ขณะที่ฝั่งตระกูลโอวหยางยังคงตกอยู่ในความเงียบงัน
เจ้าเมืองหนานปิงที่นั่งสังเกตการณ์มาตลอดก็ลุกขึ้นยืน ใบหน้าของเขาไม่แสดงความลังเลแม้แต่น้อย
ดวงตาที่เยือกเย็นกวาดมองทุกคนในลานประลอง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“การประลองจบลงแล้ว ผู้ชนะคือตระกูลตง!”
ทุกคนเงียบกริบตั้งใจฟัง น้ำเสียงของเจ้าเมืองหนานปิงไม่เปิดโอกาสให้มีการโต้แย้งใดๆทั้งสิ้น
“หลังจากนี้ กิจการทั้งหมดของตระกูลโอวหยางจะตกเป็นของตระกูลตง”
“ตามข้อตกลงที่ให้กันไว้ ผู้แพ้จะต้องสูญเสียทุกสิ่ง และตระกูลโอวหยางไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่ในเมืองหนานปิงของข้าอีกต่อไป!”
ทุกคำพูดของเจ้าเมืองหนานปิง เปรียบเสมือนค้อนเหล็กที่ฟาดลงบนร่างของโอวหยางเฉินและคนตระกูลโอวหยางโดยตรง
สีหน้าของพวกเขาซีดเผือดลงในทันที บางคนถึงกับสั่นระริก ราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น
“ให้เวลาครึ่งวันในการดำเนินการทุกสิ่ง”
“ไม่เช่นนั้น.. ข้าเจ้าเมืองหนานปิงจะลงไปจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง!”
เมื่อคำสั่งอันเด็ดขาดถูกกล่าวออกมา
ไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้าน เสียงของเจ้าเมืองหนานปิงแม้จะสงบนิ่ง แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่มีใครกล้าต่อต้าน
สมาชิกตระกูลโอวหยางแต่ละคนต่างคอตก
สีหน้าของพวกเขาหม่นหมอง บางคนถึงกับก้มหน้าลงต่ำอย่างสิ้นหวัง ขณะที่เสียงพึมพำด้วยความคับแค้นดังขึ้นเป็นระลอกๆ
“เป็นเพราะหัวหน้าตระกูลของเราแท้ๆ ทำให้เรื่องมันบานปลายถึงขนาดนี้!”
“ผลลัพธ์เป็นอย่างไรล่ะ? ตอนนี้พวกเราไม่มีแม้แต่บ้านจะอยู่อาศัย ต้องไปยังเมืองอื่น ไม่อาจตั้งรกรากในเมืองหนานปิงได้อีกแล้ว!”
เสียงก่นด่าดังไปทั่ว ผู้คนของตระกูลโอวหยางมองไปยังโอวหยางเฉินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น
บางคนถึงกับกำหมัดแน่น ราวกับอยากจะเข้าไปทำร้ายชายผู้ที่เคยเป็นหัวหน้าตระกูลของพวกเขา
โอวหยางเฉินที่ได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มตัวสั่น
ความกลัว ความสิ้นหวัง และความเดือดดาลปะปนกัน จนทำให้สติของเขาแทบขาดผึง เขาหัวเราะออกมาเสียงดัง
“ฮ่าๆๆๆ ขะ.. ข้าเป็นหัวหน้าตระกูลแท้ๆ”
“แต่กลับถูกพวกเจ้าเหยียบย่ำถึงเพียงนี้!”
เสียงหัวเราะของเขาเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง
ก่อนที่จู่ๆชายวัยกลางคนจะชักมีดสั้นที่แนบอยู่ที่เอวขึ้นมา ใบมีดเย็นเฉียบสะท้อนแสงแดดเป็นประกายวาววับ
“ถ้าหากตระกูลโอวหยางต้องถึงจุดจบ..”
“เช่นนั้นข้าก็จะไม่อยู่ดูความอัปยศนี้อีกต่อไป!”
