วันที่ 73 เกมส์แห่งสงคราม ช่วงเวลาเที่ยงตรง
***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]
หลังจากสงครามถล่มเมืองเผ่ายักษ์ คำสั่งต่อมาที่พวกเราได้รับคือการสร้างฐานที่ด้านนอกของทะเลป่าในทิศตะวันออกของทวีป เพื่อเตรียมที่จะรุกรานดินแดดของเหล่าภูติ
กองทัพนาโตทั้งหมดห้าหมื่นนายได้ย้ายออกจากฐานที่มั่นเดิม แล้วให้กองทัพของดิออนเหล่าผู้ศรัทธาในเทพเจ้าทั้งสามดูแลแทนไป
“ฝากขนขึ้นไปข้างบนทีสิ”
“ปี้~”
เจ้ามังกรวัยรุ่นมิลเลอร์บินลงต่ำเพื่อเข้ามารับปูนสำหรับก่อสร้างขึ้นไปที่แนวกำแพงชั้นบน
ฉันมองดูเจ้ามังกรวัยรุ่นกางปีกบินไปบนฟ้าพร้อมกับถอนหายใจยาวออกมา
ต่อไปคือเผ่าภูติของเอสเทอเช่นนั้นหรือ?
หากเป็นตัวฉันตามปกติคงรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ทำการต่อสู้
แต่ไม่ใช่การต่อสู้แบบนี้… สงครามแบบนี้ฉันไม่ต้องการ
สงครามที่เอาชีวิตพรรคพวกของฉันไป
สงครามที่ใช้ทาสต่างเผ่าราวกับว่าชีวิตของพวกเขาไม่มีค่า
และเป็นสงครามที่เห็นแก่ตัว...
คงต้องบอกว่าสถานการณ์ปัจจุบันของโลกเลวร้ายขึ้นเป็นอย่างมาก
จากรายงานของหน่วยสำรวจ เห็นว่าพื้นที่ทะเลได้หายไปจากเดิมถึงสามในสี่แล้ว และอีกไม่นานพื้นที่สีดำคงกลืนกินเข้าสู่ทวีป
ทุกต่างรู้สึกเป็นกังวลเพราะจุดจบของโลกเริ่มย่างกรายเข้ามาใกล้ เลยยิ่งบีบคั้นให้พวกเขาอยากทำสงครามเพื่อจบเกมส์บ้า ๆ ของเทพเจ้า
แต่ไม่รู้ทำไม ฉันกลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นได้เพียงแค่สิ่งบันเทิงของพวกที่เรียกว่า [เทพเจ้า] เหล่านั้น
ฉันรู้สึกว่าแทนที่จะมาทำสงครามกัน สู้เอาเวลาไปนั่งคิดหาวิธีหยุดการจุดจบของโลกดีกว่า
แต่พวกเขาไม่ทำแบบนั้น ซ้ำร้ายยังก่อสงครามระหว่างเผ่าต่อไป
หรือว่าฉันมีความคิดโลกสวยเกินไปหรือเปล่านะ?
ฉันหันไปมองดูภูเขาศพทางด้านทิศตะวันตกของฐานทัพ
ที่ตรงนั้นคือกองซากศพของเผ่ามนุษย์นกที่รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณูเมื่อไม่กี่วันก่อน
เผ่ามนุษย์นกที่ไม่ได้รับแจ้งเตือนถึงการทิ้งปรมาณูต่างถูกการโจมตีที่ไร้ซึ่งความเมตตาเอาชีวิตไป
“ขอบคุณที่เล่าความจริงให้พวกเราฟัง พวกเราจะได้ตัดสินใจเอาชีวิตใหม่”
และเพราะฉันไปบอกความจริงให้โซเดียมฟังเกี่ยวกับผลของรังสีตกค้างที่อาจเกิดขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เผ่าปักษาที่รอดชีวิตมาทำารฆ่าตัวตายยกเผ่าเพื่อไปคืนชีพใหม่อีกครั้ง
และราวกับจะเป็นการประชดพวกเราที่ใช้งานพวกเขาอย่างไม่เห็นชีวิต เผ่ามนุษย์นกจึงเลือกมาฆ่าตัวตายเป็นกองภูเขาศพขนาดยักษ์ที่ด้านข้างของฐานทัพแห่งนี้
ฉันเบือนหน้าหนีจากภาพที่ชวนน่าเวทนานั้นไปทางทะเลป่าอีกครั้ง
สายลมหนาวจากทิศตะวันออกได้ปะทะเข้าใบหน้าของฉัน
เป็นสายลมหนาวที่ทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงฤดูหนาวที่เศร้าโศก
ให้ตายสิ การฆ่าฟันนี้จะจบลงเมื่อไหรกันนะ?
