เสิ่นจื้ออวิ๋นกล่าวเสียงเรียบ “หากสตรีผอมเกินไปจะดูไม่เป็สิริมงคล ระวังเื่อาหารการกินหน่อยเถิด”
เสิ่นเย่ว์เฉินพยักหน้าโดยไม่เอ่ยคำใด
ฮูหยินผู้เฒ่าจูงนางมานั่งลงข้างตนอีกครั้ง มองบุตรชายแล้วพูดว่า “ยังเหลืออีกหนึ่งเดือนกว่าจึงจะถึงวันแต่งงานข้าพิจารณาดูแล้วให้เด็กคนนี้กลับไปแต่งที่บ้านเดิมจะดีกว่า”
เสิ่นจื้ออวิ๋นครุ่นคิดก่อนกล่าวกลั้วยิ้ม “ก็ดีขอรับทำเช่นนี้จะลดความลำบากเื่การเดินทางได้มาก ทำตามความคิดท่านแม่ก็แล้วกัน”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นยิ้มพลางเอ่ย “ได้ เช่นนั้นพวกเราก็ตกลงตามนี้กลับไปจัดงานให้ดี นับเป็การเพิ่มเกียรติแก่บรรพบุรุษตระกูลเสิ่นด้วย”
พื้นเพตระกูลเสิ่นไม่สูงและไม่ต่ำได้แต่งงานกับตระกูลที่มีหน้ามีตาอย่างตระกูลจูเช่นนี้นับว่าไม่ง่ายเลยเมื่อคิดว่าจะได้ดองเป็ญาติกับตระกูลจู ในใจเสิ่นจื้ออวิ๋นพลันปรากฏความยินดีรางๆกระทั่งรู้สึกดีต่อเสิ่นเย่ว์เฉินมากขึ้นหลายส่วน
เขากลอกตาพิศมองเสิ่นเย่ว์เฉิน พบว่านางก้มหน้าเล็กน้อยไม่ปรากฏอารมณ์ใดบนใบหน้า ั์ตาดำขลับมืดครึ้ม ไม่ได้มีความเขินอายเฉกเช่นสตรีที่กำลังจะออกเรือนราวกับสิ่งที่สนทนากันอยู่ตรงหน้าไม่ใช่การแต่งงานของนางแต่เป็การแต่งงานของผู้อื่น
เสิ่นเย่ว์เฉินััได้ถึงสายตาของเขาจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจนสบตากันพอดีเสิ่นจื้ออวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย จู่ๆ ก็ราวกับรู้แจ้งบางอย่างขึ้นมาฉับพลันรอยยิ้มบนใบหน้าจึงจางลง หันไปพูดคุยสัพเพเหระกับฮูหยินผู้เฒ่าต่ออีกหลายประโยคก่อนลุกขึ้นเดินกลับออกไป
ตกกลางคืนเสิ่นจื้ออวิ๋นอยู่ในห้องนอนกับเหยาซื่อ เขานอนเอนกายพลิกอ่านหนังสือสองสามหน้าพลางฟังเหยาซื่อพูดเื่จัดการสินเดิม
“...คราวนี้ฮูหยินผู้เฒ่าใจกว้างจริงๆเครื่องประดับที่สั่งทำเ่าั้ แต่ละชิ้นล้วนเป็ของชั้นเลิศเพียงปิ่นมุกก็ร้อยตำลึงเงินเข้าไปแล้ว! เฮ้อ…สุดท้ายยังเป็บุตรสาวคนโตที่มีวาสนาไม่รู้ว่าวันหน้าถึงคราวเย่ว์ฉานของพวกเราแต่งงานสินเดิมจะหรูหราฟุ่มเฟือยได้สักหนึ่งส่วนของพี่สาวนางหรือไม่”
เหยาซื่อบ่นก็ส่วนบ่น แต่ยังคงเอาอกเอาใจเสิ่นจื้ออวิ๋นอย่างยิ่งรับถ้วยชาเย็นจากสาวใช้ส่งให้เขาพลางกล่าว
“นายท่านยุ่งมาทั้งวันแล้ว ไม่ได้พักผ่อนสายตาเลยนี่เป็ชาอวิ๋นอู้ที่ตระกูลจูส่งมาให้ นายท่านลองชิมดูสิเ้าคะ”
เสิ่นจื้ออวิ๋นพยักหน้าเล็กน้อย เขาวางหนังสือในมือลงแล้วรับชาที่ภรรยาส่งมาให้จิบไปคำหนึ่ง ทันใดนั้นก็เผยสีหน้ามีความสุขพลางเอ่ยชม “อืม รสชาดีจริงๆ”
