อันเจิงวาดลวดลายที่อยู่บนไหเหล้าของเฉินเซ่าป๋ายตามที่จดจำได้จากนั้นก็เอาไปให้ผู้เฒ่าฮั่วดู ผู้เฒ่าฮั่วพิจารณาอยู่ครู่ใหญ่แต่ก็ไม่เคยเห็นลวดลายนี้มาก่อน
“เมื่อนานมาแล้ว”
ผู้เฒ่าฮั่ววางภาพวาดในมือแล้วพูด “ว่ากันว่าในช่วงที่แคว้นต่าง ๆ อ่อนแอมากที่สุด มีตระกูลที่ยิ่งใหญ่อยู่เป็นจำนวนมากอำนาจของแคว้นได้ถูกแบ่งไปอยู่ในมือของตระกูลเหล่านี้ ในตอนนั้นทุกตระกูลล้วนมีกองทัพเป็นของตัวเอง พวกเขาตั้งตัวเป็นใหญ่ ผลิตเงินขึ้นใช้เองและยังไม่ต้องจ่ายภาษีให้กับราชสำนักอีกด้วยถึงแม้พระราชายังได้ชื่อว่าเป็นผู้ครองแคว้น แต่ในความเป็นจริง ราชาของแคว้นไม่มีอำนาจใดๆ มาตั้งนานแล้ว”
“ช่วงเวลานั้นเรียกได้ว่าเป็นยุคที่มืดที่สุดเลยก็ว่าได้ทุกตระกูลมีตราสัญลักษณ์เป็นของตัวเองข้าว่าสัญลักษณ์นี้ก็คงสืบทอดมาจากยุคนั้นเหมือนกัน เพื่อนเจ้าบอกว่าจะกลับไปรับช่วงต่อตระกูลและยังเป็นการทำแบบลับ ๆ อีก เป็นไปได้มากว่าเขาจะเป็นคนในตระกูลใหญ่ของยุคนั้น ที่ยังสืบเชื้อสายมาจนถึงทุกวันนี้”
“ต่อมาจักรวรรดิต้าซีได้รวบรวมแผ่นดินบางส่วนเข้าด้วยกันแต่ก็ไม่ได้แปลว่าตระกูลเหล่านั้นจะสาบสูญ แน่นอนว่ากาลเวลาอาจทำให้บางตระกูลสูญสิ้นไปแต่ก็มีบางส่วนที่หนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในที่ลับและยังคงกุมอำนาจยิ่งใหญ่อยู่ในมือ อย่างไรก็ตามราชสำนักต้าซีแข็งแกร่งมากเกินไป พวกเขาจึงไม่กล้าออกมาต่อต้านตรง ๆแต่หากราชสำนักต้าซีเกิดความวุ่นวายเมื่อไหร่ พวกเขาก็พร้อมที่จะแสดงตัวออกมาทันที”
แน่นอนว่าอันเจิงรู้เรื่องพวกนี้ดี แต่ด้วยเวลาผ่านมานานมากแล้วเขาจึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก หลังจากที่ได้ยินผู้เฒ่าฮั่วพูดถึงอีกครั้ง เขาก็รู้สึกว่ามันดูสมเหตุสมผลมากเช่นกัน
ในช่วงนั้นถูกเรียกว่ายุคมืดหรือเรียกอีกอย่างว่าสมัยสงครามแคว้นตระกูลที่มีอำนาจต่างก็ไม่เคยหยุดแก่งแย่งชิงดี อันเจิงทบทวนอดีตอย่างละเอียดในสมัยสงครามแคว้นดูเหมือนตระกูลเฉินจะใหญ่โตที่สุดพวกเขาตั้งถิ่นฐานอยู่แถบลุ่มแม่น้ำทางทิศตะวันออก ในช่วงรุ่งโรจน์มากที่สุดช่วงหนึ่งพวกเขาครอบครองพื้นที่ไปมากถึงหนึ่งส่วนจากห้าสิบส่วนของจักรวรรดิต้าซีในปัจจุบันเลยทีเดียว
จนถึงตอนนี้ราชาทะเลเฉินอวี้ฟู่ก็ยังทำให้ผู้คนมากมายยกย่องและชื่นชมได้
