STARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK)

    ภาคที่ 6 OverThrow ตอนที่ 25 มองข้าม

    นี่เธอเป็นคนรับใช้จริงหรือเปล่าเนี่ย เด็กหนุ่มได้แต่เฝ้ามองการต่อสู้ของหญิงสาวกับราชาดันเจี้ยนโดยที่ต้องปกป้องเขาไปด้วย

    แม้ก่อนหน้านี้มันจะไม่ได้แสดงศักยภาพของความเป็นราชาดันเจี้ยนมากนักแต่เมื่อมันได้แหวกว่ายอยู่บนทะเลเพลิงกลับแข็งแกร่งจนน่าแปลกใจ

    “นึกว่ามีดีแค่ตัวใหญ่” ทีโอน่าสร้างกำปั้นยักษ์เป็นเสมือนร่างอวตารเอาไว้ต่อสู้ เธอกวาดสายตามองทะเลเพลิงเพื่อหาตัวงูยักษ์ตนนั้นและวินาทีที่มีโอกาสเธอก็ขว้างหมัดยักษ์เข้าไปทันที

    หมัดนั่นปะทะเขากับเกล็ดสีทองของมันแต่ก็อ่อนแรงจนไม่อาจสร้างความเสียหายได้เพราะของเหลวหนืดสีแดงพวกนี้คอยป้องกันมันไว้

    ฉลาดกว่าที่คิดอีกนะเนี่ย

    ไม่ทันไรมันก็พ่นลาวาเล็งไปหาคาร์เตอร์และแคทเทอรีนแต่ทีโอน่าก็ไหวตัวทันสร้างกำแพงหินสกัดไว้ได้ ไม่เพียงแค่นั้นเธอยังใช้จังหวะที่มันโผล่หัวขึ้นมาชกหมัดยักษ์ใส่เต็ม ๆ จนกระเด็นไปโดนกำแพงดันเจี้ยน

    “คุณทีโอน่าครับ ทางนี้ดูอาการไม่ค่อยดีเลยนะครับ” คาร์เตอร์เลื่อนสายตามองเรือนร่างของแคทเทอรีนที่ตัวร้อนจนตัวแดงยิ่งกว่าเป็นไข้

    ทีโอน่าเดาะลิ้นก่อนจะเอ่ยออกมา “อาบน้ำลดความร้อนให้เธอก่อน ฉันจะรีบจบมันเดี๋ยวนี้”

    “ครับ” คาร์เตอร์เสกน้ำราดแคทเทอรีนจนชุ่มแต่ก็ช่วยได้แค่ชั่วคราวจึงต้องคอยดูอาการตลอดเวลา

    ทีโอน่าจับสร้อยคอไว้แน่นสร้างโกเลมยักษ์สามตัวที่เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระเหมือนมนุษย์ทั่วไป

    “ไม่อยากใช้สักเท่าไรแต่ในเมื่อเล่นกับเวลาก็ต้องยอม” โกเลมทั้งสามยืนประชันหน้ากับราชาดันเจี้ยน

    ขณะเดียวกันทั้งกำแพงและเพดานก็สั่นสะเทือนจนหลุดออกมาพุ่งเข้าประกบตัวงูยักษ์อัดแน่นเหมือนบีบดินน้ำมันเป็นก้อนก่อนจะโยนขึ้นมาบนพื้นดิน

    “ไม่มีลาวาก็เป็นแค่งูตัวใหญ่เท่านั้นแหละ” เธอคลายเวทที่ควบคุมกองดินพวกนั้นออกและปล่อยให้โกเลมกระหน่ำหมัดใส่ไม่ยั้งไม่มีโอกาสให้หนีไปไหนได้ทั้งสิ้น

    แค่นี้ก็คงเสร็จเรียบร้อยแล้ว “แคทเทอรีนเป็นยังไงบ้าง?” เธอตรงมาหาเพื่อดูอาการของจักรพรรดินีทันที

    “คุณทีโอน่า !” คาร์เตอร์ตะโกนสวนกลับด้วยสีหน้าร้อนรนและชี้ไปยังด้านหลังทำให้เธอต้องหันกลับมองเห็นโกเลมโดนงูยักษ์ตัวนั้นรัดจนขยับไม่ได้

    “เวรเอ๊ย !” นั่นมันโกเลมที่ใช้มานาเกือบทั้งหมดของเราเลยนะ

    “ให้ผมช่วยไหมครับ?”

