ในเมื่อนึกหน้าสามีไม่ออกว่าเป็อย่างไร จะสูง ยาว ขาว ตี๋ หรือโอปาพิมพ์นิยมไหม นางก็จะเลิกคิดเพราะเปลืองสมอง เอาไปคิดทำอย่างอื่นดีกว่า
จากนั้นชิงอีได้เงยหน้ามองตะวัน พบว่าตอนนี้ใกล้ตรงหัวแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องไปทำมื้อเที่ยงนั่นเอง
เห้อไม่มีนาฬิกาก็ลำบากแบบนี้แหละ คิดถึง มือถือ อินเทอร์เน็ต โชเชียลและอากู๋ จังเล้ยยยย (เสียงสูงปรี๊ด)
“ซิงเอ๋อ พวกเราไปเตรียมทำอาหารกันเถอะ เดี๋ยวน้องรองก็คงจะกลับมาแล้ว ถ้าเขากลับมาเราจะได้กินข้าวกันได้เลย” ชิงอีชวนเด็กน้อยไปทำข้าวเที่ยงด้วยกัน
“เอ่อออ พี่สะใภ้เ้าคะ บ้านเรากินอาหารสองมื้อคือเช้ากับเย็นนะเ้าคะ”
จ้าวไปซิงตอบออกไป พร้อมคิดว่า ไม่มีใครกินมื้อเที่ยงกัน เพราะต้องประหยัด บ้านอื่นก็เป็เช่นนี้ หรือบ้านพี่สะใภ้จะกินสามมื้อนะ
“หือ… สองมื้อเหรอ”
ชิงอีพึมพำและค้นหาในความทรงจำพบว่า เป็แบบนั้นจริง ๆ ด้วย เพราะว่าต้องประหยัดอาหาร แต่ละครอบครัวจึงไม่สามารถกินสามมื้อได้
และแต่ละมื้อก็มีอยู่น้อยนิดแค่พอให้อิ่มท้องได้ 5 ใน 10 ส่วน แต่ถ้าหากเป็ครอบครัวที่ยากจนมาก ๆ อาจจะเหลือแค่วันละมื้อด้วยซ้ำ
“ไม่เป็ไร ตอนนี้มีข้าแล้ว เดี๋ยวข้าจะทำให้ครอบครัวของเรามีอาหารเยอะ ๆ ดังนั้น ครอบครัวเราจะกินข้าวกันวันละสามมื้อ นับแต่นี้เป็ต้นไปเลย ดีหรือไม่”
ข้าจะขุนพวกเ้าทุกคนให้อ้วนเลย เพราะดูจากสภาพของเด็กหญิงตรงหน้าแล้ว อีกสองคนที่เหลือก็คงจะมีสภาพเดียวกัน
“จริงหรือเ้าคะ พี่สะใภ้ทำได้จริง ๆ ใช่หรือไม่เ้าคะ ถ้าเป็เช่นนั้นจะดีมากเลย เพราะที่ผ่านมาหากพี่ใหญ่ล่าสัตว์และนำไปขายได้พวกเราก็จะมีอาหารกินกัน
แต่หากโชคร้ายไม่ได้อะไรเลย พวกเราก็ต้องอด ข้ากลัวการหิว เพราะท้องจะร้องและแสบ ทรมานมาก ๆ เ้าค่ะ”
เด็กน้อยเล่าถึงประสบการณ์ที่ตัวเองเคยผ่านมาให้กับพี่สะใภ้ฟัง
ชิงอีได้ฟังเช่นนั้น ก็รู้สึกสงสารจับใจ เพราะสำหรับตัวนางเองในชีวิตก่อนแม้เงินจะมีไม่มาก แต่ก็ไม่เคยอด ถึงจะช็อตเงินไม่พอใน่ใกล้สิ้นเดือนบ้าง ก็ยังมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้พึ่งพาอยู่ดี
“จริงซิ ข้าไม่โกหกเ้าหรอกนะ งั้นเราไปทำอาหารกลางวันกันเถอะ เดี๋ยวเสร็จไม่ทัน”
“ได้เลยเ้าค่ะ” ว่าจบเด็กหญิงก็วิ่งนำไปที่ห้องครัวทันที
