คอมเมนต์ที่ผมอ่านในเรียลิสติซิซึมไม่ได้น่าพิสมัยแม้แต่น้อยราวกับพวกเขาปลดปล่อยด้านมืดตนเองออกมา ทว่าธรณีกลับมองเป็นเรื่องปกติ
“เนื่องจากเสรีภาพในการแสดงความเห็นจึงไม่มีปุ่มลบคอมเมนต์แต่จะใช้วิธีนี้แทน เคยมีคนที่ต่อต้านก็จะบอกว่าเป็นอคติที่เกิดจากการเลือกตัวอย่างแต่สุดท้ายคนก็นิยมใช้เพราะมันช่วยประหยัดเวลาอ่านได้มากในทางกลับกันถ้าอยากดูเฉพาะคอมเมนต์แง่ลบก็ทำได้เหมือนกัน”
ธรณีคงขี้เกียจอธิบายมากความเขาจึงเปิดแอปพลิเคชันชื่อแปลกหูอย่างทุ่งลาเวนเดอร์(Lavender fields App) ขึ้นมาแล้วกดปุ่มเชื่อมโยงไปยังหน้าเว็บไซต์เมื่อครู่เพียงชั่วพริบตาคอมเมนต์ใต้ภาพทุกอันก็ถูกถ่ายโอนมายังโปรแกรมนี้จากนั้นเขาก็กดปุ่มมุมบนขวาที่เขียนว่าฟิลเตอร์ พอกดแล้วก็มีตัวเลือกเด้งขึ้นมาหลายอัน ซึ่งแต่ละอันก็มีปุ่มกดดูคำจำกัดความได้
ข้อเท็จจริง/ข้อคิดเห็น(Fact/Opinion)
แง่บวก/แง่ลบ(Positive/Negative)
ใช้เหตุผล/ตรรกะวิบัติ (Rational/Fallacy)
ดูจนจบ/ปล่อยค้างคา (Finished watching/Leavehanging)
มีประโยชน์/ไร้ประโยชน์ (Useful/Useless)
“ปกติในเว็บไซต์ส่วนใหญ่ก็จะฝังเอไอไว้ในตัวอยู่แล้วแต่ตัวเรียลลิสติซิซึม ไม่มีเพราะคอนเซ็ปต์เว็บคือนำเสนอดิบ ๆไม่สอดแทรกความคิดเห็นใด ๆ แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรนะ เราก็ใช้แอปอื่นมาคัดกรองแทนได้อยู่ดีที่ท่านได้ดูนี่คือตัวที่เราชอบใช้”
เขากดเลือกให้แสดงเฉพาะคอมเมนต์ที่มีประโยชน์ (Usefulcomment) “อันนี้คืออันที่เราเลือกใช้บ่อยที่สุด”
ทันใดนั้นช่องความคิดเห็นก็ถูกทำเป็นแถบดำทึบเกินกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ผมลองกวาดตาดูตัวอย่างส่วนหนึ่งที่ไม่ถูกเซ็นเซอร์ด้วยแถบดำ
คนหล่อตัวตึง: เราก็มีเพื่อนกลัวผีเหมือนกันไม่เห็นแปลก ที่น่าสนใจคือ ใครเป็นคนโพสต์มากกว่าถ้าเป็นเจ้าตัวก็ต้องชื่นชมในความกล้าหาญให้คนรุมหัวเราะเยาะบางทีอาจกำลังทำวิจัยงานจิตวิทยาก็ได้ แต่ถ้าเป็นคนอื่นโพสต์แล้วไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าตัวนี่คงต้องมาถกกันต่อว่ารัฐพอจะเอาผิดอะไรได้บ้างจากคนโพสต์ หรือเว็บไซต์เพราะทุกวันนี้กฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลก็ไม่ครอบคลุม
Kirapiper: รนหาที่ชัดๆ ถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นคนกลัวผีทางที่ดีก็ไม่ควรเข้าไปในสถานที่น่ากลัวตั้งแต่แรกรึเปล่า รู้ ๆ อยู่ว่าในพื้นที่สาธารณะจำเป็นต้องมีกล้องวงจรปิดเจอภาพแอบถ่ายได้เป็นปกติอยู่แล้ว
