เธอรู้สึกภาคภูมิใจที่สุดคือภาพที่เธอนอนตะแคงเปลือยเปล่าบนผืนผ้าขาว มีเพียงหมอนใบเดียวรองศีรษะและมือหนึ่งที่แตะลงบนเนินเนื้อกลางหว่างขา เธอจำได้ว่าตอนถ่ายภาพนั้นเธอไม่ได้สวมกางเกงในจริง ๆ และรู้ว่ากล้องจับได้ทุกขนละเอียดของแคมหีที่พาดอยู่ใต้แสงแฟลชเธอไม่ได้รู้สึกอับอาย เพราะสำหรับเธอ มันคือศิลปะ ศิลปะแห่งเรือนร่างอย่างแท้จริง
ผู้ชายพวกนั้นอาจจะเปื้อนมือด้วยน้ำเชื้อขาวขุ่นในขณะที่ครางเรียกชื่อเธออยู่ในความมืดพวกเขาอาจใช้ภาพเธอเป็นพื้นวอลเปเปอร์ติดตามผนังห้องนอนหรืออัดใส่กรอบไว้บนหัวเตียง แม้จะไม่มีใครรู้จักตัวตนเธอจริง ๆแต่เธอก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตลับ ๆ ของพวกเขาไปแล้ว
เธอมองทุกอย่างด้วยสายตาที่นิ่งสงบเหมือนหญิงสาวที่เคยผ่านการเจ็บปวดเกินจะร้องไห้ เธอไม่รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย ไม่รู้สึกว่าการเปลือยกายคือการขายศักดิ์ศรีเพราะศักดิ์ศรีของเธอไม่ได้อยู่ที่เนื้อหนังหากแต่อยู่ที่การยืนอยู่บนทางที่เธอเลือกด้วยตัวเอง
เธอเห็นเรือนร่างของตัวเองเป็นงานศิลปะเป็นการนำเสนอรูปร่างและแรงปรารถนาในรูปแบบที่สุภาพและมีชั้นเชิงภาพเปลือยของเธอไม่ใช่ภาพลามก แต่คือบทกวีที่เขียนด้วยแสงและเงาซึ่งเมื่อใครคนหนึ่งได้ดูแล้วเกิดอารมณ์จนถึงขั้นหลั่งออกมา นั่นคือการตอบสนองของผู้ชมต่อศิลปะอย่างตรงไปตรงมา
เธอทำมันอย่างมืออาชีพเธอรู้มุมกล้องที่ดีที่สุด เธอรู้ว่าควรแอ่นอกเมื่อไร ควรหันสะโพกเมื่อใดและรู้ว่าแววตาแบบไหนจะกระตุ้นความเงี่ยนของผู้คนมากที่สุดทุกการถ่ายแบบคือการแสดง เธอแสดงเป็นหญิงสาวยั่วยวนบ้าง อ่อนหวานบ้างหรือแม้กระทั่งท่าทีที่เหมือนจะถูกล่าทั้งหมดนี้คือบทบาทในฉากศิลปะที่ถ่ายทอดผ่านเลนส์กล้อง
และแม้เธอจะถูกมองว่าเป็นเพียงร่างเปลือยในสายตาของบางคนแต่ในใจของเธอ เธอรู้ดีว่าตัวเองไม่เคยเปลือยเลยสักครั้งเพราะสิ่งที่เธอถ่ายทอดออกไป ไม่เคยใช่ตัวตนที่แท้จริงของกชกรเลยแม้แต่น้อย
มันคือบทบาทของ‘นางแบบ’ ที่เธอสวมใส่อย่างสง่างาม และเธอรู้สึกภูมิใจกับมัน
ค่ำคืนหนึ่งในย่านทองหล่อเขตเรืองรองที่ผสานความหรูหรากับความลับที่หลบเร้นอยู่หลังม่านไฟนีออนสีส้มอ่อนกชกรจอดรถยนต์คันใหม่เอี่ยมของตัวเองไว้หน้าผับกึ่งหรูที่ตั้งอยู่หัวมุมถนนในซอยที่เธอไม่เคยย่างเท้าเข้ามาก่อนไม่ใช่เพราะไม่กล้า หากแต่เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเหมาะกับพื้นที่แบบนี้
รถยนต์สีดำมันวาวที่เธอเพิ่งผ่อนหมดจากเงินก้อนแรกในชีวิตซึ่งได้มาจากการถ่ายแบบกับนิตยสารถูกขับเข้ามาอย่างสง่าภายใต้ไฟหน้าระยิบระยับของหน้าร้านพนักงานโบกรถแต่งตัวเรียบหรูในชุดสูทสีดำเข้มรีบปรี่เข้ามาเปิดประตูให้ก่อนที่ปลายเท้าของกชกรจะค่อย ๆ ก้าวลงอย่างเชื่องช้า และมั่นใจ
รองเท้าส้นเข็มสีเงินเงางามแตะพื้นหินแกรนิตเย็นเฉียบด้วยเสียงเบาๆ ตามมาด้วยเรียวขาเปลือยเปล่าอวดผิวเนียนสว่างภายใต้แสงไฟนวลจัดเธอเลือกสวมเดรสยาวผ่าข้างสีเลือดหมูที่เปิดแผ่นหลังเปลือยเปล่าให้เห็นแผ่วผิวสีน้ำนมของหญิงสาววัยยี่สิบต้น ที่เพิ่งผ่านความบอบช้ำมาไม่นานแต่กลับยิ่งดูเร้าอารมณ์ ราวกับความบอบช้ำนั้นยิ่งแต่งแต้มเสน่ห์ให้กับเธอ
หน้าอกเอิบอิ่มตึงตังแนบแน่นอยู่ใต้เนื้อผ้าทรงเว้าเข้ารูปที่ไร้ซึ่งเสื้อชั้นในซ่อนอยู่ภายในความสวยสง่าและเย้ายวนของเธอเป็นสิ่งที่ไม่ต้องพยายาม กชกรไม่ได้ยิ้มไม่ได้จงใจมองใคร แต่เพียงแค่เธอก้าวลงมา ผู้คนหน้าร้านก็มองเธอราวกับดาราคนหนึ่งที่เดินพรมแดง
