หนังสือเปลี่ยนชะตา

    บทที่ 62

    เฮียเฮ้ง และหมวยมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยกันออกมาเป็นภาษากายที่รู้กันอยู่สองคน ประมาณว่าให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับก่อน เมื่อได้ข้อตกลง หมวยก็รีบเข้าไปอุ้มตัวของสินเพื่อที่จะได้พาออกไปจากจุดนี้ก่อน เพราะด้วยออร่าพลังมหาศาลเมื่อสักครู่นี้ อีกไม่นานก็คงจะมีผู้คนมากหน้าหลายตาเข้ามายังบ้านของเธออย่างแน่นอน และพลังงานที่ถูกปล่อยออกมาในครั้งนี้มันชัดเจน และรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆที่ผ่านมา ท่ามกลางความสงสัยของทุกๆคนที่อยู่ตรงนี้ แต่เฮียแกก็รีบบอกให้ออกไปจากที่ตรงนี้ก่อน มีอะไรเอาไว้อธิบายกันทีหลัง ก่อนที่เฮียเฮ้งจะเชิญให้ทุกคนออกจากห้องตรงนี้ ไปยังห้องรับแขก พวกเขาก็ฟังสิ่งที่เฮียแกขออย่างดี แต่ก็ยังแอบสงสัยอยู่หลายอย่าง หนึ่งคือสินจะเป็นอะไรมากหรือเปล่า และสองทำไมหมวยถึงได้อุ้มสิน และกระโดดหายไปอย่างรวดเร็ว และเธอนำสินไปโรงพยาบาลไหนก็ยังไม่มีใครรู้ ไม่นานก็มีผู้คนทั้งฝั่งของพลังปราณ วาติกัน หรือแม้กระทั่งฝ่ายวิทยาศาสตร์เองก็มากันครบ พวกเขากดกริ่งที่หน้าบ้านของเฮียเฮ้ง ก่อนที่จะเชิญทุกคนเข้ามา เพื่อที่จะได้อธิบายทีเดียวให้มันจบๆไปจากเรื่องที่เขาแต่งขึ้นมา เพราะถ้าจะให้เล่าทีละรอบสองรอบ มันคงจะไม่เหมือนกันสักรอบ ย้อนกลับมาทางด้านของสินที่หลังจากแตะไปที่หนังสือปริศนาในตอนนั้น เขาก็สลบไป และเขามายืนอยู่ที่ตรงนี้อย่างมึนงง ภายในเสมือนฝันนี้เขาได้ยืนอยู่ในห้องโล่งๆที่เต็มไปด้วยสีขาว ไม่มีอะไรเลยทั้งนั้น แต่จู่ๆ มันก็ปรากฏข้อความเหมือนอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้น ‘สวัสดีท่านปัญญารุ่นที่สอง... ตัวเรานั้นคือข้อความถามตอบของพระผู้เป็นเจ้า หรือก็คือผู้ช่วยของพระเจ้านั่นแหละ .. ผู้ครอบครองแห่งปัญญา สินสมุคร สุดสาคร’ ข้อความที่ปรากฏขึ้นมามันทำเอาสินงงเป็นอย่างมาก แต่จะไม่เชื่อได้อย่างไร ในเมื่อเขาก็รับพลังนี้มาตั้งแต่ต้น เพียงแค่ครั้งนี้มันพิเศษกว่าครั้งไหนๆเพียงเท่านั้นเอง“เออ.. คือว่าผมยังงงๆอยู่นะครับ.. ว่าผมมาทำอะไรที่นี้นะครับ” สินกล่าวออกไปตามความเป็นจริง เขาไม่สามารถรู้เลยว่าห้องนี้มันเอาไว้ทำอะไร หรือเขาต้องมาทำอะไรที่ห้องนี้กัน แล้วทำไมในตอนแรกมันถึงไม่มีห้องนี้ตั้งแต่เขาเริ่มได้พลังมา‘เป็นคำถามที่ดี.. ห้องนี้มันถูกเรียกว่าห้องอัปเกรดความสามารถของหนังสือแห่งโชคชะตาหรือหนังสือแห่งปัญญา ตามที่เจ้ารุ่นหนึ่งมันเรียกขานล่ะนะ... สิ่งที่เจ้าได้แตะไปก่อนหน้านี้มันคือชิ้นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เจ้าได้รับข้อมูลเชิงลึกชนิดหนึ่ง แต่มันจะเป็นชนิดไหนนั้นมันก็อยู่เจ้านั้นเลือก...” ข้อความนั้นจู่ๆก็กลายเป็นระบบเสียง เหมือนกับว่าคนที่ทำหน้าที่นี้ขี้เกียจจะพิมพ์ข้อความให้เขาได้อ่านแล้ว เขาจึงพูดออกมาแทน สินที่ตั้งใจฟังอย่างดี เพราะเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขา และการที่เขาไม่รู้อะไรเลย มันก็มีแต่ผลเสียทั้งนั้น ดังนั้นป้องกันไว้ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย “เอาล่ะข้าจะกล่าวยาวๆเลยก็แล้วกัน เอาเรื่องตั้งแต่สมัยก่อนนู้นเลย... กาลครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว พระผู้สร้างต้องการให้พระเจ้าของโลกใบนี้ ลงมาจุติยังโลกมนุษย์เพื่อชี้ทางสว่างให้กับมนุษย์ทั้งหลาย .. และแน่นอนว่าพระเจ้าของโลกได้ทำภารกิจสำเร็จเสร็จสิ้นไปแล้ว และกำลังจะกลับสวรรค์ที่เป็นที่ประทับของพระองค์”“แต่แล้วเหล่าสาวกที่ท่านได้เลือกให้เป็นผู้ช่วยงานของท่านที่โลกนี้ ได้เอ่ยขอสิ่งที่จะทำให้เหมือนว่าท่านไม่ได้จากไปไหน หรือเอาง่ายๆก็คือของดูต่างหน้า... พระเจ้าที่ไม่รู้ว่าจะให้สิ่งใด จึงแบ่งพลังของตัวเองออกเป็นสามส่วนด้วยกัน หนึ่งได้แก่พลังแห่งสติปัญญา สองพลังแห่งกาย และโลหิตอันบริสุทธิ์ สามคือพลังแห่งวิญญาณบริสุทธิ์”“โดยพลังทั้งสามนั้นก็มีหน้าที่ที่แตกต่างกันไป ปัญญาคือการใช้ความรู้ของทุกสรรพสิ่ง เผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน และแน่นอนว่าเจ้าทำหน้าที่ในส่วนนี้ได้ดีมาก... ต่อๆ พลังแห่งโลหิตและกาย จะคอยช่วยเหลือเหล่าผู้คนด้วยแรงกาย และหยาดเหงื่อ เพื่อให้มนุษย์นั้นพัฒนาไปอีกขึ้นหนึ่งด้วยกายของพระเจ้า”“และอย่างสุดท้ายนั้นก็คือ เศษเสี้ยววิญญาณอันบริสุทธิ์ของพระเจ้า จะมีหน้าที่คอยนำพาวิญญาณของมนุษย์นั้น ขาวสะอาดตามหลักคำสอนของพระองค์ ก็จะเป็นศาสนาหนึ่งอย่างที่เจ้าได้ทราบไป”“จนมาวันหนึ่งที่พระเจ้าจากไปอย่างถาวร พวกสาวกทั้งสามคน ก็ได้แยกย้ายออกไป เพื่อเผยแพร่คำสอนของพระผู้เป็นเจ้า และด้วยโลกที่บิดๆเบี้ยวๆนี้ พวกเขากลับพบว่าไม่ได้มีแค่เผ่าพันธุ์ธรรมดาอย่างที่เจ้ารู้จักกัน... มันมีแม้กระทั่งภูตผี และก็ปีศาจอาศัยอยู่ร่วมกับเราด้วย โดยการที่สมัยนั้นเองเรื่องการติดต่อสื่อสารมันเป็นอะไรที่ลำบากมาก พวกเขาทั้งสามเกรงว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะมีแค่พวกเขาทั้งสามเท่านั้นที่รู้แล้วเพียงหนึ่งคน... แต่ละคนได้จัดตั้งองค์กรของตัวเองขึ้นมา” “องค์กรทั้งสามองค์กร หนึ่งมีชื่อว่าโบสถ์แห่งศาสนาวาติกัน ซึ่งผู้ก่อตั้งก็คือ ‘โจเซฟ’ พลังแห่งวิญญาณบริสุทธิ์คนแรก และสืบทอดพลังต่อกันมาอย่างยาวนานตามรุ่นๆของมนุษย์ไป สองคือองค์กรพัฒนามนุษย์ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็นศูนย์วิทยาศาสตร์นานาชาติ ผู้ก่อตั้งคือ ‘มาลิคอร์’ พวกเขาสืบทอดตำแหน่งผ่านทางโลหิตของพระเจ้า และมีความเชื่อว่า หากผู้ใดสามารถรับพลังของโลหิตนี้ได้ ก็สามารถบริหารจัดการองค์กรวิทยาศาสตร์นี้ได้….” “ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าโดยตรงก็คือ.. องค์กรที่เรียกตัวเองว่า สำนักฟ้าดิน ปัจจุบันมีสำนักย่อยมากมายภายในโลกนี้ และแน่นอนว่าพวกเขามีพลังที่เขาเรียกกันว่าพลังปราณ แต่จริงๆแล้ว มันคือพลังงานธรรมชาติที่เจ้ารุ่นหนึ่งแห่งปัญญานั้นดัดแปลงเรื่อยมา