ในตอนนั้นเองที่ทะเลป่าทางตะวันออกเกิดแรงสั่นไหวอย่างรุนแรง
แผ่นดินสั่นสะเทือนไปพร้อมกับบรรดาต้นไม้ที่ถูกถอนขึ้นจากผืนแผ่นดิน
แล้วบางสิ่งที่มีขนาดใหญ่โตราวกับจะกลืนกินท้องฟ้าได้ทั้งใบก็ได้ปรากฏตัวขึ้นจากทะเลป่าแห่งนั้น
“สงครามเริ่มขึ้นอีกแล้วสินะ…”
เผ่าภูติเริ่มบุกโจมตีเผ่ามนุษย์แล้ว
สัญญาณเตือนภัยได้ดังขึ้นไปทั่วป้อมปราการที่ยังสร้างไม่เสร็จดี
สิ่งที่ปรากฏตัวทางทะเลป่าในทิศตะวันออก คือกองทัพของเผ่าภูติอย่างไม่ต้องสงสัย
ภาพของกองทัพที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังของพวกภูติ ได้ถูกส่งตรงไปเมืองหลวงของมนุษย์พร้อมกับข้อความขอกำลังเสริม
สภามนุษย์ที่กำลังประชุมตึงเครียดอยู่นั้น ได้สั่งให้เอาภาพที่ว่านั้นขึ้นจอในทันที
แล้วทุกคนที่เห็นภาพของกองทัพอันเกรียงไกรของเผ่าภูติที่ถูกนำขึ้นบนจอ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
“ตัวห่าอะไรวะนั่น...”
สิ่งที่ปรากฏบนจอนั้นคือภาพของตัวมาสคอตผิวสีน้ำตาลรูปร่างหน้าตาน่ารักคล้ายหนูแฮมเตอร์
มันตัวใหญ่กว่ายี่สิบเมตร และมีจำนวนถึงหนึ่งร้อยตัว
ที่รอบตัวของเจ้าตัวที่น่ารักนั้น มีแสงขนาดเล็กกำลังบินส่องประกายแสงอยู่โดยรอบ
มันคือกองทัพภูติแห่งดิน ปฐพีคลั่ง [เอพีเซียร์]
ทักษะการควบคุมโกเลมดินและการสร้างแปรสภาพสสารจากผืนปฐพี นั่นคือพลังของพวกเขา
และหนึ่งในทักษะการโจมตีที่ลือชื่อของกองทัพปฐพีคลั่งคือ [โกเลม]
พวกเขาเคยได้รับรายงานการใช้โกเลมของพวกภูติจากสงครามครั้งก่อน แต่โกเลมที่ได้รับรายงานมานั้นมันไม่ได้ตัวใหญ่ยักษ์ขนาดนี้
พวกมันคือโกเลมที่มีความน่าเกรงขามผิดกับครั้งก่อน มีผิวที่แข็งแกร่งจากการดึงแร่ธาตุหลายอย่างมาสร้างเป็นโครงประกอบที่เหนี่ยวและทนทาน อีกทั้งมีพลังแขนและความว่องไวผิดกับโกเลมขนาดเล็กที่ใช้ในงานก่อสร้าง
แน่นอนว่าเผ่ามนุษย์ไม่เคยได้รับรู้ความจริงนั้น จนกระทั้งถึงวันที่ได้เห็นแฮมสเตอร์สีน้ำตาลสูงยี่สิบเมตรมายืนตรงหน้าในวันนี้