แต่ต่อมาราชาอาทิตย์ถังไทชิ่งมิ่งกับราชาเทียมเมฆตงเย่หูได้ร่วมมือกันโค่นล้มตระกูลเฉินเป็นเหตุให้ตระกูลเฉินเปลี่ยนมาเก็บซ่อนตัว เล่ากันว่า ตระกูลนี้หนีข้ามทะเลไปอยู่บนเกาะใดเกาะหนึ่งในแถบทะเลตะวันออกและไม่กลับมาอีกเลย
ช่วงเวลานั้นเป็นยุคที่รุ่งโรจน์ที่สุดของผู้ฝึกพลังวัตรปัจจุบันยังมีผู้คนให้ความสนใจกับยุคนั้นเป็นจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นผู้คนบางส่วนยกย่องให้เป็นยุคที่มีผู้แข็งแกร่งมากที่สุด
ตอนที่อันเจิงเพิ่งเริ่มฝึกพลังวัตรเขาก็เคยได้ยินเรื่องเล่าของยอดฝีมือเหล่านี้เหมือนกันหนึ่งในนั้นก็คือราชาอาทิตย์ถังไทชิ่งมิ่ง เพื่อต้อนรับแขกเขาจึงปลูกต้นท้อแล้วทำให้มันบานภายในชั่วข้ามคืนและยังมีราชาเทียมเมฆตงเย่หูที่พาแขกไปเดินเล่นที่ทะเลสาบต้งถิ๋งแล้วเจอกับมังกรจึงเกิดเรื่องเล่าที่เขาจบชีวิตมังกรด้วยมือเดียว
“นั่นเป็นยุคที่วุ่นวายและนองเลือดมากที่สุดแต่ก็เป็นช่วงที่ผู้ฝึกพลังวัตรรุ่งโรจน์มากที่สุดด้วยเช่นกัน”
ผู้เฒ่าฮั่วดื่มเหล้าไปหนึ่งอึกแล้วพูดต่อ“เล่ากันว่า ช่วงนั้นผู้ที่มีพลังอยู่ในขอบเขตแห่งสวรรค์มีมากกว่าร้อยคนหรืออาจมากกว่านั้นด้วยซ้ำ”
อันเจิงพยักหน้า “ที่ใดเกิดความวุ่นวายที่นั่นจะปรากฏอัศวินแต่ข้าก็อยากให้แผ่นดินสงบสุขมากกว่า”
ผู้เฒ่าฮั่วกล่าวต่อ “เยี่ยนโยวสิบหกแคว้นในเทือกเขาชางหมานสู้รบติดต่อกันหลายปีหลังจากนั้นจึงเกิดโลกมายานี้ขึ้น ดูอย่างจักรวรรดิต้าซีสิประชาชนมีชีวิตที่สงบสุขกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนหรือใครเป็นฝ่ายประกาศสงคราม ต่อให้จะมีเหตุผลในการสู้รบที่ดีเพียงใดแต่ผู้ที่ลำบากที่สุดก็คือประชาชนไม่มีประชาชนคนไหนอยากให้เกิดการสู้รบ คนที่อยากทำสงครามก็มีแต่พวกที่ใฝ่สูงและอยากใช้ความวุ่นวายเพื่อเพิ่มชื่อเสียงให้กับตัวเองเท่านั้น”
อันเจิงถอนหายใจ “ข้าอยากให้โลกนี้ไม่เกิดความวุ่นวายตลอดกาล”
เขาไม่สามารถสืบประวัติของเฉินเซ่าป๋ายได้สำหรับอันเจิงแล้วมันคือความค้างคาใจ แต่ไม่ว่าอย่างไรอันเจิงก็ไม่มีเวลามาคิดเรื่องพวกนี้แล้ว นิกายเบิกสวรรค์ยังมีเรื่องให้จัดการอีกมาก