เหยาซื่อเห็นเขาดื่มอย่างชอบอกชอบใจก็แย้มยิ้ม“ของจากตระกูลจูไหนเลยจะมีอะไรไม่ดี”กล่าวจบก็นั่งเบียดข้างเสิ่นจื้ออวิ๋นแล้วกล่าวพร้อมทอดถอนใจ “เฮ้อ…ต้องบอกว่าเ้าเด็กเย่ว์เฉินนั่นมีวาสนาจริงๆ!นางแต่งเข้าตระกูลดีเช่นนี้ เหล่าน้องสาวเห็นแล้วคงไม่อาจสบายใจได้เป็แน่อีกไม่นานเย่ว์ฉานกับเย่ว์อิงก็ควรหมั้นหมายได้แล้ว เื่นี้นับว่าจัดการยากจริงๆ”
ความคิดของเหยาซื่อก็คือ เสิ่นเย่ว์เฉินจัดงานแต่งดีถึงเพียงนี้เช่นนั้นตระกูลว่าที่สามีของบุตรสาวตนย่อมไม่อาจด้อยกว่าจะต้องแข็งแกร่งกว่าตระกูลจูและต้องมั่งคั่งมีหน้ามีตากว่าถึงจะถูก หากทำไม่ได้เช่นนั้นก็ต้องยอมถอยไปหาสิ่งที่ดีรองลงมา ให้แต่งเข้าตระกูลจูอีกคนหนึ่งจากพี่น้องกลายเป็พี่สะใภ้น้องสะใภ้อย่างไรก็ยังทำให้ความสัมพันธ์ฉันเครือญาติแน่นแฟ้นขึ้นอีก
เสิ่นจื้ออวิ๋นก้มหน้าสนใจเพียงดื่มชา ผ่านไปพักใหญ่ก็ยังไม่กล่าวรับคำนางทำให้เหยาซื่อไม่สบายใจขึ้นมารีบกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “นายท่าน ท่านช่วยพูดสักประโยคเถิดเ้าค่ะ!”
เหยาซื่อพูดจ้ออยู่คนเดียวมาพักใหญ่แล้วไม่เห็นสามีสนใจนางสักนิดจึงอดบ่นไม่ได้“นายท่านลำเอียง สนใจแต่เ้าเด็กเย่ว์เฉินนั่น ไม่สนใจบุตรสาวคนอื่นเลยพวกนางไม่ใช่บุตรสาวแท้ๆ ของท่านหรือไร!”
เสิ่นจื้ออวิ๋นได้ยินดังนั้นในที่สุดก็ได้สติกลับมาเขาวางถ้วยชาอย่างเนิบช้า กล่าวกับเหยาซื่อผู้เป็ภรรยาว่า
“เ้าอย่าคิดเล็กคิดน้อยเกินไปได้หรือไม่ ลูกๆของพวกเราย่อมมีวาสนาของตัวเอง ไม่ใช่เ้าเป็ห่วงกังวลอยู่คนเดียวแล้วจะจัดการคลี่คลายได้สักหน่อยตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือเื่ตระกูลจู เมื่องานแต่งนี้สำเร็จถึงตอนนั้นคนที่้าประจบประแจงพวกเราย่อมมีมากมาย เ้ายังจะกังวลอะไรอีก”
ใช่ว่าเหยาซื่อไม่เข้าใจเหตุผลนี้ นางสีหน้าอ่อนลง ไม่กล่าวอะไรอีกเพียงฟังสามีพูดต่อไป “่นี้เ้าใส่ใจเย่ว์เฉินให้มากหน่อยเถิดข้ารู้สึกว่านางไม่ยินดียินร้ายกับการแต่งงานนี้เลย ท่าทางเหมือนจะไม่พอใจด้วยซ้ำ”
เหยาซื่อได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจ “จะเป็ไปได้อย่างไรเ้าคะ ข้าเห็นนางเอาแต่ปักผ้าไม่ก็เขียนอักษรทั้งวันสุขอุรายิ่งนักอีกอย่างคุณสมบัติอย่างนางกลับได้รับโชคอย่างตระกูลจูไปก็นับเป็บุญกุศลที่บรรพบุรุษสั่งสมมาแล้วนับว่าพุทธองค์คุ้มครองนางจริงๆ ยังมีอะไรให้ไม่เต็มใจอีก ความสุขอยู่กับตัวแท้ๆแต่กลับไม่รู้ว่านั่นคือความสุขดียิ่งนัก! หากนางไม่เต็มใจแต่งก็ให้เย่ว์ฉานของพวกเราแต่งเถิดนางต้องทำให้ตระกูลจูยินดีได้มากกว่าเ้าเด็กเย่ว์เฉินนั่นแน่”