เมื่อมาถึงห้องครัว นางสำรวจแล้วพบว่ามีข้าว แป้งและน้ำมันอยู่เล็กน้อย เครื่องปรุงมีแค่เกลือเท่านั้น จะทำอะไรกินดีหละทีนี้ งั้นทำเซาปิ่งหรือแป้งทอดละกัน
นางจะใช้แป้งที่มีทั้งหมดมาทำ ซึ่งกะปริมาณแล้วน่าจะพอสำหรับสามคน แม้จะไม่อิ่มก็ดีกว่าไม่ได้กินอะไรเลย
โดยนางผสมแป้งกับเกลือเพียงหยิบมือ จากนั้นค่อยๆ เติมน้ำลงไปทีละน้อย แล้วนวดไปเรื่อย ๆ
เมื่อแป้งได้ที่ดี ก็จัดการแบ่งแป้งออกเป็แผ่น เมื่อทอดจะได้สุกง่าย ซึ่งนางแบ่งออกได้ 7 แผ่น จากนั้นก็ไปตั้งกระทะเตรียมทอด ซึ่งก่อนหน้านี้จ้าวไป่ซิงได้จุดไฟเตรียมเตาให้นางเรียบร้อยแล้ว
ในขณะที่พี่สะใภ้กับน้องสามีกำลังยุ่งวุ่นอยู่ในครัว จ้าวห่าวหลานก็กลับมาจากเก็บผักพอดี
“น้องเล็ก น้องเล็ก เ้าอยู่ไหนพี่รองกลับมาแล้ว”
ระหว่างที่เขากำลังะโเรียกน้องสาวก็วางตะกร้าลงที่แคร่ไม้ใต้ต้นเหมย และนั่งพักด้วยความล้า เพราะเขาต้องเดินไปป่าอีกฝั่งของหมู่บ้านที่ชาวบ้านนิยมเข้าไป ไม่ได้เข้าป่าที่ติดกับหลังบ้านตัวเอง
เพราะพี่ใหญ่เคยบอกไว้ว่ามันอันตราย ถ้าพี่ใหญ่ไม่พาเข้าห้ามไปเองเด็ดขาด ซึ่งเขาก็เชื่อฟังไม่เคยเข้าไปเลย
“ข้าอยู่นี่เ้าค่ะพี่รอง ข้าออกไปดูพี่รองสักครู่นะเ้าคะ” เด็กหญิงะโตอบพี่ชาย และท้ายประโยคหันมาพูดกับพี่สะใภ้ตนเอง
“อืมม ไปเถอะ”
“แต่ว่า เ้าลองดูด้วยนะว่าเขาได้ผักอะไรมาบ้าง ข้าจะได้เอามาผัดไว้กินกับแป้งทอดหนะ”
“ได้เลยเ้าค่ะ” จ้าวไป่ซิงรับปากแล้วเดินออกไป
“ข้ามาแล้ว พี่รองท่านได้อะไรมาบ้างเ้าคะ” เด็กน้อยถามและชะโงกหน้าเข้าไปดูในตะกร้าของพี่ชาย
“ข้าก็ได้ผักโขมป่าเหมือนเดิมนั่นหละ ว่าแต่เ้าเข้าไปทำอะไรในครัวตอนนี้หละ และพี่สะใภ้เป็เช่นไรบ้าง นางฟื้นรึยัง”
จ้าวห่าวหลานตอบแล้วก็ถามกลับไปในคราวเดียวกัน
ตอนนี้พี่ใหญ่ไม่อยู่และเขาเป็ผู้ชายคนเดียวในบ้าน เขาจะต้องทำหน้าที่ทุกอย่างแทนพี่ชายและดูแลความปลอดภัยให้กับคนในครอบครัว
“อ๋อออ ข้าไปช่วยพี่สะใภ้ทำอาหารมื้อเที่ยงเ้าค่ะ”
“หือ… บ้านเราไม่ได้กินมื้อเที่ยงนะ ทำไมถึงทำหละ” เด็กชายถามด้วยความสงสัย
“เอ่อ เป็อย่างนี้เ้าค่ะ…” จ้าวไป่ซิงเล่าให้พี่ชายฟังถึงสิ่งที่ได้คุยกับพี่สะใภ้ไปก่อนหน้านี้ และสรุปจบท้ายว่า
“ข้าดีใจมากเลยที่ต่อไป พวกเราจะไม่ต้องอด ข้าเชื่อว่าพี่สะใภ้ต้องทำได้แน่เ้าค่ะ”เด็กน้อยพูดไปยิ้มไป (ตก FC เด็กน้อยมา 1 คน/ไรท์)
