ตอนที่ 55 ยอมรับ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เฟิร์สไม่ได้แปลกใจที่ค่ายกลกระบี่ของเขาถูกโจมตีจนแตกสลายได้อย่างง่ายดาย เพราะเขานั้นรู้ดีอยู่แล้วว่าค่ายกลกระบี่นั้นไม่สามารถต้านการโจมตีของเวเนเตอร์ดาราแดงสามแฉกได้อยู่แล้ว
ด้วยพลังที่ห่างชั้นกันอย่างมากจึงทำให้มันแตกสลายได้อย่างง่ายดาย
หลังจากที่เฟิร์สได้เอ่ยคำท้าทายออกไป ผู้กองภาวินก็พุ่งเข้าหาเขาด้วยออร่าสีแดงที่โพยพุ่งออกมาจากสนับในมือทั้งสองข้าง ภาพนี้มองดูราวกับจะเป็นเปลวไฟสีแดงที่ลุกโชนโหมซัดมาทางเฟิร์ส
“แค่รับการโจมตีของคุณสิบกระบวนท่า ฉันคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นนัก” เฟิร์สเอ่ยออกมา พร้อมกับระเบิดพลังอักขระออกมาจากร่าง
ออร่าสีฟ้าโอบล้อมร่างกายของเขา
นี่คืออำนาจอักขระ!
ผู้ใช้อักขระเป็นตัวตนพิเศษที่สามารถใช้อำนาจของอักขระมาเป็นประโยชน์
โดยปกติแล้วอำนาจอักขระแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบด้วยกัน นั่นคือโจมตี ป้องกัน อำพลาง และกักขัง
อำนาจการโจมตีนั้นคล้ายกับ “ฮาคิราชันต์” ของการ์ตูนเรื่องหนึ่ง มันสามารถใช้พลังอักขระลดทอนความสามารถของเป้าหมายเสมือนเป็นการโจมตีอย่างหนึ่ง เช่น ทำให้เป้าหมายอ่อนแรงจนล้มลงไป หากมีความต่างชั้นกันมากพอก็จะทำให้พวกเขาเหล่านั้นหมดสติล้มลง แต่อำนาจโจมตีนี้จะไม่มีความหมายเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้มีพลังในระดับเดียวกันหรือแข็งแกร่งกว่า
อำนาจการป้องกันคือสิ่งที่ผู้ใช้อักขระถนัดเป็นที่สุดและใช้มากที่สุด การสร้างม่านพลังเพื่อป้องกันอันตราย นี่จึงทำให้ผู้ใช้อักขระมีชื่อเสียงเรื่องการป้องกัน และเพราะเหตุนี้เฟิร์สจึงรับคำท้าของผู้กองภาวิน แม้ว่าตนเองในตอนนี้จะห่างชั้นกับอีกฝ่ายมากก็ตาม
อำนาจการอำพลางนั้นทำให้ผู้ใช้อักขระสามารถปกปิดตัวตนได้จากผู้คน ทำให้พวกเขาเป็นตัวตนที่ลึกลับมากที่สุด แม้ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าก็ยังยากจะสังเกตได้เห็น
อำนาจสุดท้าย อำนาจการกักขังนั้นคล้ายกับอำนาจการป้องกัน เพียงแต่ผู้ใช้อักขระจะสร้างม่านพลังกักขังเป้าหมายให้อยู่ข้างในแทน เพราะเหตุนี้มันจึงเรียกการกักขัง ไม่ใช่การผนึก
ด้วยตัวตนอย่างผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้า เฟิร์สจึงมีความมั่นใจเป็นอย่างมากว่าจะสามารถรับการโจมตีของผู้กองภาวินได้
“เฟิร์สวัน เตรียมรับมือ!” ผู้กองเฒ่าตะโกนเอ่ยเตือน
ขณะเดียวกันกำปั้นข้างขวาของเขาก็ถูกบิดแล้วพุ่งตรงออกไป พลังสีแดงคำรามในอากาศจนก่อรูปร่างเป็นรูปของศีรษะพยัคฆ์ขนาดใหญ่มากกว่าห้าเมตร
หมัดพยัคฆ์!
ศีรษะพยัคฆ์ส่งเสียงคำรามแล้วพุ่งเข้าหาเด็กหนุ่มด้วยท่าทางที่ดุร้าย อ้าปากพร้อมที่จะกลืนกลืนเด็กหนุ่มเข้าไป
โฮกกกกกกกกกกกกก
เฟิร์สยังคงนิ่งสงบเหมือนดังเริ่มแรก สองมือของเขาถูกยกขึ้นระดับกลางอกแล้วทำมุทราอย่างรวดเร็ว
ตอนนั้นเองออร่าสีฟ้าก็แผ่ขยายออกไป ราวกับจะเป็นคลื่นมหาสมุทรที่ถาโถมออกไป
โครม!
