จอห์นพับกระดาษเก็บกรวดสีใส่ลงในกล่องเอาไปเก็บไว้ในที่ของมัน จากนั้นก็เดินไปเติมฟืนท่อนใหญ่ลงในเตาผิงวิลลี่ชงกาแฟให้กับทุกคน
“ผมดีใจที่คืนนี้เราไม่ได้อยู่บนเรือเฟอรี่”มาร์กว่า
“คืนนี้คงไม่มีเรือแล่นข้ามมหาสมุทรหรอก”จอห์นแสดงความเห็น “พวกบนเกาะนี่เล่าให้ฟังว่าเวลาที่ทัศนวิสัยไม่ดีอย่างนี้ เรือจะหยุดวิ่งเด็ดขาด”
“โอ..” แอนน์ร้อง เมื่อวิลลี่วางถ้วยกาแฟลงตรงหน้า “รู้สึกว่าชีวิตเรานี่มันช่างหรูหราเลิศเลอเสียจริงๆคิดดูสิเราได้ออกไปเดินเล่น ได้ััเกลียวคลื่นแล้วก็ได้มาพบกับลมพายุที่แรงกล้า ตอนนี้ก็มานั่งพิงไฟให้อบอุ่นแถมยังมีอะไรอร่อยๆ ให้ดื่มกินกันอีด้วย เธอนี่ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ นะวิลลี่”
“ใช่มันก็หรูหราสำหรับเราเท่านั้นแหละ” วิลลี่พูดปนหัวเราะ “โดยเฉพาะเราทั้งสองคนด้วยแล้ว การที่มีเพื่อนมาอยู่ร่วมบ้านด้วยนี่มันเป็ความอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูกเลยนะ คิดดูสิ..เราไม่รู้จักใครที่นี่สักคนคือรู้จักแต่เฉพาะคนที่ขายบ้านให้เราเท่านั้น แล้วก็บางคนที่มาพักที่นี่ตอนหน้าร้อนแต่ไม่มีใครที่เรารู้จักลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่เลยเพราะฉะนั้นก็สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าไม่รู้จักมนุษย์คนไหนเลย”
“โอย..ไม่ไหวละ”แอนน์ทำท่าจนลุกขนพอง “ฉันเกลียดความรู้สึกอย่างนี้ที่สุดคือมันคล้ายกับเราถูกทอดทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยวยังไงไม่รู้ ฉันทนไม่ได้หรอกนะวิลลี่”
“ไม่รู้สินะ”วิลลี่ยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ “นี่เราก็เพิ่งมาอยู่ได้แค่ 3อาทิตย์เท่านั้น แต่นานๆ ไปก็คงรู้จักใครบ้างหรอก”
“แต่ผมไม่อยากรู้จักหรือพบเห็นใครทั้งนั้น”จอห์นพูดเสียงแข็ง “เวลานี้สิ่งที่้าอย่างที่สุดคือวามเป็ส่วนตัว อยากอยู่เงียบๆ อย่างสงบๆ มากกว่า”
“เกินไป” มาร์กว่า “ผมว่ามันออกจะเป็การเปลี่ยนแปลงที่เร็วไปสักหน่อยนะจอห์นคุณเองก็เคยมี ชีวิตอยู่ในแวดวงของผู้คนมาตลอดเพราะฉะนั้นคุณก็ย่อมจะต้องอยากพบปะพูดจากับใครบ้างละ”
“ผมยอมรับเื่นั้น”จอห์นตอบ “แต่ถ้าขืนพบกันทุกวันคงทำงานไม่สำเร็จแน่และตอนนี้ผมก็กำลังอยากจะให้ตัวเองทำงานสำเร็จสักชิ้นก็ยังดีงานที่มันเป็งานจริงๆ”
กระแสลมกรีดร้องโหยหวนหน้าต่างสั่นะเืและฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างหนัก ราวกับใครบางคนที่อยู่ข้างนอกสาดก้อนกรวดเข้ามาต้องกระจกหน้าต่าง
“คุณต้องทำงานสำเร็จแน่ค่ะจอห์น”วิลลี่พูดอย่างเอาใจสามี
