Age of war

    ตอนที่ 72 โดนรุกทุกทิศทาง (2)

    วันที่ 73 เกมส์แห่งสงคราม ช่วงเวลาเที่ยงตรง

    ***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]

    หลังจากสงครามถล่มเมืองเผ่ายักษ์ คำสั่งต่อมาที่พวกเราได้รับคือการสร้างฐานที่ด้านนอกของทะเลป่าในทิศตะวันออกของทวีป เพื่อเตรียมที่จะรุกรานดินแดดของเหล่าภูติ

    กองทัพนาโตทั้งหมดห้าหมื่นนายได้ย้ายออกจากฐานที่มั่นเดิม แล้วให้กองทัพของดิออนเหล่าผู้ศรัทธาในเทพเจ้าทั้งสามดูแลแทนไป

    “ฝากขนขึ้นไปข้างบนทีสิ”

    “ปี้~”

    เจ้ามังกรวัยรุ่นมิลเลอร์บินลงต่ำเพื่อเข้ามารับปูนสำหรับก่อสร้างขึ้นไปที่แนวกำแพงชั้นบน

    ฉันมองดูเจ้ามังกรวัยรุ่นกางปีกบินไปบนฟ้าพร้อมกับถอนหายใจยาวออกมา

    ต่อไปคือเผ่าภูติของเอสเทอเช่นนั้นหรือ?

    หากเป็นตัวฉันตามปกติคงรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ทำการต่อสู้

    แต่ไม่ใช่การต่อสู้แบบนี้… สงครามแบบนี้ฉันไม่ต้องการ

    สงครามที่เอาชีวิตพรรคพวกของฉันไป

    สงครามที่ใช้ทาสต่างเผ่าราวกับว่าชีวิตของพวกเขาไม่มีค่า

    และเป็นสงครามที่เห็นแก่ตัว...

    คงต้องบอกว่าสถานการณ์ปัจจุบันของโลกเลวร้ายขึ้นเป็นอย่างมาก

    จากรายงานของหน่วยสำรวจ เห็นว่าพื้นที่ทะเลได้หายไปจากเดิมถึงสามในสี่แล้ว และอีกไม่นานพื้นที่สีดำคงกลืนกินเข้าสู่ทวีป

    ทุกต่างรู้สึกเป็นกังวลเพราะจุดจบของโลกเริ่มย่างกรายเข้ามาใกล้ เลยยิ่งบีบคั้นให้พวกเขาอยากทำสงครามเพื่อจบเกมส์บ้า ๆ ของเทพเจ้า

    แต่ไม่รู้ทำไม ฉันกลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นได้เพียงแค่สิ่งบันเทิงของพวกที่เรียกว่า [เทพเจ้า] เหล่านั้น

    ฉันรู้สึกว่าแทนที่จะมาทำสงครามกัน สู้เอาเวลาไปนั่งคิดหาวิธีหยุดการจุดจบของโลกดีกว่า

    แต่พวกเขาไม่ทำแบบนั้น ซ้ำร้ายยังก่อสงครามระหว่างเผ่าต่อไป

    หรือว่าฉันมีความคิดโลกสวยเกินไปหรือเปล่านะ?

    ฉันหันไปมองดูภูเขาศพทางด้านทิศตะวันตกของฐานทัพ

    ที่ตรงนั้นคือกองซากศพของเผ่ามนุษย์นกที่รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณูเมื่อไม่กี่วันก่อน

    เผ่ามนุษย์นกที่ไม่ได้รับแจ้งเตือนถึงการทิ้งปรมาณูต่างถูกการโจมตีที่ไร้ซึ่งความเมตตาเอาชีวิตไป

    “ขอบคุณที่เล่าความจริงให้พวกเราฟัง พวกเราจะได้ตัดสินใจเอาชีวิตใหม่”

    และเพราะฉันไปบอกความจริงให้โซเดียมฟังเกี่ยวกับผลของรังสีตกค้างที่อาจเกิดขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เผ่าปักษาที่รอดชีวิตมาทำารฆ่าตัวตายยกเผ่าเพื่อไปคืนชีพใหม่อีกครั้ง

