ถุงมือฟ้าประทาน

    ตอนที่92 มั่นใจเต็มที่

    “ไม่ลืมหรอกครับ”

    “สัญญาแล้วนะคะ”

    “ครับ”

    ไม่ใช่ว่าเจมส์อวดรวยต่อหน้าสาว หรือต้องการเจาะไข่แดงปิ่น แต่เป็นเพราะเขารวยและมีเงินจ้างพวกเธอจริงๆ ต่างหาก

    หลังจากซื้อหุ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน เจมส์เพิ่งจะขายเมื่อวานเพราะเห็นราคาที่พุ่งขึ้น บวกกับของวิเศษ 'นิ้วทองคำ' จึงไม่น่าแปลกหากเขาจะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ต่อให้หุ้นราคาต่ำเตี้ยเลี่ยดินก็ตาม

    ดังนั้นด้วยเงิน 10 ล้านบาทที่นำไปลงทุน ภายในระยะเวลาสองสามวัน มันได้เปลี่ยนให้เงินในบัญชีชายหนุ่มวัย 20 ปีมีมากกว่าร้อยล้านบาท!

    จำนวนเงินที่ว่ามากกว่าการค้าขายทางทะเลเสียอีก ชนิดที่เทียบกันไม่ติดเลย

    ด้วยเหตุนี้เจมส์จึงยิ่งให้ความสำคัญต่อนิ้วทองคำ

    ได้ยินคำรับปาก ปิ่นรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง

    เช่นเดียวกับเพลิงและบัวชมพู กล่าวสำหรับพวกเขาแล้วต่อให้ก่อนหน้านี้จะไม่ชอบหน้าเจมส์ แต่ถ้ามีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ไม่จำเป็นต้องกลับไปคิดให้ลำบากใจ หรือตั้งตนเป็นศัตรูอย่างไม่ลืมหูลืมตา

    “แล้วนี่เพื่อนของคุณเป็นไงบ้าง ผมไม่ยักเห็นเขาในงาน”

    เจมส์ไม่ได้ระบุว่าคือใคร แต่ปิ่นพอจะเดาออก

    “คุณเจมส์คงหมายถึงมาร์ชสินะคะ รายนั้นไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ แค่ฟกช้ำนิดหน่อย ตอนนี้ก็กลับบ้าน สบายหายห่วงแล้วค่ะ”

    “ได้ยินแบบนี้ค่อยสบายใจ” เจมส์พยักหน้า หันกลับไปสนใจต้นไม้นานาพันธุ์ กับแฟนสาวคนสวยก่อนที่เธอจะแง่งอน

    ส่วนมังกรและลุงชัย ดูเหมือนพวกเขาจะคุยเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ต่างจากครั้งที่เจอสิงห์ เจ้าของไร่ทุเรียนลิบลับ

    “ลุงชัย ตรงไหนเหรอครับที่ที่ผมต้องเอากล้วยไม้ไปวาง” ทอยถาม พลางชูกล้วยไม้ที่ห่อด้วยถุงกระดาษสีน้ำตาลมิดชิด

    “อ๋อ ลุงลืมไปซะสนิทเลย ตามลุงมานี่สิ” ลุงชัยตบต้นขาตัวเองเพราะเพิ่งนึกขึ้นได้ “ขอตัวก่อนนะครับคุณมังกร”

    “ไม่เป็นไรครับ ไปทำธุระของคุณเถอะ” มังกรไม่ถือสา ต่อให้อีกฝ่ายจะแต่งตัวเชยๆ หรือมีที่ดินไม่กี่ไร่หากเทียบกับไร่'อนง'ยังคงพูดคุยด้วยฐานะเท่าเทียม ไม่แบ่งแยกใครใหญ่ใครเล็ก

    “คุณคะ ดูเหมือนว่าลูกสาวเราจะเดินไปกับพวกเขานะคะ” จันทร์วาดบอก พร้อมกับชี้มือเรียวยาวไปทางลูกสาว ที่เดินเกาะกลุ่มเจมส์ไม่ห่าง

    มังกรมีสีหน้าเคร่งขรึม ตอบพลางหัวเราะว่า “ยายปิ่นนะยายปิ่น อย่าบอกนะว่าชอบเจมส์?”