    “ไม่ต้อง” ทีโอน่าตอบกลับเสียงแข็งขณะที่จ้องมองงูยักษ์ที่กำลังรัดโกเลมทั้งสามจนขยับไปไหนไม่ได้

    อย่างน้อยตอนนี้มันก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องฝืนสร้างอีกตัว

    เธอสร้างโกเลมอีกตัวเข้าจู่โจมด้วยหอกยักษ์แทงราชาดันเจี้ยนที่หนีไปไหนไม่ได้ แม้จะเป็นเป้านิ่งแต่กลับต้องแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าเปลี่ยนอาวุธใหม่ไปเรื่อยกว่าจะทำลายเกล็ดหนา ๆ ของมันได้

    ทั้งพลังชีวิตและความอึดสูงมากเมื่อเทียบกับมอนสเตอร์เลเวลเดียวกันหรือมันจะเป็นราชาอสรพิษด้วย

    ทันใดนั้นมันก็พ่นลูกไฟที่เหมือนกับเม็ดฝนกระจายไปทั่วและข้ามผ่านกำแพงหินของทีโอน่ามาได้

    “อะไรวะเนี่ย !” พวกเขาทั้งสามคนโดนเม็ดไฟเหล่านั้นเพียงแค่ไม่กี่จุดแต่กลับปวดแสบปวดร้อนทรมานเหมือนโดนไฟคลอกทั้งตัว

    “ผมว่ามันชักท่าไม่ดีแล้วนะครับ” คาร์เตอร์กัดฟันใช้เวทวารีราดใส่ตัวเพื่อลดความปวดแสบปวดร้อนแต่มันกลับทำให้งูยักษ์ตัวนั้นฮึกเหิมสลัดเหล่าข้อเท็จจริงลมทั้งสี่ได้ในครั้งเดียว

    "ทำไมยังมีแรงเหลือขนาดนี้" ทีโอน่าส่งมานาให้กับโกเลมเพิ่มเพื่อให้มันตอบสนองได้ทันควันแต่เพียงเสี้ยววินาทีก็มีห่ากระสุนเพลิงลอยลงมาจากด้านบน

    กำแพงหินผุดขึ้นรอบ ๆ ก่อรวมกันเป็นหลังคาป้องกันห่าฝนเพลิงได้พอดี เมื่อพวกเขามองไปยังงูยักษ์จึงได้เห็นมันลอกคราบต่อหน้าต่อตา

    “จัดการให้ไวเลย !” โกเลมทั้งสี่เข้าปะทะกับราชาดันเจี้ยนที่ตัวใหญ่ขึ้นจนน่าแปลกใจ ปกติการลอกคราบจะทำเมื่อมันเจริญเติบโตแต่ก็จะค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นตามอายุและอาหารไม่ใช่ใหญ่ขึ้นจนเห็นได้ชัดเช่นนี้

    “ไม่เป็นอะไรนะทีโอน่า...ฉันจะช่วยเธอเอง” แคทเทอรีนร่ายเวทสร้างน้ำแข็งเกาะติดกับตัวงูยักษ์เพื่อหยุดมันไว้

    “ขอบใจมาก” โกเลมสองตัวผสานเวทมนตร์เข้าด้วยกันสร้างหอกแหลมเจาะทะลวงลำตัวของมันได้สำเร็จขณะเดียวกันเธอก็ให้โกเลมอีกสองตัวกระหน่ำหมัดใส่หัวและดวงตาจุดที่เหมือนจะบอบบางที่สุดไปด้วย

    นั่นแหละต้องประคองสถานการณ์ต่อไป พลังชีวิตของมันก็เหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบแล้วเดี๋ยวมันก็จบ

    ขณะที่พวกเธอกำลังได้เปรียบแต่จู่ ๆ ทีโอน่าก็ขาสั่นทรุดลงพื้น

    “บ้าเอ๊ย! มานามัน...” โกเลมและกำแพงหินที่คอยปกป้องพวกเขาไว้ค่อย ๆ แตกทลายลง

    “คุณทีโอน่า” คาร์เตอร์เข้ามาดูอาการพร้อมกับแคทเทอรีนที่ลงมาเดินบนพื้นด้วยตัวเอง เธอไม่ได้ตกใจขนาดนั้นเพราะนี่เป็นอาการของการใช้มานามากเกินไปเฉย ๆ

    “ถึงเวลาเธอพักแล้ว” แคทเทอรีนจ้องมองไปยังงูยักษ์ที่กำลังเลื้อยเข้าหา เธอไม่รอช้าสร้างก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์แปรสภาพมันเป็นลูกศรแหลม ๆ ยิงออกไปทั้งอย่างนั้นแต่มันก็เลื้อยหลบได้ไม่ยาก

    แต่แทนที่มันจะเข้ามาจู่โจมพวกเขากลับเลื้อยตามลูกศรน้ำแข็งนั่นไปสร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมาก

    “มันตอบสนองกับอุณหภูมิครับคุณแคทเทอรีน ถ้าใช้น้ำแข็งเป็นตัวล่อก็น่าจะจัดการได้ไม่ยาก”