“แน่นอน” จอห์นรับคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แอนน์กับมาร์กมองตากัน
“เอ้อ..” มาร์กเอ้ยออกมาดังๆ อยากเปลี่ยนเื่พูด “ช่วยเล่าให้ผมฟังหน่อยสิว่าคุณคิดว่าในบ้างหลังนี้มีผีสิงไหม ผมได้ยินมาว่าแนนทัคเคทผีดุอยู่นะ”
“ผี..ยังงั้นเรอะ..?”จอห์นหัวเราะออกมาดังลั่นอารมณ์ดีขึ้นมาทันที “ผมจะบอกให้นะว่า นอกงานงานวันฮัลโลวีนที่บ้านคุณแล้วนะผมขอรับรองว่าไม่มีใครเขาเชื่อเื่ผีสางกันหรอก”
“เออ..ไม่รู้สินะ”วิลลี่เอ่ยขึ้นอย่างใช้ความคิด มีอยู่วันหนึ่งเราออกไปทุ่งลี้ยงสัตว์แล้วก็ลงไปเดินเล่นกัน ที่จริงตอนนั้นในทุ่งนั้นมันกำลังสวยงามมากทีเดียวแม้ว่าสีสันส่วนใหญ่มันจะหายไปตามฤดูกาลแล้วก็เถอะ แต่มันก็ยังมีพุ่มเบอรี่มีมอสชนิดแปลกๆ อย่างที่เราไม่เคยเห็นอยู่อีกมาก แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่นั่นมันเป็สีทึบยังไงบอกไม่ถูกเหมือนกัน..”เธอหยุดเว้นระยะทบทวนความทรงจำ
“แล้วที่นั่นมันก็มีหนองน้ำขนาดใหญ่อยู่แห่งหนึ่งต่ำลงไปจากเนินเขาเราขึ้นไปยืนอยู่บนเนินแล้วก็มองดูม่านหมอกที่มันลอยผ่านหนองน้ำนั่น พูดจริงๆนะแอนน์ ตอนที่เรามองดูหมอกมันลอยผ่านไปช้าๆ นั่นน่ะ เรามีความรู้สึกเหมือนได้เห็นิญญาของคนที่ตายไปแล้วที่มันค่อยๆ ก่อตัวเป็รูปร่างขึ้นมาช้าๆ เหมือนจะรวมตัวกันขึ้นเป็ร่างคนไม่มีผิดใช่ไหมคะจอห์น?”
“สำหรับผม..หมอกมันก็คือหมอกเท่านั้น”จอห์นตอบคำถามภรรยา สายตาที่เขามองเธออยู่เปี่ยมด้วยความรักใคร่
“แล้วเราก็ยังได้ยินเสียงโหยหวนด้วยนะมันดังขึ้นมาจากกลุ่มหมอกนั่นแหละ เสียงวังเวงจับใจเลยเหมือนเสียงิญญาที่โหยหาอาวรณ์ยังไงบอกไม่ถูกแล้วก็เหมือนกับคำเตือนจากดวงิญญาเร่ร่อนไม่มีที่ไปด้วยคือมันคล้ายจะบอกว่า..ไปเสียเถอะ..ไปให้พ้น..พวกเ้าไม่ควรมาที่นี่..ไปสิ..ไปให้พ้นเสียเร็วๆ..” ขณะเล่าวิลลี่ลากเสียงช้าๆเหมือนคนที่กำลังตกอยู่ใต้อำนาจสะกดจิต
“ตายแล้ววิลลี่ฉันว่าไอ้เกาะบ้านี่ท่ามันจะทำให้เธอเป็โรคประสาทไปแล้วละมัง” แอนน์ร้อง เนื้อตัวสั่นระริกเพราะเกิดกลัวขึ้นมาจริงๆ
“วิลลี่เขาก็เป็ของเขาอย่างนี้เสมอละ”จอห์นโอบแขนลงรอบไหล่ภรรยา
“คงเป็อย่างที่จอห์นว่าจริงๆ”วิลลี่พูดปนหัวเราะ “แต่จริงๆ นะแอนน์ฉันคงไม่รังเกียจอะไรหรอกถ้าในบ้านนี้จะมีผีสักตัวเพราะอย่างน้อยฉันจะได้มีเพื่อนบ้านยังไงล่ะ”
“ตายแล้ววิลลี่เธอนี่ช่างเป็คนมองโลกในแง่ดีไปเสียหมดเลยนะ จริงไหมจอห์น นี่..ถามจริงๆ เถอะเวลาที่เมียเป็อย่างนี้คุณไม่รู้สึกเดือดร้อนบ้างเลยหรือไงฟังให้ดีนะ..ผีมันไม่ใช่คนนะจ๊ะ แล้วมันก็เป็เพื่อนกับคนไม่ได้ด้วยมันเป็จิติญญาที่ยังคงตกอยู่ในวิบากกรรมไม่มีที่ไป เข้าใจไหม?”
