ลานประลองสถานศึกษามอวู้ดส์
เหล่านักเรียนที่เหลือออกมาต่อสู้กันอย่างดุเดือดแต่ไม่ว่าผลลัพธ์ในวันนี้จะออกมาในรูปแบบใด ลูคัส เรน จะกลายเป็นตำนานของศึกรวมสถานศึกษาไปอีกนาน
ตอนนี้เด็กชายนั่งอยู่ด้านล่างเฝ้ามองการต่อสู้ของเหล่านักเรียนคนอื่นสี่เดือนก่อนลูคัสเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่ไม่รู้จักโลกแห่งการฝึกตนแต่ในวันนี้เขากลับแข็งแกร่งเกินเด็กรุ่นเดียวกันไปไกล
ระหว่างที่ความคิดกำลังล่องลอยอยู่นั้น มากิ จุนตัวเต็งของหมู่ตึกเหมันต์กำลังถูกสหายใหม่ของเขาอาโม่ไล่ต้อนจนไร้ทางหลบเลี่ยง
อาโม่เป็นสายวรยุทธที่เน้นความว่องไวทักษะส่วนใหญ่ของเขาเน้นความรวดเร็วเป็นหลักเขาไม่ปล่อยให้มากิที่เป็นสายเวทได้ร่ายคาถาจบแม้แต่ครั้งเดียว
เด็กชายนึกย้อนไปถึงหอคอยราชันย์
กฎการประลองแบบนี้ไม่เอื้ออำนวยให้กับสายเวทมนตร์เหล่าจอมเวทมักจะเสียเปรียบเรื่องสถานที่ที่มีบริเวณคับแคบเกินไปจึงไม่ค่อยพบเห็นจอมเวทคนใดกระโดดเข้าสู่สนามประลองประเภทนี้หลังจากโจมตีใส่ม่านพลังเวทป้องกันของมากิอยู่เรื่อยๆปราณของเด็กหญิงก็หมดลงจนเป็นฝ่ายต้องเอ่ยคำยอมแพ้
ลูคัสกำลังวิเคราะห์เหตุผลในเมื่อทุกคลาสอาชีพมีจุดดีและจุดด้อยที่ต่างกันทำไมเหล่าผู้คนที่บ่มเพาะจึงไม่ตระหนักถึงมัน
"วาตานาเบะ อากิโกะ สถานศึกษาอีเดน"ครั้งนี้เป็นทีของอากิโกะเธอกำลังปะทะกับมู่เฉิง
"ทักษะวายุพัด" ถูกใช้ออกเท้าของอากิโกะล่องลอยอยู่เหนือพื้นเวทีสองฟุตก่อนวูบไหวราวกับสายลมฝ่ามือเรียวขาวเข้าปะทะกับกระบี่หนักสีแดงในมือของมู่เฉิง
เทพธิดามู่เองก็มีปฏิกิริยาที่รวดเร็วเธอสะบัดกระบี่เสยขึ้นจนเกิดแสงสีแดงเข้มดั่งโลหิตพุ่งเข้าใส่อากิโกะแต่สาวร่างเล็กก็หลบมันได้อย่างเฉียดฉิว
เมื่อหลบการโจมตีได้เธอจะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้มีเวลาพักฝ่ามือถูกซัดกระหน่ำออกไปรอบทิศทาง
“ฝ่ามือนั่น”ลูคัสรู้สึกแปลกๆ
ฝ่ามือที่เธอใช้ออกมามีกลิ่นอายคล้ายกับตัวเขาไม่มีผิดเพี้ยน
ตอนนี้มือเปล่าที่ดูบอบบางกลับสามารถต่อสู้กับกระบี่ได้โดยไม่เสียเปรียบ
จากนั้นสองสาวปะทะกันอีกหลายสิบกระบวนท่า
อากิโกะใช้วายุพัดอ้อมหลังของมู่เฉิงก่อนยิงดรรชนีออกมาเมื่อสบโอกาส "ดรรชนีกัมปนาท" ทักษะเดียวกับที่ลูคัสฝึก
แต่เส้นดรรชนีของอากิโกะนั้นยังด้อยกว่าตัวเขาอยู่หลายส่วนแต่ก็เพียงพอที่จะสร้างบาดแผลให้กับฝ่ายมู่เฉิงได้
ผู้คนรอบด้านส่งเสียงเชียร์กันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยนี่เป็นการต่อสู้ของสองสาวงามที่มีความสามารถ
"ระวังตัวด้วยเธอเป็นทายาทของตระกูลเนตร" มีเสียงร้องเตือนมาจากปากมู่หลิง