    “เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ ปิ่นทำงานอยู่ในวงการบันเทิง พบเจอหน้าดาราหนุ่มหล่อตั้งมากมาย เป็นไปได้ยังไงที่จะมาชอบเจมส์ อีกอย่างหากเทียบกับคนมีชื่อเสียงอยู่ในทีวี เจมส์ก็เป็นได้แค่คนธรรมดาแค่นั้น” จันทร์วาดส่ายศีรษะ ไม่เห็นด้วยกับความคิดสามี

    “ก็ไม่แน่เสมอไปนี่นา ฟังจากที่พวกเขาพูดคุยกันก่อนหน้า เจมส์คงจะเป็นคนรวยรุ่นที่สอง จะเอาดารามาเทียบได้ยังไง คนประเภทนี้คือไฮโซเซเลบริตี้นะ”

    “เอ๋...ไหนคุณบอกว่าไม่ชอบดาราไง ทำไมถึงได้รู้เยอะจัง”

    เมื่อรับรู้ถึงสายตาคุกคาม คล้ายกับต้องการให้คายความลับออกมา มังกรกระแอมเล็กน้อย สาวเท้าไปข้างหน้า พลางเอ่ยเสียงขรึม “ก็ปิ่นทำงานในวงการ ผมในฐานะคนเป็นพ่อ หากไม่ศึกษาหาข้อมูลจะเรียกว่าพ่อได้ยังไง”

    จันทร์วาดอมยิ้มหน่อยนึง

    ต่อให้เขาไม่เอ่ยออกมาทั้งหมดเธอก็รู้ว่าเขาเป็นห่วงลูกมาก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะเข้าใจเกี่ยวกับวงการบันเทิง

    .........

    ยิ่งดึกงานยิ่งคึกคัก

    นักท่องเที่ยวจากหลายแห่งเริ่มทยอยเดินเข้ามาในงาน รวมถึงชาวต่างชาติผิวขาวผมบลอนด์จำนวนหนึ่ง

    ด้วยการนำทางของลุงชัยในที่สุดก็มาถึงสถานที่จัดแสดงกล้วยไม้ส่งท้ายปี

    ทันทีที่ย่างกรายมาถึง ลุงชัยพบกับคู่อริเก่าอย่างสิงห์และลูกชายสุดที่รักยืนรออยู่ข้างๆ กล้วยไม้

    คล้ายกับรอคอยการมาถึงของเจมส์นานแล้ว พอทั้งคู่เห็นทอยเดินมาแต่ไกลๆ จึงลุกขึ้นยืน เดินผ่านหน้าลุงชัยโดยไม่ให้ความสนใจ กระทั่งเดินไปหยุดตรงหน้าทอย กล่าวพร้อมกับหัวเราะเยาะ

    “นี่เหรอคือกล้วยไม้ที่จะเอามาพนัน ปิดซะมิดชิดเลยนะ กลัวรู้หรือไงว่าเป็นกล้วยไม้ไม่มีราคา”

    โอมรีบเสริมว่า “นั่นน่ะสิครับพ่อ สงสัยคงอายเกินกว่าจะเปิดเผยว่าเป็นกล้วยไม้ราคาถูกๆ ในท้องตลาด”

    ต่อหน้าสองคนที่กำลังเยาะเย้ย ใบหน้าทอยยังคงประดับด้วยรอยยิ้มอันไร้เดียงสา แต่ถ้อยคำที่เอ่ยออกมาช่างขัดกับใบหน้าราวกับคนละคน

    “ถอยไปถ้าไม่อยากเจ็บตัว!”

