บทที่ 34 อย่าเพิ่งรีบได้ใจไปนักเลย
เธอต้องการที่จะจับคู่และเลือกมันด้วยตัวของเธอเอง
สุดท้ายจึงออกมาเป็นสไตล์มิกซ์ที่ไม่แมตช์อย่างที่เห็น
แต่ถึงโม่เชียนจะแต่งตัวแปลก ๆ ใบหน้าของเธอก็ยังโดดเด่นจนกลบการแต่งตัวที่ไม่เข้าท่านี้ได้มิด เหล่าเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดดูแทรกขึ้นมาแสดงตัวไม่ได้เลย
ใบหน้าของหญิงสาวขาวผ่องเรียบเนียนและเปล่งประกายอย่างสุขภาพดี ดูแตกต่างจากผิวของพวกผู้หญิงที่มักแต่งหน้าหนาเตอะอยู่ตลอดเวลาโดยสิ้นเชิง
โม่เชียนปรากฏตัวขึ้นที่ทางเดิน และบรรดาคนรับใช้ที่เดินสวนกันกับเธอล้วนจ้องมองใบหน้าของหญิงสาวด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมา
ด้วยความงามที่มีมากมายขนาดนี้ ชาติที่แล้วผู้หญิงตรงหน้าเคยไปกอบกู้กาแล็กซีมาก่อนหรือไง...
โม่เชียนไม่ได้สังเกตเห็นปฏิกิริยาเหล่านั้น หรือในอีกแง่หนึ่งคือน่าจะไม่สนใจเลย กลับกระโดดไปที่บันไดโดยไม่หยุดคิด
เมื่อคืนมันเป็นครั้งแรกที่เธอไม่ได้นอนกอดเสี่ยวเฮย ซ้ำยังผลักดันมันไปไว้ข้าง ๆ เตียง
ทั้งหมดก็เพราะว่าเมื่อวานมีทองคำถูกเพิ่มเข้ามามากมาย โม่เชียนจึงนำมันมาวางไว้บนเตียงจนเต็ม
แทบไม่มีที่ว่างเหลือให้เธอหรือเสี่ยวเฮยเลย
แต่ท้ายที่สุดโม่เชียนก็สามารถเบียดร่างเล็ก ๆ ของตัวเองลงไปบนที่นอนได้ และหลับไปโดยกอดน้ำเต้าทองคำไว้ในอ้อมแขน
ไม่เคยคาดคิดก่อนเลยว่าลงจากภูเขามาได้ไม่ทันไรจะได้รับทองคำมามากมายขนาดนี้ ความฝันของการสร้างรูปปั้นทองคำให้กับเหล่าบรรพจารย์อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว
โม่เชียนผู้อารมณ์ดีกระโดดโลดเต้นไปมาอย่างร่าเริง ดูราวกับว่าเท้าของเธอมีสปริงติดอยู่
เธออาศัยอยู่ในชั้นเดียวกันกับกู้เซียงเวย พอไปถึงหน้าห้องของอีกฝ่าย ประตูจึงพลันเปิดออกอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
เสี่ยวเฮยในอ้อมแขนของโม่เชียนรู้สึกหวาดกลัว
หญิงสาวนักพรตหยุดชะงักไปชั่วคราว
ในจังหวะนั้นกู้เซียงเวยก็เอื้อมมือออกมา คว้าแขนเสื้อของโม่เชียนแล้วลากเธอเข้าไปในห้องของตัวเองทันที
ตามด้วยเสียงปิดประตูดังปัง
โม่เชียนถูกกู้เซียงเวยลากเข้าไปภายในห้อง
ห้องนอนของหญิงสาวเต็มไปด้วยกลิ่นหอม ดูงดงามและหรูหรา สวยงามเสียยิ่งกว่าห้องของเจ้าหญิงที่เคยเห็นในละครโทรทัศน์ซะอีก
โม่เชียนกอดเสี่ยวเฮย กวาดตามองไปรอบ ๆ อย่างตื่นเต้น
เมื่อเห็นโม่เชียนแต่งตัวแบบนี้ กู้เซียงเวยก็พ่นลมหายใจออกมาด้วยความรังเกียจ ตัดสินใจถามออกไปตรง ๆ ว่า
“เธอเป็นใคร ใครส่งเธอมาที่นี่ แล้วรู้ได้ยังไงว่าฉันท้อง! ”
เธอไม่มีความอ่อนน้อมให้คู่สนทนาเลยสักนิด แถมยังถามคำถามหลายข้อแบบรวดเดียวจบอีกต่างหาก
โม่เชียนถอนสายตาออกมาและมองกลับไปที่กู้เซียงเวยอย่างสงบ “ไม่ใช่ทางฉันหรอกเหรอที่ต้องถามว่าคุณเป็นใคร? คุณมาอยู่ที่นี่ทำไม? ”
เสียงของโม่เชียนแผ่วเบามั่นคง ไม่มีความสั่นคลอนใด ๆ เลย
แต่กู้เซียงเวยเข้าใจในสิ่งที่โม่เชียนตั้งใจจะสื่อเป็นอย่างดี
อีกฝ่ายกำลังบอกว่าเธอคือคนที่ไม่สมควรอยู่ที่นี่!
กู้เซียงเวยจึงฟันธงไปแล้วว่าโม่เชียนต้องเป็นผู้หญิงคนนั้นอย่างแน่นอน!
ผู้หญิงคนนั้นคือลูกสาวคนสุดท้องที่แท้จริงของตระกูลกู้!
ลูกสาวตัวจริงที่ควรได้รับความรักจากทุกคน!
อันที่จริงกู้เซียงเวยรู้มาตั้งนานแล้วว่าเธอไม่ใช่ลูกสาวแท้ ๆ ของตระกูลกู้
เพราะเมื่อตอนกู้เซียงเวยอายุแปดขวบ หลาย ๆ คนเริ่มแสดงความคิดเห็นว่าเธอกำลังเหมือนกับสมาชิกตระกูลกู้คนอื่น ๆ น้อยลงเรื่อย ๆ เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความปั่นป่วนไปทั่วเมืองปักกิ่ง ผู้คนต่างพากันซุบซิบลับหลัง ว่าตระกูลกู้ไม่สามารถให้กำเนิดลูกสาวได้ จึงไปรับเลี้ยงลูกของคนอื่นมาเป็นบุตรบุญธรรม
หัวข้อนี้กลายเป็นศูนย์กลางของการนินทาของคนทั่วไปหลังอาหารเย็น
แน่นอนว่าตระกูลกู้ไม่ต้องการให้เจ้าหญิงน้อยผู้ล้ำค่าของพวกเขาต้องทนทุกข์อยู่กับความอยุติธรรม การทดสอบความเป็นครอบครัวจึงเป็นทางออกเพียงหนึ่งเดียวของปัญหา และจะช่วยอุดปากไม่ให้เหล่าคนนอกพูดจามั่วซั่วได้
ตระกูลกู้จึงพากู้เซียงเวยไปตรวจ DNA
ตัวเธอในตอนนั้นไม่เข้าใจในสถานการณ์รอบด้านเลย และแม่บ้านจางก็ไปที่นั่นกับเธอด้วย
ขณะอยู่ในห้องแล็ป พวกผู้ใหญ่ต่างยุ่งอยู่กับการพูดคุยกับแพทย์
ส่วนแม่บ้านจางซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ กู้เซียงเวย เธอแอบล้วงเอาหลอดทดลองที่ใช้เก็บตัวอย่างเลือดออกมาจากกระเป๋าของตัวเอง จากนั้นก็ส่งมันให้แพทย์โดยไม่มีใครสังเกตเห็น
ซึ่งแพทย์ได้เอาตัวอย่างเลือดหลอดนั้นไปทำการทดสอบ
กู้เซียงเวยฉลาดมาก เธอไม่พูดอะไรและแสร้งทำเป็นไม่เห็นสิ่งใด
3 วันต่อมามีการประกาศผลตรวจความเป็นครอบครัว และจากนั้นก็ไม่มีใครสงสัยว่าเธอเป็นลูกสาวนอกสายเลือดของตระกูลกู้อีก
แต่การนินทาไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น
เพราะหัวข้อได้เปลี่ยนจากเรื่องการเป็นลูกไม่ตามสายเลือดหรือถูกเก็บมาเลี้ยง ไปเป็นถกเถียงว่าพ่อแม่ตระกูลกู้มีความบกพร่อง พวกเขาสามารถให้กำเนิดลูกชายที่รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาออกมาได้ทุกคน แต่ตัดภาพกลับไปทางลูกสาวสิ... น่าเกลียดถึงแก่นแท้
เมื่อกู้เซียงเวยเติบโตขึ้นมา เรื่องนี้จึงหยั่งรากลึกลงไปในใจ และเธอก็รู้ซึ้งมานับแต่นั้น ว่าตนเองไม่ใช่ลูกสาวแท้ ๆ ของตระกูลกู้
เธอเริ่มกลัวที่จะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปมากขึ้นเรื่อย ๆ
จนท้ายที่สุด วันที่เธอกลัวก็มาถึงจนได้!