คลื่นสีฟ้านั้นกลายเป็นปราการที่แข็งแกร่งปะทะเข้ากับศีรษะพยัคฆ์เข้าอย่างจัง
อำนาจพลังทำลายล้างซึ่งเกิดการกระแทกแผ่ออกไปรอบด้าน
สีหน้าของผู้กองภาวินตกตะลึง แม้เขาจะใช้พลังไปเพียงแค่สามส่วน แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าเด็กน้อยดาราขาวคนหนึ่งจะสามารถต้านหมัดของเขาได้ ทั้งๆ ที่เขาตั้งใจว่าจะใช้พลังนี้ในการสั่งสอนจนทำให้บาดเจ็บเพื่อให้หลาบจำ
แต่ผลลัพธ์กลับเป็นอะไรที่เขาคาดไม่ถึง
เด็กหนุ่มสามารถต้านทานการโจมตีของเขาได้อย่างหมดจด โดยที่ร่างผอมบางนั้นไม่ได้ขยับออกจากกิ่งไม้นั้นเลยแม้แต่น้อย
คลื่นกระแทกที่พัดกระจายออกไปทำให้ต้นไม้บริเวณนั้นหักโค่นล้มลง
ทว่าต้นที่เด็กหนุ่มร่างผอมบางยืนอยู่ยังคงตั้งตระหง่านไม่สั่นไหวเลยแม้แต่น้อย นี่เป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อ
หากเขาไม่ได้มาเห็นมันกับตา เขาย่อมไม่มีทางเชื่อเรื่องนี้แน่ๆ
“ถ้าอย่างนั้นก็เพิ่มพลังไปเป็นครึ่งหนึ่งหน่อยเป็นไง” ผู้กองเฒ่าเอ่ยพร้อมกับปะทุพลังสีแดงที่เข้มข้นมากขึ้น
หมัดพยัคฆ์!
พลังสีแดงที่ก่อรูปร่างเป็นศีรษะพยัคฆ์พลันขยายใหญ่ขึ้นเป็นแปดเมตร พลังทำลายล้างของมันทำให้อากาศถูกบีบอัดเป็นระลอกคลื่น
ผู้กองเฒ่าออกหมัดในระยะที่ห่างจากเฟิร์สไม่ถึงสิบเมตรเท่านั้น
ตูม!
เด็กหนุ่มร่างผมบางในชุดสูทสีขาวยืนกอดอกบนกิ่งไม้มองภาพนี้อย่างผ่อนคลาย
ม่านพลังสีฟ้าที่ครอบคลุมบริเวณจุดที่เขาอยู่แทบจะไม่สั่นไหวกับพลังโจมตีนี้เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามพลังหมัดของผู้กองเฒ่ากลับเป็นฝ่ายแตกสลาย
มิหนำซ้ำยังมีพลังสะท้อนกลับที่ถึงกับทำให้เขาถูกบังคับให้ถอยออกไปหลายสิบเมตร
“เป็นไปได้ยังไงกัน? นี่มันม่านพลังอะไรกัน?” ผู้กองภาวินเอ่ยอย่างไม่เชื่อในสายตาของตัวเอง
ม่านพลังสีฟ้ายังคงตั้งตระหง่านและไม่ได้รับความเสียหาย ราวกับจะเป็นปราการเหล็กที่แข็งแกร่งเป็นที่สุด
“ผู้กอง คุณต้องระวังหน่อยนะครับ ยิ่งคุณทุ่มเทพลังทำลายมันมากเท่าไหร่ พลังสะท้อนกลับของมันจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น” เด็กหนุ่มกล่าวอย่างยิ้มๆ
ท่าทางที่สบายๆ นั้นทำให้ผู้กองเฒ่ารู้สึกคันหัวใจยิ่งนัก
พลังหมัดอีกชุดถูกปล่อยออกไปอีกครั้ง
ตูม! ตูม! ตูม!
ยิ่งผู้กองภาวินปล่อยหมัดออกไปเท่าไหร่ พลังรบในหมัดเหล่านั้นยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ในทุกๆ ครั้งที่ปล่อยหมัดออกไป ร่างทั้งร่างของเขาต้องสั่นสะท้านเพราะพลังสะท้อนกลับของมัน
ตูม! ตูม! ตูม!
เสื้อผ้าของเขาเริ่มฉีกขาด ยิ่งพลังหมัดของเขารุนแรงมากเท่าไหร่ พลังสะท้อนกลับยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
จนสภาพของเขาในตอนนี้ราวกับได้ผ่านสนามรบอันยากลำบากมา
“ฉันไม่เชื่อว่าฉันจะไม่สามารถทำลายการป้องกันนี้ได้”
ผู้กองภาวิน แม้ในอาชีพเวเนเตอร์การบ่มเพาะของเขาจะไม่ได้สูงส่งนัก แต่ก็ไม่มีใครกล้าดูแคลนเขา
ด้วยพลังบ่มเพาะดาราแดงสามแฉก ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนผู้คนก็ล้วนแต่ให้ความเคารพแก่เขา
แต่ตอนนี้เขากำลังถูกท้าทายโดยเด็กหนุ่มดาราขาวคนหนึ่ง
หากเรื่องที่เขาไม่สามารถทำลายม่านพลังของขอบเขตดาราขาวแพร่ออกไป จะให้เขาเอาหน้าไปไว้ที่ไหนได้
ดังนั้นแล้ว ...