“เ้าอย่าพูดเหลวไหล” เสิ่นจื้ออวิ๋นลูบเคราครุ่นคิด“งานแต่งงานดีเช่นนี้ ต่อให้ไม่พอใจเพียงใดก็ไม่อาจไม่เห็นค่าข้าก็แค่กังวลเท่านั้น นางเติบโตในอารามชีมาั้แ่เล็กใช้ชีวิตอย่างบริสุทธิ์ไร้จิตปรารถนานานจนชินแล้ว ข้ากลัวว่านางแต่งไปแล้วจะทำอะไรไม่เป็เื่เป็ราวไม่เป็ผู้เป็คน”
หากงานแต่งสำเร็จย่อมเป็เื่ดีแต่หลังจากนั้นถ้าอยากสนิทสนมกับตระกูลจูมากขึ้น เสิ่นเย่ว์เฉินจะต้องได้รับความโปรดปรานและความเชื่อมั่นจากผู้าุโตระกูลจู
เหยาซื่อเข้าใจความกังวลในใจของสามี นางครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า“นายท่านไม่จำเป็ต้องกังวลเกินไป ข้าดูแล้วเ้าเด็กเย่ว์เฉินนั่นเป็คนมีความคิด อย่างอื่นยังไม่ต้องพูดถึงดูจากความสนิทสนมของนางกับฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นในตอนนี้ก็รู้แล้วว่านางใช้ความคิดไปไม่น้อยเติบโตในอารามชีแล้วอย่างไร สุดท้ายนางก็ไม่ได้บวชเป็ชี จะใช้ชีวิตบริสุทธิ์ไปชั่วชีวิตได้อย่างไร”
เสิ่นจื้ออวิ๋นได้ยินดังนั้นก็คิดว่าคำพูดของนางมีเหตุผลอยู่มากจึงอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อยเขายิ้มบางพลางเอ่ย “ฮูหยินพูดมีเหตุผล บางทีข้าคงคิดมากไปเอง”
เหยาซื่อพูดต่อไป “ประเดี๋ยวข้าจะส่งหมัวมัวไปสอนวิถีของสตรีให้นางหายาบำรุงสักหลายๆ เทียบให้นางใช้บำรุงร่างกายตระกูลจูรีบร้อนจัดงานแต่งเช่นนี้ก็เพราะเื่ทายาทไม่ใช่หรือ ดังนั้นขอเพียงเย่ว์เฉินแต่งไปแล้วมีบุตรชายบุตรสาวให้ตระกูลจูเร็วๆตระกูลจูย่อมรู้สึกขอบคุณนางแน่”
เสิ่นจื้ออวิ๋นผงกศีรษะ “อืม เป็เช่นนั้น ฮูหยินคิดการรอบด้านจริงๆ”กล่าวจบเขาก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงบอกเหยาซื่อว่า “เมื่อครู่ท่านแม่บอกว่าอยากกลับไปจัดงานแต่งให้เย่ว์เฉินที่เต๋อโจวดังนั้นหลายวันนี้เ้าก็เตรียมการให้ดี ของจำเป็ในอดีตก็เก็บกวาดสักหน่อย”
เหยาซื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าพลันมืดครึ้มลง กล่าวกับสามีว่า “อยู่ดีๆเหตุใดถึงอยากกลับไปจัดงานแต่งที่นั่นให้ได้ นายท่านเป็ขุนนางอยู่ที่ไหลโจวจัดงานแต่งงานที่นี่จึงจะมีหน้ามีตามากกว่า”
เสิ่นจื้ออวิ๋นทอดถอนใจเบาๆ “ท่านแม่ก็มีความคิดของท่านแม่ พวกเราเป็ลูกก็ทำตามความคิดนางเถิดฮูหยินเ้าต้องเหนื่อยหน่อยแล้ว” กล่าวจบก็ค่อยๆ ยกมือขึ้นประสานคารวะเหยาซื่ออย่างหยอกล้อบ่งบอกเจตนาไหว้วาน
เหยาซื่อหัวเราะพรืดออกมาก่อนกล่าวตำหนิ“นายท่าน้าให้เกียรติภรรยาเช่นนี้ ภรรยาอย่างข้ารับไม่ไหวหรอก”