ไท้หยูยืนจ้องมองนางทั้งสองสลับสายตากันไปมาผ่านไปเนิ่นนานยังไม่มีผู้ใดกล่าววาจาก่อน บรรยากาศนอกจากจะกระอักกระอ่วนแล้วยังเพิ่มความเงียบสงัดและเสียงลมหายใจอดทนอดกลั้นของผู้คน
เหล่ามือปราบทั้งหลายมีแต่คนพนันกันว่าไท้หยูจะถูกนางต่อยกี่หมัด หลังจากนั้นคิดรอคอยชมเรื่องสนุก ทว่าสิ่งที่รอคอยให้เกิดขึ้นกลับไม่เป็นดั่งใจ ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความงุนงงและแปลกประหลาดให้แก่ทุกคน
เหล่ามือปราบล้วนรู้จักนิสัยใจคอนางดี มาตรว่าเป็นชนชั้นสูงนางยังไม่เกรงกลัว แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับสูงหากจ้องมองนางด้วยสายตาลามกยังถูกนางจู่โจมเข้าหา แม้นว่าสู้ไม่ได้ทว่าไม่เคยทนรับการเหยียดหยามมาก่อน ทว่าครั้งนี้นับว่าเหนือความคาดหมายของทุกคนยิ่ง
ผ่านไปเนิ่นนานยังไม่มีเสียงต่อยตีมือปราบที่เปิดโต๊ะพนันนั้นพลันหัวเราะเสียงดังด้วยความดีใจ ไม่ว่าผู้ใดล้วนทายไม่ถูกเขากลับกวาดเงินก้อนใหญ่มหาศาลเข้ากระเป๋าตนเอง ยามนั้นไท้หยูค่อยรู้สึกตัวว่าตนเองจ้องมองอีกฝ่ายนานเช่นนี้นับเป็นเรื่องเสียมารยาท
ตอนนั้นพอดีเห็นอวี้เทียนเฉินเดินมาหยุดที่ข้างกายกะพริบข้างหูเบาๆ ว่า
“ท่านประมุขทางที่ดีอย่าได้หลงรักนางเด็ดขาด มิเช่นนั้นทุกวันคืนท่านจะอยู่แต่กับความหวาดระแวง” อวี้เทียนเฉินกล่าวหยอกล้อจากนั้นหัวเราะคิกคิกออกมา
ทว่าไท้หยูกลับคิดในใจว่าหากได้ครองรักกับธิดาปีศาจเช่นนี้ต่อให้หวาดระแวงบ้างก็หาเป็นไรไม่ กลับกันยิ่งเพิ่มสีสันของชีวิตเข้ามารู้สึกมีรสชาติอย่างยิ่ง
ไท้หยูไม่สนใจจะตอบอวี้เทียนเฉินพลันกล่าวว่า
“จ้องมองแม่นางเช่นนี้นับว่าเสียมารยาท เราไท้หยูขออภัยท่าน มิทราบว่าแม่นางมีนามว่าอะไร”
ธิดาปีศาจกลับใบหน้านิ่งเฉยมิได้ตอบรับคำขอโทษของเขา ผ่านไปครู่หนึ่งค่อยกล่าวว่า
“ข้าเนี่ยนซูได้ยินชื่อเสียงของท่านมานาน ระยะนี้ไม่ว่าไปที่ใดล้วนได้ยินแต่เรื่องท่าน แต่ว่าตัวจริงท่านไม่มีสัดส่วนใดคล้ายกับที่เล่าลือกัน”
ไท้หยูนึกถึงคำเล่าลือเกี่ยวกับตนเองที่ผิดเพี้ยนไปสุดโลกนั้นถึงกับต้องฝืนหัวเราะออกมากล่าวว่า
“คำเล่าลือเป็นผู้อื่นแต่งเติมเอาเอง ข้ามิใช่คนเช่นนั้น”
ยามนั้นอวี้เทียนเฉินขยับมาชนไหล่ของเขากล่าวว่า
“เนี่ยนซูเป็นชั้นเพลิงเช่นเดียวกับข้า นางเป็นหัวหน้าหน่วยวานร เป็นสตรีที่ยากตอแยยิ่งคนหนึ่ง ท่านประมุขทางที่ดีอยู่ห่างนางไว้หากไม่อยากเจ็บตัว”
เนี่ยนซูถลึงตาใส่อวี้เทียนเฉินแค่นเสียงดังเหอะสะบัดหน้าเดินผ่านไป ไท้หยูมองสะโพกที่บิดไปมาของนางช่างเย้ายวนราวกับนางปีศาจยิ่งนัก คล้ายกับรู้สึกถึงสายตาของเขา เนี่ยนซูพลันหันกลับมาใบหน้าเย็นชาสองตาแผ่จิตสังหารอำมหิตออกมา