“... แน่ใจนะว่าพวกมันมาทำสงคราม? ”
ผู้นำรัสเซียเสนอความเห็นออกมาเช่นนั้นเพราะรูปลักษณ์ที่ชวนดูน่ากังขานั้น
เพราะนอกจากรูปลักษณ์ที่ชวนดูน่ากอดแล้ว ยังมีแสงสีเสียงแผ่กระจายออกมาจากด้านหลังของพวกมัน ราวกับเป็นการเดินพาเหรดของคณะละครสัตว์
และผู้ที่นำทัพอยู่หน้าสุด ก็คือภูติเพศชายผู้ที่มีดวงตาสีแดง ผมสีน้ำตาลตัดสั้นกระเซิง และสวมชุดวันพีชสีน้ำตาลสดที่เด่นเป็นสง่า
รอบตัวของเขามีแสงโปร่งใสไร้สีคลุมตัวเอาไว้อยู่
มันคงเป็นบาเรียของพวกภูติ
“ได้เวลาเปิดตัวกองทัพภูติอันแสนเกรียงไกรแล้วพรม~! ”
เสียงของภูติที่พูดด้วยภาษาของเผ่ามนุษย์ได้ดังกังวาลออกมาเช่นนั้น
***ปฐพีคลั่ง [เอพีเซียร์]
“ได้เวลาเปิดตัวกองทัพภูติอันแสนเกรียงไกรแล้วพรม~! ”
เราเอยด้วยน้ำเสียงที่แสนภาคภูมิใจออกไปเช่นนั้น
กองทัพของเผ่ามนุษย์? ขยะเปียกเช่นนั้นเราจะขอถล่มให้ราบตามคำสั่งของเอสเทอ [พังฐานทัพ] ด้วยพลังของเราเองพรม~
“เริ่มจากเปิดเพลง! ถ้าไม่มีเพลง มันก็ไม่มีพลังสิ พรม~! ”
*ดึง ดึ่ง~ ดือ ดื่อ ดึง ดึ่ง~ ดือ ดื่อ ดึง ดึ่ง~ ดือ ดื่อ ดึง ดึ่ง~ ดือ ดื่อ ดึง ดึ่ง~”
เสียงดนตรีที่มีจังหวะเร้าอารมณ์ตื่นเต้นได้ดังออกมาจากร่างของโกเลมยักษ์
“ต่อไปก็แสงสีเสียง พรม~! ”
ร่างของโกเลมได้แผดแสงสีรุ้งออกมาจากแผ่นหลังอย่างงดงาม
“ต่อไปก็ยิงพลุดอกไม้ พรม~! ”
พลุจำนวนมากถูกยิงขึ้นท้องฟ้า ก่อนจะแตกออกเป็นดอกไม้หลากสีที่โปรยปรายลงมา
“วงออเคสต้า บรรเลงเสียง---”
*เปรี๊ยง! *
“พรม~!? ”
แต่ทว่าพวกมนุษย์กลับยิงโจมตีพวกเราก่อนที่จะได้ทันบรรเลงเพลงออเคสต้าภูติออกไป
สิ่งที่พวกมันเรียกว่า [กระสุนปืนใหญ่] และ [กระสุนปืน] ตามรายงานของเจ้าเอสเทอนั้น ได้ปะทะเข้ากับบาเรียภูติของเราจนแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
ช่างไร้มารยาทในการทำสงครามเสียจริงนะ พรม~!