    “อ้อ...ฉันจะพยายาม” ท่าทางเอื่อยเฉื่อยของเธอทำเอาคาร์เตอร์คิดหนัก

    เธอยังคงยิงกระสุนน้ำแข็งใส่ไปเรื่อย ๆ โดนบ้างไม่โดนบ้างแทนที่จะตรึงมันให้หยุดอยู่กับที่ก่อนเหมือนสมองการสั่งการจะไม่ค่อยปกติราวกับคนเมาที่พึ่งตื่น

    “ใช้น้ำแข็งหุ้มตัวเองไม่ได้เหรอครับ? เผื่อตัวจะได้เย็นลง”

    “อ้อ...ได้สินะ” เธอแช่แข็งเท้าขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงช่วงอก

    “เดี๋ยว ๆ คุณจะฆ่าตัวตายหรือยังไงครับ? หุ้มให้เหมือนเกราะก็ได้ไม่ใช่แช่ทั้งตัว”

    “ก็ได้ ๆ” ขณะที่แคทเทอรีนกำลังลดอุณหภูมิร่างกายมันก็กินเวลามากพอให้เจ้างูยักษ์จับสังเกตได้

    “ข้างบนครับ !” คาร์เตอร์ตกใจตาโตเมื่อเห็นฝนเพลิงจากเบื้องบนมาพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนจากการเลื้อยอันรวดเร็วของงูยักษ์

    ไม่รู้ทำไมแคทเทอรีนถึงยืนนิ่งเหมือนไม่ได้ยินที่เขาตะโกนบอกจนคาร์เตอร์ต้องสร้างโล่มานาด้วยตัวเองและแน่นอนว่าระดับพลังเวทของงูยักษ์และตัวเขาห่างกันมากทำให้โล่มานาสลายอย่างรวดเร็ว

    “คุณแคทเทอรีนตั้งสติสิครับ !” ทั้งคาร์เตอร์และแคทเทอรีนต่างก็โดนฝนเพลิงด้วยกันแม้จะเล็กน้อยแต่มันกลับแฝงไปด้วยความเจ็บแสบทรมานเหมือนครั้งที่แล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นคาร์เตอร์จึงใช้น้ำช่วยดับความแสบร้อนและเหมือนนึกอะไรได้

    “ขอเสียมารยาทนะครับ” คาร์เตอร์จับมือของแคทเทอรีนที่มักจะใช้ในการร่ายเวทและเข้าควบคุมทิศทางเล็งไปยังงูยักษ์ที่กำลังเข้ามาใกล้

    “ถ้าผมบอกให้ยิงก็ยิงเลยนะครับ”

    วินาทีที่มันเลื้อยเข้ามาในระยะเวทมนตร์ของคาร์เตอร์เขาก็ร่ายเวทวารีสร้างคลื่นน้ำซัดใส่เป็นการถ่วงเวลา “ยิง !”

    กระสุนน้ำแข็งเจาะทะลวงลำตัวของมันได้สำเร็จแต่คาร์เตอร์ไม่มีทางปล่อยโอกาสดี ๆ แบบนี้ไปแน่ เขาสร้างบอลวารีขนาดยักษ์ห่อหุ้มร่างราชาดันเจี้ยนไว้และให้แคทเทอรีนร่ายเวทน้ำแข็งใส่เข้าไป

    “ตรงนั้นแหละครับ ! สร้างภูเขาน้ำแข็งหรืออะไรก็ได้”

    “ไม่ต้องห่วงหรอกน่า” แคทเทอรีนยิ้มเยาะเหมือนอย่างที่เคยเห็นสร้างน้ำแข็งจากบอลวารีของคาร์เตอร์และแช่แข็งงูยักษ์ไว้ทั้งเป็น

    “คุณแคทเทอรีนมีเวทมนตร์อะไรที่เน้นพลังทำลายกับเป้าหมายเดี่ยว ๆ ไหมครับ?”

    “มี ๆ” ดาบน้ำแข็งค่อย ๆ โผล่ออกมารายล้อมราชาดันเจี้ยนหลายสิบเล่มและพุ่งแทงจากทุกทิศทุกทางพร้อมกันกำจัดงูยักษ์ได้เสียที

    สิ้นเสียงของการต่อสู้ก็ตามมาด้วยแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดินเหมือนแผ่นดินไหว พวกเขาพากันหนีไปยังอีกฟากด้วยการใช้เวทมนตร์น้ำแข็งสร้างทางเดินข้ามทะเลเพลิงแต่มันก็ละลายอย่างรวดเร็วจนเกือบข้ามไม่ทัน