“แอนน์เขาเป็โรคกลัวผีขึ้นสมองเลย”มาร์กพูดปนหัวเราะ
“แน่นอนฉันยอมรับว่ากลัวมาก มันเป็ธรรมดาอยู่แล้วนี่ที่เราจะต้องกลัวสิ่งที่เราไม่รู้จักไว้ก่อน”
“ใครบอกคุณว่าผีคือปิศาจ?”จอห์นเอ่ยถามขึ้น
“โอย..ใครๆเขาก็รู้กันทั้งนะละจอห์นผีคือจิติญญาของคนที่ไม่เตสร้างคุณความดีอะไรไว้เมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกเมื่อเป็เช่นนั้นมันก็ย่อมมีแต่ความไม่พอใจหรือไม่ก็เศร้าสร้อยเพราะฉะนั่นมันถึงยังต้องเป็ผีอยู่ยังไงล่ะ เพราะจิติญญามันไม่เคยสงบได้เมื่อไม่สงบมันก็ต้องร้องร่ำคร่ำครวญยึดติดอยู่กับสถานที่ที่เคยทำให้มันไร้ความสุขเมื่อครั้งที่ยังเป็มนุษย์ แล้วก็ออกตามหลอกหลอนคนอื่นพยายามหาทางแก้แค้นเพราะเมื่อมันไม่มีความสุขมันก็ไม่้าเห็นคนอื่นมีความสุขด้วยเหมือนกัน”
“ผมว่าคุณดูหนังโทรทัศน์มากไปหน่อยละมัง”จอห์นพูดล้อๆ
“ไม่เลยนะจอห์นนี่เป็เื่จริงที่สุด” แอนน์กล่าวด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นพร้อมกับลุกขึ้นนั่งตัวตรง ท่าทางจริงจัง “คุณดูนี่สิเวลานี้ฉันมีสิ่งสมบูรณ์ด้วยความเป็มนุษย์อยู่ในนี้” เธอชี้นิ้วลงตรงครรภ์“ในนี้คืุ์ที่จะต้องมีรูปร่างลักษณะตามรูปแบบของตัวเขาเองแต่สำหรับผี มันเป็อะไรบางอย่างที่เราไม่เคยพบเห็นมาก่อนเป็อะไรบางอย่างที่ไม่มีตัวตนอยู่ในโลกแต่เด็กในท้องนี่มันมีตัวตนอย่างที่เราไม่อาจปฏิเสธได้จริงไหม?” เธอมองหน้าทุกคนด้วยแววตาจริงจัง
“เอาละในเมื่อเรามีความเชื่อว่าขณะนี้มีมนุษย์ตัวเล็กๆเข้ามาอาศัยอยู่ในมดลูกของผู้หญิงอยู่เป็การชั่วคราวแล้วทำไมเราถึงจะไม่เชื่อล่ะว่า ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้มันจะต้องมีิญญาที่ยังไม่ไปเกิดล่องลอยอยู่มันอาจจะเป็มนุษย์ได้แต่ในอีกรูปแบบหนึ่ง รูปแบบที่เราไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็นมาก่อนแต่มันมีอยู่จริง”
ทุกคนต่างนั่งนิ่งเงียบแปลกใจที่แอนน์ไม่เคยแสดงความรู้สึกรุนแรงแบบนี้มาก่อน
