สิ่งมีชีวิตล้วนถูกสร้างเพื่อตายในวันหนึ่งพวกเราต่างติดอยู่ในกับดักที่เรียกว่าการเกิดและดับอันไม่มีวันจบสิ้นนี่มันเป็คำสาปหรือว่าการลงทัณฑ์กันแน่ ทำเอาอดคิดไม่ได้เลยว่าทำไมพระเ้าถึงมอบความคลุมเคลือไร้คำตอบนี้ให้แก่พวกเราและพอมีโอกาสที่เราจะฆ่าพระองค์ได้บ้างหรือเปล่า
บันทึก ณ กรุงโตเกียว วันที่ 25 / 12 /2024 เวลา 03.57 PM ตามเวลาท้องถิ่น
“ผม ‘นากายามะ มุโรยะ’รายงานสถานการณ์ล่าสุดจากที่เกิดเหตุต่อไปนี้อยากให้ท่านผู้ชมได้เห็นภาพซึ่งปรากฏขึ้นทางด้านหลังของผมตอนนี้นะครับ—ท่านผู้ชมดูสิครับตอนนี้เกิดปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติพบวัตถุลึกลับไม่ทราบชนิดรูปทรงกลมสีดำขนาดใหญ่ไม่รู้เพราะความบังเอิญหรือว่ามีเงื่อนงำอะไรมีรายงานเข้ามาว่ามันปรากฏขึ้นพร้อมกันทั่วทุกมุมโลกอย่างไม่ทราบที่มา ย้ำอีกครั้งว่ามันปรากฏขึ้นพร้อมกันทั่วโลกเลยนะครับ”
เสียงตื่นเต้นของผู้สื่อข่าวรายงานจากพื้นที่ในภาพบนหน้าจอซึ่งทุกคนกำลังรับชมอยู่ปรากฏให้เห็นลูกทรงกลมลอยอยู่เหนือน่านฟ้ากลางเมืองอย่างผิดธรรมชาติ
ขณะผู้สื่อข่าวได้พยายามแหวกฝูงชนเข้าไปถ่ายทอดสดให้ผู้ชมได้เห็นใกล้มากขึ้นมีประชาชนโดยรอบกำลังยกอุปกรณ์สื่อสารขึ้นมาบันทึกภาพของมันเอาไว้กันอย่างตื่นตระหนก
“สาธารณชนและนักวิชาการบางส่วนต่างเริ่มกังวลถามหาคำตอบจากฟากฝั่งรัฐบาลแม้จะยังไม่มีถ้อยคำแถลงใดออกมาจากทางภาครัฐทว่าตอนนี้กองกำลังป้องกันตนเองเริ่มเคลื่อนไหว เข้าล้อมประจำจุดต่าง ๆที่เ้าทรงกลมปริศนาปรากฏไว้แล้วนะครับ อ๊ะ— สักครู่นะครับ ดูเหมือนว่าเ้าสิ่งนั้นจะเริ่มมีปฏิกิริยาแปลกๆ ดูสิครับท่านผู้ชม อะ... เอ๋ เดียวสิ แรงสั่นนี่ แผนดินไหวงั้นเหรอ!?”
มันเริ่มขึ้น...โดยไม่มีคำเตือนใด ๆ ทั้งสิ้น
เมื่อจู่ ๆ ลูกทรงกลมปริศนาได้ส่งแรงกระเพื่อมออกเป็วงกว้าง จนมนุษย์ทุกคนััได้ ในวันนั้น วินาทีนั้น—วิถีชีวิตของมนุษยชาติได้ผกผันไปตลอดกาล
ย้อนกลับไปสิบชั่วโมงก่อน่เวลาอุบัติการณ์
ยามแสงย่ำรุ่งอ่อน ๆส่องลอดผ่านกระจกบานใหญ่ที่เปิดรับทิวทัศน์ของโตเกียวแสงสว่างบางเบาไล้ลงบนเปลือกตาที่ปิดสนิทของเด็กหนุ่มเริ่มปลุกให้สติที่เคยเลือนลางกลับคืนมาอีกครั้ง ห้องนอนชั้นสองแห่งนี้เงียบสงบมีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของเขาและความเงียบของ่เช้าตรู่ร่างกายที่นอนตะแคงข้างอยู่บนเตียงไม้เรียบง่ายรู้สึกถึงความอุ่นร้อนที่แผ่ซ่านมาจากหน้าต่างทางฝั่งซ้ายมือข้างหนึ่งจับผ้าห่มผืนบางที่คลุมกายขณะที่แสงสีส้มสาดส่องลงบนโต๊ะทำงานที่จัดอย่างเป็ระเบียบข้างเตียง
การตกแต่งภายในห้องสะท้อนความเป็คนชื่นชอบการอ่านหนังสือที่วางเรียงรายเต็มชั้นไม้บิลท์อินที่ติดกับผนังซึ่งขนาบข้างด้วยหน้าจอมอนิเตอร์คู่สำหรับการศึกษางานโต๊ะทำงานไม้สีน้ำตาลเข้มตั้งชิดกับหน้าต่างบานใหญ่ที่สามารถมองออกไปเห็นทิวทัศน์ยามเช้าในเมืองที่กำลังเริ่มต้นวันใหม่
เสียงฝีเท้าที่เบาหวิวดังมาจากทางด้านหลังของเขาตัดกับบรรยากาศเงียบสงบของ่เช้าเสียงนั้นไม่ได้ทำให้เขาใแต่กลับปลุกเร้าให้ร่างกายตื่นตัวมากขึ้นก่อนที่ประสาทััของเขาจะสามารถตอบสนองเสียงคุ้นเคยที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวก็ดังขึ้น
“ตื่นได้แล้วนะ!”