    “นั่นไงครับทางออก” แสงสว่างที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวที่อยู่ปลายสุดทางเดิน คาร์เตอร์แบกทีโอน่าที่ไม่มีแรงเดินเอง ส่วนแคทเทอรีนที่ดูมึน ๆ ทำอะไรไม่ค่อยถูกแต่อย่างน้อยก็ยังวิ่งไปถูกทางเลยไม่ต้องห่วงอะไร

    ทุ่งกว้างที่อ้อมล้อมไปด้วยภูเขาสูงสุดลูกหูลูกตาอีกทั้งยังมีพายุหิมะเบา ๆ พัดอยู่ตลอดเวลาราวกับเป็นสถานที่ที่ห้ามมิให้ใครเข้าไปแต่นั่นไม่ใช่กับแคทเทอรีน

    “สดชื่นสุด ๆ ไปเลย” แคทเทอรีนตะโกนเสียงดังยิ้มเบิกบานออกนอกหน้า

    “พวกเราหาจุดพักก่อนเถอะครับเดี๋ยวคุณทีโอน่าจะเป็นอะไรเอา”

    “สร้างมันขึ้นมาก็จบแล้ว” แคทเทอรีนใช้เวทมนตร์น้ำแข็งสร้างบ้านพักขนาดใหญ่สูงสิบเมตรและกว้างด้านละยี่สิบเมตรอย่างน้อยก็ช่วยปกป้องความหนาวเหน็บจากพายุหิมะได้

    อีกด้านหนึ่งที่เมืองเอเธนเมืองหลวงของอาณาจักรนอด จักรพรรดิเอเลได้คืนภาษีเสบียงที่เตรียมไว้ใช้ตอนสงครามกลับคืนสู่มือของราษฎรทำให้ผู้คนชื่นชอบวิธีการจัดการของเขาเป็นอย่างมาก

    “ต่อไปเป็นงานประชุมจากกรมทหารครับ” อาเธอร์เดินตามติดเอเลเสมือนเลขาคนหนึ่ง

    “ก็ดีถึงเวลาจัดการปัญหาที่แคทเทอรีนก่อไว้แล้ว”

    ภายในห้องประชุมเต็มไปด้วยทหารยศสูงที่บางคนกลับมาจากค่ายเพื่อการประชุมครั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงผู้นำอย่างกะทันหันเป็นเรื่องปกติที่จะมีคนชอบและไม่ชอบแต่เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีจึงต้องมีการคุยกัน

    “พวกเขาทำแบบนั้นได้ยังไง ท่านจักรพรรดินีหายตัวไปแท้ ๆ แต่กลับยึดอำนาจแต่งตั้งตัวเองขึ้นครองราชย์แทน”

    “ก็ท่านเอเลบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าได้รับการยินยอมจากอีกจักรพรรดินีแล้ว”

    “จะให้ฉันเชื่อเศษกระดาษโง่ ๆ นั่นเนี่ยนะ”

    เสียงทะเลาะกันดังออกมาถึงหน้าห้องที่เอเลยืนฟังอยู่ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป

    “ไม่ต้องตกใจไป ข้ามาเพื่อไขข้อข้องใจให้กับทุกคน”

    “คะครับ” ชายหนุ่มผู้นั้นเสียงสั่นเพราะรู้ตัวว่าเอเลได้ยินเรื่องที่นินทา

    “พวกเจ้าไม่คิดหรือว่าเหตุใดแคทเทอรีนถึงรวบรวมกำลังพลมากขนาดนั้น พวกเจ้าอยากสร้างสงครามมากถึงเพียงนั้นจริง ๆ หรือ?”

    “ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ พวกเราก็แค่...”

    คงชอบตอนมีอำนาจสั่งการสินะ ยิ่งทหารชั้นผู้น้อยมีมากเท่าไรพวกเขาก็เหมือนได้ยกระดับชนชั้นมีอำนาจในการต่อรองสูง

    “รู้ไหมว่าที่แคทเทอรีนสร้างกองทัพก็เพราะคำสั่งสุดท้ายของจักรพรรดิองค์ก่อน แคทเทอรีนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องจัดการหรือดูแลบ้านเมืองแบบไหนเพราะยังไงเธอก็เป็นเพียงแค่ทหารเท่านั้น”

    “แต่ท่านแคทเทอรีนก็มีคุณทีโอน่าคอยช่วยเหลืออยู่แล้วนะครับ เรื่องการบริหารก็ให้เหล่าที่ปรึกษาช่วยกันก็ได้”

    “แล้วมีครั้งไหนที่เหล่าที่ปรึกษาจัดการปัญหาได้จริง ๆ หรือเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ทำไปให้เสร็จเป็นพอ ถ้าพวกเขาสามารถดูแลบ้านเมืองได้จริงทำไมชาวบ้านชาวเมืองถึงเอาแต่เขม้นใส่ล่ะ?”