เพื่อให้คนภายนอกลดความสงสัยที่มีต่อนิกายเบิกสวรรค์อันเจิงจึงให้ตู้โซ่วโซ่วกับคนอื่น ๆ อ่านตำราและฝึกพลังวัตรในช่วงเช้าพอตกดึกก็ให้เข้าไปฝึกต่อในตราประทับท้าทายสวรรค์ ผู้เฒ่าฮั่วได้ลองนำสมุนไพรและดินโคลนบางส่วนออกมาจากสร้อยลูกประคำโลหิตจากนั้นก็นำมาปลูกในตราประทับท้าทายสวรรค์ แต่ด้วยพลังที่เขามีอยู่ จึงสามารถนำมันออกมาได้ประมาณหนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น
เพื่อความปลอดภัยของอันเจิง ต่อให้ผู้เฒ่าฮั่วจะมีพลังมากกว่านี้ก็คงไม่กล้านำสมุนไพรออกมาในปริมาณที่มากกว่านี้แน่และหากอันเจิงไม่ยินยอมให้นำสมุนไพรออกมา แน่นอนว่าเขาก็จะไม่ทำเช่นนี้เลย
“สมุนไพรพวกนี้ จากนี้ไปขอมอบให้ท่านดูแลแล้ว”
ในตราประทับท้าทายสวรรค์อันเจิงนั่งบนยอดเขาที่เต็มไปด้วยสมุนไพรมองดูสมุนไพรที่เพิ่งปลูกเสร็จด้วยความภาคภูมิใจด้วยอายุและพลังวัตรของเขาในตอนนี้ แค่ปรับเปลี่ยนตราประทับท้าทายสวรรค์ให้มาถึงจุดนี้ได้ก็ถือเป็นสิ่งที่ควรค่าต่อการภูมิใจแล้ว ในหัวของเขามีวิชามากมายที่สามารถนำมาใช้ในการฝึกพลังวัตรดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องไปอิจฉาหอสมุดมายาที่มีตำราจำนวนมหาศาลเลย นอกจากนั้นเขายังมีสวนสมุนไพรขนาดใหญ่หากเพื่อนเขาได้รับบาดเจ็บหรือต้องการเพิ่มพลังวัตร ก็คงหายห่วงเรื่องไม่มียาสมุนไพรแล้ว
“ยังมีนี่อีก”
อันเจิงนำเหล็กกิเลนที่เป็นของเดิมพันในการประลองกับหอสมุดมายาเมื่อครั้งที่แล้วออกมาจากนั้นก็วางไว้ตรงหน้าชวีหลิวซี “ของเดิมพันชิ้นนี้ข้านำมันมาให้เจ้าโดยเฉพาะข้ากับผู้เฒ่าฮั่วสืบมาแล้วว่า ในโลกมายาแห่งนี้ของที่สามารถนำมาเป็นส่วนประกอบในการสร้างเตาหลอมโอสถก็คือเหล็กกิเลน ของวิเศษชิ้นนี้เป็นเพียงระดับสีขาวเท่านั้นหากจะให้หอสมุดมายามอบของวิเศษระดับสีแดงออกมา ก็ดูจะเกินความสามารถของพวกเขาไปสักหน่อยก่อนหน้านี้ที่ข้ายังไม่มอบมันให้เจ้า ก็เพราะข้าให้ผู้เฒ่าฮั่วทดลองใช้ดูก่อนแล้วค่อยมาบอกวิธีใช้กับเจ้าอีกที”
ดวงตาของชวีหลิวซีแดงขึ้นเล็กน้อย “ของพวกนี้คือสิ่งที่เจ้าแลกมาด้วยชีวิต”
อันเจิงใช้มือลูบหน้าม้าของนาง “ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นรีบเก็บไว้เถอะ แล้วก็ไปคารวะผู้เฒ่าฮั่วเป็นอาจารย์ด้วย ต่อให้เขาจะไม่ใช่ผู้ที่ชำนาญด้านสมุนไพรแต่เขาก็คือปรมาจารย์ด้านการสร้างอาวุธและสมบัติวิเศษ หากเขาช่วยสร้างเตาหลอมโอสถให้ต่อไปเจ้าก็นำเตานี้ไปฝึกหลอมโอสถวิญญาณเองได้แล้ว ข้ารู้ว่าอย่างไรสิ่งที่เจ้าชอบที่สุดก็ยังเป็นศาสตร์ของสมุนไพรไม่ใช่การฝึกพลังวัตร”
