ระหว่างที่สี่คนพ่อแม่ลูกกำลังหาทางออกกันอยู่นั้น หมานผิงก็เดินออกมาจากห้องนอนของเพื่อนและเข้าห้องพักของเธอ เชนเม่ยอิงเหลือบไปเห็น ผู้หญิงคนนี้เดินออกมาจากห้องนอนของพ่อกับแม่ แถมยังไม่มีทีท่าลุกลน ไม่รีบไม่ช้าเกินไป เหมือนอยากให้ทุกคนเห็น ตอนเดินออกมา ว่าแต่เธอไปทำอะไรในนั้น
“พ่อคะ น้าหมานผิงเข้าไปทำอะไรในห้องของพ่อคะ” เชนเม่ยอิงถามขึ้น สีหน้าของเชนอันยูยิ่งหมองลงไปอีก ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง เยว่เฟยหลิงจึงตัดสินใจลุกขึ้นและบอกลูกๆ ให้เดินเข้าไปในครัวพร้อมกันกับเธอ
“หิวหรือยัง” เยว่เฟยหลิงถามลูกทั้งสอง เด็กทั้งสองคนพยักหน้า เยว่เฟยหลิงจึงหยิบมาม่าสองซอง มาต้มให้ลูกกิน เชนเม่ยอิงแปลกใจทำไมแม่ไม่ทำกับข้าวทั้งๆ ที่ซื้อของมาเต็ม ก่อนจะเข้าบ้านยังบอกว่าจะทำอาหารที่พ่อชอบด้วย แต่เธอก็ไม่ถาม เชนอันเกากำลังจะเอ่ยปากถามก็ถูกพี่สาวเอามือปิดปากไว้ เยว่เฟยหลิงบอกให้ลูกๆ รีบกินและรีบอาบน้ำนอน
“แต่ว่าพรุ่งนี้เป็วันอาทิตย์นะครับ”
“แม่บอกว่ากินเสร็จแล้วรีบเข้านอนยังไม่เข้าใจอีกหรือไง” เยว่เฟยหลิงขึ้นเสียงใส่ลูกเล็กน้อย
“รีบๆ กินเข้า” เชนเม่ยอิงบอกน้องชาย เมื่อกินเสร็จเชนเม่ยอิงก็รีบเก็บถ้วยและตะเกียบล้างทันที ก่อนที่จะจูงมือน้องชายออกไปจากห้องครัว
“พี่อิง ทำไมต้องรีบดึงผมให้ออกจากห้องด้วย”
“ไม่ได้ยินที่แม่บอกหรือไงว่าให้รีบไปอาบน้ำนอน”
“ได้ยิน แต่ไม่เข้าใจทำไมวันนี้คุณแม่ถึงดุ ทั้งๆ ที่ผมยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย” เชนเม่ยอิงไม่รู้ว่าจะตอบน้องชายว่ายังไง
“พี่จะไปอาบน้ำก่อน” น้องชายพยักหน้าดีใจที่ยังไม่ต้องอาบน้ำ
สักพัก “ถึงตาเธอแล้วไปอาบน้ำเร็วๆ เข้า อย่าทำให้คุณแม่ปวดหัว” เชนเม่ยอิงบอกน้องชาย เชนอันเกาจึงรีบเดินไปอาบน้ำ
เมื่อจัดข้าวของเก็บในตู้เย็นเรียบร้อยแล้วเยว่เฟยหลิงก็เดินเข้ามาในห้องของลูกชาย เธอกอดลูกทั้งสองแล้วก็ร้องไห้
“คุณแม่เป็อะไรครับ ทำไมถึงร้องไห้” เยว่เฟยหลิงไม่ตอบแต่กอดลูกทั้งสองแน่น
สามีที่ยืนอยู่หน้าห้องของลูกไม่รู้ว่าจะทำอะไรจึงเดินกลับเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง ส่วนหมานผิงยังแอบเปิดประตูออกมาส่องดูสถานการณ์
“แม่หนูหิวข้าว” หมานลี่ฮุยเอ่ยขึ้น
“หิวก็ออกไปกินสิ” หมานผิงบอกลูกสาว หมานลี่ฮุยจึงเดินออกไปที่ครัว สักพักหมานผิงก็เดินตามออกมา เพราะเธอก็หิวเหมือนกัน
เยว่เฟยหลิงนอนกอดลูกทั้งสองทั้งคืน ถึงแม้ว่าเตียงจะแคบแต่เด็กทั้งสองก็ไม่ไม่กล้าขยับเพราะแม่กอดพวกเธอทั้งสองแน่นเหลือเกิน
