นี่เธอเป็นคนรับใช้จริงหรือเปล่าเนี่ย เด็กหนุ่มได้แต่เฝ้ามองการต่อสู้ของหญิงสาวกับราชาดันเจี้ยนโดยที่ต้องปกป้องเขาไปด้วย
แม้ก่อนหน้านี้มันจะไม่ได้แสดงศักยภาพของความเป็นราชาดันเจี้ยนมากนักแต่เมื่อมันได้แหวกว่ายอยู่บนทะเลเพลิงกลับแข็งแกร่งจนน่าแปลกใจ
“นึกว่ามีดีแค่ตัวใหญ่” ทีโอน่าสร้างกำปั้นยักษ์เป็นเสมือนร่างอวตารเอาไว้ต่อสู้ เธอกวาดสายตามองทะเลเพลิงเพื่อหาตัวงูยักษ์ตนนั้นและวินาทีที่มีโอกาสเธอก็ขว้างหมัดยักษ์เข้าไปทันที
หมัดนั่นปะทะเขากับเกล็ดสีทองของมันแต่ก็อ่อนแรงจนไม่อาจสร้างความเสียหายได้เพราะของเหลวหนืดสีแดงพวกนี้คอยป้องกันมันไว้
ฉลาดกว่าที่คิดอีกนะเนี่ย
ไม่ทันไรมันก็พ่นลาวาเล็งไปหาคาร์เตอร์และแคทเทอรีนแต่ทีโอน่าก็ไหวตัวทันสร้างกำแพงหินสกัดไว้ได้ ไม่เพียงแค่นั้นเธอยังใช้จังหวะที่มันโผล่หัวขึ้นมาชกหมัดยักษ์ใส่เต็ม ๆ จนกระเด็นไปโดนกำแพงดันเจี้ยน
“คุณทีโอน่าครับ ทางนี้ดูอาการไม่ค่อยดีเลยนะครับ” คาร์เตอร์เลื่อนสายตามองเรือนร่างของแคทเทอรีนที่ตัวร้อนจนตัวแดงยิ่งกว่าเป็นไข้
ทีโอน่าเดาะลิ้นก่อนจะเอ่ยออกมา “อาบน้ำลดความร้อนให้เธอก่อน ฉันจะรีบจบมันเดี๋ยวนี้”
“ครับ” คาร์เตอร์เสกน้ำราดแคทเทอรีนจนชุ่มแต่ก็ช่วยได้แค่ชั่วคราวจึงต้องคอยดูอาการตลอดเวลา
ทีโอน่าจับสร้อยคอไว้แน่นสร้างโกเลมยักษ์สามตัวที่เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระเหมือนมนุษย์ทั่วไป
“ไม่อยากใช้สักเท่าไรแต่ในเมื่อเล่นกับเวลาก็ต้องยอม” โกเลมทั้งสามยืนประชันหน้ากับราชาดันเจี้ยน
ขณะเดียวกันทั้งกำแพงและเพดานก็สั่นสะเทือนจนหลุดออกมาพุ่งเข้าประกบตัวงูยักษ์อัดแน่นเหมือนบีบดินน้ำมันเป็นก้อนก่อนจะโยนขึ้นมาบนพื้นดิน
“ไม่มีลาวาก็เป็นแค่งูตัวใหญ่เท่านั้นแหละ” เธอคลายเวทที่ควบคุมกองดินพวกนั้นออกและปล่อยให้โกเลมกระหน่ำหมัดใส่ไม่ยั้งไม่มีโอกาสให้หนีไปไหนได้ทั้งสิ้น
แค่นี้ก็คงเสร็จเรียบร้อยแล้ว “แคทเทอรีนเป็นยังไงบ้าง?” เธอตรงมาหาเพื่อดูอาการของจักรพรรดินีทันที
“คุณทีโอน่า !” คาร์เตอร์ตะโกนสวนกลับด้วยสีหน้าร้อนรนและชี้ไปยังด้านหลังทำให้เธอต้องหันกลับมองเห็นโกเลมโดนงูยักษ์ตัวนั้นรัดจนขยับไม่ได้
“เวรเอ๊ย !” นั่นมันโกเลมที่ใช้มานาเกือบทั้งหมดของเราเลยนะ
“ให้ผมช่วยไหมครับ?”