    เหล่าทหารชั้นสูงเงียบกริบเพราะรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นเช่นไร

    “ถ้าไม่มีอะไรแย้งข้าก็จะขอพูดส่วนสำคัญในการประชุมเลยก็แล้วกัน หลังจากนี้เราจะปลดทหารที่อายุเกินหกสิบออกและจะไม่บังคับการเกณฑ์ทหารอีกต่อไป ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาแคทเทอรีนได้เพิ่มกำลังพลจำนวนมากทำให้งบประมาณหายไปกับการดูแลกองทัพทำให้งบประมาณส่วนอื่นโดนลดทอนไปด้วย”

    ทหารสูงวัยคนหนึ่งยกมือถาม “แล้วถ้าปลดประจำการจะได้เงินบำนาญไหมครับท่าน?”

    “เราจะมีเงินบำนาญให้แน่นอน ถ้าโดนให้ออกจากงานโดยไม่มีค่าตอบแทนเป็นใครก็ไม่ชอบทั้งนั้น”

    “ขอบคุณครับ” ทหารนายนั้นยืนทำความเคารพและนั่งต่อ

    “ต่อไปเป็นเรื่องท่าเรือ ข้ายังไม่เข้าใจว่าแคทเทอรีนให้สร้างท่าเรือไปทำไม การเดินทางทางทะเลเป็นอะไรที่เสี่ยงเกินไปเพราะมีพวกมนุษย์เงือกและเผ่าใต้ทะเลอีกมากมาย ยิ่งกับการประกาศตัดความสัมพันธ์เมื่อตอนนั้นทำให้ไม่มีใครเดินทางผ่านทะเลได้อีก”

    เหล่าทหารนั่งเงียบครู่นึ่งเหมือนกำลังคิดวิเคราะห์รวมกับความสงสัยที่ตนเองมีอยู่แล้ว

    “แต่จนสร้างเสร็จก็ไม่มีเหตุการณ์ที่มนุษย์เงือกจู่โจมให้เห็นเลยนะครับ”

    “พวกเขาอาจจะยังไม่รู้เรื่องก็ได้” ทหารอีกนายตอบโต้กันและกันถกเถียงไปมาด้วยความสงสัย

    “แต่ฉันว่าท่านแคทเทอรีนอาจจะมีลับลมคมในกับพวกมันก็ได้”

    ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลไหนล้วนมาจากการคาดเดาเท่านั้น หรือเราจำเป็นต้องถามกับเจ้าตัวเองว่าเหตุใดถึงสร้างกองทัพเรือในสถานการณ์เช่นนี้

    “จะยังไงก็ตามข้าขอสั่งให้ยุติการทำงานที่นั่นก่อนแล้วข้าจะออกคำสั่งใหม่อีกครั้ง ส่วนเรื่องต่อไปก็คือการรุกรานอาณาจักรอาฟหลังจากที่ข้าได้อ่านบันทึกก็ได้แต่นึกสงสัยอยู่สิ่งหนึ่ง”

    “สิ่งอันใดหรือครับท่าน?” ทหารหนุ่มเอ่ยถามต่อทันที

    “เอลโฟเรีย...ที่นั่นเคยเป็นเมืองของเหล่าเอลฟ์ก่อนจะล่มสลาย หลังจากการฟื้นฟูก็ทำให้เอลฟ์จากอาณาจักรนอดหนีไปที่นั่นกันหมดเป็นการตัดกำลังด้านทรัพยากรบุคคลไปพอสมควร”

    “ผมได้ข่าวว่าอาณาจักรอื่นก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน หลังจากการฟื้นตัวของเมืองเอลโฟเรียมันก็ทำให้เอลฟ์ทั่วทั้งสตาร์คินไปรวมกันอยู่ที่นั่น”

    “นั่นแหละที่ข้าอยากจะพูดคุย อย่างที่เรารู้กันว่าเผ่าพันธุ์เอลฟ์เป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ระดับสูงที่มีสติปัญญาสูงกว่ามนุษย์โดยเฉลี่ย แล้วถ้าพวกนั้นไปรวมกันอยู่ในที่เดียวกันก็มีแนวโน้มที่จะพัฒนาเมืองได้แบบก้าวกระโดดแต่อีกนัยหนึ่งก็อาจจะมีการขัดแย้งกันได้เพราะนิสัยของพวกมันเอง”

    “ท่านจะให้พวกเราเข้าไปสำรวจใช่ไหมครับ?”