ชวีหลิวซีซาบซึ้งจนพูดอะไรไม่ออก นางแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว
“แต่ว่า...แต่เจ้าเป็นผู้นำนิกายและยังเป็นอาจารย์ของพวกเราอีกอาจารย์ข้าเคยบอกไว้ว่า ถ้าเราได้คารวะใครเป็นอาจารย์แล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนไปคารวะคนอื่นเป็นอาจารย์โดยตามใจได้อีก นั่นถือเป็นการทรยศตัวเองดังนั้นหลังจากที่ข้าเข้ามาในนิกายเบิกสวรรค์ อาจารย์ของข้าก็บังคับตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์ลงแล้วรับข้าเป็นลูกบุญธรรมแทน”
“เจ้าไม่ใช่ศิษย์ของข้า แล้วข้าก็ไม่ใช่อาจารย์ของเจ้าด้วยดังนั้นก็ไม่ได้มีการทรยศเสียหน่อย ข้าไม่ค่อยสันทัดเรื่องสร้างเตาหลอมโอสถมากนัก อีกทั้งยังรู้เรื่องเกี่ยวกับสมุนไพรเพียงเล็กน้อยเท่านั้นผู้เฒ่าฮั่วรู้เรื่องนี้ดีกว่าข้ามาก เขาสามารถช่วยเจ้าได้มากกว่า ดังนั้นอย่าเสียเวลาพูดเรื่องพวกนี้เลยรอผ่านเรื่องวุ่นวายไปได้ ข้าจะไปโรงจวี้ฉ่างเสียหน่อย ดูว่าพอจะมีอะไรใช้เป็นส่วนประกอบของเตาหลอมโอสถได้บ้าง”
ท่าทางของชวีหลิวซีในตอนนี้ช่างน่ารักจริงๆ อันเจิงดันร่างของนางไปหาผู้เฒ่าฮั่ว
หลังจากนางออกไปแล้วอันเจิงนั่งขัดสมาธิฝึกพลังวัตรและรับอากาศธาตุเข้าสู่ร่างกาย จริง ๆแล้วขั้นตอนการฝึกพลังวัตร หากจะว่าซับซ้อนก็แสนจะซับซ้อน แต่จะบอกว่าไม่ซับซ้อนมันก็อธิบายได้ง่ายนิดเดียวพลังวัตรหลัก ๆ แล้วจะมีแค่สี่คำคือพลังลมปราณ วิธีการฝึกพลังลมปราณคือการหายใจออกเพื่อขับอากาศพิษและหายใจเข้าเพื่อสูดอากาศธาตุเข้าสู่ร่างกาย การฝึกพลังวัตรก็คือการสูดอากาศธาตุเข้าไปในทะเลปราณแล้วเปลี่ยนอากาศธาตุเป็นพลังที่สามารถนำมาใช้ได้จริงนั่นเอง
ร่างกายทุกคนมีการตอบสนองต่อวิญญาณปราณที่แตกต่างกันออกไปร่างของบางคนจะตอบสนองต่อน้ำมากกว่า ดังนั้นการฝึกพลังวัตรจะต้องเกี่ยวข้องกับน้ำบางคนร่างกายตอบสนองต่อไฟ บางคนก็ตอบสนองต่อพลังจากธาตุทอง ไม่ใช่เพียงผู้ฝึกพลังวัตรเท่านั้นกับสัตว์อสูรก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน
จริง ๆ แล้วสัตว์อสูรเป็นชื่อเรียกโดยรวมเท่านั้นสัตว์ที่สามารถฝึกพลังวัตรได้ล้วนถูกเรียกว่าสัตว์อสูรทั้งสิ้น แต่ในความเป็นจริง สัตว์อสูรสามารถแบ่งออกเป็นสามประเภทได้แก่ จิงโซ่ว เยาโซ่ว และหมัวโซ่ว ซึ่งสามารถแยกได้ดังนี้ ดอกไม้ ต้นหญ้า ต้นไม้และก้อนหินที่วิวัฒนาการจนมีความรู้สึกนึกคิดและได้รับบ่มเพาะพลังจะถูกจัดเป็นจิงโซ่วส่วนเยาโซ่วคือสัตว์ที่ได้รับการวิวัฒนาการแล้ว ซึ่งอาจเป็นสัตว์ชนิดใดก็ได้ไม่เว้นแม้กระทั่ง นก งู ปลา และแมลงต่าง ๆ
หมัวโซ่วคืออากาศในโลกใบนี้ ในอากาศจะเต็มไปด้วยอากาศธาตุสถานที่บางแห่งที่มีอากาศธาตุรวมตัวกันเป็นจำนวนมากเมื่อเวลานานเข้าก็จะกลายเป็นสิ่งของและกลายเป็นหมัวโซ่วในที่สุด ดังนั้น จิงโซ่วคือพืชพันธุ์และสิ่งของเยาโซ่วคือสัตว์ และหมัวโซ่วคืออากาศธาตุ
จากที่แบ่งประเภทออกมานี้ เสี่ยวช่านของเขาคงเป็นเยาโซ่ว
อันเจิงนั่งฝึกพลังลมปราณอยู่ในตราประทับท้าทายสวรรค์ เมื่อรู้สึกว่าเวลาผ่านไประยะหนึ่งแล้วจึงลุกออกไปด้านนอกเพื่อเตรียมอาหารเย็นให้ทุกคน ในนิกายเบิกสวรรค์นี้เขาทำหน้าที่หลายบทบาทเป็นทั้งเพื่อน คนรู้ใจ และพ่อครัวเมื่ออันเจิงเดินมาถึงประตูทางเข้าตราประทับท้าทายสวรรค์ก็หันไปเห็นมดตัวหนึ่งกำลังเดินผ่านมาทางนี้ มันเดินมาหนึ่งในห้าสิบส่วนของระยะทางแล้ว
“สู้ ๆ”
อันเจิงหันไปพูดกับมดจากนั้นก็เดินออกไปจากตราประทับท้าทายสวรรค์
เมื่อเดินออกมาท้องฟ้าก็กลายเป็นสีดำสนิทแล้ว พอฟ้ามืด ตู้โซ่วโซ่วกับคนอื่น ๆ ก็เข้าไปฝึกพลังวัตรในตราประทับท้าทายสวรรค์ทันทีราวกับพวกเขาอยากฝึกพลังจนทนรอไม่ไหวแล้ว
ทันทีที่อันเจิงเดินมาถึงประตูห้องครัวเขาก็พบว่าด้านนอกนิกายมีเงาของใครบางคนยืนอยู่ คนคนนั้นยืนนิ่งไม่ขยับเลยแม้แต่น้อยดูคล้ายกับรูปปั้นไม่มีผิด แต่เพราะกระดิ่งแก้วไม่ได้โจมตีคนผู้นั้น ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาไม่ได้มาที่นี่พร้อมกับจิตสังหาร
“ท่านผู้นำนิกายอัน”
คนที่ยืนอยู่ด้านนอกนิกายยกมือขึ้นคารวะ “ข้าคือเชียวจ่างเฉิน”
อาจารย์ใหญ่เชียวแห่งหอสมุดมายาเขามาที่นี่ทำไมกัน?
อันเจิงชะงักเล็กน้อยจากนั้นก็เดินไปเปิดประตู “เชิญ”
เชียวจ่างเฉินยิ้มออกมา “อะไรกัน...ท่านผู้นำนิกายอันไม่ระแวงข้าสักนิดเลยหรือ?”
“ผู้ที่มาเยือนก็เหมือนเป็นแขกใครจะต้อนรับแขกโดยการทิ้งให้ยืนอยู่นอกนิกายเล่า”
เขาเดินนำหน้าอย่างช้า ๆแล้วเชียวจ่างเฉินก็เดินตามหลังเข้าไป “ศิษย์ของเจ้าไปไหนกันหมด?”