กู้เซียงเวยมองไปที่ใบหน้าของโม่เชียน ความเกลียดชังไหลพุ่งพล่านไปทั่วร่างกาย
แต่นี่ยังไม่ใช่เวลาที่จะจัดการกับโม่เชียนคนนี้
กู้เซียงเวยระงับความโกรธของตัวเองและแสร้งทำเป็นยิ้ม
เธอเดินไปที่ตู้เก็บเครื่องประดับ หยิบกล่องใบเล็กหน้าตาสวยงามที่ทำจากกำมะหยี่สีดำออกมา
หญิงสาวเดินไปหาโม่เชียนและผลักแมวออกจากอ้อมแขนของอีกฝ่าย ทำให้เสี่ยวเฮยตกใจมากจนกระโจนลงพื้นแล้ววิ่งหนีไป
ในจังหวะที่โม่เชียนปล่อยมือออก กู้เซียงเวยก็เปิดกล่องกำมะหยี่ และยัดมันเข้าไปในอ้อมแขนของเธอทันที
“ฉันให้”
ทั้งหมดที่โม่เชียนเห็นข้างในคือเครื่องประดับทองคำมากมาย
สร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ เข็มกลัดทองคำ ต่างหูทองคำ ทุกอย่างล้วนทำมาจากทองคำแท้
เครื่องประดับของกู้เซียงเวยล้วนเป็นสมบัติที่หายาก ไม่ใช่ของธรรมดา
เธอตั้งใจที่จะลงทุนกับโม่เชียนด้วยการใช้เครื่องประดับทองคำ
“ตราบใดที่เธอออกไปจากบ้านของฉันทันทีและไม่กลับมาอีก ฉันสามารถให้เครื่องประดับทองแก่เธอได้มากกว่านี้สองเท่า” กู้เซียงเวยยื่นข้อเสนอที่น่าดึงดูดใจให้
โม่เชียนมองดูทองคำในอ้อมแขน ดวงตาของเธอเป็นประกาย
แต่หลังจากดูไปได้ครึ่งนาที เธอก็วางมันกลับลงไปบนโต๊ะเครื่องแป้งอย่างไม่เต็มใจ
เธอพนมมือเข้าด้วยกัน กราบขอโทษเหล่าทองคำมากมาย
“ไม่ต้องเป็นห่วงนะ พวกแกเป็นของฉันอยู่แล้ว ไม่ช้าก็เร็วพวกแกก็ต้องมาอยู่กับฉัน ตอนนี้พวกแกทนอยู่ในมือของคนร้ายไปอีกสักพักก่อน แล้วฉันจะช่วยพวกแกเอง”
กู้เซียงเวยตกตะลึง “!!!”
เธอกระแทกฝากล่องอย่างดุเดือด ไม่สามารถแสร้งทำเป็นยิ้มอย่างอ่อนโยนได้อีกต่อไป
หากการฆาตกรรมไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย เธอจะไม่มีวันปล่อยให้โม่เชียนอยู่บนโลกนี้ต่อไปแน่
แต่ต่อให้เธอจะต้องฝ่าฝืนกฎหมาย เธอก็จะ...
กู้เซียงเวยมีสีหน้าเคร่งขรึม “ไม่ยอมดื่มสุราคารวะ แต่ชอบสุราลงทัณฑ์! ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เอา งั้นต่อไปนี้เธอก็จะไม่ได้อะไรสักอย่างเลย อย่าคิดว่าจะหลอกลวงครอบครัวของฉันด้วยคำพูดไร้สาระเพียงไม่กี่คำของเธอได้นะ! เพราะสุดท้ายมันก็จะมีแค่เธอเท่านั้นแหละที่ถูกโยนออกไปจากที่นี่อย่างน่าอับอาย! ”
โม่เชียนไม่กลัว
เธอยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ และไม่ต้องการต่อล้อต่อเถียงกับอีกฝ่าย
แถมเธอยังช่วยทำนายดวงให้กู้เซียงเวยแบบฟรี ๆ อีกด้วย
“อย่าเพิ่งรีบได้ใจไปนักเลย ต่อให้ฉันไม่เข้าแข่งขันกับคุณ คุณก็รักษาพรอันประเสริฐพวกนี้ไว้ไม่ได้อยู่ดี”