“ยูสฟูลคอมเมนต์มีนิยามง่าย ๆ คือถ้าเป็นข้อดีต้องบอกจุดที่ชมและเหตุผล ถ้าเป็นข้อเสียแค่บอกว่าไม่ชอบส่วนไหนไม่เพียงพอ ต้องมีข้อเสนอเสมอถ้าไม่รู้จะเสนออะไรก็เขียนเป็นคำถามแทนได้ ส่วนความเห็นจำพวกตรรกะวิบัติที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องก็ต้องถูกคัดออกเช่นกัน”ธรณีอธิบายว่าตัวกำหนดทิศทางการแสดงความเห็นว่าจะไปทางบวกหรือลบก็คือความคาดหวังของตนเอง ถ้าตรงตามหวังก็ชื่นชม ถ้าไม่ตรงก็ตำหนิจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงต้องมีทั้งสองอย่าง ผมย้อนกลับไปอ่านอีกรอบจริงอย่างที่เขาพูด
“แล้วถ้าเสนอแนะมั่วซั่วอย่างพูดเกรียน ๆ ว่า ‘ควรไปเกิดใหม่ซะ’แบบนี้ได้ไหม”
“แหม เอไอไม่ได้โง่ขนาดนั้นหรอกมันจะมองว่าไม่ได้เสนออะไรเลย”
“งั้นแสดงว่า ถ้าส่งอีโมจิรูปหัวใจให้กำลังใจเฉยๆ ก็ไม่ได้ใช่ไหม”
“ใช่รู้แค่ว่ามีคนชอบกี่คนก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรแค่ด่าอย่างเดียวก็ไม่รู้ว่าคนพูดอยากเห็นอะไรพอเข้าใจเหตุผลความคาดหวังของเขาจริง ๆพวกเราถึงจะกลับไปย้อนดูตัวเองว่าหลักการที่พวกเรายึดถือยังถูกต้องหรือไม่”ธรณียืนยันว่าสิ่งที่ผมเข้าใจถูกต้อง
ผมไม่ได้เห็นด้วยกับเทคโนโลยีนี้เต็มร้อยนักเพราะมันก็คือการปิดกั้นคอมเมนต์รูปแบบหนึ่งอยู่ดี โดยตีตราว่าอันนี้ดีอีกอันไม่ดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางสถานการณ์มันก็ใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างเช่นในขณะนี้ผมลองกดเลือกให้กรองเอาแต่คอมเมนต์แง่บวกเพื่อหลอกตัวเองว่ามีคนให้กำลังใจจำนวนมาก ค่อยรู้สึกใจชื้นขึ้นบ้างถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงไประบายให้ปฐพีฟังเขาฟังได้ทุกเรื่องโดยไม่เคยบ่นเลยสักครั้งทั้งต่อหน้าและลับหลัง จากนั้นเพื่อนสนิทก็จะปลอบประโลมสร้างพลังบวกออกมา
แม้ว่าความรู้สึกท้อแท้จะพร่องไปบ้างแล้วแต่ความแค้นเคืองยังคงอยู่
“นายรู้ใช่ไหมว่าเป็นฝีมือสหาย”ผมบอกเพื่อนด้วยน้ำเสียงดุดัน เขาเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ
“เหรอ ก็ว่าอยู่ คนอย่างอัญชันไม่น่าทำ”