อวี้เทียนเฉินได้แต่กล่าวว่า
“ท่านประมุขเชิญหารือกันด้านใน” ทุกที่ที่เนี่ยนซูผ่าน หากมีมือปราบยืนอยู่ทุกคนล้วนไม่กล้ามองนาง ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลังก็ไม่กล้า ก้มหน้าไม่ก็หันไปด้านข้าง
“โฉมสะคราญแสนอันตรายอันประเสริฐ” ไท้หยูรู้สึกคึกคักอย่างยิ่งเมื่อเนี่ยนซูเดินห่างไปไกลแล้วเล็กน้อยพลันกระซิบถามอวี้เทียนเฉินว่า
“พี่อวี้ แม่นางเนี่ยนซูแต่งงานมีบุตรหรือยัง”
อวี้เทียนเฉินมองหน้าเขาแวบหนึ่งจากนั้นหัวเราะออกมา ในหน่วยงานนับว่ามีเพียงอวี้เทียนเฉินคนเดียวที่กล้าตอแยนาง อวี้เทียนเฉินกล่าวว่า
“อย่าพูดถึงมีบุตร นางกระทั่งคนรักยังไม่เคยมีมาก่อน หึหึ ท่านประมุขเห็นนางงดงามเช่นนี้อย่าได้หลงเข้าใจว่านางเป็นเหมือนหญิงงามคนอื่น นางอันตรายยิ่งนิสัยก็ประหลาดอย่างยิ่ง ประเดี๋ยวนานเข้าท่านประมุขจะเข้าใจที่ข้ากล่าวเอง เชิญด้านในเถอะ”
ไท้หยูและอวี้เทียนเฉินเดินเข้าไปในตึกห้าชั้นสีแดง เมื่อทั้งสามจากไปแล้ว ลานหน้าตึกปรากฏคนเดินออกมามากมาย ทุกคนล้วนมีสีหน้าเหลือเชื่อและบึ้งตึง
เหลือเชื่อที่เนี่ยนซูไม่ลงมือทั้งพูดจาดีด้วย บึ้งตึงเพราะเสียเงินแพ้พนันผู้อื่น
ภายในตึกของหน่วยวานรมิได้แตกต่างจากตึกทำการทั่วไปเท่าใด เมื่อเดินเข้าประตูไปด้านหน้าเป็นโถงกว้างมีตรงยาวตรงกับประตูมีเสมียนของสองนั่งไว้จัดการเอกสารต่างๆ ถัดจากโถงกว้างก็เป็นทางเดิน ทางขวามือของทางเดินเป็นห้องหลายห้อง บันไดขึ้นชั้นบนอยู่ด้านหลังสุดของตัวตึก
ไท้หยูติดตามอวี้เทียนเฉินขึ้นชั้นสามของตึกเข้าห้องหนึ่ง ภายในมิได้ตกแต่งอันใดมาก เพียงมีโต๊ะหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กตั้งไว้และเก้าอี้หลายตัว ผนังห้องเป็นกระดาษแผ่นที่ปักติด หน้าต่างบานใหญ่ปิดเอาไว้ ดังนั้นในห้องจึงมืดและอากาศอับชื้นเล็กน้อย
น่าแปลกใจที่ฤดูคิมหันต์ห้องหับนี้พอปิดหน้าต่างไว้กับไม่ร้อนอบอ้าวเท่าใด
อวี้เทียนเฉินเดินไปหยุดที่โต๊ะใหญ่ดึงเก้าอี้มานั่งลง เนี่ยนซูยืนอยู่หน้าต่างหันหลังให้กับคนทั้งสอง เมื่อยืนอยู่ตรงหน้าต่างแสงแดดส่องกระทบร่าง อาภรณ์ที่นางสวมใส่เป็นสีขาวมาตรว่ามิได้บางเบาทว่าเมื่อยืนต่อหน้าแสงและในห้องหับก็มืดสลัวเช่นนี้จึงเห็นรูปร่างสัดส่วนเรือนร่างอย่างเลือนราง ยิ่งกระตุกจิตกระชากใจอย่างยิ่ง ไท้หยูรู้สึกว่าหากมองต่อไปจะมิอาจถอนสายตากลับมาได้ดังนั้นหักใจหันหน้าไปอีกด้านหนึ่ง
อวี้เทียนเฉินพลันกล่าวว่า
“ท่านประมุขรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของพรรคอัปสรมากน้อยเท่าใด”
ไท้หยูพลันเปลี่ยนกลับเป็นเคร่งขรึมสำรวมคิดเล็กน้อยค่อยตอบว่า