    และราวกับจะเป็นการประชดพวกเราที่ใช้งานพวกเขาอย่างไม่เห็นชีวิต เผ่ามนุษย์นกจึงเลือกมาฆ่าตัวตายเป็นกองภูเขาศพขนาดยักษ์ที่ด้านข้างของฐานทัพแห่งนี้

    ฉันเบือนหน้าหนีจากภาพที่ชวนน่าเวทนานั้นไปทางทะเลป่าอีกครั้ง

    สายลมหนาวจากทิศตะวันออกได้ปะทะเข้าใบหน้าของฉัน

    เป็นสายลมหนาวที่ทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงฤดูหนาวที่เศร้าโศก

    ให้ตายสิ การฆ่าฟันนี้จะจบลงเมื่อไหรกันนะ?

    ในตอนนั้นเองที่ทะเลป่าทางตะวันออกเกิดแรงสั่นไหวอย่างรุนแรง

    แผ่นดินสั่นสะเทือนไปพร้อมกับบรรดาต้นไม้ที่ถูกถอนขึ้นจากผืนแผ่นดิน

    แล้วบางสิ่งที่มีขนาดใหญ่โตราวกับจะกลืนกินท้องฟ้าได้ทั้งใบก็ได้ปรากฏตัวขึ้นจากทะเลป่าแห่งนั้น

    “สงครามเริ่มขึ้นอีกแล้วสินะ…”

    เผ่าภูติเริ่มบุกโจมตีเผ่ามนุษย์แล้ว



    สัญญาณเตือนภัยได้ดังขึ้นไปทั่วป้อมปราการที่ยังสร้างไม่เสร็จดี

    สิ่งที่ปรากฏตัวทางทะเลป่าในทิศตะวันออก คือกองทัพของเผ่าภูติอย่างไม่ต้องสงสัย

    ภาพของกองทัพที่ยิ่งใหญ่และทรงพลังของพวกภูติ ได้ถูกส่งตรงไปเมืองหลวงของมนุษย์พร้อมกับข้อความขอกำลังเสริม

    สภามนุษย์ที่กำลังประชุมตึงเครียดอยู่นั้น ได้สั่งให้เอาภาพที่ว่านั้นขึ้นจอในทันที

    แล้วทุกคนที่เห็นภาพของกองทัพอันเกรียงไกรของเผ่าภูติที่ถูกนำขึ้นบนจอ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

    “ตัวห่าอะไรวะนั่น...”

    สิ่งที่ปรากฏบนจอนั้นคือภาพของตัวมาสคอตผิวสีน้ำตาลรูปร่างหน้าตาน่ารักคล้ายหนูแฮมเตอร์

    มันตัวใหญ่กว่ายี่สิบเมตร และมีจำนวนถึงหนึ่งร้อยตัว

    ที่รอบตัวของเจ้าตัวที่น่ารักนั้น มีแสงขนาดเล็กกำลังบินส่องประกายแสงอยู่โดยรอบ

    มันคือกองทัพภูติแห่งดิน ปฐพีคลั่ง [เอพีเซียร์]

    ทักษะการควบคุมโกเลมดินและการสร้างแปรสภาพสสารจากผืนปฐพี นั่นคือพลังของพวกเขา

    และหนึ่งในทักษะการโจมตีที่ลือชื่อของกองทัพปฐพีคลั่งคือ [โกเลม]

    พวกเขาเคยได้รับรายงานการใช้โกเลมของพวกภูติจากสงครามครั้งก่อน แต่โกเลมที่ได้รับรายงานมานั้นมันไม่ได้ตัวใหญ่ยักษ์ขนาดนี้

    พวกมันคือโกเลมที่มีความน่าเกรงขามผิดกับครั้งก่อน มีผิวที่แข็งแกร่งจากการดึงแร่ธาตุหลายอย่างมาสร้างเป็นโครงประกอบที่เหนี่ยวและทนทาน อีกทั้งมีพลังแขนและความว่องไวผิดกับโกเลมขนาดเล็กที่ใช้ในงานก่อสร้าง