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเขาจะทำเช่นนี้ ทุกคนต่างเบิกตากว้าง
ตงจางและเจ้าเมืองหนานปิงเองก็ชะงักไปชั่วขณะ ขณะที่สมาชิกตระกูลโอวหยางบางคนร้องตะโกนออกมาอย่างตกใจ
“หัวหน้าตระกูล หยุดนะ!!”
ทว่าโอวหยางเฉินไม่เปิดโอกาสให้ใครเข้ามาห้าม
“ฉึก!”
ตัวของเขาได้ปักมีดสั้นลงไปยังลำคอของตนเองอย่างรุนแรง เลือดสดๆพลันพุ่งกระฉูดออกมาเปรอะเปื้อนเสื้อผ้า
ก่อนที่ร่างอ้วนใหญ่จะทรุดฮวบลงกับพื้น ดวงตาของเขายังคงเบิกกว้าง เหมือนไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นความจริง
ทุกสิ่งทุกอย่างของเขา หายไปหมดแล้ว
เสียงร้องของสมาชิกตระกูลโอวหยางบางคนดังขึ้น
บางคนถึงกับทรุดลงไปนั่งกับพื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเศร้าโศก
ขณะที่คนของตระกูลตงกลับมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีใครรู้สึกเห็นใจชายผู้นี้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นผลจากการกระทำของเขาเอง
เจ้าเมืองหนานปิงมองร่างที่แน่นิ่งของโอวหยางเฉิน ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
จากนั้นก็หันไปกล่าวกับสมาชิกที่เหลือของตระกูลโอวหยางด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“จัดการนำร่างของเขาออกไป และรีบดำเนินการออกจากเมืองตามที่ข้าได้กล่าวไว้!”
คำสั่งของเขาเป็นเสมือนเสียงสุดท้ายที่ตัดสินชะตากรรมของตระกูลโอวหยาง
ไม่มีใครกล้าคัดค้าน ทุกคนต่างรู้ดีว่าวันนี้คือจุดสิ้นสุดของพวกเขาในเมืองหนานปิงโดยสมบูรณ์แล้ว
ขณะที่ทุกคนเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อจัดการตามคำสั่ง
“ทุกสิ่งย่อมเป็นไปตามแต่ชะตากรรม..”
เทียนจุนก็เพียงแค่ยืนมองอยู่เงียบๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตนแม้แต่น้อย
ไม่นาน คนของตระกูลโอวหยางทั้งหมดก็เริ่มเก็บข้าวของส่วนตัวอย่างเร่งรีบ
บรรยากาศภายในคฤหาสน์ตระกูลโอวหยางเต็มไปด้วยความเงียบงันและความสิ้นหวัง
หลายคนต่างมีสีหน้าหม่นหมอง
บางคนพยายามกลั้นน้ำตา บางคนก่นด่าหัวหน้าตระกูลที่ตัดสินใจผิดพลาดจนทำให้พวกเขาต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว พวกเขาก็พากันเดินขบวนออกจากเมืองหนานปิง ภายใต้สายตาของปุถุชนมากมายที่ยืนจับกลุ่มกันอยู่ริมถนน
ผู้คนเริ่มพูดคุยกันอย่างล้นหลาม บางคนแสดงความสมน้ำหน้า บางคนมองด้วยความเวทนา
“ตระกูลโอวหยางที่เคยรุ่งเรือง กลับต้องลงเอยเช่นนี้.. ช่างน่าสังเวชนัก!!”
“สมควรแล้ว พวกมันเย่อหยิ่งมาโดยตลอด คิดว่าตนเองยิ่งใหญ่จนไม่มีผู้ใดกล้าต่อต้าน นี่เป็นผลกรรมที่พวกมันก่อขึ้นมาเอง”
“ข้าเองก็ไม่คิดว่าท่ตระกูลตงจะสามารถทำให้ตระกูลโอวหยางล่มสลายได้รวดเร็วถึงเพียงนี้..”