"อาจารย์ฮานครับตระกูลเนตรคืออะไร" เด็กชายคนหนึ่งของหมู่ตึกคิมหันต์ถามออกมาทำให้เหล่านักเรียนรอบข้างรู้สึกสนใจไม่เว้นแม้กระทั่งลูคัส
เฒ่าฮานจึงอธิบายให้เหล่านักเรียนฟัง
"นี่เป็นตำนานที่ไม่มีหลักฐานอ้างอิงเรียกได้ว่าเป็นนิทานจะดีกว่า นานมาแล้วมีชายผู้หนึ่งให้ความช่วยเหลือบางอย่างแก่ราชานรกเพื่อเป็นการตอบแทนความช่วยเหลือนั้นราชานรกจึงมอบดวงตาพิเศษให้ชายผู้นั้นภายหลังถูกตั้งชื่อว่าเนตรสยบวิญญาณ"
"เนตรสยบวิญญาณ...พิเศษอย่างไรหรือครับ" เด็กชายถามต่ออย่างใคร่รู้
"บางข่าวลือก็เล่าว่าผู้ที่ครอบครองเนตรสยบวิญญาณจะเป็นอมตะแต่ความเห็นข้าอันนี้น่าจะเป็นเรื่องแต่งมากกว่าแต่สิ่งที่เห็นอย่างชัดเจนเลยคือดวงตานี้สามารถควบคุมอวัยวะและชีพจรภายในร่างกายของมนุษย์จึงกำเนิดเป็นวิชาโจมตีแสนน่ากลัวที่มุ่งจู่โจมอวัยวะต่างๆโดยเฉพาะดวงใจ
จึงได้รับชื่อว่าวิชาเนตรทะลวงใจ"
เฒ่าฮานเว้นวรรคก่อนเหล่าต่อว่า
"แต่ไม่จบเพียงเท่านั้นตำนานยังบอกอีกว่าเมื่อเหล่าเทพบนสวรรค์เล็งเห็นความไม่สมดุลที่เกิดจากดวงตาคู่นั้นจึงได้มอบดวงตาวิเศษอีกอย่างให้กับมนุษย์ผู้หญิงอีกคนเพื่อลดทอนอำนาจเนตรสยบวิญญาณ ดวงตาของฝ่ายหญิงมีความสามารถควบคุมการไหลเวียนของปราณในร่างกายมนุษย์จึงได้ชื่อว่าเนตรสยบปราณ พวกเจ้าลองคิดดูหากสั่งให้ปราณทั่วร่างคู่ต่อสู้หยุดไหลเวียนจะเกิดอะไรขึ้น..."
เมื่ออยู่ต่อหน้าเนตรสยบปราณผู้บ่มเพาะพลังก็ไม่ต่างจากคนธรรมดา
"ฝ่ายชายที่มีเนตรสยบวิญญาณและฝ่ายหญิงที่มีเนตรสยบปราณกลายเป็นศัตรูและเข้าต่อสู้ห้ำหั่นกัน"
จากนั้นเฒ่าฮานก็เล่าว่าเมื่อผ่านการต่อสู้นับร้อยปีในที่สุดเหตุการณ์กลับตาลปัดจากศัตรูกลายเป็นมิตรจากมิตรภาพก่อตัวเป็นความรักคนทั้งสองแต่งงานกัน ให้กำเนิดทายาทจนมีลูกหลานมากมายกลายเป็นตระกูลเนตรที่แข็งแกร่งแต่ก็ไม่ใช่ว่าทายาทตระกูลเนตรจะมีดวงตาพิเศษแบบนี้ทุกคน ในรอบร้อยปีจะมีทายาทที่มีพรสวรรค์ได้รับดวงเนตรเกิดขึ้นสักครั้งเมื่อถึงยุคที่ตระกูลเนตรเฟื่องฟูมากเกินไปสร้างความหวาดระแวงแก่เหล่าผู้มีอำนาจในยุคนั้น
สงครามครั้งใหญ่เกิดขึ้นในทวีปเป็นศึกระหว่างตระกูลเนตรและเหล่าผู้ฝึกตนสุดท้ายโชคร้ายที่ตระกูลเนตรพ่ายแพ้ถูกฆ่าล้างจนเกือบสิ้นลูกหลานทำให้คนที่เหลือรอดต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆเพื่อรอวันฟื้นฟูตระกูลขึ้นอีกครั้ง
อากิโกะน่าจะเป็นลูกหลานจากคนเหลือรอดจากตระกูลที่ว่านี้นั่นเอง
หลายคนเห็นวิชาเนตรทะลวงใจจากเด็กสาวอยู่บ่อยครั้งทำให้รู้สึกชินชาทั้งที่ไม่ได้รู้เลยว่าตาดวงนั้นต้องแลกมาด้วยความโชคร้ายเช่นนี้