คืนนี้คือคืนแห่งการเฉลิมฉลองยอดขายของนิตยสารเล่มที่เธอเป็นนางแบบ ในรอบปกพิเศษพุ่งทะลุเป้าทุกกระแสยอดจองล่วงหน้าหมดเกลี้ยงตั้งแต่วันแรก
แต่ก่อนที่เธอจะก้าวขาเข้าสู่ค่ำคืนเฉลิมฉลองบางสิ่งบางอย่างก็ขัดจังหวะร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตสีซีดและกางเกงยีนส์ยืนพิงกำแพงใกล้ทางเข้าด้วยท่าทีลังเลสายตาของเขาตวัดมาหาเธอแทบจะทันทีที่เห็นแสงไฟจากรถสาดเข้ามา
กชกรหยุดฝีเท้าไม่ใช่เพราะแปลกใจ แต่เพราะหัวใจเธอเหมือนนิ่งชะงักไปชั่ววินาที นพนิธิคนที่เธอเคยคิดว่าจะไม่มีวันได้เจอกันอีกในชีวิตนี้ยืนอยู่ตรงหน้าเธอภายใต้แสงไฟสลัวจากหน้าผับ ใบหน้าซูบลงเล็กน้อยแต่ยังมีเค้ารอยของความคุ้นเคยที่เคยฝังอยู่ในใจเธออย่างลึกซึ้ง
เขาเดินเข้ามาหาเธอช้าๆ ด้วยท่าทีประหม่า ปากคงอยากพูดอะไรบางอย่างแต่เธอไม่เปิดโอกาสให้คำพูดของเขาเป็นฝ่ายเริ่มก่อนความเงียบระหว่างทั้งสองคนจึงอึดอัดอย่างประหลาดท่ามกลางเสียงฮัมจากเพลงภายในร้านที่ยังคงลอดออกมา
กชกรพอจะได้ยินมาบ้างจากอาจารย์วิทเรื่องที่อรดาหย่ากับเขาแล้ว และตัดสินใจเดินทางไปต่างประเทศพร้อมกับนพนิธิเธอเคยคิดว่าทั้งคู่คงกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไหนสักแห่งไกลออกไปและเธอจะไม่มีวันต้องกลับไปเผชิญหน้ากับคนที่ทำให้หัวใจของเธอแตกสลายอีกครั้งแต่กลับกลายเป็นว่านพนิธิยังอยู่ และที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้น เขายังรอเจอเธออยู่
แววตาของเขาดูอ่อนลงเมื่อเอ่ยปากบอกว่าเพิ่งรู้ว่าเธอไม่ได้กลับบ้านอย่างที่เขาเข้าใจมาตลอดและตั้งใจมาง้อขอคืนดี ทั้งยังพรั่งพรูสารพัดถ้อยคำเพื่อโน้มน้าวเธอ ว่าเขาไม่สนใจครอบครัวหรือรดาอีกแล้วและไม่ต้องตามใช้หนี้ให้ใครอีกจะหอบเงินก้อนสุดท้ายที่แม่ของเธอยื่นให้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันกับเธอขอเพียงเธอยอมกลับมา
แต่กชกรไม่ใช่ผู้หญิงคนเดิมอีกต่อไปหญิงสาวในวันนี้ยืนนิ่งและมองเขาด้วยสายตาที่นิ่งสงบอย่างน่าแปลก
เธอบอกเขาด้วยน้ำเสียงเรียบและอ่อนโยนว่าโดยไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความเกลียด ที่ยังฝังอยู่ในใจเธอ แต่เป็นความผิดหวังต่างหากความผิดหวังที่เขาเลือกจะเดินจากเธอไปในวันที่เธอยังยืนอยู่ที่เดิมความผิดหวังที่เขายอมรับเงินจากแม่เธอแล้วแลกมันกับอนาคตที่ไม่มีเธออยู่ในนั้น
เธอยอมรับว่าเข้าใจดีถึงความยากลำบากในชีวิตเขาเข้าใจถึงภาระของผู้ชายคนหนึ่งที่แบกครอบครัวไว้ทั้งบ้านแต่เมื่อเขาเลือกจะตัดเธอออกไปแล้วเธอก็ไม่เห็นเหตุผลที่จะย้อนกลับเข้าไปในเส้นทางนั้นอีก
เธอพูดจบโดยไม่หวังว่าเขาจะเข้าใจแค่หวังว่าเขาจะยอมรับมันเหมือนที่เธอใช้เวลาทั้งหมดที่ผ่านมาเพื่อยอมรับสิ่งที่เขาเลือกทำ
และสุดท้ายเธอเพียงอวยพรให้เขาได้เจออนาคตที่ดี แม้จะไม่มีเธออยู่ในนั้นก็ตาม
เธอหันหลังเดินเข้าไปในงานไม่รอคำตอบ ไม่ขอคำชี้แจง และไม่หันกลับไปมองอีกเลยเสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นปูนดังกังวานไปตามจังหวะก้าวเดินที่แน่วแน่และคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง ก็ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเหมือนถูกปล่อยให้อยู่ในอดีตเพียงลำพัง