    แน่นอนว่าเผ่ามนุษย์ไม่เคยได้รับรู้ความจริงนั้น จนกระทั้งถึงวันที่ได้เห็นแฮมสเตอร์สีน้ำตาลสูงยี่สิบเมตรมายืนตรงหน้าในวันนี้

    “... แน่ใจนะว่าพวกมันมาทำสงคราม? ”

    ผู้นำรัสเซียเสนอความเห็นออกมาเช่นนั้นเพราะรูปลักษณ์ที่ชวนดูน่ากังขานั้น

    เพราะนอกจากรูปลักษณ์ที่ชวนดูน่ากอดแล้ว ยังมีแสงสีเสียงแผ่กระจายออกมาจากด้านหลังของพวกมัน ราวกับเป็นการเดินพาเหรดของคณะละครสัตว์

    และผู้ที่นำทัพอยู่หน้าสุด ก็คือภูติเพศชายผู้ที่มีดวงตาสีแดง ผมสีน้ำตาลตัดสั้นกระเซิง และสวมชุดวันพีชสีน้ำตาลสดที่เด่นเป็นสง่า

    รอบตัวของเขามีแสงโปร่งใสไร้สีคลุมตัวเอาไว้อยู่

    มันคงเป็นบาเรียของพวกภูติ

    “ได้เวลาเปิดตัวกองทัพภูติอันแสนเกรียงไกรแล้วพรม~! ”

    เสียงของภูติที่พูดด้วยภาษาของเผ่ามนุษย์ได้ดังกังวาลออกมาเช่นนั้น



    ***ปฐพีคลั่ง [เอพีเซียร์]

    “ได้เวลาเปิดตัวกองทัพภูติอันแสนเกรียงไกรแล้วพรม~! ”

    เราเอยด้วยน้ำเสียงที่แสนภาคภูมิใจออกไปเช่นนั้น

    กองทัพของเผ่ามนุษย์? ขยะเปียกเช่นนั้นเราจะขอถล่มให้ราบตามคำสั่งของเอสเทอ [พังฐานทัพ] ด้วยพลังของเราเองพรม~

    “เริ่มจากเปิดเพลง! ถ้าไม่มีเพลง มันก็ไม่มีพลังสิ พรม~! ”

    *ดึง ดึ่ง~ ดือ ดื่อ ดึง ดึ่ง~ ดือ ดื่อ ดึง ดึ่ง~ ดือ ดื่อ ดึง ดึ่ง~ ดือ ดื่อ ดึง ดึ่ง~”

    เสียงดนตรีที่มีจังหวะเร้าอารมณ์ตื่นเต้นได้ดังออกมาจากร่างของโกเลมยักษ์

    “ต่อไปก็แสงสีเสียง พรม~! ”

    ร่างของโกเลมได้แผดแสงสีรุ้งออกมาจากแผ่นหลังอย่างงดงาม

    “ต่อไปก็ยิงพลุดอกไม้ พรม~! ”

    พลุจำนวนมากถูกยิงขึ้นท้องฟ้า ก่อนจะแตกออกเป็นดอกไม้หลากสีที่โปรยปรายลงมา

    “วงออเคสต้า บรรเลงเสียง---”

    *เปรี๊ยง! *

    “พรม~!? ”

    แต่ทว่าพวกมนุษย์กลับยิงโจมตีพวกเราก่อนที่จะได้ทันบรรเลงเพลงออเคสต้าภูติออกไป

    สิ่งที่พวกมันเรียกว่า [กระสุนปืนใหญ่] และ [กระสุนปืน] ตามรายงานของเจ้าเอสเทอนั้น ได้ปะทะเข้ากับบาเรียภูติของเราจนแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ

    ช่างไร้มารยาทในการทำสงครามเสียจริงนะ พรม~!