“ก่อนหน้านี้เพียงทราบแค่ผิวเผิน ทว่าไม่นานมานี้ล่วงรู้มากขึ้น เช่นนี้เถอะ ข้าจะแบ่งปันข้อมูลที่เกี่ยวกับพรรคอัปสรให้พวกท่าน ไม่ว่าผู้ใดทราบมากกว่าแต่ล้วนเป็นประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย”
จากนั้นทบทวนเรื่องที่ทราบเกี่ยวกับพรรคอัปสรแล้วค่อยเล่าออกมา ตอนแรกไท้หยูเพียงกล่าวว่าระดับหัวหน้าของพรรคอัปสรเป็นเช่นไร มีขุมกำลังอย่างไรบ้าง หยั่งเชิงว่าอีกฝ่ายมีความรู้ลึกซึ้งเท่าใด อีกทั้งยังต้องการดูว่ามือปราบแขนเสื้อแดงอยู่ฝ่ายใด หากว่าเป็นฝ่ายเชื้อพระวงศ์หรืออำนาจของผู้ใดในเมืองหลวงไท้หยูจะไม่บอกเรื่องตัวตนของไทจื่อออกมา
เนี่ยนซูพลันกล่าวว่า
“พวกเราตามสืบพรรคอัปสรมาระยะหนึ่ง ล่วงรู้ความลับหลายประการว่าหัวพรรคผู้นี้มีกำลังและอำนาจมหาศาล อาจเป็นขุนนางชั้นสูงหรืออาจเกี่ยวข้องถึงเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์ ตอนแรกเข้าใจว่าพรรคอัปสรที่ตั้งใจก่อร่างสร้างตัวขึ้นในเมืองหลวงต้องโจมตีสำนักพันปีเพราะต้องการครองอำนาจใหญ่ในเมืองหลวงเพียงผู้เดียว”
ไท้หยูหยุดฟังยังไม่บอกความคิดอ่านของตนเองออกไป เนี่ยนซูคล้ายรอให้ไท้หยูแย้งขึ้นมาทว่าเขาไม่แย้งนางจึงกล่าวต่อว่า
“ทว่าภายหลังพบว่ามิได้เรียบง่ายเช่นนั้น พวกเราสืบทราบว่าระยะนี้มียอดฝีมือของนอกดินแดนแฝงตัวเข้ามาในชางไห่และเมืองหลวงอยู่บ่อยครั้ง ยอดฝีมือเหล่านั้นทั้งติดต่อกับพรรคอัปสรในเมืองหลวง หากว่าเพียงต้องการเป็นใหญ่ในเมืองหลวงยังไม่จำเป็นต้องติดต่อกับยอดฝีมือต่างแดน อีกทั้งเพียงพรรคที่จะครองอำนาจเล็กน้อยในเมืองหลวงยังไม่มีความสามารถจะติดต่อกับยอดฝีมือต่างแดนเหล่านั้นได้ ยามนี้พอท่านบอกกล่าวมาทุกประการจึงเริ่มเข้าใจได้บ้างแล้ว หากว่าพรรคอัปสรมิได้มีเพียงแค่เมืองหลวงเช่นนั้นยอดฝีมือต่างแดนที่ติดต่อกันคงเป็นระดับหัวหน้าของที่อื่นส่งมา เพียงแต่ไม่ทราบว่าพรรคอัปสรตั้งใจจะทำอะไรกลับรวมตัวชั้นผู้นำของเจ็ดดินแดนเช่นนี้”
เรื่องนี้ไท้หยูเองก็ยังมิทราบ เขาเพียงทราบว่าจุดประสงค์ของไทจื่อที่เข้าร่วมกับพรรคอัปสรเพราะเพื่อต้องการโค่นล้มฮ่องเต้ พระบิดาของตนเอง มิทราบว่าไทจื่อเวลานี้ทรงมีพระชนมพรรษาเท่าใด ใช่กลายเป็นตาเฒ่าไปแล้วหรือไม่
พรรคอัปสรที่รวมตัวชั้นผู้นำของเจ็ดดินแดนทั้งห้าคน อำนาจของแต่ละคนรวมกันสามารถอาจสามารถเทียบเท่าหนึ่งดินแดน ไม่ทราบว่าชั้นผู้นำที่หลินกงกงเคยบอกไว้เป็นชั้นผู้นำระดับใด คาดว่าคงมิใช่ผู้นำดินแดนกระมัง คงเป็นไปไม่ได้ ระดับผู้นำเช่นนั้นย่อมไม่จับมือกันสร้างขุมกำลังเช่นนี้ จะอย่างไรแต่ละฝ่ายล้วนไม่มีความไว้ใจซึ่งกันและกัน คาดว่าคงเป็นกลุ่มคนเช่นเดียวกับไทจื่อที่อยากเปลี่ยนมาเป็นผู้นำ
ไท้หยูพลันกล่าวว่า