    “ถูกต้อง สำรวจความเป็นไปของเมืองเอลโฟเรียและส่งข้อมูลกลับมาเพื่อวิเคราะห์ว่าเป็นอันตรายหรือไม่...แต่ดูเหมือนอาเธอร์จะมีข้อมูลอยู่แล้วนะ” เขาเหลือบสายตามองชายหนุ่มรูปหล่อที่ยืนอยู่ห่างออกไป

    อาเธอร์ถึงกับสะดุ้งเมื่อเอเลกล่าวถึงตัวเขา “คะครับท่าน ผมมีข้อมูลของเอลโฟเรียอยู่พอสมควรเลยครับ”

    “ดี ช่วยบอกข้อมูลที่ว่านั่นมาให้หมดเลย”

    อาเธอร์กระแอมคอก่อนจะพูด “ข้อมูลยังไม่แน่ชัดว่าพวกเขาเริ่มฟื้นฟูเมืองกันตอนไหนแต่มันชัดเจนเมื่อตอนที่มีการกวาดล้างสำนักมนตร์ดำสาขาอาณาจักรอาฟ...เพราะผู้บริหารที่นั่นมีแผนยึดครองเมืองซึ่งขัดต่อหลักการและหน้าที่ของสำนักมนตร์ดำโดยสิ้นเชิง”

    “แสดงว่าทางสำนักงานใหญ่ก็ปล่อยเรื่องนี้ไปเพราะเป็นการช่วยกำจัดเนื้อร้ายขององค์กรสินะ แต่ความเสียหายพวกนั้นมันก็มากจนไม่อาจมองข้ามได้อยู่ดี” เอเลหาจังหวะที่อาเธอร์พักหายใจพูดแทรกขึ้นมา

    “ผมก็คิดเหมือนกันและที่สำคัญชนวนสงครามครั้งนั้นก็คือผู้นำเอลโฟเรีย เขาเป็นชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบถึงสามสิบปีโดยเลเวลของเขาก็คือหก จากข้อมูลล่าสุดเมืองของเขาขยายออกไปมากกว่าตอนก่อนล่มสลายเสียอีก แถมยังมีการพัฒนาเครื่องมือทันสมัยอีกหลายอย่างที่มีความคล้ายคลึงกับอาณาจักรเซีย”

    “เป็นไปได้ไหมที่จะเป็นแผนการของอาณาจักรเซีย?”

    “ก็เป็นไปได้ครับแต่ก็อาจจะไม่ใช่เช่นกัน จากการสืบข้อมูลลึกเข้าไปอีกก็เลยได้รู้ว่าเขาเป็นกบฏของอาณาจักรเซียที่หนีมายังอาณาจักรอาฟและยังมีคนติดตามมาด้วยหลายคน ซึ่งพวกเขาเคยเผชิญหน้ากับคุณแคทเทอรีนและมีชีวิตรอดกลับไปด้วย”

    “เมืองที่มีทรัพยากรบุคคลมากมายและองค์ความรู้ที่ผู้นำเอลโฟเรียอาจจะขโมยมาจากอาณาจักรเซียทำให้เมืองพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว เห็นทีพวกเราคงต้องส่งนักการทูตไปเพื่อสานสัมพันธ์และเก็บข้อมูลเบื้องหลังมาด้วย” เอเลจ้องมองใบหน้าของอาเธอร์เป็นเหมือนคำสั่ง

    “ถ้าท่านกล่าวเช่นนั้นผมจะหานักการทูตที่ดีที่สุดเดี๋ยวนี้เลยครับ”

    “ยังไงเจ้าก็ต้องไปด้วย คนที่ฉลาดเฉลียวอย่างดยุกอาเธอร์คงไม่ได้หากันง่าย ๆ นักและข้าก็รู้ว่าแผนการทั้งหมดเป็นของเจ้า” เอเลกระซิบข้างหูทำเอาอาเธอร์หายใจไม่คล่อง

    “คะครับท่านเอเล”

    หลังจากพูดคุยกันจบพวกเขาก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ตามคำสั่งของเอเลโดยไม่มีใครรู้เลยว่าแคทเทอรีนหลุดพ้นออกมาจากดันเจี้ยนแล้ว

    4 เมษายน พ.ศ.2576

    หลังจากรอมาหลายวันในที่สุดก็ถึงเวลาแห่งการประเมินอาจารย์ผู้สอน การประเมินส่วนใหญ่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีกันทั้งนั้นหรือเพราะความเกรงอกเกรงใจก็ไม่อาจทราบได้

    “ไหน ๆ มาดูสิว่าเจ้าเด็กนั่นผ่านการประเมินหรือเปล่า” แพกซ์นั่งเก้าอี้หันออกไปทางสระว่ายน้ำเชยชมร่างกายของนักเรียนที่มาเล่นสนุก ระหว่างนั้นเขาก็เปิดเอกสารอ่านไปเรื่อย ๆ จนมาถึงการประเมินของซึฮากิและมันก็ทำให้เขาตกใจ