ได้ฟังน้องสาวว่าอย่างนั้น เขาก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อดี ถ้าไปพูดว่ามันเป็ไปไม่ได้หรอกเพราะอาหารหายาก ก็กลัวจะทำลายร้อยยิ้มและความสุขของนาง
คงได้แต่ปล่อยเลยตายเลย เดี่ยวเขาออกไปหาผักมาไว้เยอะๆ และถ้าพี่ใหญ่กลับมาค่อยปรึกษาอีกทีก็แล้วกัน
“ท่านนั่งพักไปก่อนนะเ้าคะ เดี๋ยวข้าจะเอาผักไปให้พี่สะใภ้ก่อน นางบอกว่าจะทำผัดผักเพิ่ม เพื่อกินกับแป้งทอดเ้าค่ะ”
“ไม่เป็ไร เดี๋ยวเราไปพร้อมกันเลย ช่วยกันทำจะได้เสร็จไว ๆ” ว่าแล้วทั้งคู่ก็เดินตามกันไปที่ห้องครัว
“พี่สะใภ้เ้าคะ ข้ามาแล้ว วันนี้พี่รองได้ผักโขมมาด้วย นี่เ้าค่ะ” เด็กน้อยเดินมาพร้อมยื่นตะกร้าผักให้ทันที
“อะ ผักโขมเหรอ ดีเลย มันมีประโยชน์มาก ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ต้านเบาหวาน ลดความดันโลหิต รักษาภาวะโลหิตจาง และรักษาสิวด้วยนะ”
“ช่วย… ช่วยอะไรนะขอรับพี่สะใภ้ ข้าฟังไม่ทันและไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านพูดเลย”
ห่าวหลานพูดขึ้นด้วยความงุนงงโดยมีน้องสาวพยักหน้าเห็นด้วย ว่าข้าก็ไม่เข้าใจเช่นกันอยู่ข้าง ๆ
“เออะ… ไม่มีอะไร ช่างมันเถอะ มันเป็ความรู้ใหม่หนะ ข้าค่อยสอนพวกเ้าทีหลังละกันนะ เดี๋ยวข้าผัดผักก่อน จะได้กินข้าวกัน”
ว่าจบนางก็เตรียมจะนำผักไปล้างแต่ไป่ซิงมาแย่งไปล้างก่อน นางจึงหันไปเตรียมอย่างอื่นแทน
จ้าวห่าวหลานยืนมองอยู่ชั่วครู่ ก็พูดขึ้นมาว่า
“พี่สะใภ้ขอรับ บ้านเรามีเนื้อหมูป่า ท่าน้ารึไม่ขอรับ”
“จริงหรือ ้าซิ ว่าแต่มันอยู่ไหนหละและเรามีเนื้อหมูป่าได้อย่างไร”นางถามด้วยความสงสัย เพราะนางเดินดูรอบห้องแล้วไม่เห็นเจอเลย
“มันอยู่ที่ห้องใต้ดินขอรับ เดี๋ยวเรากินข้าวเสร็จข้าจะพาไปดู ส่วนได้มาอย่างไรนั้น เมื่อเช้าท่านย่าของท่านให้พี่เสี่ยวรุ่ยเอามาให้ขอรับ”
เขาตอบออกไปตามจริงและถือโอกาสบอกเื่ห้องใต้ดินไปด้วยเลย เขาไม่ได้กังวลเื่ความลับจะรั่วไหล เพราะไหน ๆ พี่สะใภ้ก็เป็ครอบครัวเดียวกันแล้ว บอกไปคงไม่เป็ไรหรอก
ชิงอีค่อนข้างแปลกใจเกี่ยวกับบ้านเดิมของตนเอง เพราะปกติเท่าที่จำได้แล้วชาวบ้านทั่วไปนั้น เมื่อลูกสาวหรือหลานสาวแต่งออกไปแล้วก็เหมือนกับน้ำที่สาดออกจากบ้าน คนในบ้านจะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ว่าจะเป็อย่างไรเพราะถือว่าเป็สมบัติของบ้านสามีไป