ด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวทำให้ร่างกายของเขารู้สึกตื่นตัวอย่างเต็มที่พลิกตัวใช้สองฝ่ามือยกขึ้นตั้งรับตามสัญชาตญาณ ด้วยท่าฝ่ามือประกบดาบ หวังรับดาบไม้ซึ่งกำลังเหวี่ยงฟาดลงมาทั้งที่ตนคิดคำนวณไว้แล้วว่าต้องรับได้อย่างไม่มีทางพลาด ทว่าการคำนวณนั้นคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อย—
ป๊อก!
“—เคลื่อนไหวอึดอาด!”
ตาสองคู่ต่างจ้องมองกันนิ่งสิ่งที่เข้ามาในการมองเห็นของเขาเป็ใบหน้าอันคุ้นเคยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันความง่วงได้อันตรธานหาย
“มันเจ็บนะยัยบ๊อง”
ลาก่อนโลกแห่งความฝันอันเงียบสงบ ซึ่งถูกตัดขาดอย่างฉับพลันเมื่อความเป็จริงเข้ามาแทนที่
ภายในห้องนอน มีเด็กสาวผู้หนึ่งใช้ดาบไม้ฟาดลงมาเบา ๆ บนศีรษะของเขาอย่างแม่นยำ
ผมเธอนั้นยาวตัดผิวขาวได้อย่างโดดเด่นส่วนดวงตาสีหายากแสดงออกถึงความเป็ลูกเสี้ยวตะวันตกได้เป็อย่างดี ทั้งจมูกที่สูงริมฝีปากอันสดใสวัยแรกแย้ม และมีคิ้วเรียวยาวเป็มุม กำลังแสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์
‘งั้นเหรอ...โกรธอยู่สินะ’
การแสดงออกที่คมชัดและรุนแรงนี้ควรให้ความรู้สึกน่ากลัว หรือสวยงามนั้นขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนบุคคล แต่ความจริงที่ว่ามันเป็รูปลักษณ์อันงดงามดูดีเป็เื่ที่ปฏิเสธไม่ได้
นอกจากหน้าตาดีแล้วเธอยังมีส่วนสูงถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเิเซึ่งแตกต่างจากความสูงมาตรฐานของเด็กสาวมัธยมปลายทั่วไปด้วยขาอันเรียวยาวและเอวที่เล็กคอด อีกทั้งชุดกำลังกายซึ่งกำลังสวมทับอยู่นั้นช่วยขับให้หน้าอกดูเด่นชัดขึ้นไปอีกขั้น เทียบระดับแล้วยังเหนือกว่านางแบบกราเวียร์เสียด้วยซ้ำ
แน่นอนเพราะ่อายุสิบสองถึงสิบเจ็ดปีนั้นเป็่ ’วัยเจริญเติบโต’ ต่อเนื่องจาก ‘วัยเจริญพันธุ์ขั้นที่สอง’ซึ่งมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงรูปร่างภายนอกมากที่สุด และยังมีหนึ่งความจริงที่ว่าต่อให้เธอนั้นจะดูสวยเพียงใด ล้วนไม่สามารถสร้างความหวั่นไหวให้เขาได้

“คุณพ่อกำลังสงสัยว่าทำไมเช้านี้พี่ถึงไม่ตื่นไปโรงฝึกเดียวนี้ชักหย่อนฝึกซ้อมใหญ่แล้วนะ!”