“มันก็จริงอยู่หรอกนะ”จอห์นเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น “เราทุกคนก็รู้กันอยู่ว่าก่อนที่ทารกจะคลอดออกมาเป็ตัวตนมันจะต้องอาศัยอยู่ในมดลูกผู้หญิง ซึ่งถ้าเราผ่ามดลูกออกมาก็จะเห็นตัวเด็กได้แต่ก็ไม่เคยมีหลักฐานใดๆ ที่ยืนยันได้ ว่าคนเราตายไปแล้วจิติญญานั้นจะยังคงอยู่ซึ่งก็เช่นเดียวกับที่เราไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าในโลกนี้มันมีผีอยู่ร่วมกับเราด้วยหรือเปล่า”
“ฉันคิดว่าเราทุกคนอยากจะเชื่อว่ามีผีอยู่ในโลกมากกว่า”วิลลี่เสริมขึ้นบ้าง “ซึ่งก็แบบเดียวกับที่เชื่อว่าโลกนี้มีพระเ้าคอยพิทักษ์คุ้มครองเราอยู่นั่นแหละฉันว่าจอห์นพูดถูกนะมันไม่มีพยานหลักฐานอะไรที่มากพอจะสนับสนุนคำยืนยันได้ว่าผีมีจริง”
“ถ้าอย่างนั้นก็เป็เื่ของฮอร์โมน”แอนน์พูดปนหัวเราะ ซึ่งทำให้บรรยากาศคลายความตึงเครียดลงได้บ้าง “ฉันหมายถึงว่าการที่ฉันตั้งท้องขึ้นมาครั้งนี้มันก็เนื่องมาแต่ฮอร์โมนนั่นเองและเ้าฮอร์โมนที่ว่านั้นมันก็ทำงานอย่างเป็ความลับมาตลอดเพราะฉะนั้นฉันเห็นจะต้องขอโทษทุกคนด้วยนะ ที่เอาเื่อะไรไม่รู้มาพูด”
“นั่นสิผมว่าตอนนี้มันก็ดึกมากแล้ว ทางที่ดีเราควรจะเข้านอนกันดีกว่าคุณเองก็้าการพักผ่อนอย่างมากนะที่รัก” เขาหันไปพูดกับภรรยา
“ใช่แล้ว” แอนน์พูดปนหัวเราะ “ทุกวันนี้ฉันต้องพยายามนอนเอาแรงไว้ให้มากๆเพราะเ้าตัวเล็กในท้องนี่มันคอยแต่จะตื่นอยู่ตลอดเวลา พอตื่นได้ก็ทั้งเตะทั้งถีบมันยังเคยถีบมาร์กเลยเวลาที่เขาเข้ามานอนใกล้ฉันมากๆ”
“เอาละถ้าอย่างนั้นก็ขอให้นอนหลับให้สบายนะ” วิลลี่บอกกับเพื่อนสาว“พรุ่งนี้ยังหยุดได้อีกวันเพราะฉะนั้นถ้าเธออยากตื่นสายแค่ไหนก็เชิญตามสบายเลย”
มาร์กกับแอนน์ขึ้นบันไดไปชั้นบนแล้วแต่วิลลี่กับจอห์นยังคงนั่งอยู่หน้าเตาผิง
“คุณอิจฉาแอนน์ใช่ไหม?”จอห์นถามล้อๆ ขณะอ่านความรู้สึกในสีหน้าวิลลี่อยู่
“หมายความว่ายังไงคะ?”
“ก็เื่ที่เขากำลังจะมีลูกน่ะสิคุณเองก็อยากมีลูกเหมือนกัน..ผมรู้ผมอ่านความรู้สึกของคุณเวลามองท้องเขาออกหรอกน่า”
วิลลี่เอนศีรษะพิงไหล่สามีไว้
“จอห์นคะฉันยอมรับนะว่าฉันก็อยากมีลูกเหมือนกัน แต่มันก็ไม่ใช่เื่เร่งด่วนอะไรนี่ฉันรอได้ ฉันเคยบอกคุณแล้วไงคะ ว่ายอดปรารถนาของฉันคือคุณเวลานี้เรามีกันและกันเท่านั้นและฉันก็อยากจะเห็นเรามีชีวิตอย่างมีความสุขฉันได้ในสิ่งที่ตัวเอง้าแล้วละค่ะ อย่ากังวลเลย”
“ผมรักคุณเหลือเกินวิลลี่”