แต่ครอบครัวนี้ค่อนข้างแปลกและดีเกินคาด ถึงอย่างนั้นก็ทำให้นางรู้สึกดีมากกว่า เพราะนอกจากครอบครัวสามีแล้วนางยังมีบ้านเดิมที่คอยห่วงนางอยู่
นางจึงตั้งปณิธานว่า ในเมื่อพวกท่านดีต่อข้า ข้าก็จะดีต่อพวกท่านเช่นกัน ถึงแม้ข้าจะไม่ใช่หลานแท้ ๆ แต่เมื่อมาอยู่ที่ร่างนี้แล้ว ก็ถือว่าข้าเป็หลานพวกท่านละกันนะ ข้าจะตอบแทนบุญคุณทุกคนแทนนางที่ไม่สามารถทำได้เอง
“งั้นเ้าไปเอาเนื้อมาให้ข้าหน่อยละกัน ไม่ต้องเยอะนะ”
“ได้ขอรับ”
ผ่านไปชั่วครู่ แฝดทั้งสองก็กลับมาพร้อมกัน คนนึงมีผักคนนึงมีหมูอยู่ในมือ
“โอ๊ะ พี่รองวันนี้เราจะกินเนื้อกันรึเ้าค่ะ” ไป่ซิงถามด้วยความดีใจ เพราะนานมากแล้วที่พวกนางไม่ได้กินเนื้อกันเลย
“ใช่แล้วหละ พี่สะใภ้จะนำมาผัดใส่ผักให้กินนะ เ้าชอบรึไม่” ชิงอีตอบออกมาแทน
“ชอบซิเ้าค่ะ ข้าจะตั้งตารอเลย ท่านจะให้ข้าช่วยอะไรอีกหรือไม่”
“ไม่มีแล้วหละ พวกเ้าออกไปรอข้างนอกเถอะ แล้วเอาแป้งทอดไปด้วยนะ ข้าผัดผักครู่เดียวก็เสร็จแล้ว”
“ขอรับ/เ้าค่ะ”
ทั้งสองเดินถือแป้งทอดหรือเซาปิ่งออกไป และเตรียมจัดโต๊ะกินข้าว ส่วนนางก็ลงมือผัดผักต่อทัันที
ผ่านไปครู่เดียว กลิ่นหอมก็ลอยออกมาจากห้องครัว ทำให้ท้องของเด็ก ๆ ร้องออกมาแข่งกันด้วยความหิว ยิ่งได้กลิ่นก็ยิ่งหิว พวกเขาได้แต่กลืนน้ำลายระหว่างรอ
“มาแล้ว ๆ พวกเรากินข้าวกันเถอะ” ว่าจบนางก็วางจานผัดผักลง
นางคิดว่าอาหารมื้อนี้มันค่อนข้างธรรมดา แต่สำหรับเด็กน้อยมันน่ากินมากเลย ยิ่งคำแรกได้กินเนื้อสัตว์พร้อมกับกัดเซาปิ่งไปด้วย พวกเขาถึงกับหลับตาซึบซับรสชาติที่อร่อยล้ำ พวกเขาไม่เคยกินอะไรที่อร่อยขนาดนี้เลย
เมื่อคำแรกผ่านไป คำต่อมาก็ตามไปติด ๆ ทันที จนกระทั้งหมดเกลี้ยงทุกอย่าง
ระหว่างที่กินกันนั้น นางก็คอยสังเกตุปฏิกิริยาเด็กทั้งคู่ เมื่อเห็นว่าพวกเขากินด้วยความอร่อยและค่อนข้างเร็ว ซึ่งถึงแม้จะเป็เช่นนั้นแต่ไม่มีหกเลอะเทอะและเต็มไปด้วยมารยาทในการกินอย่างดี
ซึ่งก็หมายความว่า ทั้งคู่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดีนั่นเอง และจะเป็ใครที่สอนหละ ถ้าไม่ใช่สามีของนาง โหะๆๆ
Talk
ไรท์ : ยังไม่ทันจะได้เจอหน้าเขา ก็อวยซะละ
ชิงอี : ทำไมหละอวยไม่ได้เหรอ คนโสดอย่างไรท์ไม่เข้าใจคนมีสามีหรอก
ไรท์ : เออะ… สตั้นแปป
ชิงอี : โหะ โหะ โหะ (ปิดปากหัวเราะอย่างชั่วร้าย)
(ชิงอีชนะน็อค ได้รับ 1 คะแนน)