“พวกเขาล้วนเป็นสหายของข้าไม่ใช่ลูกศิษย์อะไรหรอก ไม่รู้ว่าพวกเขาออกไปเที่ยวเล่นที่ไหนกันแล้ว พอฟ้ามืดออกจากเครื่องแบบได้ก็เหมือนม้าที่วิ่งพล่านไปทั่ว จะหาตัวยังยากเลย”
“อ๋อ พวกเขายังเด็ก ยังมีความบริสุทธิ์การเล่นสนุกก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร”
เชียวจ่างเฉินเดินเข้าไปในห้องจากนั้นก็มองไปรอบด้าน“ผู้นำนิกายอันช่างเป็นคนที่เรียบง่ายจริง ๆในห้องนี้ไม่มีของโบราณหรือของมีค่าเลยสักชิ้น”
“อาจารย์ใหญ่เชียวพูดตรง ๆ เลยว่าข้าจนก็ได้ข้าไม่ใช่ผู้ที่เรียบง่ายอะไรนักหรอก หากข้ามีเงินจริง ๆ ละก็รับประกันได้เลยว่าจะตกแต่งห้องนี้ให้สวยงาม เต็มไปด้วยเงินทองของมีค่า ไม่มีทางจัดห้องด้วยของเรียบง่ายเช่นนี้แน่ข้าจะนำทองคำไปหลอมเป็นรูปปั้นโป๊เปลือยวางไว้ข้างเตียง จะได้ตื่นมาดูทุกเช้าเลย”
เชียวจ่างเฉินกลั้นหัวเราะไม่อยู่ “เป็นคนตรงไปตรงมาดีในเมื่อเป็นแบบนี้ เช่นนั้นข้าจะพูดจุดประสงค์ของการมาในครั้งนี้เลยก็แล้วกัน”
หลังจากนั่งลงแล้วเขาก็พูดขึ้น “ท่านผู้นำนิกายอันเจ้าและสหายของเจ้าล้วนเป็นผู้ที่มีความสามารถและมีอนาคตไกล ทว่าการอยู่ในโลกมายาเล็กๆ นี้ จะทำให้พวกเจ้าเสียเวลาเปล่า ตัวข้าเป็นอาจารย์ใหญ่ของหอสมุดมายาและเป็นรองแม่ทัพของกลุ่มอัศวินเพลิงเหล็กหากพวกเจ้าต้องการ ข้าจะเขียนจดหมายแนะนำให้ พวกเจ้าสามารถนำจดหมายนี้ไปแคว้นเยี่ยนแล้วเข้าไปเป็นทหารในซางอู่เหยี่ยนได้เลยที่นั่น พวกเจ้าจะได้รับการฝึกที่ดีกว่านี้ ข้าเชื่อว่าด้วยพรสวรรค์และความตั้งใจที่พวกเจ้ามีคงจะเป็นเจ้าคนนายคนในแคว้นเยี่ยนได้อย่างรวดเร็วแน่นอน”
อันเจิงรู้สึกซาบซึ้งใจไม่ใช่เพื่อตัวของเขาเอง แต่เพื่อเสี่ยวชีเต้า
แม่นางเยว่ไปแคว้นเยี่ยนแล้วถึงแม้เสี่ยวชีเต้าจะไม่เคยพูดถึง แต่ความคิดถึงระหว่างแม่กับลูกย่อมมีไม่น้อย เป็นเพราะเขามีความเป็นผู้ใหญ่เกินวัยจึงไม่เคยพูดเรื่องนี้กับอันเจิงเลย ถึงอย่างนั้นอันเจิงก็เห็นเขานั่งเหม่อลอยอยู่บ่อยครั้ง
สุดท้ายแล้วอันเจิงก็ไม่ได้ตอบรับแต่อย่างใด เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่แม่นางเยว่กลัวที่สุดคืออะไร
“ขอบคุณสำหรับความหวังดีของท่าน”
อันเจิงยกมือขึ้นคารวะ “ข้าได้ยินมาว่าหลังจากนี้อีกสามปีจะมีการจัดงานเทศกาลใบไม้ร่วงขึ้น ข้าคิดว่า...ถึงตอนนั้นค่อยไปก็ยังไม่สาย”
เชียวจ่างเฉินถอนหายใจเบา ๆ “ถึงตอนนั้น พวกเจ้าทุกคนคงมีชื่อเสียงโด่งดังไปหมดแล้วเกรงว่าคงไม่อยากเข้าไปในซางอู่เหยี่ยนแล้วล่ะ”
เขาหยิบป้ายเหล็กออกมาจากอกเสื้อก่อนจะวางมันลง“หากเจ้าเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ มาหาข้าได้ตลอดเวลาข้าในนามของทหารซางอู่เหยี่ยนแห่งแคว้นเยี่ยน ยินดีต้อนรับเจ้าเสมอ”
หลังจากที่พูดจบเขาก็ลุกขึ้นแล้วขอตัวกลับในทันที
อันเจิงมองไปที่ป้ายเหล็กนั่นบนนั้นเป็นรูปหมาป่าที่มีไฟลุกอยู่เต็มตัว
หลังแผ่นป้ายเหล็กได้สลักคำนี้เอาไว้...เพลิงเหล็ก