    “หน่อย... ทุกหน่วยโจมตีเลย พรม~! ”

    เรารีบบินไปหลบหลังโกเลมเพื่อรอให้บาเรียฟื้นตัวพร้อมกับออกคำสั่งเช่นนั้นไป

    โกเลมยักษ์จำนวนหนึ่งร้อยตัวที่มีใบหน้าน่ารักเริ่ม [วิ่ง] ไปข้างหน้า

    ใช่แล้ว [วิ่ง] แถมยังเป็นการวิ่งสี่ขาด้วยความเร็วสูงอีกด้วย

    แน่นอนว่าพวกมนุษย์ต้องโจมตีมาพร้อมกับช่วงเวลาเดียวที่โกเลมยักษ์วิ่งเข้าใส่

    “วิ่งตีโค้ง อย่าให้พวกมันยิงโดนสิ พรม~! ”

    เราถือคริสตัลภูติขึ้นมาในมือขวา แล้วเริ่มเชื่อมคลื่นสมองของตัวเองเข้าด้วยกันกับโกเลม

    การบังคับโกเลมยักษ์นั้น ปกติต้องใช้ถึงหนึ่งร้อยคนต่อหนึ่งตัวในการบังคับควบคุม

    แต่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเพียงคนเดียวเท่านั้น

    อสูรร้ายขนาดยักษ์สี่ขาที่ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด อีกทั้งยังรวดเร็วปานลมกรดจำนวนหนึ่งร้อยตัว วิ่งหักเลี้ยวแข่งขันไปที่เป้าหมายกันอย่างพร้อมเพรียง

    แต่ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถหลบลูกปืนใหญ่ได้สมบูรณ์แบบแฮะ พรม~

    *เพล๊ง*

    เกิดเสียงบาเรียแตกดังขึ้นมาจากทางกลุ่มโกเลมที่อยู่ปีกซ้าย

    พวกมนุษย์ใช้วิธียิงปูพรมถล่ม จนทำให้ทะเลป่าทางปีกซ้ายกลายเป็นทะเลเพลิง

    ร่างของโกเลมยักษ์ถูกห่าฝนปืนใหญ่โปรยปรายเข้าใส่ จนบาเรียพังภายในสามวินาที ก่อนจะถูกถล่มยับแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไป

    โกเลมยักษ์จำนวนหนึ่งร้อยตัว เหลืออยู่เพียงเจ็ดสิบตัวภายในชั่วเวลาอึดใจเลยพรม~

    “ท่านเอพีเซียร์ หนูขอกลับบ้านเกิดก่อนนะครับ บ๊อง~”

    “ท่านเอพีเซียร์ ฝากลูกฝากเมียข้าน้อยด้วย บู~”

    “ท่าน--”

    “ถึงนายทหารทุกท่าน จงหยุดการโจมตีแล้วยืนสดุดีต่อนายทหารผู้ทรงเกียรติ์กันก่อนพรม~! ”

    เนื่องจากการกล่าวอำล่าของสหายร่วมรบคือสิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้ เราจึงสั่งให้ทุกคนหยุดเคลื่อนไหว แล้วยืนตรงสงบนิ่ง

    ในเวลาเดียวกัน เราก็ให้โกเลมอีกสิบตัวไปถือป้ายขนาดยักษ์ที่เขียนอักษรของเผ่ามนุษย์ว่า [ขอเวลานอก] ชูขึ้นฟ้า

    “จงร้องเพลงสดุดี---”

    *เปรี๊ยง! *

    แต่ดูเหมือนว่าพวกมนุษย์จะอ่านภาษามนุษย์ไม่ออกแฮะพรม~

    ป้ายก็เขียนอยู่ชัดเจนว่า [ขอเวลานอก] จะว่าเขียนผิดก็ไม่ใช่ด้วยพรม~

    กระสุนปืนใหญ่ถูกยิงใส่พวกเราที่กำลังยืนเป็นเป้านิ่งอย่างไร้ซึ่งความละอายใจ

    ขัดขวางพิธีเปิดสงคราม ขัดขวางพิธีไว้อาลัย เจ้าพวกมนุษย์นี่ช่างไร้ซึ่งความเกรงอกเกรงใจกันจริง ๆ

    เราโกรธแล้วนะ พรม~!