เสียงซุบซิบเหล่านี้ดังไปทั่วบริเวณ
ทว่าคนของตระกูลโอวหยางกลับไม่มีใครกล้าเอ่ยโต้แย้ง
พวกเขาเพียงแค่เดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับมามอง
ในทางกลับกัน ฝั่งของตระกูลตง เวลานี้เต็มไปด้วยความคึกคัก
ตงจางที่เพิ่งได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ กำลังดำเนินการเข้าฮุบกิจการการค้าทั้งหมดของตระกูลโอวหยางที่อยู่ภายในเมือง
โดยมิรอช้า ชายร่างอ้วนได้ออกคำสั่งให้คนของตระกูลเร่งมือเข้าควบคุมกิจการทุกแห่ง
“ส่งคนไปจัดการดูแลร้านค้าต่างๆ และสั่งให้ลูกน้องไปเคลียร์ปัญหาที่ยังคั่งค้างอยู่”
“พวกเราต้องไม่ให้เกิดความวุ่นวาย”
“รีบทำให้ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติให้เร็วที่สุด!!”
ตงจางกล่าวอย่างจริงจัง แม้ว่าเขาจะยินดีกับชัยชนะครั้งนี้
แต่เขาก็รู้ดีว่าเมื่อได้รับอำนาจมา ก็ต้องจัดการทุกอย่างให้เป็นระบบเพื่อป้องกันความวุ่นวาย
สักพักใหญ่ๆ ภายในห้องโถงใหญ่ของตระกูลตง
ทุกคนในตระกูลต่างมารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองกับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
เพราะครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเอาชนะในการประลองระหว่างตระกูลเท่านั้น แต่เป็นการกำจัดภัยคุกคามที่คอยกดขี่พวกเขามาโดยตลอด
และผู้ที่เป็นศูนย์กลางของความสำเร็จนี้ก็คือ ไท่ซวนเทียนจุน
เวลานี้ ตัวของเทียนจุนกำลังนั่งอยู่บนตำแหน่งที่สูงส่งมากที่สุดบนแท่นของห้องโถงใหญ่
รอบตัวของเขามีบรรยากาศที่เงียบสงบ และสายตาของทุกคนต่างจับจ้องมาที่เขาด้วยความเคารพและชื่นชม
ตงจางที่ยืนอยู่ด้านหน้า ก้าวเข้ามาประสานมือก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงใจ
“ท่านเทียนจุน หากมิใช่เพราะท่าน ตระกูลตงของเราคงไม่มีวันนี้!”
คำพูดของเขาทำให้ผู้คนในตระกูลต่างพยักหน้ารับ หลายคนส่งเสียงกล่าวเสริม
“ใช่แล้ว! ทั้งหมดเป็นเพราะท่านเทียนจุน! ความบาดหมางที่มีมานานปีจึงได้จบสิ้นลง!”
“ตระกูลโอวหยางที่เคยเป็นเสี้ยนหนามของพวกเราถูกขจัดไปแล้ว ต่อไปนี้พวกเราก็ไม่ต้องหวาดระแวงอีก!”
“แถมเจ้าโอวหยางเฉินผู้นั้น.. ก็เสียสติจนถึงขั้นฆ่าตัวตาย เป็นการปิดฉากทุกสิ่งโดยสมบูรณ์!”
บรรยากาศภายในห้องโถงเต็มไปด้วยเสียงสนทนา ทุกคนต่างแสดงความยินดี
ไม่เพียงแค่พวกเขาได้กำจัดตระกูลโอวหยางไป แต่ยังได้รับกิจการทั้งหมดของพวกมันมาเป็นของตนเอง
จากผู้ที่เคยถูกกดขี่ ตอนนี้ตระกูลตงกลายเป็นตระกูลที่ทรงอำนาจที่สุดในเมืองหนานปิง
ทว่าท่ามกลางเสียงเฉลิมฉลอง เทียนจุนกลับคงความสงบนิ่ง
ใบหน้าของเขาเรียบเฉย ไม่ได้แสดงความยินดีหรือภาคภูมิใจเหมือนคนอื่นๆ
จากนั้นชายหนุ่มก็มองไปรอบๆห้องโถง สายตาของเขากวาดผ่านผู้คนที่กำลังมีความสุข ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
“เรื่องของตระกูลโอวหยางได้จบลงแล้ว”
“งั้นคงได้เวลาที่ข้าจะต้องเดินทางต่อไป!”