ใช่แล้วเธอเป็น้องสาวร่วมสายเืของเขานั่นเอง
“ฉันต้องทบทวนบทเรียนทั้งคืนเพื่อเตรียมตัวสอบในอนาคตใครกันจะบ้าพลังแบบเธอได้ทุกเช้ากันล่ะ”
เด็กสาวทำท่าเชิดหน้าถลึงตาใส่เหมือนอย่างทุกที
“หนอย—พี่ว่าใครบ้าพลังกันฮะ! รีบ ๆลุกขึ้นได้แล้วก่อนที่คุณแม่จะทำอาหารเช้าเสร็จ เข้าใจไหม”
เธอลากเสียงยานคางในท้ายประโยคสีหน้าบ่งบอกว่าเริ่มอารมณ์ขึ้นนิด ๆ ทำเอาคนที่ง่วงนอนหลุดขำออกมาเบา ๆ
“ริเสะ...นี่เธอกลายเป็แม่ฉันไปั้แ่เมื่อไหร่กัน”
เขาชักไม่แน่ใจว่าใครเป็พี่ใครเป็น้อง
“พี่น่ะเงียบไปเลย!”
หลังพูดเสร็จเธอเดินออกจากห้องไปด้วยอาการปั้นปึงฉุนเฉียว ไปไวมาไวอย่างกับสายลม
“อย่างน้อยก็ช่วยปิดประตูให้ด้วยสิ...มันหนาวนะ”
ห้องส่วนตัวที่อยู่ชั้นสองเย็นยะเยียบด้วยอากาศกลางหน้าหนาวแม้จะเป็อาคารยุคปัจจุบันที่บุด้วยวัสดุกันความร้อน แต่การจะรักษาความอบอุ่นไว้ให้เกินสิบสองชั่วโมงใน่ปลายเดือนธันวาคมแบบนี้ก็เป็เื่ยาก
เขาเหลีอบมองไปยังนาฬิกาบนหัวเตียงแสดงเวลาเช้าตรู่ของวันใหม่
ในฐานะนักเรียนมัธยมปลายปีสามที่ไม่มีการซ้อมของชมรมตอนเช้าอาจกล่าวได้ว่านี่ยังเช้าเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปอย่างเขาจะทำใจลุกขึ้นจากเตียงได้ และนี่เป็วิถีชีวิตธรรมดาอีกวันหนึ่ง...ฤดูหนาวปีที่สิบเจ็บของ ‘อาซากุระ เรย์’จึงเริ่มขึ้นในลักษณะนี้เอง

หลังทำธุระยามเช้าในห้องน้ำเสร็จเรียบร้อยเขาเดินมาหยุดตรงหน้ากระจกบานใหญ่ภายในห้องเปลี่ยนเป็ชุดเครื่องแบบประจำโรงเรียนของนักเรียนมัธยมปลายปีสาม
ขณะมือกำลังจัดเนคไทให้เข้ารูปบานกระจกสะท้อนภาพเด็กหนุ่ม ผิวขาว ดวงตาคมสีเดียวกับผู้เป็น้องแต่แววตาในกระจกนั้นแตกต่างและดูเกียจคร้านราวกับไม่เคยจะใส่ใจถึงเื่ใด
หลายคนมักบอกว่าเขากับริเสะนอกจากดวงตาแล้วหน้าตาไม่ค่อยจะคล้ายกันเท่าไหร่ เรย์นั้นจะเหมือนกับพ่อ ส่วนริเสะจะเหมือนกับแม่ซึ่งเรย์ได้แต่ยักไหล่ให้กับความจริงนั้น
หลังแต่งตัวเช็คทุกอย่างจนเรียบร้อยจึงออกจากห้องที่อยู่บนชั้นสองก้าวลงบันไดไปยังห้องรับประทานอาหาร ก่อนเอ่ยทักทายชายวันกลางคนที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ก่อน
“อรุณสวัสดิ์ครับ”
ชายที่ถูกทักลดระดับหนังสือพิมพ์ซึ่งบดบังใบหน้าลงมาในระดับสายตาพร้อมกับรอยยิ้ม
“แปลกนะที่วันนี้ไม่ตื่นมาซ้อมรินเลยเดาว่าลูกมัวแต่คุยกับสาวจนดึกดื่นล่ะ”
เขากลอกตาทำหน้าเบื่อหน่ายทันทีเมื่อได้ฟังเช่นนั้น
คนที่กำลังเอ่ยอยู่นั้นคือ ‘อาซากุระ โซอิจิโร่’ คุณพ่อของเขาเอง
แม้จะอยู่ในวัยสี่สิบกลาง ๆแต่ถึงกระนั้นก็ยังดูหนุ่มกว่าอายุมาตรฐานโดยเฉลี่ย ดวงหน้าอันเฉียบคมนั่นถูกถ่ายทอดมาถึงเขากับน้องสาวแบบเต็ม ๆ
“พ่ออย่าไปฟังเื่เหลวไหลจากยัยบ๊องนั่นนักสิครับเมื่อคืนต้องท่องตำราเตรียมสอบเข้ามหาลัยต่างหากล่ะ ่นี้ไม่มีเวลาให้คิดถึงเื่อื่นเลยสักนิด”
เรย์พูดด้วยน้ำเสียงกึ่งเอือมระอาออกจากปากอย่างเคย
พ่อของเขาที่ได้ฟังคำแก้ตัวนั้นทำได้เพียงแต่ส่ายหัวยิ้มรับรู้เป็เชิงว่าเข้าใจ
“ริเสะยังไม่ลงมาอีกเหรอครับ?”