“หน่อย... ทุกหน่วยโจมตีเลย พรม~! ”
เรารีบบินไปหลบหลังโกเลมเพื่อรอให้บาเรียฟื้นตัวพร้อมกับออกคำสั่งเช่นนั้นไป
โกเลมยักษ์จำนวนหนึ่งร้อยตัวที่มีใบหน้าน่ารักเริ่ม [วิ่ง] ไปข้างหน้า
ใช่แล้ว [วิ่ง] แถมยังเป็นการวิ่งสี่ขาด้วยความเร็วสูงอีกด้วย
แน่นอนว่าพวกมนุษย์ต้องโจมตีมาพร้อมกับช่วงเวลาเดียวที่โกเลมยักษ์วิ่งเข้าใส่
“วิ่งตีโค้ง อย่าให้พวกมันยิงโดนสิ พรม~! ”
เราถือคริสตัลภูติขึ้นมาในมือขวา แล้วเริ่มเชื่อมคลื่นสมองของตัวเองเข้าด้วยกันกับโกเลม
การบังคับโกเลมยักษ์นั้น ปกติต้องใช้ถึงหนึ่งร้อยคนต่อหนึ่งตัวในการบังคับควบคุม
แต่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเพียงคนเดียวเท่านั้น
อสูรร้ายขนาดยักษ์สี่ขาที่ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด อีกทั้งยังรวดเร็วปานลมกรดจำนวนหนึ่งร้อยตัว วิ่งหักเลี้ยวแข่งขันไปที่เป้าหมายกันอย่างพร้อมเพรียง
แต่ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถหลบลูกปืนใหญ่ได้สมบูรณ์แบบแฮะ พรม~
*เพล๊ง*
เกิดเสียงบาเรียแตกดังขึ้นมาจากทางกลุ่มโกเลมที่อยู่ปีกซ้าย
พวกมนุษย์ใช้วิธียิงปูพรมถล่ม จนทำให้ทะเลป่าทางปีกซ้ายกลายเป็นทะเลเพลิง
ร่างของโกเลมยักษ์ถูกห่าฝนปืนใหญ่โปรยปรายเข้าใส่ จนบาเรียพังภายในสามวินาที ก่อนจะถูกถล่มยับแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไป
โกเลมยักษ์จำนวนหนึ่งร้อยตัว เหลืออยู่เพียงเจ็ดสิบตัวภายในชั่วเวลาอึดใจเลยพรม~
“ท่านเอพีเซียร์ หนูขอกลับบ้านเกิดก่อนนะครับ บ๊อง~”
“ท่านเอพีเซียร์ ฝากลูกฝากเมียข้าน้อยด้วย บู~”
“ท่าน--”
“ถึงนายทหารทุกท่าน จงหยุดการโจมตีแล้วยืนสดุดีต่อนายทหารผู้ทรงเกียรติ์กันก่อนพรม~! ”
เนื่องจากการกล่าวอำล่าของสหายร่วมรบคือสิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้ เราจึงสั่งให้ทุกคนหยุดเคลื่อนไหว แล้วยืนตรงสงบนิ่ง
ในเวลาเดียวกัน เราก็ให้โกเลมอีกสิบตัวไปถือป้ายขนาดยักษ์ที่เขียนอักษรของเผ่ามนุษย์ว่า [ขอเวลานอก] ชูขึ้นฟ้า
“จงร้องเพลงสดุดี---”
*เปรี๊ยง! *
แต่ดูเหมือนว่าพวกมนุษย์จะอ่านภาษามนุษย์ไม่ออกแฮะพรม~
ป้ายก็เขียนอยู่ชัดเจนว่า [ขอเวลานอก] จะว่าเขียนผิดก็ไม่ใช่ด้วยพรม~
กระสุนปืนใหญ่ถูกยิงใส่พวกเราที่กำลังยืนเป็นเป้านิ่งอย่างไร้ซึ่งความละอายใจ
ขัดขวางพิธีเปิดสงคราม ขัดขวางพิธีไว้อาลัย เจ้าพวกมนุษย์นี่ช่างไร้ซึ่งความเกรงอกเกรงใจกันจริง ๆ
เราโกรธแล้วนะ พรม~!