ต่างจากลูคัสที่กำลังนั่งคิด ชีวิตของเขาเมื่อเทียบกับเพื่อนสาวตนเองดูสุขสบายกว่ากันหลายเท่าเขาก็แค่เด็กกำพร้าที่ไม่มีอะไรต้องห่วงแต่เด็กผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งที่ต้องแบกรับทุกสิ่งไว้ด้วยตัวคนเดียวไม่รู้ว่าชีวิตเธอต้องผ่านความยากลำบากอะไรมาบ้าง คนในตระกูลถูกฆ่าตายเพราะมีดวงตาพิเศษกว่าชาวบ้านเช่นนั้นน่ะหรือ
ตอนนี้เหล่าเด็กปีหนึ่งเปลี่ยนประเดนการโต้เถียงจากเรื่องตระกูลเนตรเป็นเรื่องนรกสวรรค์ไปแล้ว
“พวกนายว่านรกและสวรรค์มีจริงเหรอ”เด็กชายร่างอ้วนพูดขึ้น
“เหลวไหลทั้งเพเจ้าเคยเห็นเทพตัวเป็นๆมาเดินเล่นแถวนี้ไหมล่ะ” เด็กหญิงอีกคนตอบกลับอย่างรวดเร็ว
“งั้นเรื่องที่ดวงตานี้ถูกมอบจากราชานรกก็ไม่จริงน่ะสิ”เจ้าอ้วนยังคงดึงดันต่อไป
ประโยคนี้จากเจ้าอ้วนทำให้เหล่าเด็กปีหนึ่งหัวเราะชอบใจกันไม่หยุดเจ้าบ้าคนนี้ไม่รู้จักแยกแยะคำว่าเรื่องเล่ากับเรื่องจริงเอาเสียเลย
เฮ้! เสียงเชียร์แทรกเข้ามาในโสตประสาททำให้ความสนใจของลูคัสกลับมาอยู่ตรงเวทีประลองอีกครั้ง
"เนตรทะลวงใจ" ถูกส่งออกมาทำให้อากิโกะเอาชนะไปในที่สุดไม่มีใครต้านความร้ายกาจของมันได้
ขณะที่เสียงประกาศชัยชนะกำลังจะดังขึ้นนั้นกลับมีเสียงแทรกออกมาดังสะท้อนไปทุกทิศทาง
"ในที่สุดก็เจอตัว"
ชายชราเครายาวผู้หนึ่งปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเหนืออัฒจันทร์สายลมโบกสะบัดชุดสีม่วงลายมังกรทำให้เขาดูน่าเกรงขามพลังปราณรอบด้านปั่นป่วนอย่างไม่มีสาเหตุ
"เทพสงครามขั้นสูงสุด" เฒ่าฮาน อุทานด้วยความตกตะลึง
เสียงของเฒ่าฮานไม่ดังและไม่เบาจนเกินไปเพียงพอจะทำให้ทุกคนในที่นี้ได้ยินทั้งหมด
สีหน้าของเหล่าบรรดาอาจารย์ใหญ่สี่สถานศึกษาซีดลงหลายส่วนชายคนนี้คือตัวตนที่พวกเขาไม่ควรมีเรื่องด้วย
ความเงียบปกคลุมสถานที่นี้ราวกับไม่เคยมีคนอยู่
หลังจากผ่านไปหลายลมหายใจ
"หยางอันเจ้ามาทำอะไรที่นี่" เฉินก้าวออกมาด้านหน้าเวที
"อะ...อะไรนะคนตระกูลหยาง" ฉางยีเป็นคนแรกที่อุทานขึ้นมา
"ตระกูลหยางหนึ่งในแปดตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงอย่างนั้นรึ" หลี่เต้าอุทานขึ้นอีกคน ร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
มีเพียง ฟรองซ์ทัวร์ เดอ ลากูน ที่ไม่รู้สึกตกใจเขารู้อยู่แล้วว่าตระกูลหยางที่กำลังพูดถึงนั้นเป็นตระกูลของหยางเฉิน
นักเรียนชั้นปีหนึ่งที่ร่วมเดินทางมาในครั้งนี้แต่ประเดนมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น หยางอันผู้นี้มาทำอะไรที่นี่ต่างหาก
"คนตระกูลหยางให้เกียรติมาเยือนสถานศึกษาอันต่ำต้อยแห่งนี้ผู้น้อยหลี่เต้าขอคาราวะ"หลี่เต้าประสานมือพร้อมโค้งลงต่ำ
ชายผู้ถูกเรียกว่าหยางอันยังคงยืนอยู่บนอากาศสายตาดั่งพญาอินทรีจ้องมองลงมายังลานเวทีหินเบื้องล่าง