และการสืบทอดตำแหน่งปัญญาของเจ้ารุ่นหนึ่งนั้นก็แปลกประหลาดพอตัว... มันวางเงื่อนไขให้ผู้ที่สามารถมีพลังนี้ได้คือผู้ที่มีความคิดใกล้เคียงกับมันมากที่สุด และที่ผ่านมาแม้แต่ลูกของมันก็ไม่สามารถใช้ได้ จนหนังสือแห่งโชคชะตาก็ไปอยู่กับเจ้า และนามของมันคือ ‘ฟีนัส’ เห้อ...” ผู้ช่วยพระเจ้าถึงกับถอนหายใจออกมาเมื่อเล่าจบถึงตรงนี้ แต่ข้อมูลที่ได้รับมา นั่นก็แปลว่าทั้งสามองค์กรนี้มาจากรากฐานเดียวกัน และน่าจะร่วมมือกันได้ในระดับหนึ่ง แต่ข่าวคราวที่ได้ยินมามันกลับไม่เป็นอย่างนั้น อย่างเช่นองค์กรวิทยาศาสตร์มีโครงการที่จะสร้างเครื่องย้อนเวลา และศาสนาวาติกันนี้แหละที่ออกมาตอบโต้งเรื่องการสร้างว่ามันขัดต่อพระประสงค์ของพระเจ้า ดังนั้นโครงการนี้จึงล้มไปในทันที  “เรื่องนั้นเองรึ... ก็อย่างที่บอกไป เมื่อก่อนการติดต่อสื่อสารมันห่วยแตก ประกอบกับเรื่องมีภูตผีปีศาจนั้นอีก พอลูกๆขององค์กรเห็นพลังของอีกฝ่าย(3องค์กร) มันเหมือนกับพลังของตนก็มีกระทบกระทั่งกันนิดๆหน่อย แม้ว่าช่วงแรกจะพอคุยกันได้ แต่หลังๆมานี้ผู้นำของแต่ละองค์กรก็เปลี่ยนแปลงไป ทำให้มันมีปัญหากันมากขึ้น แต่จริงๆแล้วมันก็มีอีกองค์กรหนึ่งนะ จะว่าองค์กรก็ไม่น่าใช่ น่าจะเรียกว่าตระกูลเสียมากกว่าที่ได้รับพลังของพระเจ้า .. มันเป็นพลังเวทมนตร์เลยล่ะ”“จะว่าไป..เจ้าเองก็มีสายเลือดของตระกูลนั้นนี่นา ... เจ้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขาบางหรือยังไงกัน อย่างน้อยๆพ่อแม่ของเจ้าน่าจะเอ่ยกล่าวอะไรไว้บ้าง.. พวกตระกูลคิมเมสัน ผู้ที่เป็นต้นตระกูลของร่างอวตารของพระเจ้า..” เมื่อมาถึงตรงนี้สินก็เริ่มที่จะสงสัยอีกครั้ง เขาไม่รู้จักใครเลย ไม่รู้จักองค์กรต่างๆดีเลย แต่วันนี้มันมีเรื่องให้เขาต้องคิด และวิเคราะห์อยู่หลายเรื่อง มันทำให้เขาสับสนไปหมด และมันก็ต้องใช้เวลาในการกรองข้อมูลเล็กน้อย มันทำให้สินไม่ได้กล่าวอะไรออกไปเพราะมัวแต่คิด จากนั้นผู้ช่วยพระเจ้าก็เริ่มพูดออกมาต่อว่า “ช่างเรื่องของเจ้าก่อนเถอะ.. อย่างที่บอกห้องนี้มันถูกเรียกว่าห้องอัปเกรด ถ้าเจ้าลองสังเกตดูดีๆแล้ว จะพบว่าหนังสือที่เจ้าสามารถอ่าน และบันทึกในสมองได้นั้นจะมีเพียงแค่ ภาษา แล้วก็โหมดอาหารเพียงเท่านั้น... หากโหมดอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องจะไม่ถูกนับลงไป และการที่เจ้าจะสามารถมีมันเพิ่มได้นั้น จะต้องใช้หนังสืออัปเกรดอย่างที่เจ้าไปแตะเมื่อสักครู่นี้ยังไงล่ะ.. และยังจะได้รับอภิสิทธิ์ในการเข้าถึงหรือเชี่ยวชาญโหมดโหมดหนึ่งในทันที....” “นั่นเท่ากับว่า เจ้าจะมีความสมารถหนึ่งคืออาหาร.... สองคือภาษา.... สามคือสิ่งที่เจ้าจะต้องเลือกในตอนนี้... สี่คือที่ได้รับการอัปเกรดในครั้งนี้แต่ก็ต้องไปหาเองล่ะนะ.... เอาล่ะ เจ้าสามารถเลือกความสามารถนี้ได้จากตารางตรงหน้าเจ้าได้เลยว่าเจ้าจะเลือกอันไหน...”

    error loadedว่ะวะว้าวววววว ... อิ่มม้ากกกก บอกเลยยยย

    คล้ายกับเรื่องหนังสือเปลี่ยนชะตา ที่คุณอ่าน