“เปิดโหมด [คลั่ง] เลย พรม! ”
โกเลมที่เหลือจากการโจมตีเมื่อกี้มีเพียงแค่ห้าสิบตัว
สิ่งมีชีวิตเทียมขนาดยักษ์สูงยี่สิบเมตรลุกขึ้นยืนด้วยสองขาของมันเอง
ร่างที่ยกตัวสูงขึ้นนั้น มีความสูงไม่ต่ำกว่าสามสิบเมตร
ดวงตาที่กลมโตสีดำ ฉับพลันได้กลายเป็นสีแดงฉานและน่าหวาดหวั่น
[โหมดคลั่ง] คือโหมดสังหารที่ปล่อยพลังงานจำนวนมากเข้าไปในแกน แล้วปล่อยให้โกเลมทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางเส้นทางมัน
และด้วยโหมดนี้ เหล่าภูติที่ควบคุมมันจะกลายเป็นอิสระจากการสั่งการ และพร้อมที่จะร่วมรบไปกับมันด้วย
หรือต้องบอกว่ามีอิสระที่จะรับชมการทำลายล้างของสัตว์ประหลาดยักษ์ดีนะ?
โกเลมยักษ์วิ่งผ่านผืนแผ่นดินด้วยพลังที่บ้าคลั่งของมัน แขนขาที่เป็นอิสระได้คว้านเปลือกโลกขึ้นสูง และใช้มันต่างโล่ที่แข็งแกร่งพร้อมวิ่งเข้าประชิด
โกเลมบางตัววิ่งไปคว้าต้นไม้ แล้วใช้มันขว้างปาใส่ป้อมปราการตรงหน้าด้วยพละกำลังที่เหนือธรรมชาติ
“เข้าเป้า 100 แต้ม พรม~! ”
“โอ๊ว! ”
เหล่าภูติที่เป็นอิสระจากการควบคุมต่างเริ่มบินขึ้นท้องฟ้าพร้อมกับเข้าแถวบินรับชมฉากสงครามตรงหน้า
อาหารอย่างน้ำหวานภูติและเค้กนุ่ม ๆ ถูกเอาออกมาเสริฟให้กับทุกคนพร้อมกัน
ส่วนเราก็เริ่มทำหน้าที่ของหัวหน้าหน่วยที่ดี นั่นคือการเป็น [โฆษก] บรรยายการต่อสู้ที่กำลังเกิดขึ้น
“ดูเหมือนว่าโกเลมเบอร์สองจะไปไม่ไหวแล้ว โอ๊ว!? โดนยิงเข้าไปเต็มหน้าเลยครับนั่น! แต่ทว่าเบอร์สองยังไม่หยุดแค่นั้น! อะไรกันพรม! เขาใช้แรงเฮือกสุดท้ายถอดแขนตัวเองแล้วปาสวนกลับไปครับท่านผู้ชม! โดนเข้าเต็ม ๆ เอาไปเลย 200 แต้ม พรม! ”
“โอ๊ววว! ”
“อ๊า.. เบอร์สองพังเป็นชิ้น ๆ ไปแล้ว แต่เบอร์หนึ่งกับ--- ทำไมไปนอนเล่นตรงพื้นแบบนั้นละลูก? ”
ในตอนที่เบอร์สองเดี้ยงไปแล้วนั้น เบอร์หนึ่งที่อยู่ข้าง ๆ มันก็พลอยซวยเดี้ยงตามไปด้วยเพราะกระสุนปูพรมของศัตรู
บาเรียไม่ช่วยอะไรเลยแฮะ พรม~
แต่ช่างมันเถอะ ต่อให้แพ้ศึกนี้ พวกเราก็แค่สร้างโกเลมชุดใหม่ขึ้นมาก็พอแล้วพรม~
อย่างมากก็แค่โดนเจ้าเอสเทอด่านิดหน่อย แต่แค่ทรัพยากรณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าไปงกมันเลยพรม~
“ฉันแทงเบอร์สี่! ”
“ข้าแทงเบอร์หก! ”
“ใครบอก ผลงานของฉันเบอร์สามสิบ [เจ้าหนูกลมบ๊อก] ต่างหากที่จะสามารถบุกไปถล่มฐานของพวกมนุษย์ได้นะ! ”
เหล่าภูติในหน่วยของเราต่างส่งเสียเชียร์และเริ่มเล่นพนันกันอย่างออกรสชาติ
นี่สิค่อยสมกับเป็นสงครามของพวกเราเผ่าภูติหน่อย
สนุกไปกับทุกสิ่ง ใช้ชีวิตให้เต็มที่ไปเลย พรม!
***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]
ทันทีที่พวกแฮมสเตอร์เปร่งดวงตาเป็นสีแดง พวกมันก็มีท่าทีเปลี่ยนไป
จากเจ้าตัวที่ดูกลมปุกน่ารักนั้น ได้ลุกขึ้นยืนแยกเขี้ยวดั่งสัตว์ร้าย แล้วเริ่มออกวิ่งด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ
พวกเราพยายามใช้รถถังและปืนใหญ่ทั้งหมดที่มียิงถล่มแบบชนิดไม่เสียดายกระสุน แต่ก็ไม่อาจสกัดได้ทันเวลา
“พวกแกรีบบินหนีไปก่อนเลย! ”
“โกร๊ววว! ”
ฉันเหลือบไปมองต้นเสียงนั้น
แอร์บาร์สกำลังสั่งให้มังกรสองแม่ลูกของเขารีบบินหนีออกไปจากสนามรบแห่งนี้ด้วยท่าทีที่ร้อนรน
มังกรสองแม่ลูกที่สัมผัสได้ถึงอันตรายนั้นพยักหน้าตอบรับเขา พร้อมกับเลียใบหน้าราวกับอยากจะอวยพรให้ ก่อนจะกางปีกบินหนีไปทางตะวันตก
แต่ทว่า---
“ไม่! ”
ในตอนที่มังกรตัวแม่ [กลาส] กำลังจะไต่ระดับขึ้นสูงนั้น กลับมีมือขนาดใหญ่พุ่งตะปบลงมาจากเหนือหัวของพวกมัน
โกเลมตัวหนึ่งของศัตรูได้วิ่งประชิดฐานทัพของพวกเราเป็นผลสำเร็จแล้ว
และมันเริ่มโจมตีโดยเล็งไปที่มังกรทั้งสองตัวซึ่งกำลังจะบินหนีไปจากน่านฟ้าแห่งนี้
“โกรวว! ”
มังกรตัวแม่ที่รู้ตัวว่าไม่อาจหลบทัน ได้ใช้หางของมันฟาดใส่ตัวลูก [มิลเลอร์] จนปลิวกระเด็นลงมากองอยู่ที่หน้าฉัน
“ปี้~...”
ฉันรีบเข้าไปดูอาการของมัน
มันไม่บาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย
แต่ไม่ใช่กับแม่ของมัน
“โกรว…”
มังกรตัวแม่ที่บินอยู่บนท้องฟ้าในระดับต่ำนั้น กำลังมองลงมาที่ลูกของมัน
มันส่งสายตามาให้ฉัน ราวกับจะบอกว่า “ฝากดูแลลูกของฉันด้วย” ก่อนจะสิ้นชีพลงด้วยกรงเล็บของโกเล็มขนาดยักษ์
เลือดสด ๆ ได้สาดกระเซ็นขึ้นเต็มท้องฟ้า
“ปี๊!!! ”
เจ้าหนูมันกรีดเสียงลั่นทั้งน้ำตา
“ไม่ได้นะ! ”
ฉันรีบรั้งตัวมันเอาไว้ เพราะไม่อย่างงั้นมันคงบินไปซัดตรง ๆ แน่นอน
“เหวอ! ถอยทัพ ถอยทัพก่อนนน! ”
ในเวลาเดียวกัน โกเลมอีกตัวก็บุกเข้ามาทางทิเหนือ
มันเริ่มทุบทำลายทุกสิ่งทุกอย่างตรงหน้าจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
เริ่มจากฐานปืนใหญ่ กับฐานปืนกลที่ติดตั้งเอาไว้โดยรอบ
พวกมันอาละวาด ทุบทำลาย และหยิบรถถังขึ้นมาโยนเล่นราวกับเด็กน้อยที่กำลังตื่นตาตื่นใจอย่างควบคุมไม่ได้
“เคลียพื้นที่ ฝูงบินทิ้งระเบิดจะมาแล้ว! ”
แอร์บาร์สกรีดเสียงออกมาทั้งน้ำตา
เขาเข้ามาช่วยฉันลูบเจ้ามิลเลอร์ ก่อนจะกวักมือให้มันวิ่งตามพวกเรา
ดูเหมือนว่าฝูงบินที่ปล่อยออกไปตอนแรกต่างพร้อมที่จะทิ้งระเบิดนาปาล์มลงมากันแล้ว
พวกเราเองก็ต้องรีบหนีไปเช่น---
“แย่แล้ว…”
แต่ก่อนที่พวกเราจะได้ทันถอยทัพออกไปจากพื้นที่ เจ้าโกเลมแฮมสเตอร์ก็เข้ามาล้อมพวกเราจากทุกทิศทางไปเสียแล้ว
แถมยังคว้าเอากระสุนปืนใหญ่ออกมาจากคลังแสง แล้วปาขึ้นท้องฟ้าใส่ฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดจนร่วงลงมาไม่เหลือซาก
นี่มันสัตว์ประหลาดพันธุ์ไหนกัน? ไม่ใช่หนังไคจูถล่มโลกนะยะ!
พวกเราพยายามยิงสู้สุดชีวิต แต่ปืนกล M16 คงไม่อาจทำอะไรร่างยักษ์ของพวกมันได้
พวกเราต้องการปืนที่ใหญ่กว่านี้ แต่รถถังกับปืนใหญ่ที่ว่าได้ถูกพวกมันทำลายจนราบไปแล้วนี่สิ
ฐานทัพของพวกเรากำลังถูกพวกมันทำลายจนย่อยยับไม่เหลือ
“ยิง ยิงงงง! ”
หัวหน้าทอมกรีดเสียงสั่งการสุดชีวิต
พวกเราใช้ทุกอย่างที่มียิงต่อสู้ ปาระเบิดมือทั้งหมดที่มีเข้าใส่ ทำแม้แต่ขับรถกระบะพุ่งชนเข้าใส่ ใช้ทุกสิ่งรอบตัวที่มีเพื่อพยายามที่จะล้มมันลงมาให้ได้
แต่สุดท้ายการต่อต้านของเราก็เป็นได้แค่ก้อนหินที่โยนลงไปในมหาสมุทร
ผิวหนังที่ถูกทำลายไปนั้น ถูกซ่อมแซมกลับมาแทบจะในทันทีด้วยการดึงมวลดินรอบตัวขึ้นไป
ให้ตายสิ ถ้าไม่ใช่การโจมตีระดับที่ทำลายไปถึงแกนมัน มันก็ไม่มีวันตายจริง ๆ ด้วยสินะ
สุดท้ายแล้วพวกเราทั้งหมดก็ถูกไล่ต้อนมารวมกันอยู่ตรงใจกลางของฐานทัพ หลังจากที่สิ่งก่อสร้างโดยรอบได้กลายเป็นซากไปแล้ว
โกเลมแฮมสเตอร์ทั้งยี่สิบกว่าตัวต่างชูมือขึ้นท้องฟ้าพร้อมกัน และทำท่าจะตะปบลงมาทับใส่ร่างของพวกเรา
พวกเราคงไม่รอดชีวิตแล้วละ…
แต่ทว่าอย่างน้อย
“เจ้ามิลเลอร์ เดียวฉันกับแอร์บาร์สจะสร้างช่องว่างให้ จังหวะนั้นแกรีบบินหนีไปเลยนะ”
แต่ทว่าอย่างน้อยฉันขอช่วยชีวิตเจ้าหนูนี้ให้ได้ก็ยังดี!