    “หน็อย เจ้านั่นผ่านการประเมินแถมยังคะแนนเต็มทุกช่องเลยด้วย แบบนี้มันผิดปกติชัด ๆ” เขากดกริ่งเรียกเลขาให้เข้ามาก่อนจะสั่งให้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงของการประเมินและส่งคำท้าไปด้วย

    “ไปดูที่ห้องเรียนของเจ้านั่น ดูให้รู้ว่ามันสอนอะไรยังไงและก็ลองท้าประลองกับมันดูสิอยากรู้ว่ามีฝีมือแค่ไหน”

    “รับทราบค่ะ”

    แม้จะผ่านการประเมินแล้วแต่เหล่าลูกศิษย์ของซึฮากิก็ยังคงฝึกฝนกันต่อไป ทุกสิ่งที่ได้พร่ำสอนจะไม่ได้ผลเลยถ้าขาดความสม่ำเสมอ

    “แล้วหลังจากนี้จะทำอะไรต่อล่ะ? หรือจะเป็นอาจารย์สอนต่อไป” ฟรานนั่งแกว่งขาอยู่ข้าง ๆ ซึฮากิพลางเฝ้ามองเพื่อน ๆ ฝึกกันอย่างบ้าระห่ำ

    “ไม่รู้สิ...ในเมื่อบรรลุเงื่อนไขเพื่อเป็นอิสระแล้วฉันก็อาจจะทำธุรกิจต่อ แต่ถ้าพวกเขาต้องการให้ฉันสอนต่อฉันก็จะสอนให้”

    “จริง ๆ ฉันก็มีลูกศิษย์อยู่เหมือนกันนะแต่ไม่เห็นมาหลายเดือนแล้ว”

    “ย้ายโรงเรียนไปแล้วหรือเปล่า?”

    “อืม ก็ไม่รู้สิ” ฟรานเอนตัวนั่งซบไหล่เนียน ๆ ทำเหมือนจะหลับทั้งอย่างนั้น

    “ยังไงเป้าหมายต่อจากนี้ก็คือการพัฒนาเมืองเอลโฟเรียให้ไวที่สุด...แต่ก็ไวมากไม่ได้เพราะพวกเขาจะตามเทคโนโลยีไม่ทัน”

    “จริงสิเมื่อกี้ฉันเห็นกิจังเขียนอะไรสักอย่างอยู่ บอกได้ไหมว่ามันคืออะไร?” ฟรานจ้องมองอ้อนวอนด้วยสายตาออดอ้อนผสานมือดั่งการขอพรเพื่อให้ซึฮากิตอบ

    “อืม...อันนั้นมันเป็นแบบแปลนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์”

    “อะไรนะ !” ฟรานตกใจเผลอพูดเสียงดัง

    “ไม่ต้องตกใจไปหรอกน่า นี่เป็นแผนในอนาคตที่จะสร้างไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด แต่ถ้าทำมันเร็วเกินไปแล้วความรู้ความเข้าใจของประชากรไม่อาจตามทันได้ก็อาจจะเกิดอันตรายมากกว่าประโยชน์”

    “นายสร้างมันได้จริง ๆ เหรอ? นายเป็นใครกันแน่เนี่ยหรือจะโกงอายุแล้วมาอยู่โรงเรียนเดียวกัน”

    “เธอก็บอกเองไม่ใช่หรือยังไงว่าเราเคยอยู่ด้วยกันตอนเด็ก ดังนั้นอายุเราก็ต้องพอ ๆ กันสิ”

    “อืม จริงด้วยสิ”

    “แหม ๆ อาจารย์กับท่านฟรานคุยกันสนุกเลยนะ” เสียงใส ๆ จากเซนน่าพูดแซว

    “แน่นอนสิจ๊ะ” ฟรานยิ้มปริ่มตอบกลับทันที

    “นั่นไงฉันบอกแล้วว่าพวกเขากำลังคบกัน” โลกิกระซิบคุยกับเพื่อนร่วมชั้นทั้งสี่คน

    “เหรอ...” พีชทำหน้าบึ้งตึงไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมนัก

    เหล่าเด็กนักเรียนได้คุยกันสนุกปากกับช่วงเวลาพักผ่อนหลังจากโปรแกรมการฝึกอันหนักหนาได้ผ่านพ้นไป แน่นอนว่าการเรียนในรายวิชาพื้นฐานก็ยังสำคัญแต่ก็ได้การสอนของซึฮากิทำให้พวกเขาสามารถปรับตัวและเข้าใจการสอนวิชาอื่นได้ง่ายขึ้น

    “มีนักเรียนห้าคนพอดีเลยนี่” เสียงของหญิงสาวแปลกหน้ากล่าวด้วยความฉงนสงสัย

    “ผู้ช่วยของผู้อำนวยการสินะ ที่มาก็คงเพราะผลการประเมินไม่น่าพอใจ...ในแง่ความรู้สึกส่วนตัวอะนะ”