    สองพ่อลูกพากันหลีกทาง โดยเฉพาะโอม ยังจำเรื่องราวที่เจมส์บีบข้อมือได้ จนถึงวันนี้ยังปวดระบมอยู่เลย และยิ่งทอยตัวใหญ่กว่าเจมส์ ไม่ใช่ว่าพละกำลังจะมากกว่าเหรอ ดังนั้นการหลีกทางให้คนประเภทนี้ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ก่อนจะเจ็บตัวสาหัส

    ทอยเดินเฉียดกายสองพ่อลูก มาถึงตำแหน่งที่ลุงชัยได้เตรียมไว้ให้ก่อน

    ที่ตรงนี้เป็นที่สำหรับจัดแสดงกล้วยไม้นานาพันธุ์ เรียกได้ว่าเป็นศูนย์รวมกล้วยไม้

    ดังนั้นหากไม่มีการเตรียมสถานที่หรือผสานงานกับคนใน เกรงว่าเจมส์คงไม่มีที่ว่างให้วางโชว์กล้วยไม้

    เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้ลุงชัย

    ตำแหน่งที่วางกล้วยไม้ของเจมส์นับว่าโดดเด่น ไม่กลืนหายไปในดงกล้วยไม้

    เจมส์เดินเข้าไปใกล้สองพ่อลูก ยิ้มเยาะแล้วถาม “ไหนละผู้ว่า ผมจะได้ชนะแล้วรีบๆ กลับไปนอนสวนทุเรียน”

    “อวดดีจังนะ ยังไม่ชนะเลยแต่กล้าพูดจาข่มขู่ คิดว่าฉันจะกลัวหรือไง!” ใจจริงโอมก็กลัวนั่นแหละ เพียงแต่ต่อหน้าคนหมู่มาก เขามีแต่ต้องกล้าเผชิญหน้ากับเจมส์ ไม่ให้เป็นที่อับอายถึงสวนทุเรียน

    “ฮึ่ม ใจเย็นๆ พ่อหนุ่ม อีกไม่นานท่านผู้ว่าก็จะเดินมาตรงนี้ ไม่ต้องรีบร้อนที่จะให้รถลุง 10 คันหรอกนะ” สิงห์ไม่เหมือนกับลูกชาย เขาไม่กลัวเจมส์แถมยังมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าต้องชนะพนัน แล้วกลับบ้านไปพร้อมกับรถ BMW X5

    เจมส์ยักไหล่ ไม่ค่อยให้ความสนใจเจ้าของไร่พยัคฆ์ เพียงเดินผ่านไป มองดูกล้วยไม้นานาพันธุ์ที่อยู่ตรงหน้า

    กล้วยไม้หลากหลายชนิดมีป้ายติดบอกที่มาที่ไป ว่ามาจากไร่ไหน เป็นพันธุ์ไหน ฐิ่นกำเนิดจากที่ใดดังนั้นจึงไม่แปลกหากเจมส์จะพบกล้วยไม้ที่สิงห์นำมาพนันในวันนี้

    กล้วยไม้ของสิงห์ถูกห้อยลงมาจากด้านบน มันอยู่ในกระเช้าที่สานด้วยไม้หวายอย่างดี ตัวดอกกล้วยไม้มีสีเหลือง แซมจุดสีส้มเล็กๆ สวยงาม มันคือออนซิเดียมหรืออีกชื่อตุ๊กตาเริงระบำ

    ด้วยความที่มีขนาดเล็ก บอบบาง เหมือนกับกระโปรงเด็กสาวที่ถูกสวมและลอยในอากาศ เวลาลมพัดผ่านดูคล้ายกับมีเด็กน่ารักๆ เต้นไปตามลม เป็นหนึ่งในกล้วยไม้ที่ได้รับความนิยมในตลาด

    และด้วยความที่ตุ๊กตาเริงระบำเลี้ยงง่าย มีสีสันโดดเด่น รูปลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ จึงไม่แปลกหากมันจะมีราคาถูกและเติบโตอย่างแพร่หลาย

    เมื่อเห็นเจมส์เอาแต่จ้องกล้วยไม้ของตน สิงห์ก็หัวเราะว่า “หึหึหึ นั่นคือกล้วยไม้ของฉันเอง ตุ๊กตาเริงระบำ ถึงแม้มันจะเลี้ยงได้ไม่ยาก ใครใครก็เลี้ยงได้ แต่การที่จะเลี้ยงให้มันมีดอกสีสันสวยงาม เหมือนกับกระโปรงเล็กๆ ของนักเรียนเป็นไปไม่ได้หรอกนะ”