ตอนเช้าเชนอันยูมานั่งรออยู่ที่หน้าห้องลูกชาย เมื่อภรรยาเปิดประตูออกเขาก็รีบขอโทษ
“เฟยหลิง ผมขอโทษ” เยว่เฟยหลิงมองหน้าสามี น้ำตาก็ไหลอาบแก้ม หมานผิงแอบดูแต่ไม่ออกมาขอโทษเพื่อน เธอจะขอโทษทำไมเพราะเธอ้าเป็ให้เป็แบบนี้
เยว่เฟยหลิงซึ่งเป็คนที่อ่อนแอทางจิตใจอยู่แล้ว ยิ่งอ่อนแอลงไปอีก
เชนอันยูพยายามขอโทษภรรยา เขาพยายามอยู่หลายวันแต่ก็ไม่เป็ผล ภรรยาไม่ยอมพูดและไม่นอนร่วมห้องด้วย
หมานผิงทำตัวเงียบๆ ไม่ออกมาเพ่นพ่าน เพราะไม่อยากให้ใครเอ่ยปากไล่เธอออกจากบ้าน เธอปล่อยให้เชนอันยูเครียดอยู่กับเื่นี้และเื่งานไปอีกสักพัก
เชนเม่ยอิงและน้องชายเห็นก็ถามแม่และพ่อ แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบมีแต่ความเงียบจากผู้ใหญ่ทั้งคู่
เยว่เฟยหลิงตื่นขึ้นมาทำกับข้าวให้ลูกแล้วก็กลับไปอยู่ในห้องของลูกเหมือนเดิม และไม่ออกมาจนลูกทั้งสองกลับมาจากโรงเรียน
หมานผิงจึงทำตัวดูแลเื่กับข้าวและเสื้อผ้าของเชนอันยู เธอรู้จักทำ เธอไม่เข้าไปพูดหรือยุ่งวุ่นวายกับเขามากนัก เธอเข้าไปเอาผ้าของเขามาซักและเอาไปเก็บเวลาที่เขาไม่อยู่
ผ่านมาสิบวันเพื่อนบ้านไม่เห็นเยว่เฟยหลิงออกมาข้างนอกจึงมากดกระดิ่ง เยว่เฟยหลิงกำลังตากผ้าอยู่ระเบียงพอดีจึงไปเปิดประตู เพื่อนบ้านถามเธอว่าเป็อะไรหรือเปล่าทำไมไม่เห็นออกมาข้างนอก
“ฉันไม่สบายนิดหน่อยค่ะ” เยว่เฟยหลิงตอบ
“แล้วไปหาหมอหรือยัง”
“วันนี้ดีขึ้นแล้วค่ะ”
“ยังไงก็น่าจะไปหาหมอ ถ้าหากเป็อะไรมากกว่านี่จะยุ่งนา”
“ขอบคุณมากนะคะที่เป็ห่วง”
“พรุ่งนี้ฉันจะไปตรวจสุขภาพพอดี เธอไปพร้อมกับฉันแล้วกันนะ” เยว่เฟยหลิงพยายามบอกว่าคงไม่จำเป็ แม่ของเชนเม่ยอิงเก็บความทุกข์ทั้งหมดไว้กับตัวเองไม่ยอมเล่าให้ใครฟัง
บรรยากาศภายในบ้านเงียบและอึดอัดแต่เพื่อนของแม่ก็ยังไม่ยอมย้ายออก เธอยังทำตัวไม่สะทกสะท้าน เวลาพ่อไม่อยู่ เธอและลูกของเธอเดินเข้าออกห้องครัวไปหาของกินที่แม่ซื้อมาเป็ว่าเล่น แถมยังนั่งดูทีวีหัวเราะคิกคักด้วย
วันนี้ก่อนไปโรงเรียนเชนเม่ยอิงถามแม่ว่า “คุณแม่ค่ะ ทำไมคุณแม่ไม่ไล่ผู้หญิงคนนั้นออกจากบ้านคะ” เชนเม่ยอิงถามเพราะตอนนี้เธอรู้แล้วว่าอะไรเป็อะไร แต่แม่กลับไม่ตอบได้แต่นั่งนิ่ง เชนเม่ยอิงรู้ว่าแม่เป็คนชอบเก็บความรู้สึก
ขณะเดินไปโรงเรียนเชนเม่ยอิงมองหมานลี่ฮุยที่ทำเป็เดินอย่างเงียบๆ
“หมานลี่ฮุย เมื่อไหร่เธอกับแม่ของเธอจะย้ายออกจากบ้านของฉันเสียที” เชนเม่ยอิงถามขึ้น
หมานลี่ฮุยไม่ตอบเอาแต่เงียบและบีบน้ำตาเหมือนที่แม่ของเธอสอนไว้