“เรื่องนี้บอกแล้วพวกท่านอย่าได้แตกตื่น ทั้งขอให้พวกท่านเก็บเป็นความลับ” รอให้อวี้เทียนเฉินและเนี่ยนซูหันมามองตน เขาค่อยกล่าวสืบต่อว่า “ระดับหัวหน้าของพรรคอัปสรในเมืองหลวงคาดว่าเป็นไทจื่อ”
ราวกับสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมา อวี้เทียนเฉินและเนี่ยนซูแตกตื่นตะลึงพรึงเพริด เนี่ยนซูที่ดูมั่นคงยังสะท้านวูบสองมือสั่นเทาออกมา อวี้เทียนเฉินหลั่งเหงื่อเย็นเยียบทั่วร่างใบหน้าซีดเผือดลงทันทีที่ได้ยิน นี่เหนือกว่าที่พวกเขาคาดการณ์เอาไว้
พวกเขาทั้งสองไม่สงสัยในคำพูดของไท้หยูแม้แต่น้อย เพราะเห็นเขาคล้ายมีความสัมพันธ์ฉันมิตรกับหลินกงกง ดังนั้นเรื่องที่จะกล่าวออกมาย่อมต้องมีความแน่ใจถึงจะกล้าเอ่ยออกมา ทว่าแม้เป็นกระนั้นยังอดแตกตื่นมิได้ แม้ว่าคาดเดาเป็นผู้มีอำนาจทว่าไม่เคยกล้าคิดว่าเป็นไทจื่อ องค์รัชทายาทมาก่อน
เนี่ยนซูกลืนน้ำลายหนืดข้นกล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า
“ท่าน ท่านมั่นใจได้อย่างไร”
ไท้หยูตอบกลับด้วยอารมณ์เย็นเยือก
“เรื่องที่ข้ามั่นใจเกี่ยวข้องกับความลับใหญ่หลวงของอาณาจักรและสำนักเรา ไม่สามารถบอกต่อผู้อื่นได้ ทว่าเรื่องนี้เป็นผู้ใหญ่ที่นับถือเป็นคนสันนิษฐานดังนั้นสามารถมั่นใจได้เจ็ดแปดส่วน”
อวี้เทียนเฉินปาดเหงื่อบนใบหน้ากล่าวว่า
“อีกสองส่วนเหลือไว้ทำไม”
คนผู้นี้ไฉนเป็นเช่นนี้ คำถามโง่เง่าเช่นนี้สมควรถามออกมาหรือ ไท้หยูพานไม่ตอบเขา จากนั้นค่อยได้คิด ที่แท้มือปราบแขนเสื้อแดงตามสืบเกี่ยวกับพรรคอัปสรมาตั้งแต่แรกแล้ว พอเกิดเหตุใหญ่ในเมืองหลวงอวี้เทียนเฉินจึงมาดึงตัวเขาให้เข้าร่วมด้วย
อวี้เทียนเฉินเห็นว่าไม่มีผู้ใดตอบ ทั้งสองล้วนตกอยู่ในภวังค์ความคิดดังนั้นกล่าวออกมาว่า
“หากว่าเป็นเบื้องหลังไทจื่อเช่นนั้นเรื่องราวคงต้องยุติเพียงเท่านี้แล้ว”
เนี่ยนซูกลับแค่นเสียงกล่าวเย็นชาว่า
“อวี้เทียนเฉินเสียทีที่เกิดเป็นบุรุษ ข้าเป็นสตรียังเข้มแข็งกว่าท่าน เพียงเท่านี้ก็ขวัญฝ่อคิดจะรามือแล้วหรือ”
มิคาดอวี้เทียนเฉินถูกคนด่าว่ามิใช่บุรุษกลับไม่มีโทสะเพียงกล่าวอย่างทอดถอนใจว่า
“อีกฝ่ายเป็นถึงไทจื่อ หรือท่านอยากถูกตราหน้าว่ากบฏ”
เนี่ยนซูกลับเถียงไม่ออกได้แต่แค่นเสียงเย็นชาละสายตากลับมามองไท้หยู
ไท้หยูนิ่งเงียบอยู่พักหนึ่งค่อยกล่าวออกมาว่า
“พวกท่านย่อมไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ เพราะผู้ที่เป็นกบฏก็คือไทจื่อเอง”
ความแตกตื่นครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ยังใหญ่หลวงยิ่งกว่าเปิดโปงว่าหัวหน้าพรรคในเมืองหลวงของพรรคอัปสรคือไทจื่อของชางไห่เสียอีก
“องค์รัชทายาทคิดก่อกบฏโค่นบัลลังก์ฮ่องเต้? นี่เรื่องใหญ่เกินไปแล้ว” อวี้เทียนเฉินครุ่นคิด