"ข้าถามว่าเจ้ามาทำอะไรที่นี่หยางอัน" เฉินยังตะโกนถามออกไปด้วยคำถามเดิมตนเองรู้สึกได้ว่าต้องมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นเป็นแน่
"ขออภัยนายน้อยเฉินที่ผู้ต้อยต่ำไม่ได้มาทำคาราวะท่านเพราะชายแก่ผู้นี้มีงานต้องสะสาง"หยางอันพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
คำว่า "นายน้อย" ทำให้เหมือนเกิดฟ้าผ่ารอบที่สองเหล่าผู้คนล้วนตกตะลึงเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะฉางยีร่างชราทรุดลงกับพื้นราวกับขาสองข้างไร้เรี่ยวแรงปากพึมพำออกมาสองคำ "ตายแน่" ไม่นานนี้ตัวเขายังด่ากราดนายน้อยตระกูลหยางไปหมาดๆหากเจ้าหนูนั่นเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นวันนี้ในอีกปีข้างหน้าจะเป็นวันครบรอบวันตายของเขา
"จงพูดให้ละเอียดใครคือเป้าหมาย" เฉินร้อนใจเป็นอย่างยิ่งในเมื่อหยางอันไม่ได้มาตามตัวเขากลับไปก็มีอยู่เรื่องเดียว...
ชายชราในชุดม่วงก็ยังยืนนิ่งไม่ขยับตัวไปไหน
อาร์โนลด์ดีน หันไปสอบถามเฒ่าฮานด้วยความสงสัย
"ตระกูลหยางคือแปดตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงแห่งภาคกลาง" แคทเธอรีนช่วยไขข้อสงสัยให้เพราะเธอเองก็มาจากภาคกลาง
จากนั้นแคทเธอรีนก็อธิบายให้พวกเขาฟังแบบเข้าใจง่ายว่าในส่วนของภาคกลางคือเมืองหลวงที่แท้จริงของทวีปมีราชวงศ์เจียงเป็นผู้ปกครองทุกสิ่งภายในเมืองหลวงมีตระกูลเก่าแก่อยู่แปดตระกูลพวกถูกเรียกว่าแปดตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงหนึ่งในนั้นคือตระกูลหยางซึ่งทรงพลังเป็นอย่างมากมีข่าวลือว่าผู้อาวุโสสูงสุดที่คอยดูแลปกป้องตระกูลมีระดับการบ่มเพาะถึงขั้น “จักรพรรดิฟ้า”
ความพิเศษของตระกูลหยางคือพวกเขาครอบครอง "สมาคมนักฆ่า"
"อะไรคือสมาคมนักฆ่า" ฟารีน รีบถามออกมาเช่นกันเธอรู้สึกถึงความแปลกของสถานการณ์ในตอนนี้
"สมาคมนักฆ่ามีสิ่งที่เรียกว่าม้วนอาญาสั่งตายใครก็ตามที่มีชื่ออยู่ในนั้นจะถูกตระกูลหยางตามล่าจนกว่าจะตกตายลง"
แคทเธอรีนอธิบายในรวดเดียว
เธอขยายความ “ม้วนอาญาสั่งตาย”เป็นคำสั่งที่มีอภิสิทธิ์อยู่เหนือกฎทั้งปวงตระกูลหยางสามารถสังหารใครก็ได้โดยไร้ความผิดหากคนผู้นั้นมีชื่ออยู่ในม้วนกระดาษอาญานั้น
ข่าวลือบอกว่ารายชื่อเกือบทั้งหมดถูกกำหนดโดยราชวงศ์เจียงและกว่าหลายร้อยปีที่ผ่านมายังไม่มีใครหนีรอดจากอาญาสั่งตายนี้ได้
"ในฐานะว่าที่ผู้สืบทอดตระกูลหยางข้าสั่งให้เจ้ารายงานมาใครคือเป้าหมายในครั้งนี้"เฉินตวาดลั่นเขาสังหรณ์ใจไม่ดี
"เด็กสาวผู้ครอบครองเนตรต้องสาป…เธอผู้นั้น"หยางอันพูดอย่างเชื่องช้าก่อนชี้นิ้วลงไปยังร่างเด็กสาวบนเวทีประลอง
.