    จริงอย่างที่สิงห์กล่าว ตุ๊กตาเริงระบำของเขาคือผลงานชิ้นโบว์แดง เมื่อมันถูกห้อยลงมาจากที่สูง รายล้อมด้วยกระเช้าหวายอันเรียบหรู แต่งแต้มด้วยสีสันเล็กๆ เป็นสีเหลืองและส้ม แทบจะเรียกได้ว่าเป็นดาวเด่นของงาน

    ต่อให้เป็นศัตรูกันแต่ชัยไม่อาจไม่ยอมรับ

    ผลงานครั้งนี้ของสิงห์ไร้ที่ติ เทียบไม่ได้เลยกับกล้วยไม้ในไร่'อุ่นใจ'

    ชัยหันไปมองเจมส์ด้วยความเป็นห่วง เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่เริ่มมีความคิดว่า วันนี้เจมส์อาจจะแพ้พนัน แล้วเสียรถราคาแพงเป็นมูลค่ากว่ายี่สิบล้านบาท

    แต่อย่างใดก็ดีชายหนุ่มยังคงรักษารอยยิ้มไว้บนใบหน้า ไม่ได้ตื่นตกใจหรือคิดว่าตัวเองจะแพ้

    ไม่นานผู้ว่าได้เดินทางมาถึง เขาเป็นชายพุงโต อ้วนแผละจนกระดุมเนี่ยแทบจะรัดเสื้อไม่อยู่ ใบหน้าประดับรอยยิ้ม ดูเป็นคนอารมณ์ดี สูงราวร้อยเจ็ดสิบ

    ข้างกายมีผู้หญิงวัยกลางคนแต่งชุดอย่างกับมาเดินเที่ยวงานราตรี พร้อมกับลูกสาวคนสวยในชุดเดรสสีขาวสั้นท้าลมหนาว

    เจมส์ลอบมองอีกฝ่าย

    ดูเหมือนว่าลูกสาวคนนี้ของผู้ว่าจะได้แม่มาเต็มๆ หากไม่งั้นสภาพคงไม่ต่างจากผู้ว่า อ้วนเหมือนสุกรกลิ่นตัวเหม็นเปรี้ยว

    และนอกจากลูกสาวและภรรยา รอบกายของผู้ว่ายังมีบอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำห้าคนยืนขนาบข้างซ้ายขวา

    พวกเขาดูเหมือนมือโปร เป็นป้อมปราการที่ไม่สามารถตีแตก แต่ในมุมมองของเจมส์ เพียงแค่ถูกทอยเดินกระแทกก็คงจะล้มระเนระนาดไปทีละคนสองคน

    “ท่านผู้ว่าสันชัย....” สิงห์กล่าวทักทายอย่างนอบน้อม ดูต่างกับครั้งที่คุยกับเจมส์อย่างชัดเจน

    ผู้ว่าพุงโตพยักหน้า กล่าวเข้าเรื่องทันที “ไหนละกล้วยไม้ที่ว่า เวลาของผมมีจำกัดนะ รีบๆ เอามาให้ผมดูได้แล้ว”

    “ของผมอยู่ตรงนี้ครับ ตุ๊กตาเริงระบำ ส่วนของคู่แข่งของผม ผมไม่รู้ว่าเขานำกล้วยไม้พันธุ์อะไรมาพนัน แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ผมคิดว่ามันคงเป็นพันธุ์พื้นๆ ไม่สวยงาม ไม่งั้นเขาคงไม่ปิดซะมิดชิดหรอก”

    ผู้ว่าขมวดคิ้วมุ่น เหลือบมองเจมส์ทีหนึ่ง คล้ายกับต้องการบอกว่า'นายน่ะ รีบๆ เปิดกล้วยไม้ให้ดูได้แล้ว'

    เจมส์ไม่ต้องการทำให้เป็นเรื่องใหญ่

    พอให้สัญญาณทอยจึงเปิดกระดาษสีน้ำตาลที่ห่อต้นกล้วยไม้ไว้ตามคำสั่ง

    พอเปิดออกมาเท่านั้นแหละ ลูกสาวผู้ว่าพุงโตถึงกับส่งเสียงกรี๊ดกร๊าด