หลังจากการเดินทางอันยาวนานหลายชั่วโมง สองแม่ลูกเยว่ซินและเยว่หลินก็ได้มาถึงเมืองหรู่หมิง เมืองที่ถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และเจริญรุ่งเรืองที่สุดในภูมิภาคแห่งนี้
ทว่าทันทีที่พวกเธอก้าวเข้าสู่เขตแดนของเมือง ภาพที่ปรากฏต่อสายตากลับแตกต่างไปจากสิ่งที่พวกเธอคาดหวังไว้อย่างสิ้นเชิง
“กะ..เกิดอะไรขึ้นเหรอคะคุณเลน่า?”
สิ่งแรกที่สะดุดตาคือ สภาพเมืองที่ยังคงเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความเสียหาย ซากอาคารที่พังทลายยังคงถูกกองเรียงกันเป็นกลุ่มๆ
มีหลายแห่งกำลังอยู่ในระหว่างการซ่อมแซมครั้งใหญ่ ผู้คนในเมืองดูวุ่นวายและเหนื่อยล้า แต่ในความวุ่นวายนั้นก็แฝงไปด้วยพลังใจที่มุ่งมั่นจะฟื้นฟูเมืองให้กลับคืนสู่ความสง่างามดังเดิม
เยว่ซินที่ไม่เคยเห็นภาพเช่นนี้มาก่อนรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเมืองที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้
เยว่หลินที่เคยมีประสบการณ์อันเลวร้ายเกี่ยวกับเหตุการณ์ดันเจี้ยนแตก เผลอกำมือของเธอแน่นอย่างไม่รู้ตัว แววตาที่มองไปรอบๆเต็มไปด้วยความกังวลและความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือน
“ก่อนหน้านี้เมื่อไม่กี่วัน.. ได้มีดันเจี้ยนระดับสูงแตกขึ้นในเมืองนี้ค่ะ”
เสียงหวานของหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินเคียงข้างกับพวกเธอเอ่ยขึ้น เธอคือเลน่า ตัวแทนจากกิลด์ระดับสูงที่อาสานำทางสองแม่ลูกเข้าเมือง
ใบหน้าของเธอที่งดงามนั้นแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มบางๆ แม้ในน้ำเสียงจะมีแววของความหดหู่จากเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป
“พวกหมาป่าเทพนับพันตน รวมถึงมังกรจตุรเทพทั้งสี่ตัวได้หลุดออกมาจากดันเจี้ยน! พวกมันสร้างความเสียหายให้กับเมืองอย่างมหาศาล!”
เลน่าพูดต่อพร้อมกับมองไปยังด้านล่าง รอบๆบริเวณที่เต็มไปด้วยซากอาคารที่พังยับ
“แต่ยังโชคดีที่ตระกูลซิกฟรีด...”
“รวมถึงผู้เล่นระดับสูงภายในเมืองได้ลงมือจัดการพวกมันจนเกลี้ยง ไม่อย่างนั้น.. เมืองหรู่หมิงอาจไม่เหลือซากก็ได้!”
เมื่อพูดถึงตระกูลซิกฟรีดและนายน้อยอนาเธอร์ สีหน้าของเลน่าก็เปลี่ยนไปทันที รอยยิ้มบางๆแปรเปลี่ยนเป็นความหลงใหลในชั่วพริบตา
“ครั้งนี้นายน้อยอนาเธอร์เองก็ลงมือช่วยเหลือผู้คนเช่นกันค่ะ”
“ถ้าน้องหญิงได้เห็นร่างมังกรบาฮามุทของนายน้อยล่ะก็... ทุกคนที่ได้เห็นต่างบอกว่าเขาไม่ต่างไปจากเทพมังกรเลยเชียวล่ะ”
เยว่ซินที่กำลังตั้งใจฟังเลน่าบอกเล่า จู่ๆก็รู้สึกเหมือนหัวใจของเธอเต้นแรงขึ้น
“เทพมังกร..”
เธอพูดพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะหันไปถามเลน่าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสนใจ
“เขาทำอะไรในตอนนั้นเหรอคะ?”
เลน่าหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น
“ในตอนที่นายน้อยปล่อย 'ลมหายใจแสงศักดิ์สิทธิ์' ลงมาจากท้องฟ้า มันเหมือนกับแสงแห่งการพิพากษาที่ชำระล้างทุกสิ่งให้หมดสิ้น”
“กระหน่ำลงมาอย่างสง่างาม จนฝูงหมาป่านับร้อยได้ถูกทำลายไปในทันที”
ใบหน้าของเลน่าเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ ขณะที่เธอเล่าถึงอนาเธอร์ ผู้ซึ่งเป็นน้องชายของหัวหน้ากิลด์แองเจิ้ลที่เธอสังกัด
“นายน้อยอนาเธอร์ไม่ใช่แค่แข็งแกร่งนะคะ แต่เขายังหล่อเหลาอย่างไม่น่าเชื่อ ยิ่งเขาเติบโตขึ้นก็ยิ่งสมบูรณ์แบบมากขึ้นเท่านั้น!”
เยว่ซินรับฟังเรื่องราวด้วยสายตาที่ส่องประกาย เธอไม่เคยได้พบกับอนาเธอร์มาก่อน แต่เพียงแค่ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับเขา
หัวใจของเธอก็เต็มไปด้วยความคาดหวังและความปรารถนาที่จะได้พบกับชายหนุ่ม
เยว่หลินในทางกลับกัน เธอรู้สึกหวาดกลัวกับสิ่งที่เลน่าเล่า แววตาเต็มไปด้วยความกังวล
เมื่อได้ยินคำว่า "ดันเจี้ยนแตก" ภาพความทรงจำในอดีตที่เธอพยายามลืมเลือนกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง เหตุการณ์นั้นได้พรากชายที่เธอรักไปจากเธอตลอดกาล
และเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอและเยว่ซินต้องเผชิญกับชีวิตที่ยากลำบากเพียงลำพัง
“ดันเจี้ยนแตก.. มันเป็นสิ่งที่น่ากลัวเกินกว่าจะบรรยายได้..”
เยว่หลินพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางกำมือแน่นด้วยความหวาดกลัว เยว่ซินที่สังเกตเห็นสีหน้าของแม่ก็จับมือเธอแน่น และพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
“แม่คะ... หนูจะไม่ยอมให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นกับเราสองคนอีกแน่นอนค่ะ”
“ต่อไปนี้แม่ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว”
เยว่หลินยิ้มบางๆ ถึงความหวาดกลัวภายในจิตใจจะยังไม่จางหาย แต่เธอก็รู้สึกถึงความมุ่งมั่นที่เปี่ยมไปด้วยพลังจากลูกสาวของเธอ
ขณะที่สองแม่ใกล้เข้าไปในตัวเมืองหรู่หมิง พวกเธอก็เริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองนี้
ไม่ว่าจะเป็นเหล่าช่างซ่อมแซมอาคาร พ่อค้าแม่ค้าที่พยายามฟื้นฟูธุรกิจของตน หรือเหล่าผู้เล่นที่ยังคงช่วยเหลือผู้ประสบภัย
สำหรับเยว่ซิน นี่คือการเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ การมาถึงเมืองหรู่หมิงอาจเป็นเพียงก้าวแรก แต่เธอรู้ดีว่าทุกสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าจะเป็นบททดสอบที่ยิ่งใหญ่ ทั้งในฐานะผู้สืบทอดของอวาตาร์เทพเจ้า และในฐานะลูกสาวที่ต้องการสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมให้กับแม่ของเธอ
ไม่นานหลังจากที่เครื่องบินส่วนตัวของกิลด์แองเจิ้ลได้รับอนุญาตให้ลงจอดที่สนามบินขนาดใหญ่ของเมืองหรู่หมิง
สองแม่ลูกเยว่หลินและเยว่ซินก็ถูกนำทางโดยผู้เล่นที่แข็งแกร่งของกิลด์แองเจิ้ล เพื่อไปพบกับผู้แทนจากตระกูลซิกฟรีด การเดินทางของพวกเธอได้รับความสนใจจากผู้คนในสนามบินอย่างล้นหลาม บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงกระซิบกระซาบและความตื่นตาตื่นใจ
สิ่งที่ดึงดูดสายตาเหล่าผู้คนมากที่สุดคือ เยว่ซิน หญิงสาวที่เพิ่งได้รับอวาตาร์เทพเจ้า
รูปลักษณ์ของเธอเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์และความงดงาม เรือนร่างเพรียวบางที่แฝงความเซ็กซี่ ผิวพรรณเปล่งประกายดุจหยก เส้นผมสีดำยาวสยายจรดสะโพก และนัยน์ตาสีม่วงอัญมณีที่ดูเหมือนจะสะกดทุกสายตา
ผู้คนมากมายเริ่มซุบซิบกันทันทีที่เห็นเธอ
“นั่นใครกัน? ใช่ผู้เล่นหน้าใหม่ของกิลด์แองเจิ้ลหรือเปล่า?”
เสียงกระซิบของผู้คนรอบสนามบินดังต่อเนื่อง
“ไม่ผิดแน่! กิลด์แองเจิ้ลรับเฉพาะสมาชิกหญิง และแต่ละคนที่เข้ากิลด์ก็ต้องมีคุณสมบัติที่ไม่ธรรมดา”
เยว่ซินที่ยังไม่คุ้นเคยกับการถูกจับตามองเช่นนี้ ทำได้เพียงมองไปรอบๆด้วยความรู้สึกทั้งประหม่าและตื่นเต้น ส่วนเยว่หลิน แม้จะรู้สึกภูมิใจกับการเปลี่ยนแปลงของลูกสาว แต่ก็อดรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย เมื่อเห็นสายตาของคนรอบข้างที่มองลูกของเธออย่างหื่นกระหาย
ขณะเดียวกัน เลน่าก็เดินเข้ามาใกล้และพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
“ท่านเรนได้ติดต่อกลับไปยังตระกูลซิกฟรีดแล้วค่ะ และตอนนี้นายน้อยอนาเธอร์ก็ทราบเรื่องการเดินทางมาถึงของพวกคุณแล้วด้วย!”
เยว่ซินหันมามองเลน่าด้วยแววตาสงสัย
“แล้วเขาว่าอย่างไรเหรอคะ?”
เลน่ายิ้มบางๆก่อนจะตอบ
“เขาสั่งให้พ่อบ้านและคนรับใช้ของตระกูลมาคอยรับพวกคุณที่นี่ค่ะ อีกไม่นานคงมาถึง”
ไม่นานนัก รถสีดำหรูหราหลายคันที่ประดับด้วยสัญลักษณ์อันโดดเด่นของตระกูลซิกฟรีดก็เคลื่อนตัวเข้ามาจอดที่หน้าอาคารสนามบิน
ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นต่างตกตะลึงและหยุดยืนมองเหตุการณ์อย่างสนใจ
รถแต่ละคันดูสง่างามและทรงพลัง สะท้อนให้เห็นถึงสถานะและความยิ่งใหญ่ของตระกูล
ประตูรถคันหน้าเปิดออก ชายชราผู้หนึ่งก้าวลงมาอย่างสง่างาม เขาสวมสูทสีดำที่เรียบง่ายแต่ดูภูมิฐาน ดวงตาคมกล้าและรอยยิ้มอ่อนโยนที่ปรากฏบนใบหน้าของเขาทำให้ผู้คนรอบข้างสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน
เขาเดินเข้ามาหาสองแม่ลูกและเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“คุณเยว่หลินและคุณเยว่ซินใช่ไหมครับ?”
เยว่ซินพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แฝงความประหม่าเล็กน้อย
“ใช่ค่ะ..”
ชายชราก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนจะยิ้มและเริ่มแนะนำตนเอง
“กระผมคือพ่อบ้านรับใช้ของตระกูลซิกฟรีด และเป็นผู้ดูแลท่านอนาเธอร์ตั้งแต่ยังเด็ก”
“กระผมได้รับคำสั่งให้นำพาคุณทั้งสองไปยังคฤหาสน์ของตระกูลซิกฟรีดครับ”
คำพูดของชายชราทำให้เยว่หลินและเยว่ซินรู้สึกตกใจและประหลาดใจในเวลาเดียวกัน พวกเธอรีบโค้งคำนับให้ชายชราอย่างนอบน้อม แต่ชายชรากลับหัวเราะเบาๆและยกมือขึ้นห้าม
“ไม่ต้องทำเช่นนั้น คุณทั้งสองคือแขกของนายน้อยอนาเธอร์ โปรดอย่าลำบากตัวเองเลย”
“มาเถอะครับ เดี๋ยวกระผมจะพาไปยังคฤหาสน์ของตระกูลซิกฟรีดเอง”
ขณะเดียวกัน ชายชราก็หันไปทางสมาชิกกิลด์แองเจิ้ลที่มาส่งทั้งสอง
“เหนื่อยหน่อยนะครับ ฝากขอบคุณท่านเรนด้วยนะครับที่ช่วยจัดการทุกอย่าง”
เลน่ายิ้มและโค้งศีรษะเล็กน้อย
“ยินดีเสมอค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อน”
“ขอให้พวกคุณโชคดีนะคะ!”
หลังจากกล่าวคำอำลา ชายชราก็เปิดประตูรถคันหน้าสำหรับสองแม่ลูก เยว่ซินที่ยังคงประหม่ากับเหตุการณ์ทั้งหมดค่อยๆก้าวขึ้นไปนั่งบนรถพร้อมกับแม่ของเธอ ขณะที่รถสีดำคันหรูเคลื่อนตัวออกจากสนามบิน เสียงกระซิบของผู้คนรอบข้างยังคงดังตามหลังพวกเธอไป
“พวกเขาเป็นใครกันแน่? พ่อบ้านชราของนายน้อยอนาเธอร์ถึงกับต้องมารับด้วยตนเอง!”
“เห็นรถสัญลักษณ์ของตระกูลซิกฟรีดแบบนั้น คงต้องเกี่ยวข้องกับนายน้อยอนาเธอร์แน่ๆ”
“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพวกเราจะได้เห็นเหตุการณ์แบบนี้ที่สนามบินเมืองหรู่หมิง...”
เสียงเหล่านั้นค่อยๆจางหายไปเมื่อรถแล่นเข้าสู่ถนนหลักของเมืองหรู่หมิง
เยว่ซินที่นั่งอยู่ในรถมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น
เมืองหรู่หมิงที่เธอเห็นในระยะใกล้ยิ่งใหญ่และอลังการกว่าที่เธอจินตนาการไว้ ถนนที่เต็มไปด้วยผู้คน อาคารสูงเสียดฟ้า และแสงไฟจากป้ายโฆษณาที่ประดับประดาไปทั่ว
ในทางกลับกัน เยว่หลินกลับมีความกังวลซ่อนอยู่ในแววตา แม้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะดูเหมือนเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ เธอก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นต่อจากนี้
“นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจริงๆ..”
เยว่หลินคิดในใจ ขณะมองไปยังลูกสาวของเธอที่ดูเปล่งประกายกว่าครั้งไหนๆ