    “เปิดโหมด [คลั่ง] เลย พรม! ”

    โกเลมที่เหลือจากการโจมตีเมื่อกี้มีเพียงแค่ห้าสิบตัว

    สิ่งมีชีวิตเทียมขนาดยักษ์สูงยี่สิบเมตรลุกขึ้นยืนด้วยสองขาของมันเอง

    ร่างที่ยกตัวสูงขึ้นนั้น มีความสูงไม่ต่ำกว่าสามสิบเมตร

    ดวงตาที่กลมโตสีดำ ฉับพลันได้กลายเป็นสีแดงฉานและน่าหวาดหวั่น

    [โหมดคลั่ง] คือโหมดสังหารที่ปล่อยพลังงานจำนวนมากเข้าไปในแกน แล้วปล่อยให้โกเลมทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางเส้นทางมัน

    และด้วยโหมดนี้ เหล่าภูติที่ควบคุมมันจะกลายเป็นอิสระจากการสั่งการ และพร้อมที่จะร่วมรบไปกับมันด้วย

    หรือต้องบอกว่ามีอิสระที่จะรับชมการทำลายล้างของสัตว์ประหลาดยักษ์ดีนะ?

    โกเลมยักษ์วิ่งผ่านผืนแผ่นดินด้วยพลังที่บ้าคลั่งของมัน แขนขาที่เป็นอิสระได้คว้านเปลือกโลกขึ้นสูง และใช้มันต่างโล่ที่แข็งแกร่งพร้อมวิ่งเข้าประชิด

    โกเลมบางตัววิ่งไปคว้าต้นไม้ แล้วใช้มันขว้างปาใส่ป้อมปราการตรงหน้าด้วยพละกำลังที่เหนือธรรมชาติ

    “เข้าเป้า 100 แต้ม พรม~! ”

    “โอ๊ว! ”

    เหล่าภูติที่เป็นอิสระจากการควบคุมต่างเริ่มบินขึ้นท้องฟ้าพร้อมกับเข้าแถวบินรับชมฉากสงครามตรงหน้า

    อาหารอย่างน้ำหวานภูติและเค้กนุ่ม ๆ ถูกเอาออกมาเสริฟให้กับทุกคนพร้อมกัน

    ส่วนเราก็เริ่มทำหน้าที่ของหัวหน้าหน่วยที่ดี นั่นคือการเป็น [โฆษก] บรรยายการต่อสู้ที่กำลังเกิดขึ้น

    “ดูเหมือนว่าโกเลมเบอร์สองจะไปไม่ไหวแล้ว โอ๊ว!? โดนยิงเข้าไปเต็มหน้าเลยครับนั่น! แต่ทว่าเบอร์สองยังไม่หยุดแค่นั้น! อะไรกันพรม! เขาใช้แรงเฮือกสุดท้ายถอดแขนตัวเองแล้วปาสวนกลับไปครับท่านผู้ชม! โดนเข้าเต็ม ๆ เอาไปเลย 200 แต้ม พรม! ”

    “โอ๊ววว! ”

    “อ๊า.. เบอร์สองพังเป็นชิ้น ๆ ไปแล้ว แต่เบอร์หนึ่งกับ--- ทำไมไปนอนเล่นตรงพื้นแบบนั้นละลูก? ”

    ในตอนที่เบอร์สองเดี้ยงไปแล้วนั้น เบอร์หนึ่งที่อยู่ข้าง ๆ มันก็พลอยซวยเดี้ยงตามไปด้วยเพราะกระสุนปูพรมของศัตรู

    บาเรียไม่ช่วยอะไรเลยแฮะ พรม~

    แต่ช่างมันเถอะ ต่อให้แพ้ศึกนี้ พวกเราก็แค่สร้างโกเลมชุดใหม่ขึ้นมาก็พอแล้วพรม~

    อย่างมากก็แค่โดนเจ้าเอสเทอด่านิดหน่อย แต่แค่ทรัพยากรณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าไปงกมันเลยพรม~