ยังไม่ทันที่คำตอบของคุณพ่อจะหลุดออกจากปากเสียงปึงปังได้ดังลงมาจากบนชั้นสองของตัวบ้าน
“เพราะใครกันล่ะที่ทำให้หนูต้องช้าแบบนี้น่ะ—แล้วก็คนอย่างพี่เนี่ย ต่อให้ไม่ต้องท่องของพวกนั้นก็สอบเข้ามหาลัยดังได้สบายอยู่แล้วแท้ ๆ ปัดตกคำแก้ตัวของจำเลยค่ะ”
ริเสะบ่นด้วยน้ำเสียงฮึดฮัดหน้าง้ำเดินลงบันไดมานั่งข้างๆ เขา
“จ้าจ้าพอได้แล้วทั้งคู่นั่นแหละ เช้านี้แม่เตรียมอาหารโปรดให้ครบทุกคนเลยนะหยุดหาเื่กันได้เสียที”
เสียงห้ามทัพดังขึ้นพร้อมกับหญิงสาวผู้มีองค์ประกอบงดงามหมดจดของเชื้อสายชาวตะวันตกเธออยู่ในชุดผ้ากันเปื้อนขณะเดินยกอาหารชุดสุดท้ายเข้ามากลิ่นหอมของมันชวนเรียกน้ำย่อย บนโต๊ะอาหารมีหลากหลายเมนูที่แสดงถึงความพิถีพิถันในการจัดเตรียม
“ว่าแต่ลูกไม่เปลี่ยนใจแน่นะเกี่ยวกับกำหนดการวันนี้”
แม่ของเขาถามขึ้นหลังจากตระเตรียมทุกอย่างลงบนโต๊ะอาหารแล้วเรียบร้อยพร้อมกับนั่งลงฝั่งตรงข้าม บนโต๊ะจัดเรียงด้วยอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมและแบบตะวันตกมีข้าวสวยร้อน ๆ ในถ้วยเซรามิกประณีต ข้างกันคือถ้วยซุปมิโซะหอมกรุ่นกลิ่นของปลาแซลมอนย่างเกลือที่วางอยู่บนจานกระเบื้องเรียบ ๆ ลอยฟุ้งไปทั่วห้องในขณะที่ไข่เจียวญี่ปุ่นหั่นเป็ชิ้นสี่เหลี่ยมวางเรียงอย่างสวยงามและยังมีผักดองสีสันสดใสในถ้วยเล็ก ๆ ข้างจาน
นอกจากนั้นยังมีขนมปังฝรั่งเศสกรอบนอกนุ่มในที่แม่อบเองถูกเสิร์ฟคู่กับเนยสดและแยมสตรอเบอร์รี่ที่ถูกบรรจุในขวดแก้วเล็ก ๆช่วยเติมเต็มบรรยากาศของมื้อเช้าที่อบอุ่นน้ำนมและน้ำส้มคั้นสดถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย เสริมความสมบูรณ์แบบให้กับมื้ออาหาร
“ทุกคนเที่ยวให้สนุกกันเถอะครับไม่ต้องเป็ห่วงผมหรอก ปิดเทอมทั้งที ยังไงก็อยากอยู่บ้านมากกว่าแม่ก็รู้นี่นาว่าผมไม่ชอบสถานที่ที่คนมารวมตัวกันเยอะ ๆ”
เรย์ตอบอย่างเรียบเรื่อยไร้ความกระตือรือร้นมือเลือกตักอาหารเมนูโปรดปราณ ในขณะที่ริเสะนั้นทำเสียงขึ้นจมูกเมื่อได้ฟัง