    “เหอะ หัวไวกว่าที่คิดอีกนะเนี่ย ฉันมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีการประเมินอย่างถูกต้องหรือไม่”

    “แล้วเห็นหรือยังล่ะว่าข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นเช่นไร” ซึฮากิก้าวเดินเข้าหาสบตาด้วยใบหน้าเฉยชา

    “ข้อเท็จจริงเดียวที่ฉันเห็นก็คือเด็กอวดดีที่ไม่เคารพผู้ใหญ่ ไม่แปลกใจเลยที่คุณแพกซ์จะไม่ชอบหน้าถึงขนาดนั้น”

    “ความเคารพเกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งที่ควรเคารพ บังเอิญว่าผมค่อนข้างเชื่อมั่นตัวเองมากไปหน่อยก็เลยมีมาตรฐานการวัดคนต่างออกไป”

    “หยุดทะเลาะกันก่อนเถอะ” ฟรานเข้ามาขวางทั้งสองคนที่กำลังพูดจาเสียดสีกันไปมา

    “อย่าบอกนะคะว่าท่านผู้กล้าก็เข้าร่วมการสอนของเขาด้วย”

    “ใช่สิแล้วมันมีปัญหาอะไร?” เธอตอบกลับทันควันเหมือนรู้ความหมายที่หญิงสาวผู้นั้นถาม

    “มะไม่มีอะไรค่ะ จริง ๆ คุณแพกซ์อยากจะจัดการประลองทดสอบฝีมือของอาจารย์ซึฮากิจึงให้ดิฉันมาแจ้งให้ทราบ”

    “อะไร? นี่จะเพิ่มเงื่อนไขอีกแล้วเหรอหรือก็แค่หมั่นไส้เฉย ๆ” ซึฮากิยังคงจ้องตาไม่กะพริบรวมกับการพูดจาเถรตรงเพื่อกดดันหญิงสาวผู้นั้น

    “นี่เป็นเพียงคำขอส่วนตัวไม่เกี่ยวกับสัญญาขององค์ราชา แต่ถ้าอาจารย์ซึฮากิอยากพิสูจน์ตัวเองก็ถือเป็นโอกาสที่ดี” เอาสิรับคำท้าเลยจะได้เห็นเสียทีว่ามีดีอะไร

    ซึฮากิถอนหายใจเสียงดัง “แล้วรางวัลล่ะ? ถ้าจะบอกว่ารางวัลก็แค่ได้แสดงจุดยืนแต่มันน้อยเกินจนไม่คุ้มเสียเลย ไหนลองเสนอรางวัลมาสิเผื่อฉันจะอยากรับคำท้าขึ้นมา”

    เจ้าเด็กนี่เล่ห์เหลี่ยมสูงนัก “ฉันบอกเรื่องนั้นไม่ได้ต้องปรึกษากับคุณแพกซ์ก่อน”

    “โถ่ ๆ ถ้าปล่อยไว้นานผมก็อาจจะไม่อยากรับคำท้าแล้วก็ได้” ฟรานถึงกับกลั้นขำเมื่อได้ยินซึฮากิพูดแบบนั้น

    “ก็ได้ ๆ เอาเป็นเงินรางวัลยี่สิบเหรียญทอง”

    “โอ๊ย เงินแค่นั้นผมหาเองก็ได้”

    “งั้นเอาเป็นสี่สิบเหรียญทอง”

    “ถ้างั้นผมไม่ทำละ” ซึฮากิหันหลังเดินกลับแต่เธอก็รั้งไว้เสียก่อน

    “เดี๋ยว ๆ เอาเป็นหกสิบเหรียญทองก็ได้” น้ำเสียงร้อนรนแสดงให้เห็นว่าคำสั่งจากแพกซ์สำคัญแค่ไหน

    “ขอบัตรผ่านเข้าห้องสมุดสีแดงด้วยสิ”

    “บัตรผ่านห้องสมุดสีแดงเหรอ? ได้สิ ๆ”

    ซึฮากิยิ้มอย่างมีเลศนัยหลังจากได้ฟังเช่นนั้น

    “ตกลง ทั้งหมดเป็นเงินหกสิบเหรียญทองกับบัตรผ่านเข้าห้องสมุดสีแดง”

    การเจรจาอย่างรวดเร็วจบภายในหนึ่งนาทีด้วยการกดดันราคาเพิ่มทีละนิดให้เห็นท่าทีว่าซึฮากิไม่ยอมแน่ ๆ จนเกิดความลนลานยอมรับสิ่งที่ร้องขอเพื่อให้ซึฮากิยอมรับคำท้าโดยไม่ได้คิดไตร่ตรองให้ดีพอ