ผู้กองภาวินจึงไม่ออมมืออีกต่อไป แม้จะไม่ได้เข้าไปต่อสู้กับเด็กหนุ่มโดยตรง แต่หากสามารถทำลายพลังป้องกันนี้ได้ การจะจัดการเด็กหนุ่มก็นับว่าเป็นเรื่องที่ง่ายดายแล้ว
เขาจะต้องทำลายม่านพลังป้องกันสีฟ้านี้ให้ได้!
ร่างของชายผู้สูงวัยก้าวถอยหลังพร้อมกับตั้งท่าเหยียดสองขายันกับพื้นแล้วพุ่งตัวออกไปราวกับพยัคฆ์กระโจนพุ่งเข้าหาเหยื่อ
หมัดพยัคฆ์ทำลายล้าง!
โฮกกกกกกกกกกกก
คราวนี้ไม่ได้ปรากฏแค่ภาพร่างเงาศีรษะพยัคฆ์อีกต่อไป แต่มันคือพยัคฆ์สีแดงอันใหญ่โตตัวหนึ่งกำลังพุ่งเข้าหาม่านพลังสีฟ้าอย่างทรงพลัง
ตูมมมมมมมมมมมม
เด็กหนุ่มร่างผอมบางยังคงยืนอยู่ที่เดิม เสื้อผ้าชุดสูทสีขาวแทบจะไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
แต่ทว่าบริเวณด้านนอกของม่านพลังสีฟ้ากลับปรากฏหลุมลึกที่แผ่ขยายออกไปอย่างน่าหวาดกลัว ด้านข้างมีร่องรอยการทำลายล้างที่ยับเยิน
หากสังเกตให้ดีก็จะพบว่าบนท้องฟ้ามีโดรนของนิวโฮปบินสำรวจเข้ามา
การต่อสู้ที่รุนแรงขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องมีคนสงสัย แต่พวกเขาก็ไม่กล้าเข้ามาที่นี่จึงส่งโดรนเข้ามาสำรวจก่อน
ทว่าทั้งสองคนหาได้สนใจโดรนเหล่านั้นไม่
เฟิร์สยังคงสงบนิ่งเหมือนดังเริ่มแรก ตรงกันข้ามกับผู้กองภาวินที่ถูกพลังสะท้อนกลับพัดกระเด็นให้ไถลไปไกลถึงหนึ่งร้อยเมตร กวาดผ่านเป็นเส้นทางยาว
“ผมเตือนคุณแล้วว่าอย่าใส่กำลังมามากนัก” เฟิร์สเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
“เหอะ ... อึก!” ผู้กองภาวินยิ้มเยาะออกมา แต่เลือดสดๆ ก็ไหลย้อนออกมาจากมุมปาก
สภาพของเขาในตอนนี้เสื้อผ้าแทบจะฉีกขาดจนดูไม่ได้ เผยให้เห็นร่างกายที่กำยำแม้ว่าเขาจะสูงวัยแล้วก็ตาม
สนับมือสีแดงทั้งสองมือนั้นหายไป นั่นหมายความว่าเขายอมแพ้ไม่คิดที่จะต่อสู้อีกต่อไปแล้ว
แม้ความจริงแล้วพลังรบของเขาจะสูงกว่าเด็กหนุ่ม แต่เขาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าการป้องกันของเด็กคนนี้สูงส่งเหลือเกิน คาดได้ว่าต่อให้เวเนเตอร์สายป้องกันในระดับเดียวกันกับเขาก็ยังไม่แข็งแกร่งขนาดนี้
“ช่างเป็นความสามารถพิเศษที่น่ากลัวจริงๆ มิน่าล่ะนายถึงต้องการเข้าไปในอบิสแห่งนี้”
ผู้กองภาวินกล่าวออกมาอย่างชื่นชม
ตอนนี้เขาได้ยอมรับในฝีมือของเด็กหนุ่มแล้ว
เขาไม่ได้คาดหวังว่าเด็กหนุ่มจะจัดการมอนสเตอร์ทั้งหมดที่อยู่ข้างในนั้น แต่เขามันใจว่าเด็กหนุ่มจะสามารถเอาตัวรอดได้
“ขอบคุณที่ชม ผมก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรขนาดนั้น เป็นเพราะคุณออมมือให้ผมมากกว่า” เฟิร์สกล่าวและยกรอยยิ้ม
สิ่งที่เขาพูดออกมาไม่ใช่การถ่อมตัวหรือเรื่องล้อเล่น แต่มันเป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ
ผู้กองเฒ่ายังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด แม้หมัดสุดท้ายจะดูรุนแรงมากก็จริง แต่เฟิร์สยังรู้สึกว่าผู้อาวุโสท่านนี้ยังสามารถปลดปล่อยพลังออกมาได้มากกว่านี้
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็มั่นใจในพลังอักขระของเขาเป็นอย่างมาก
ผู้กองภาวินยังไม่มีคุณสมบัติที่จะทำลายการป้องกันของเขาได้ แม้จะใช้ความสามารถทั้งหมดออกมาก็ตาม