    “ฉันแทงเบอร์สี่! ”

    “ข้าแทงเบอร์หก! ”

    “ใครบอก ผลงานของฉันเบอร์สามสิบ [เจ้าหนูกลมบ๊อก] ต่างหากที่จะสามารถบุกไปถล่มฐานของพวกมนุษย์ได้นะ! ”

    เหล่าภูติในหน่วยของเราต่างส่งเสียเชียร์และเริ่มเล่นพนันกันอย่างออกรสชาติ

    นี่สิค่อยสมกับเป็นสงครามของพวกเราเผ่าภูติหน่อย

    สนุกไปกับทุกสิ่ง ใช้ชีวิตให้เต็มที่ไปเลย พรม!



    ***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]

    ทันทีที่พวกแฮมสเตอร์เปร่งดวงตาเป็นสีแดง พวกมันก็มีท่าทีเปลี่ยนไป

    จากเจ้าตัวที่ดูกลมปุกน่ารักนั้น ได้ลุกขึ้นยืนแยกเขี้ยวดั่งสัตว์ร้าย แล้วเริ่มออกวิ่งด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ

    พวกเราพยายามใช้รถถังและปืนใหญ่ทั้งหมดที่มียิงถล่มแบบชนิดไม่เสียดายกระสุน แต่ก็ไม่อาจสกัดได้ทันเวลา

    “พวกแกรีบบินหนีไปก่อนเลย! ”

    “โกร๊ววว! ”

    ฉันเหลือบไปมองต้นเสียงนั้น

    แอร์บาร์สกำลังสั่งให้มังกรสองแม่ลูกของเขารีบบินหนีออกไปจากสนามรบแห่งนี้ด้วยท่าทีที่ร้อนรน

    มังกรสองแม่ลูกที่สัมผัสได้ถึงอันตรายนั้นพยักหน้าตอบรับเขา พร้อมกับเลียใบหน้าราวกับอยากจะอวยพรให้ ก่อนจะกางปีกบินหนีไปทางตะวันตก

    แต่ทว่า---

    “ไม่! ”

    ในตอนที่มังกรตัวแม่ [กลาส] กำลังจะไต่ระดับขึ้นสูงนั้น กลับมีมือขนาดใหญ่พุ่งตะปบลงมาจากเหนือหัวของพวกมัน

    โกเลมตัวหนึ่งของศัตรูได้วิ่งประชิดฐานทัพของพวกเราเป็นผลสำเร็จแล้ว

    และมันเริ่มโจมตีโดยเล็งไปที่มังกรทั้งสองตัวซึ่งกำลังจะบินหนีไปจากน่านฟ้าแห่งนี้

    “โกรวว! ”

    มังกรตัวแม่ที่รู้ตัวว่าไม่อาจหลบทัน ได้ใช้หางของมันฟาดใส่ตัวลูก [มิลเลอร์] จนปลิวกระเด็นลงมากองอยู่ที่หน้าฉัน

    “ปี้~...”

    ฉันรีบเข้าไปดูอาการของมัน

    มันไม่บาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย

    แต่ไม่ใช่กับแม่ของมัน

    “โกรว…”

    มังกรตัวแม่ที่บินอยู่บนท้องฟ้าในระดับต่ำนั้น กำลังมองลงมาที่ลูกของมัน

    มันส่งสายตามาให้ฉัน ราวกับจะบอกว่า “ฝากดูแลลูกของฉันด้วย” ก่อนจะสิ้นชีพลงด้วยกรงเล็บของโกเล็มขนาดยักษ์

    เลือดสด ๆ ได้สาดกระเซ็นขึ้นเต็มท้องฟ้า

    “ปี๊!!! ”

    เจ้าหนูมันกรีดเสียงลั่นทั้งน้ำตา

    “ไม่ได้นะ! ”

    ฉันรีบรั้งตัวมันเอาไว้ เพราะไม่อย่างงั้นมันคงบินไปซัดตรง ๆ แน่นอน

    “เหวอ! ถอยทัพ ถอยทัพก่อนนน! ”