“เหอะ...ไม่มีเหตุผลอะไรที่ดูฟังเข้าท่ากว่านี้แล้วรึไง? ...ปล่อยพี่เค้าไปเถอะค่ะปล่อยให้อยู่เฝ้าบ้านไปเหงา ๆ คนเดียวน่ะดีแล้ว ไม่สิ... หนูว่าคงไม่เหงาหรอกอยู่บ้านคนเดียวแบบนี้คงไม่พ้นหิ้วสาวเข้าห้องตามฉบับหนุ่มรูปหล่อเลือกได้อยู่แล้ว”
เขาซึ่งฟังเช่นนั้นหรี่ตาเล็กน้อยมองน้องสาวที่เจื้อยแจ้วคอยขัดไม่หยุด
มือซ้ายจึงวางตะเกียบลงพร้อมกับหันไปยีหัวของริเสะเล่นอย่างมันมือ เธอส่ายศีรษะพั่บ ๆสลัดมือที่จับยึดเส้นผมออก แล้วหันไปร้องงอแงกับคุณแม่
“โอ๊ย~ ผมเสียทรงหมดแล้วเห็นไหม แม่คะ! ดูพี่ทำหนูสิ”
คนเป็แม่ได้แต่ถอนหายใจส่ายหัวให้กับภาพวุ่นวายตรงหน้าที่ลูกๆ ทั้งสองของเธอมักก่อขึ้นตลอดมื้อเช้าเสมอ
“เรย์พ่อฝากสิ่งนี้ให้อาของลูกด้วยสิ”
พ่อของเขาเอ่ยรั้งพร้อมกับยื่นกล่องขนาดเล็กเท่าฝ่ามือซึ่งถูกห่อด้วยกระดาษสีม่วงผูกด้วยริบบิ้นสีขาวขณะเขากำลังใส่รองเท้าเตรียมตัวเดินทางออกจากบ้านไปโรงเรียนพอดี
“กล่องอะไรน่ะครับ”
เขาลองเขย่ากล่องเบา ๆ
“ดูก็รู้แล้วไม่ใช่รึ...วันนี้เป็วันเกิดอาของลูกลืมแล้วหรือไงถ้าไม่ติดต้องเดินทางแต่เช้าพ่อก็อยากเอาไปให้ด้วยตัวเองอยู่หรอก”
“แต่เหมือนอาจารย์จะลานะครับวันนี้”
ใครว่าเขาลืมกันเื่ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอ ไม่มีอะไรที่เขาจำไม่ได้หรอกนะ
“งั้นรึ...เอาเป็ว่าเจอเธอเมื่อไหร่ค่อยเอาให้ก็แล้วกัน งานแต่งที่เพิ่งผ่านมาของอาลูกพ่อก็ไปร่วมแสดงความยินดีไม่ได้ เพราะงั้น... อย่างน้อยนี่อาจช่วยไถ่โทษได้บ้าง”
แววตาของพ่อปรากฏความเศร้าจาง ๆเป็ความเศร้าอันซับซ้อนซึ่งคนเป็ลูกอย่างเขาไม่อาจเข้าใจ
“บอกตามตรงผมคิดว่าอาจารย์คงไม่สนใจด้วยซ้ำว่าวันนี้เป็วันอะไร”
พ่อเขาที่ได้ฟังเช่นนั้นอึ้งงันไปเล็กน้อยเห็นด้วยตรงกันกับเขาเื่นิสัยของอีกฝ่ายและหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ก็จริงของลูกนะ”
“ส่วนของแม่ฝากบอกด้วยว่าจะชดเชยให้หลังกลับมานะจ้ะ”
ฝั่งแม่ของเขาส่งเสียงตามหลังออกมาจากในตัวบ้าน
“ครับ ครับ ไม่ต้องห่วงทั้งข้อความและของถึงมือผู้รับแน่นอน เดินทางปลอดภัยนะครับ”
เขาคลี่ยิ้มให้ทั้งกับพ่อและแม่โดยไม่รู้เลยว่าการหันหลังให้ครั้งนี้ ชีวิตของตนนั้นจะแปรผันไปอย่างไม่มีวันหวนคืน