“มันบอกให้ฉันเลิกยุ่งกับอีฟที่แท้ก็แค่เห็นฉันไปคุยกับอีฟเมื่อคืนแล้วทึกทักไปเองว่าเรากลับไปคบกันทำเป็นหึงไปได้ทั้งที่อีฟเองก็ไม่ได้ยอมรับมันด้วยซ้ำ” ผมบ่นอุบธรณีนั่งนิ่งอย่างสนใจโดยไม่ทักท้วงอะไร “มีแต่คนขี้แพ้เท่านั้นแหละที่ชอบใช้วิธีสกปรก ทำให้ตัวเองดูดีขึ้นโดยการกดคนอื่นให้ต่ำลง”
แม้จะผ่านมากี่ยุคสมัยก็มีตัวอย่างการใช้วิธีนี้ทำให้ตัวเองดูมีคุณค่าไม่ว่าจะเป็นลอบกัดคู่แข่ง หรือเจ้านายกดขี่คนใช้ สิ่งนี้ปลูกฝังในสายเลือดหรือดีเอ็นเอคนไทยมาช้านานแทนที่จะพยายามทำให้ตัวเองดูโดดเด่น มีทักษะอะไรเป็นพิเศษ กลับใช้วิธีการด้อยค่าคนอื่นไม่ว่าจะเป็นชาติกำเนิด รูปร่างหน้าตา สีผิว การแต่งตัว หรือมารยาทการพูดจาจึงเป็นได้แค่คุณค่าจอมปลอม
“เขาก็เป็นคนแบบนี้แต่ไหนแต่ไรแล้ว” ธรณีกล่าวลอยๆ
“นายเข้าข้างมันเหรอ”
“เปล่า เราแค่บอกข้อเท็จจริงเอาเป็นว่าเราไม่วิจารณ์เรื่องนิสัยส่วนตัวของเขาก็แล้วกัน” ธรณีตัดบทเขาคงไม่เต็มใจที่จะต่อว่าชายผู้นี้จริง ๆในเมื่อสหายเป็นคนที่ร่วมอุดมการณ์ก่อตั้งพรรคด้วยกันเขาเลี่ยงไปพูดถึงประเด็นเรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัวแทน
“เมื่อนานมาแล้วเคยเชื่อว่าข้อมูลที่อยู่บนโลกออนไลน์มีความเป็นส่วนตัวพอมาถึงยุคสมัยของเอไอก็พบว่าไม่สามารถป้องกันได้จริง ไม่ว่าจะรูปภาพ คลิปวิดีโอหรือข้อมูลในเอ็นทีเอฟ ยังไงก็มีวิธีก๊อบปี้ไปใช้ได้ ข้อมูลพวกนี้จึงเป็นสาธารณะโดยปริยายเคยมีคดีฟ้องร้องว่าชายคนหนึ่งแอบนำข้อมูลส่วนตัวบนเอ็นทีเอฟของหญิงสาวที่ตนแอบชอบไปใช้เอไอสร้างเป็นหนังและเป็นตัวละครในโลกเสมือน ปรากฏว่าศาลยกฟ้องเพราะก่อนจะเล่นเอ็นทีเอฟต้องยอมรับเงื่อนไขนี้ตั้งแต่แรกแล้วถ้าท่านห่วงความเป็นส่วนตัวมาก มีวิธีเดียวคือต้องไม่เล่นโซเชียลแต่แรก และทำให้ใบหน้าตนเองอยู่บนโลกออนไลน์ให้น้อยที่สุด”
“จะให้ทำยังไงหมกตัวอยู่ในห้องทั้งวันเหรอ แค่ก้าวขาออกไปนอกบ้านก็โดนถ่ายแล้ว” ผมฟังที่เพื่อนเล่าแล้วขัดใจจนหงุดหงิดทว่าธรณีดันพยักหน้าตอบรับคำประชดประชันอย่างจริงจัง หมดกันความเป็นส่วนตัวในยุคนี้ถูกละเมิดเป็นว่าเล่นจนไม่เหลือชิ้นดี
“ใช่มีอีกวิธีคือต้องใช้หุ่นอวตาร แต่ตอนแก้กฎหมายให้คนทั่วไปใช้ได้ก่อนนะ”
“แบบนี้จะแบล็กเมล์ใครก็ง่ายเลยสิ” ผมทักท้วง นึกไปถึงกรณีข่าวโจรหลอกเรียกถ่ายคลิปโป๊แล้วเก็บไว้เรียกค่าไถ่หรือทำอะไรก็ได้ตามสั่งโดยข่มขู่ว่าจะเผยแพร่ทำให้ชีวิตของเหยื่อล่มจม
“มันมีหลายกรณีถ้าเกิดในพื้นที่ส่วนตัวคนโดนแอบถ่ายก็ไม่ต้องเกรงกลัวอะไรเพราะเอาผิดผู้ก่อการร้ายด้วยกฎหมายปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลได้อยู่แล้ว ถ้าเป็นคลิปที่เกิดในพื้นที่สาธารณะแต่ถูกบังคับก็ยังเอาผิดฐานข่มขู่ได้ทั้งสองกรณีขอใช้ดีอีซีวีได้ง่าย แต่ถ้าโดนถ่ายในพื้นที่สาธารณะแต่ไม่ได้ถูกบังคับเหมือนกรณีของท่าน ก็ไม่สามารถหาข้ออ้างอะไรเอาผิดคนที่ถ่ายได้อาจจะลองขอให้ใช้ไวรัสดีอีซีวีลบข้อมูลก็ได้ถ้าพิสูจน์ไว้ว่าตนได้รับผลกระทบมากพอ”
“หมายความว่าให้ฉันยืดอกยอมรับว่าพลาดไปแล้วได้โปรดอย่าแชร์ อย่างนี้เหรอ” ผมพูดน้ำเสียงประชดประชัน แต่ธรณีดันพยักหน้า
“ใช่เราว่าสารภาพตรง ๆ ว่าพลาดให้คนเห็นใจ น่าจะดีที่สุด การปฏิบัติตัวตามหลักสากลเวลาโดนแบล็กเมล์ยังไงก็ไม่ควรทำตามอยู่แล้วเพราะอีกฝ่ายถือไพ่เหนือกว่า จะเรียกค่าไถ่เพิ่มเท่าไหร่ก็ได้ จะฉีกสัญญาตอนจบก็ยังได้โยนให้ตำรวจไซเบอร์ให้เขาจัดการตั้งแต่แรกคือวิธีที่ดีที่สุด”
ผมถอนใจพลางส่ายหน้าช้า ๆ แม้จะคัดค้านอยู่ลึกๆ แต่สิ่งที่ธรณีชี้แจงก็สมเหตุสมผลสำหรับโลกใบนี้
“มองในมุมกลับพอผู้คนชินกับเรื่องพวกนี้ เห็นข่าวทุกวี่ทุกวัน พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกอะไรอีกเชื่อเราสิ ไม่เกินสามวัน พวกเขาก็ลืมแล้ว มีเรื่องไวรัลเรื่องใหม่เข้ามาแทน”เขาสรุป ถึงจะไม่ได้ปลอบใจผมตรง ๆ แต่ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นพอควร
ก่อนหน้านี้มีความคิดชั่ววูบว่าจะแก้แค้นสหายโดยหาสิ่งที่มันกลัวจากข้อมูลในโซเชียลมีเดียเอาไปแกล้งหลอกถ่ายวิดีโอตอนมันหวาดผวาแล้วเอาไปประจานบ้าง แต่คงเป็นไปไม่ได้แถมเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงคุกอีกต่างหากถ้าภาพของผมตอนที่กำลังจัดฉากกลั่นแกล้งหลุดไปช่องทางใดทางหนึ่งก็จะผูกมัดตัวเองให้ดิ้นไม่หลุดสิ่งที่เป็นไปได้มากกว่าคือต้องรอให้ชายผู้นั้นทำพลาดเอง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จึงล้มเลิกแผนชั่วนี้ไป
ผมถอนใจยังเหลืออีกเรื่องหนึ่งที่น่าหวั่นใจไม่แพ้กัน
“สหายรู้ว่าฉันไม่ใช่คนประเทศนี้”
“หืมเขามีหลักฐานแล้วเหรอ” ธรณีโพล่งขึ้นในทันที คงตกใจไม่น้อยเช่นกัน
“ไม่รู้สิมันบอกแค่ว่าฉันหาเสียงให้ลุงของนายก็เพราะอยากให้ตนเองพ้นจากสภาพคนต่างด้าวดูมันมั่นใจมากถึงขนาดท้าให้ฉันฟ้องหมิ่นประมาทมันเลย”
ธรณีลากเก้าอี้ของโต๊ะริมหน้าต่างมานั่งใกล้ผมมือขวากุมคางในขณะที่แววตาดูครุ่นคิด “เราว่าเป็นแค่ข้อสันนิษฐานมากกว่าเขาไม่ได้มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก เหมือนหลอกจับพิรุธท่านให้รับสารภาพเองมากกว่ายังนึกไม่ออกว่าเขาจะหาหลักฐานมาจากไหนถ้าไม่เข้าถึงข้อมูลตัวของท่าน...ยกเว้นจะแจ้งเบาะแสตำรวจอย่างเดียว”
“นั่นแหละที่ฉันกลัว”ผมนึกไปถึงเหตุการณ์ที่เจอชายขอทาน เพียงสิบนาทีหลังจากอิสราแจ้งความตำรวจก็รุดมาถึงที่เกิดเหตุ
“ถ้าสหายไปแจ้งความจริงเราก็คาดเดาไม่ได้เหมือนกันว่า ตำรวจจะเชื่อรึเปล่าเพราะบริบทมันต่างจากตอนที่เราไปเจอท่านครั้งแรกที่ชายหาดถ้าเป็นตอนนั้นตำรวจต้องมาดูแน่ แต่ตอนนี้ท่านใช้ชีวิตเหมือนประชาชนทั่วไปมีที่อยู่ มีการงานทำ แต่ก็ไม่ควรเสี่ยงดีกว่า”
ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของธรณีตอนนี้ไม่ควรผลีผลามทำอะไรให้สหายขุ่นเคืองอีก อยู่อย่างสันโดษยิ่งทำตัวลีบเล็กไร้ความโดดเด่นได้ยิ่งดีรอจนปิติวัฒน์ผลักดันกฎหมายประชาคมโลกให้สำเร็จก่อน
ผมยกนาฬิกาข้อมือเรือนสีดำขึ้นมาเพ่งพินิจรู้สึกเหมือนกำลังถูกดูดไปในตัวเลขบนหน้าปัดที่เรียงตัวกันเป็นก้นหอยย้อนเวลากลับไปสู่วันแรก ณ ชายหาดสันติสุข จากนั้นก็เดินทางข้ามมิติทะลุไปถึงอดีตที่จากมาความรู้สึกโหยหาบ้านถาโถมเข้าใส่ผมราวกับถูกคลื่นซัดถึงแม้ระบบของโลกนี้จะดีแค่ไหน มันก็ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับผมมันไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่กับครอบครัวและภรรยาผู้แสนดี
“ถ้าได้กลับไปตอนนี้ก็ดีสินะ”ผมหลุดปากรำพึงรำพันออกมา หลายเดือนแล้วที่ไม่ได้รู้สึกเช่นนี้มันหายไปตั้งแต่อิสราตกลงปลงใจสร้างอนาคตกับผมก่อนที่ทุกอย่างจะเป็นแค่วิมานในอากาศ
ดูเหมือนว่าชายผอมสูงจะสังเกตอากัปกิริยาของผมแล้วนึกอะไรบางอย่างได้
“ท่านคิดว่านาฬิกาของท่านคือไทม์แมชชีนรึเปล่า”
“เอ่อ...”ผมปรับอารมณ์ไม่ทันจึงได้แต่เกาคาง ใช้เวลาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบออกไป “...ก็เป็นไปได้นะเหมือนเราเคยเถียงกันเรื่องนี้แล้ว”
ผมคุ้นๆ ว่าตอนจบก็ไม่ได้ข้อสรุปอะไร เหตุผลสนับสนุนว่านาฬิกาเป็นเครื่องจักรที่ใช้ท่องเวลามีเพียงข้อเดียวมันติดตัวผมมาตั้งแต่แรก
“แล้วไงเหรอนายถามทำไม”
“ถ้าอยากรู้ว่ามันคือไทม์แมชชีนจริงรึเปล่า...”ธรณียื่นข้อเสนอพลางยิ้มกริ่มที่มุมปาก แววตาเป็นประกายท้าทาย “...ทำไมไม่ลองพิสูจน์ดูเสียเลยล่ะ”