    ในเวลาเดียวกัน โกเลมอีกตัวก็บุกเข้ามาทางทิเหนือ

    มันเริ่มทุบทำลายทุกสิ่งทุกอย่างตรงหน้าจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

    เริ่มจากฐานปืนใหญ่ กับฐานปืนกลที่ติดตั้งเอาไว้โดยรอบ

    พวกมันอาละวาด ทุบทำลาย และหยิบรถถังขึ้นมาโยนเล่นราวกับเด็กน้อยที่กำลังตื่นตาตื่นใจอย่างควบคุมไม่ได้

    “เคลียพื้นที่ ฝูงบินทิ้งระเบิดจะมาแล้ว! ”

    แอร์บาร์สกรีดเสียงออกมาทั้งน้ำตา

    เขาเข้ามาช่วยฉันลูบเจ้ามิลเลอร์ ก่อนจะกวักมือให้มันวิ่งตามพวกเรา

    ดูเหมือนว่าฝูงบินที่ปล่อยออกไปตอนแรกต่างพร้อมที่จะทิ้งระเบิดนาปาล์มลงมากันแล้ว

    พวกเราเองก็ต้องรีบหนีไปเช่น---

    “แย่แล้ว…”

    แต่ก่อนที่พวกเราจะได้ทันถอยทัพออกไปจากพื้นที่ เจ้าโกเลมแฮมสเตอร์ก็เข้ามาล้อมพวกเราจากทุกทิศทางไปเสียแล้ว

    แถมยังคว้าเอากระสุนปืนใหญ่ออกมาจากคลังแสง แล้วปาขึ้นท้องฟ้าใส่ฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดจนร่วงลงมาไม่เหลือซาก

    นี่มันสัตว์ประหลาดพันธุ์ไหนกัน? ไม่ใช่หนังไคจูถล่มโลกนะยะ!

    พวกเราพยายามยิงสู้สุดชีวิต แต่ปืนกล M16 คงไม่อาจทำอะไรร่างยักษ์ของพวกมันได้

    พวกเราต้องการปืนที่ใหญ่กว่านี้ แต่รถถังกับปืนใหญ่ที่ว่าได้ถูกพวกมันทำลายจนราบไปแล้วนี่สิ

    ฐานทัพของพวกเรากำลังถูกพวกมันทำลายจนย่อยยับไม่เหลือ

    “ยิง ยิงงงง! ”

    หัวหน้าทอมกรีดเสียงสั่งการสุดชีวิต

    พวกเราใช้ทุกอย่างที่มียิงต่อสู้ ปาระเบิดมือทั้งหมดที่มีเข้าใส่ ทำแม้แต่ขับรถกระบะพุ่งชนเข้าใส่ ใช้ทุกสิ่งรอบตัวที่มีเพื่อพยายามที่จะล้มมันลงมาให้ได้

    แต่สุดท้ายการต่อต้านของเราก็เป็นได้แค่ก้อนหินที่โยนลงไปในมหาสมุทร

    ผิวหนังที่ถูกทำลายไปนั้น ถูกซ่อมแซมกลับมาแทบจะในทันทีด้วยการดึงมวลดินรอบตัวขึ้นไป

    ให้ตายสิ ถ้าไม่ใช่การโจมตีระดับที่ทำลายไปถึงแกนมัน มันก็ไม่มีวันตายจริง ๆ ด้วยสินะ

    สุดท้ายแล้วพวกเราทั้งหมดก็ถูกไล่ต้อนมารวมกันอยู่ตรงใจกลางของฐานทัพ หลังจากที่สิ่งก่อสร้างโดยรอบได้กลายเป็นซากไปแล้ว

    โกเลมแฮมสเตอร์ทั้งยี่สิบกว่าตัวต่างชูมือขึ้นท้องฟ้าพร้อมกัน และทำท่าจะตะปบลงมาทับใส่ร่างของพวกเรา

    พวกเราคงไม่รอดชีวิตแล้วละ…

    แต่ทว่าอย่างน้อย

    “เจ้ามิลเลอร์ เดียวฉันกับแอร์บาร์สจะสร้างช่องว่างให้ จังหวะนั้นแกรีบบินหนีไปเลยนะ”

    แต่ทว่าอย่างน้อยฉันขอช่วยชีวิตเจ้าหนูนี้ให้ได้ก็ยังดี!