“ปี้!? ”
“ไม่ต้องมาดื้อ! แกต้องรอด จะให้แม่ของแกเสียชีวิตฟรีหรือยังไง! ”
“เอรีส เดียวก่อน… ทำไมอยู่ ๆ พวกมันถึงหยุดเคลื่อนไหวไปซะแบบนั้นละ? ”
แต่ในตอนนั้นเองที่เหล่าโกเลมหยุดเคลื่อนไหวไปเสียดื้อ ๆ
พวกมันหยุดนิ่งก่อนจะแตกกระจายเป็นเศษดินชิ้นเล็กชิ้นน้อย
และสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาหลังจากการสลายร่างของโกเลมนั้น คือแผ่นป้ายหินขนาดใหญ่
บนนั้นมีข้อความภาษาอังกฤษที่เขียนด้วยลายมือของเด็กน้อยสลักลงไปว่า
[อ๊ะล้อเล่น]
“...”
ทุกคนต่างยืนนิ่งราวกับเวลาได้ถูกหยุดลง
ป้ายหินตรงหน้าแตกออกอีกรอบ พร้อมกับข้อความใหม่ที่ซ่อนอยู่ข้างในป้ายหินที่มีขนาดเล็กลง
[ไม่โกรธที่พวกเค้ามาถล่มฐานใช่มั้ย พรม~?]
พรม?
*พรึ่บ* ป้ายหินตรงหน้าแตกออกอีกรอบ พร้อมกับข้อความใหม่ที่ซ่อนอยู่ข้างในป้ายหินที่มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม
[อย่าพึ่งหัวร้อนกันนะ พรม~ ไม่เอาน่า~ ถ้ามีใครมาตั้งฐานทัพประชิดเมือง เป็นพวกเธอก็คงจะมาโจมตีไล่ออกไปใช่ไหมละ พรม~]
*พรึ่บ* ป้ายหินตรงหน้าแตกออกอีกรอบ พร้อมกับข้อความใหม่ที่ซ่อนอยู่ข้างในป้ายหินที่สูงเหลือแค่ห้าเมตร
[เพราะงั้นอย่าโกรธกันนะ พรม~ เดียวให้ของฝากดี ๆ กลับไปเป็นของขวัญนะพรม~]
*พรึ่บ* ป้ายหินแตกออกอีกรอบ
[รักนะจุ๊บ ๆ]
*พรึ่บ* ป้ายหินแตกออกอีกรอบ
[3]
*พรึ่บ* ป้ายหินแตกออกอีกรอบ
[2]
*พรึ่บ* ป้ายหินแตกออกอีกรอบ
[1]
หรือว่าจะเป็นระเบิด!?
*พรึ่บ* ....
ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นหลังจากที่เวลานับหมดลงนอกจากข้อความสุดท้ายบนแผ่นหินขนาดเท่ามดว่า
[โดนหลอกแล้ว~ พรม~]
“...”
และแล้วสงครามครั้งแรกระหว่างมนุษย์กับภูติก็จบลงไปในลักษณะเช่นนี้ ซึ่งตอนนั้นฉันไม่รู้ตัวเลยว่าพวกภูติไม่ได้บุกแค่ที่นี่เพียงแห่งเดียว
แต่ว่าตอนนี้ฉันอยากเอากระสุนไปยัดปากเจ้าคนที่ทำแบบนี้มากเลยละ
...แผนที่สรุปการเคลื่อนทัพของวันที่ 73 ของเกมส์แห่งสงคราม