“ไม่ต้อง” ทีโอน่าตอบกลับเสียงแข็งขณะที่จ้องมองงูยักษ์ที่กำลังรัดโกเลมทั้งสามจนขยับไปไหนไม่ได้
อย่างน้อยตอนนี้มันก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องฝืนสร้างอีกตัว
เธอสร้างโกเลมอีกตัวเข้าจู่โจมด้วยหอกยักษ์แทงราชาดันเจี้ยนที่หนีไปไหนไม่ได้ แม้จะเป็นเป้านิ่งแต่กลับต้องแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าเปลี่ยนอาวุธใหม่ไปเรื่อยกว่าจะทำลายเกล็ดหนา ๆ ของมันได้
ทั้งพลังชีวิตและความอึดสูงมากเมื่อเทียบกับมอนสเตอร์เลเวลเดียวกันหรือมันจะเป็นราชาอสรพิษด้วย
ทันใดนั้นมันก็พ่นลูกไฟที่เหมือนกับเม็ดฝนกระจายไปทั่วและข้ามผ่านกำแพงหินของทีโอน่ามาได้
“อะไรวะเนี่ย !” พวกเขาทั้งสามคนโดนเม็ดไฟเหล่านั้นเพียงแค่ไม่กี่จุดแต่กลับปวดแสบปวดร้อนทรมานเหมือนโดนไฟคลอกทั้งตัว
“ผมว่ามันชักท่าไม่ดีแล้วนะครับ” คาร์เตอร์กัดฟันใช้เวทวารีราดใส่ตัวเพื่อลดความปวดแสบปวดร้อนแต่มันกลับทำให้งูยักษ์ตัวนั้นฮึกเหิมสลัดเหล่าข้อเท็จจริงลมทั้งสี่ได้ในครั้งเดียว
"ทำไมยังมีแรงเหลือขนาดนี้" ทีโอน่าส่งมานาให้กับโกเลมเพิ่มเพื่อให้มันตอบสนองได้ทันควันแต่เพียงเสี้ยววินาทีก็มีห่ากระสุนเพลิงลอยลงมาจากด้านบน
กำแพงหินผุดขึ้นรอบ ๆ ก่อรวมกันเป็นหลังคาป้องกันห่าฝนเพลิงได้พอดี เมื่อพวกเขามองไปยังงูยักษ์จึงได้เห็นมันลอกคราบต่อหน้าต่อตา
“จัดการให้ไวเลย !” โกเลมทั้งสี่เข้าปะทะกับราชาดันเจี้ยนที่ตัวใหญ่ขึ้นจนน่าแปลกใจ ปกติการลอกคราบจะทำเมื่อมันเจริญเติบโตแต่ก็จะค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นตามอายุและอาหารไม่ใช่ใหญ่ขึ้นจนเห็นได้ชัดเช่นนี้
“ไม่เป็นอะไรนะทีโอน่า...ฉันจะช่วยเธอเอง” แคทเทอรีนร่ายเวทสร้างน้ำแข็งเกาะติดกับตัวงูยักษ์เพื่อหยุดมันไว้
“ขอบใจมาก” โกเลมสองตัวผสานเวทมนตร์เข้าด้วยกันสร้างหอกแหลมเจาะทะลวงลำตัวของมันได้สำเร็จขณะเดียวกันเธอก็ให้โกเลมอีกสองตัวกระหน่ำหมัดใส่หัวและดวงตาจุดที่เหมือนจะบอบบางที่สุดไปด้วย
นั่นแหละต้องประคองสถานการณ์ต่อไป พลังชีวิตของมันก็เหลือไม่ถึงหนึ่งในสิบแล้วเดี๋ยวมันก็จบ
ขณะที่พวกเธอกำลังได้เปรียบแต่จู่ ๆ ทีโอน่าก็ขาสั่นทรุดลงพื้น
“บ้าเอ๊ย! มานามัน...” โกเลมและกำแพงหินที่คอยปกป้องพวกเขาไว้ค่อย ๆ แตกทลายลง
“คุณทีโอน่า” คาร์เตอร์เข้ามาดูอาการพร้อมกับแคทเทอรีนที่ลงมาเดินบนพื้นด้วยตัวเอง เธอไม่ได้ตกใจขนาดนั้นเพราะนี่เป็นอาการของการใช้มานามากเกินไปเฉย ๆ
“ถึงเวลาเธอพักแล้ว” แคทเทอรีนจ้องมองไปยังงูยักษ์ที่กำลังเลื้อยเข้าหา เธอไม่รอช้าสร้างก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์แปรสภาพมันเป็นลูกศรแหลม ๆ ยิงออกไปทั้งอย่างนั้นแต่มันก็เลื้อยหลบได้ไม่ยาก
แต่แทนที่มันจะเข้ามาจู่โจมพวกเขากลับเลื้อยตามลูกศรน้ำแข็งนั่นไปสร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมาก
“มันตอบสนองกับอุณหภูมิครับคุณแคทเทอรีน ถ้าใช้น้ำแข็งเป็นตัวล่อก็น่าจะจัดการได้ไม่ยาก”
“อ้อ...ฉันจะพยายาม” ท่าทางเอื่อยเฉื่อยของเธอทำเอาคาร์เตอร์คิดหนัก
เธอยังคงยิงกระสุนน้ำแข็งใส่ไปเรื่อย ๆ โดนบ้างไม่โดนบ้างแทนที่จะตรึงมันให้หยุดอยู่กับที่ก่อนเหมือนสมองการสั่งการจะไม่ค่อยปกติราวกับคนเมาที่พึ่งตื่น
“ใช้น้ำแข็งหุ้มตัวเองไม่ได้เหรอครับ? เผื่อตัวจะได้เย็นลง”
“อ้อ...ได้สินะ” เธอแช่แข็งเท้าขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงช่วงอก
“เดี๋ยว ๆ คุณจะฆ่าตัวตายหรือยังไงครับ? หุ้มให้เหมือนเกราะก็ได้ไม่ใช่แช่ทั้งตัว”
“ก็ได้ ๆ” ขณะที่แคทเทอรีนกำลังลดอุณหภูมิร่างกายมันก็กินเวลามากพอให้เจ้างูยักษ์จับสังเกตได้
“ข้างบนครับ !” คาร์เตอร์ตกใจตาโตเมื่อเห็นฝนเพลิงจากเบื้องบนมาพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนจากการเลื้อยอันรวดเร็วของงูยักษ์
ไม่รู้ทำไมแคทเทอรีนถึงยืนนิ่งเหมือนไม่ได้ยินที่เขาตะโกนบอกจนคาร์เตอร์ต้องสร้างโล่มานาด้วยตัวเองและแน่นอนว่าระดับพลังเวทของงูยักษ์และตัวเขาห่างกันมากทำให้โล่มานาสลายอย่างรวดเร็ว
“คุณแคทเทอรีนตั้งสติสิครับ !” ทั้งคาร์เตอร์และแคทเทอรีนต่างก็โดนฝนเพลิงด้วยกันแม้จะเล็กน้อยแต่มันกลับแฝงไปด้วยความเจ็บแสบทรมานเหมือนครั้งที่แล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นคาร์เตอร์จึงใช้น้ำช่วยดับความแสบร้อนและเหมือนนึกอะไรได้
“ขอเสียมารยาทนะครับ” คาร์เตอร์จับมือของแคทเทอรีนที่มักจะใช้ในการร่ายเวทและเข้าควบคุมทิศทางเล็งไปยังงูยักษ์ที่กำลังเข้ามาใกล้
“ถ้าผมบอกให้ยิงก็ยิงเลยนะครับ”
วินาทีที่มันเลื้อยเข้ามาในระยะเวทมนตร์ของคาร์เตอร์เขาก็ร่ายเวทวารีสร้างคลื่นน้ำซัดใส่เป็นการถ่วงเวลา “ยิง !”
กระสุนน้ำแข็งเจาะทะลวงลำตัวของมันได้สำเร็จแต่คาร์เตอร์ไม่มีทางปล่อยโอกาสดี ๆ แบบนี้ไปแน่ เขาสร้างบอลวารีขนาดยักษ์ห่อหุ้มร่างราชาดันเจี้ยนไว้และให้แคทเทอรีนร่ายเวทน้ำแข็งใส่เข้าไป
“ตรงนั้นแหละครับ ! สร้างภูเขาน้ำแข็งหรืออะไรก็ได้”
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า” แคทเทอรีนยิ้มเยาะเหมือนอย่างที่เคยเห็นสร้างน้ำแข็งจากบอลวารีของคาร์เตอร์และแช่แข็งงูยักษ์ไว้ทั้งเป็น
“คุณแคทเทอรีนมีเวทมนตร์อะไรที่เน้นพลังทำลายกับเป้าหมายเดี่ยว ๆ ไหมครับ?”
“มี ๆ” ดาบน้ำแข็งค่อย ๆ โผล่ออกมารายล้อมราชาดันเจี้ยนหลายสิบเล่มและพุ่งแทงจากทุกทิศทุกทางพร้อมกันกำจัดงูยักษ์ได้เสียที
สิ้นเสียงของการต่อสู้ก็ตามมาด้วยแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดินเหมือนแผ่นดินไหว พวกเขาพากันหนีไปยังอีกฟากด้วยการใช้เวทมนตร์น้ำแข็งสร้างทางเดินข้ามทะเลเพลิงแต่มันก็ละลายอย่างรวดเร็วจนเกือบข้ามไม่ทัน
“นั่นไงครับทางออก” แสงสว่างที่ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวที่อยู่ปลายสุดทางเดิน คาร์เตอร์แบกทีโอน่าที่ไม่มีแรงเดินเอง ส่วนแคทเทอรีนที่ดูมึน ๆ ทำอะไรไม่ค่อยถูกแต่อย่างน้อยก็ยังวิ่งไปถูกทางเลยไม่ต้องห่วงอะไร
ทุ่งกว้างที่อ้อมล้อมไปด้วยภูเขาสูงสุดลูกหูลูกตาอีกทั้งยังมีพายุหิมะเบา ๆ พัดอยู่ตลอดเวลาราวกับเป็นสถานที่ที่ห้ามมิให้ใครเข้าไปแต่นั่นไม่ใช่กับแคทเทอรีน
“สดชื่นสุด ๆ ไปเลย” แคทเทอรีนตะโกนเสียงดังยิ้มเบิกบานออกนอกหน้า
“พวกเราหาจุดพักก่อนเถอะครับเดี๋ยวคุณทีโอน่าจะเป็นอะไรเอา”
“สร้างมันขึ้นมาก็จบแล้ว” แคทเทอรีนใช้เวทมนตร์น้ำแข็งสร้างบ้านพักขนาดใหญ่สูงสิบเมตรและกว้างด้านละยี่สิบเมตรอย่างน้อยก็ช่วยปกป้องความหนาวเหน็บจากพายุหิมะได้
อีกด้านหนึ่งที่เมืองเอเธนเมืองหลวงของอาณาจักรนอด จักรพรรดิเอเลได้คืนภาษีเสบียงที่เตรียมไว้ใช้ตอนสงครามกลับคืนสู่มือของราษฎรทำให้ผู้คนชื่นชอบวิธีการจัดการของเขาเป็นอย่างมาก
“ต่อไปเป็นงานประชุมจากกรมทหารครับ” อาเธอร์เดินตามติดเอเลเสมือนเลขาคนหนึ่ง
“ก็ดีถึงเวลาจัดการปัญหาที่แคทเทอรีนก่อไว้แล้ว”
ภายในห้องประชุมเต็มไปด้วยทหารยศสูงที่บางคนกลับมาจากค่ายเพื่อการประชุมครั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงผู้นำอย่างกะทันหันเป็นเรื่องปกติที่จะมีคนชอบและไม่ชอบแต่เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีจึงต้องมีการคุยกัน
“พวกเขาทำแบบนั้นได้ยังไง ท่านจักรพรรดินีหายตัวไปแท้ ๆ แต่กลับยึดอำนาจแต่งตั้งตัวเองขึ้นครองราชย์แทน”
“ก็ท่านเอเลบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าได้รับการยินยอมจากอีกจักรพรรดินีแล้ว”
“จะให้ฉันเชื่อเศษกระดาษโง่ ๆ นั่นเนี่ยนะ”
เสียงทะเลาะกันดังออกมาถึงหน้าห้องที่เอเลยืนฟังอยู่ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป
“ไม่ต้องตกใจไป ข้ามาเพื่อไขข้อข้องใจให้กับทุกคน”
“คะครับ” ชายหนุ่มผู้นั้นเสียงสั่นเพราะรู้ตัวว่าเอเลได้ยินเรื่องที่นินทา
“พวกเจ้าไม่คิดหรือว่าเหตุใดแคทเทอรีนถึงรวบรวมกำลังพลมากขนาดนั้น พวกเจ้าอยากสร้างสงครามมากถึงเพียงนั้นจริง ๆ หรือ?”
“ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ พวกเราก็แค่...”
คงชอบตอนมีอำนาจสั่งการสินะ ยิ่งทหารชั้นผู้น้อยมีมากเท่าไรพวกเขาก็เหมือนได้ยกระดับชนชั้นมีอำนาจในการต่อรองสูง
“รู้ไหมว่าที่แคทเทอรีนสร้างกองทัพก็เพราะคำสั่งสุดท้ายของจักรพรรดิองค์ก่อน แคทเทอรีนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องจัดการหรือดูแลบ้านเมืองแบบไหนเพราะยังไงเธอก็เป็นเพียงแค่ทหารเท่านั้น”
“แต่ท่านแคทเทอรีนก็มีคุณทีโอน่าคอยช่วยเหลืออยู่แล้วนะครับ เรื่องการบริหารก็ให้เหล่าที่ปรึกษาช่วยกันก็ได้”
“แล้วมีครั้งไหนที่เหล่าที่ปรึกษาจัดการปัญหาได้จริง ๆ หรือเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ทำไปให้เสร็จเป็นพอ ถ้าพวกเขาสามารถดูแลบ้านเมืองได้จริงทำไมชาวบ้านชาวเมืองถึงเอาแต่เขม้นใส่ล่ะ?”
เหล่าทหารชั้นสูงเงียบกริบเพราะรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นเช่นไร
“ถ้าไม่มีอะไรแย้งข้าก็จะขอพูดส่วนสำคัญในการประชุมเลยก็แล้วกัน หลังจากนี้เราจะปลดทหารที่อายุเกินหกสิบออกและจะไม่บังคับการเกณฑ์ทหารอีกต่อไป ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาแคทเทอรีนได้เพิ่มกำลังพลจำนวนมากทำให้งบประมาณหายไปกับการดูแลกองทัพทำให้งบประมาณส่วนอื่นโดนลดทอนไปด้วย”
ทหารสูงวัยคนหนึ่งยกมือถาม “แล้วถ้าปลดประจำการจะได้เงินบำนาญไหมครับท่าน?”
“เราจะมีเงินบำนาญให้แน่นอน ถ้าโดนให้ออกจากงานโดยไม่มีค่าตอบแทนเป็นใครก็ไม่ชอบทั้งนั้น”
“ขอบคุณครับ” ทหารนายนั้นยืนทำความเคารพและนั่งต่อ
“ต่อไปเป็นเรื่องท่าเรือ ข้ายังไม่เข้าใจว่าแคทเทอรีนให้สร้างท่าเรือไปทำไม การเดินทางทางทะเลเป็นอะไรที่เสี่ยงเกินไปเพราะมีพวกมนุษย์เงือกและเผ่าใต้ทะเลอีกมากมาย ยิ่งกับการประกาศตัดความสัมพันธ์เมื่อตอนนั้นทำให้ไม่มีใครเดินทางผ่านทะเลได้อีก”
เหล่าทหารนั่งเงียบครู่นึ่งเหมือนกำลังคิดวิเคราะห์รวมกับความสงสัยที่ตนเองมีอยู่แล้ว
“แต่จนสร้างเสร็จก็ไม่มีเหตุการณ์ที่มนุษย์เงือกจู่โจมให้เห็นเลยนะครับ”
“พวกเขาอาจจะยังไม่รู้เรื่องก็ได้” ทหารอีกนายตอบโต้กันและกันถกเถียงไปมาด้วยความสงสัย
“แต่ฉันว่าท่านแคทเทอรีนอาจจะมีลับลมคมในกับพวกมันก็ได้”
ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลไหนล้วนมาจากการคาดเดาเท่านั้น หรือเราจำเป็นต้องถามกับเจ้าตัวเองว่าเหตุใดถึงสร้างกองทัพเรือในสถานการณ์เช่นนี้
“จะยังไงก็ตามข้าขอสั่งให้ยุติการทำงานที่นั่นก่อนแล้วข้าจะออกคำสั่งใหม่อีกครั้ง ส่วนเรื่องต่อไปก็คือการรุกรานอาณาจักรอาฟหลังจากที่ข้าได้อ่านบันทึกก็ได้แต่นึกสงสัยอยู่สิ่งหนึ่ง”
“สิ่งอันใดหรือครับท่าน?” ทหารหนุ่มเอ่ยถามต่อทันที
“เอลโฟเรีย...ที่นั่นเคยเป็นเมืองของเหล่าเอลฟ์ก่อนจะล่มสลาย หลังจากการฟื้นฟูก็ทำให้เอลฟ์จากอาณาจักรนอดหนีไปที่นั่นกันหมดเป็นการตัดกำลังด้านทรัพยากรบุคคลไปพอสมควร”
“ผมได้ข่าวว่าอาณาจักรอื่นก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน หลังจากการฟื้นตัวของเมืองเอลโฟเรียมันก็ทำให้เอลฟ์ทั่วทั้งสตาร์คินไปรวมกันอยู่ที่นั่น”
“นั่นแหละที่ข้าอยากจะพูดคุย อย่างที่เรารู้กันว่าเผ่าพันธุ์เอลฟ์เป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ระดับสูงที่มีสติปัญญาสูงกว่ามนุษย์โดยเฉลี่ย แล้วถ้าพวกนั้นไปรวมกันอยู่ในที่เดียวกันก็มีแนวโน้มที่จะพัฒนาเมืองได้แบบก้าวกระโดดแต่อีกนัยหนึ่งก็อาจจะมีการขัดแย้งกันได้เพราะนิสัยของพวกมันเอง”
“ท่านจะให้พวกเราเข้าไปสำรวจใช่ไหมครับ?”
“ถูกต้อง สำรวจความเป็นไปของเมืองเอลโฟเรียและส่งข้อมูลกลับมาเพื่อวิเคราะห์ว่าเป็นอันตรายหรือไม่...แต่ดูเหมือนอาเธอร์จะมีข้อมูลอยู่แล้วนะ” เขาเหลือบสายตามองชายหนุ่มรูปหล่อที่ยืนอยู่ห่างออกไป
อาเธอร์ถึงกับสะดุ้งเมื่อเอเลกล่าวถึงตัวเขา “คะครับท่าน ผมมีข้อมูลของเอลโฟเรียอยู่พอสมควรเลยครับ”
“ดี ช่วยบอกข้อมูลที่ว่านั่นมาให้หมดเลย”
อาเธอร์กระแอมคอก่อนจะพูด “ข้อมูลยังไม่แน่ชัดว่าพวกเขาเริ่มฟื้นฟูเมืองกันตอนไหนแต่มันชัดเจนเมื่อตอนที่มีการกวาดล้างสำนักมนตร์ดำสาขาอาณาจักรอาฟ...เพราะผู้บริหารที่นั่นมีแผนยึดครองเมืองซึ่งขัดต่อหลักการและหน้าที่ของสำนักมนตร์ดำโดยสิ้นเชิง”
“แสดงว่าทางสำนักงานใหญ่ก็ปล่อยเรื่องนี้ไปเพราะเป็นการช่วยกำจัดเนื้อร้ายขององค์กรสินะ แต่ความเสียหายพวกนั้นมันก็มากจนไม่อาจมองข้ามได้อยู่ดี” เอเลหาจังหวะที่อาเธอร์พักหายใจพูดแทรกขึ้นมา
“ผมก็คิดเหมือนกันและที่สำคัญชนวนสงครามครั้งนั้นก็คือผู้นำเอลโฟเรีย เขาเป็นชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบถึงสามสิบปีโดยเลเวลของเขาก็คือหก จากข้อมูลล่าสุดเมืองของเขาขยายออกไปมากกว่าตอนก่อนล่มสลายเสียอีก แถมยังมีการพัฒนาเครื่องมือทันสมัยอีกหลายอย่างที่มีความคล้ายคลึงกับอาณาจักรเซีย”
“เป็นไปได้ไหมที่จะเป็นแผนการของอาณาจักรเซีย?”
“ก็เป็นไปได้ครับแต่ก็อาจจะไม่ใช่เช่นกัน จากการสืบข้อมูลลึกเข้าไปอีกก็เลยได้รู้ว่าเขาเป็นกบฏของอาณาจักรเซียที่หนีมายังอาณาจักรอาฟและยังมีคนติดตามมาด้วยหลายคน ซึ่งพวกเขาเคยเผชิญหน้ากับคุณแคทเทอรีนและมีชีวิตรอดกลับไปด้วย”
“เมืองที่มีทรัพยากรบุคคลมากมายและองค์ความรู้ที่ผู้นำเอลโฟเรียอาจจะขโมยมาจากอาณาจักรเซียทำให้เมืองพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว เห็นทีพวกเราคงต้องส่งนักการทูตไปเพื่อสานสัมพันธ์และเก็บข้อมูลเบื้องหลังมาด้วย” เอเลจ้องมองใบหน้าของอาเธอร์เป็นเหมือนคำสั่ง
“ถ้าท่านกล่าวเช่นนั้นผมจะหานักการทูตที่ดีที่สุดเดี๋ยวนี้เลยครับ”
“ยังไงเจ้าก็ต้องไปด้วย คนที่ฉลาดเฉลียวอย่างดยุกอาเธอร์คงไม่ได้หากันง่าย ๆ นักและข้าก็รู้ว่าแผนการทั้งหมดเป็นของเจ้า” เอเลกระซิบข้างหูทำเอาอาเธอร์หายใจไม่คล่อง
“คะครับท่านเอเล”
หลังจากพูดคุยกันจบพวกเขาก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ตามคำสั่งของเอเลโดยไม่มีใครรู้เลยว่าแคทเทอรีนหลุดพ้นออกมาจากดันเจี้ยนแล้ว
4 เมษายน พ.ศ.2576
หลังจากรอมาหลายวันในที่สุดก็ถึงเวลาแห่งการประเมินอาจารย์ผู้สอน การประเมินส่วนใหญ่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีกันทั้งนั้นหรือเพราะความเกรงอกเกรงใจก็ไม่อาจทราบได้
“ไหน ๆ มาดูสิว่าเจ้าเด็กนั่นผ่านการประเมินหรือเปล่า” แพกซ์นั่งเก้าอี้หันออกไปทางสระว่ายน้ำเชยชมร่างกายของนักเรียนที่มาเล่นสนุก ระหว่างนั้นเขาก็เปิดเอกสารอ่านไปเรื่อย ๆ จนมาถึงการประเมินของซึฮากิและมันก็ทำให้เขาตกใจ
“หน็อย เจ้านั่นผ่านการประเมินแถมยังคะแนนเต็มทุกช่องเลยด้วย แบบนี้มันผิดปกติชัด ๆ” เขากดกริ่งเรียกเลขาให้เข้ามาก่อนจะสั่งให้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงของการประเมินและส่งคำท้าไปด้วย
“ไปดูที่ห้องเรียนของเจ้านั่น ดูให้รู้ว่ามันสอนอะไรยังไงและก็ลองท้าประลองกับมันดูสิอยากรู้ว่ามีฝีมือแค่ไหน”
“รับทราบค่ะ”
แม้จะผ่านการประเมินแล้วแต่เหล่าลูกศิษย์ของซึฮากิก็ยังคงฝึกฝนกันต่อไป ทุกสิ่งที่ได้พร่ำสอนจะไม่ได้ผลเลยถ้าขาดความสม่ำเสมอ
“แล้วหลังจากนี้จะทำอะไรต่อล่ะ? หรือจะเป็นอาจารย์สอนต่อไป” ฟรานนั่งแกว่งขาอยู่ข้าง ๆ ซึฮากิพลางเฝ้ามองเพื่อน ๆ ฝึกกันอย่างบ้าระห่ำ
“ไม่รู้สิ...ในเมื่อบรรลุเงื่อนไขเพื่อเป็นอิสระแล้วฉันก็อาจจะทำธุรกิจต่อ แต่ถ้าพวกเขาต้องการให้ฉันสอนต่อฉันก็จะสอนให้”
“จริง ๆ ฉันก็มีลูกศิษย์อยู่เหมือนกันนะแต่ไม่เห็นมาหลายเดือนแล้ว”
“ย้ายโรงเรียนไปแล้วหรือเปล่า?”
“อืม ก็ไม่รู้สิ” ฟรานเอนตัวนั่งซบไหล่เนียน ๆ ทำเหมือนจะหลับทั้งอย่างนั้น
“ยังไงเป้าหมายต่อจากนี้ก็คือการพัฒนาเมืองเอลโฟเรียให้ไวที่สุด...แต่ก็ไวมากไม่ได้เพราะพวกเขาจะตามเทคโนโลยีไม่ทัน”
“จริงสิเมื่อกี้ฉันเห็นกิจังเขียนอะไรสักอย่างอยู่ บอกได้ไหมว่ามันคืออะไร?” ฟรานจ้องมองอ้อนวอนด้วยสายตาออดอ้อนผสานมือดั่งการขอพรเพื่อให้ซึฮากิตอบ
“อืม...อันนั้นมันเป็นแบบแปลนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์”
“อะไรนะ !” ฟรานตกใจเผลอพูดเสียงดัง
“ไม่ต้องตกใจไปหรอกน่า นี่เป็นแผนในอนาคตที่จะสร้างไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด แต่ถ้าทำมันเร็วเกินไปแล้วความรู้ความเข้าใจของประชากรไม่อาจตามทันได้ก็อาจจะเกิดอันตรายมากกว่าประโยชน์”
“นายสร้างมันได้จริง ๆ เหรอ? นายเป็นใครกันแน่เนี่ยหรือจะโกงอายุแล้วมาอยู่โรงเรียนเดียวกัน”
“เธอก็บอกเองไม่ใช่หรือยังไงว่าเราเคยอยู่ด้วยกันตอนเด็ก ดังนั้นอายุเราก็ต้องพอ ๆ กันสิ”
“อืม จริงด้วยสิ”
“แหม ๆ อาจารย์กับท่านฟรานคุยกันสนุกเลยนะ” เสียงใส ๆ จากเซนน่าพูดแซว
“แน่นอนสิจ๊ะ” ฟรานยิ้มปริ่มตอบกลับทันที
“นั่นไงฉันบอกแล้วว่าพวกเขากำลังคบกัน” โลกิกระซิบคุยกับเพื่อนร่วมชั้นทั้งสี่คน
“เหรอ...” พีชทำหน้าบึ้งตึงไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมนัก
เหล่าเด็กนักเรียนได้คุยกันสนุกปากกับช่วงเวลาพักผ่อนหลังจากโปรแกรมการฝึกอันหนักหนาได้ผ่านพ้นไป แน่นอนว่าการเรียนในรายวิชาพื้นฐานก็ยังสำคัญแต่ก็ได้การสอนของซึฮากิทำให้พวกเขาสามารถปรับตัวและเข้าใจการสอนวิชาอื่นได้ง่ายขึ้น
“มีนักเรียนห้าคนพอดีเลยนี่” เสียงของหญิงสาวแปลกหน้ากล่าวด้วยความฉงนสงสัย
“ผู้ช่วยของผู้อำนวยการสินะ ที่มาก็คงเพราะผลการประเมินไม่น่าพอใจ...ในแง่ความรู้สึกส่วนตัวอะนะ”
“เหอะ หัวไวกว่าที่คิดอีกนะเนี่ย ฉันมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีการประเมินอย่างถูกต้องหรือไม่”
“แล้วเห็นหรือยังล่ะว่าข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นเช่นไร” ซึฮากิก้าวเดินเข้าหาสบตาด้วยใบหน้าเฉยชา
“ข้อเท็จจริงเดียวที่ฉันเห็นก็คือเด็กอวดดีที่ไม่เคารพผู้ใหญ่ ไม่แปลกใจเลยที่คุณแพกซ์จะไม่ชอบหน้าถึงขนาดนั้น”
“ความเคารพเกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งที่ควรเคารพ บังเอิญว่าผมค่อนข้างเชื่อมั่นตัวเองมากไปหน่อยก็เลยมีมาตรฐานการวัดคนต่างออกไป”
“หยุดทะเลาะกันก่อนเถอะ” ฟรานเข้ามาขวางทั้งสองคนที่กำลังพูดจาเสียดสีกันไปมา
“อย่าบอกนะคะว่าท่านผู้กล้าก็เข้าร่วมการสอนของเขาด้วย”
“ใช่สิแล้วมันมีปัญหาอะไร?” เธอตอบกลับทันควันเหมือนรู้ความหมายที่หญิงสาวผู้นั้นถาม
“มะไม่มีอะไรค่ะ จริง ๆ คุณแพกซ์อยากจะจัดการประลองทดสอบฝีมือของอาจารย์ซึฮากิจึงให้ดิฉันมาแจ้งให้ทราบ”
“อะไร? นี่จะเพิ่มเงื่อนไขอีกแล้วเหรอหรือก็แค่หมั่นไส้เฉย ๆ” ซึฮากิยังคงจ้องตาไม่กะพริบรวมกับการพูดจาเถรตรงเพื่อกดดันหญิงสาวผู้นั้น
“นี่เป็นเพียงคำขอส่วนตัวไม่เกี่ยวกับสัญญาขององค์ราชา แต่ถ้าอาจารย์ซึฮากิอยากพิสูจน์ตัวเองก็ถือเป็นโอกาสที่ดี” เอาสิรับคำท้าเลยจะได้เห็นเสียทีว่ามีดีอะไร
ซึฮากิถอนหายใจเสียงดัง “แล้วรางวัลล่ะ? ถ้าจะบอกว่ารางวัลก็แค่ได้แสดงจุดยืนแต่มันน้อยเกินจนไม่คุ้มเสียเลย ไหนลองเสนอรางวัลมาสิเผื่อฉันจะอยากรับคำท้าขึ้นมา”
เจ้าเด็กนี่เล่ห์เหลี่ยมสูงนัก “ฉันบอกเรื่องนั้นไม่ได้ต้องปรึกษากับคุณแพกซ์ก่อน”
“โถ่ ๆ ถ้าปล่อยไว้นานผมก็อาจจะไม่อยากรับคำท้าแล้วก็ได้” ฟรานถึงกับกลั้นขำเมื่อได้ยินซึฮากิพูดแบบนั้น
“ก็ได้ ๆ เอาเป็นเงินรางวัลยี่สิบเหรียญทอง”
“โอ๊ย เงินแค่นั้นผมหาเองก็ได้”
“งั้นเอาเป็นสี่สิบเหรียญทอง”
“ถ้างั้นผมไม่ทำละ” ซึฮากิหันหลังเดินกลับแต่เธอก็รั้งไว้เสียก่อน
“เดี๋ยว ๆ เอาเป็นหกสิบเหรียญทองก็ได้” น้ำเสียงร้อนรนแสดงให้เห็นว่าคำสั่งจากแพกซ์สำคัญแค่ไหน
“ขอบัตรผ่านเข้าห้องสมุดสีแดงด้วยสิ”
“บัตรผ่านห้องสมุดสีแดงเหรอ? ได้สิ ๆ”
ซึฮากิยิ้มอย่างมีเลศนัยหลังจากได้ฟังเช่นนั้น
“ตกลง ทั้งหมดเป็นเงินหกสิบเหรียญทองกับบัตรผ่านเข้าห้องสมุดสีแดง”
การเจรจาอย่างรวดเร็วจบภายในหนึ่งนาทีด้วยการกดดันราคาเพิ่มทีละนิดให้เห็นท่าทีว่าซึฮากิไม่ยอมแน่ ๆ จนเกิดความลนลานยอมรับสิ่งที่ร้องขอเพื่อให้ซึฮากิยอมรับคำท้าโดยไม่ได้คิดไตร่ตรองให้ดีพอ