    “ปี้!? ”

    “ไม่ต้องมาดื้อ! แกต้องรอด จะให้แม่ของแกเสียชีวิตฟรีหรือยังไง! ”

    “เอรีส เดียวก่อน… ทำไมอยู่ ๆ พวกมันถึงหยุดเคลื่อนไหวไปซะแบบนั้นละ? ”

    แต่ในตอนนั้นเองที่เหล่าโกเลมหยุดเคลื่อนไหวไปเสียดื้อ ๆ

    พวกมันหยุดนิ่งก่อนจะแตกกระจายเป็นเศษดินชิ้นเล็กชิ้นน้อย

    และสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาหลังจากการสลายร่างของโกเลมนั้น คือแผ่นป้ายหินขนาดใหญ่

    บนนั้นมีข้อความภาษาอังกฤษที่เขียนด้วยลายมือของเด็กน้อยสลักลงไปว่า

    [อ๊ะล้อเล่น]

    “...”

    ทุกคนต่างยืนนิ่งราวกับเวลาได้ถูกหยุดลง

    ป้ายหินตรงหน้าแตกออกอีกรอบ พร้อมกับข้อความใหม่ที่ซ่อนอยู่ข้างในป้ายหินที่มีขนาดเล็กลง

    [ไม่โกรธที่พวกเค้ามาถล่มฐานใช่มั้ย พรม~?]

    พรม?

    *พรึ่บ* ป้ายหินตรงหน้าแตกออกอีกรอบ พร้อมกับข้อความใหม่ที่ซ่อนอยู่ข้างในป้ายหินที่มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม

    [อย่าพึ่งหัวร้อนกันนะ พรม~ ไม่เอาน่า~ ถ้ามีใครมาตั้งฐานทัพประชิดเมือง เป็นพวกเธอก็คงจะมาโจมตีไล่ออกไปใช่ไหมละ พรม~]

    *พรึ่บ* ป้ายหินตรงหน้าแตกออกอีกรอบ พร้อมกับข้อความใหม่ที่ซ่อนอยู่ข้างในป้ายหินที่สูงเหลือแค่ห้าเมตร

    [เพราะงั้นอย่าโกรธกันนะ พรม~ เดียวให้ของฝากดี ๆ กลับไปเป็นของขวัญนะพรม~]

    *พรึ่บ* ป้ายหินแตกออกอีกรอบ

    [รักนะจุ๊บ ๆ]

    *พรึ่บ* ป้ายหินแตกออกอีกรอบ

    [3]

    *พรึ่บ* ป้ายหินแตกออกอีกรอบ

    [2]

    *พรึ่บ* ป้ายหินแตกออกอีกรอบ

    [1]

    หรือว่าจะเป็นระเบิด!?

    *พรึ่บ* ....

    ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นหลังจากที่เวลานับหมดลงนอกจากข้อความสุดท้ายบนแผ่นหินขนาดเท่ามดว่า

    [โดนหลอกแล้ว~ พรม~]

    “...”

    และแล้วสงครามครั้งแรกระหว่างมนุษย์กับภูติก็จบลงไปในลักษณะเช่นนี้ ซึ่งตอนนั้นฉันไม่รู้ตัวเลยว่าพวกภูติไม่ได้บุกแค่ที่นี่เพียงแห่งเดียว

    แต่ว่าตอนนี้ฉันอยากเอากระสุนไปยัดปากเจ้าคนที่ทำแบบนี้มากเลยละ


    ...แผนที่สรุปการเคลื่อนทัพของวันที่ 73 ของเกมส์แห่งสงคราม

    sds​


    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน