ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 49 ความตายที่มาอย่างกะทันหัน

              เวลาล่วงเลยผ่านสองวันนี้ทุกคนต่างคนต่างทำธุระของตน เล่นตามบทบาทที่ได้รับ จนถึงวันนัดหมาย


              ทันทีที่พลบค่ำมาเยือนพวกเขาอาศัยสวนป่าเล็ก ๆ ในเขตอุทยานทางทิศเหนือของค่าย ซ่อนตัวรอคนอื่นๆ ตามมาสมทบตามเวลานัด


              อากาศค่อนข้างหนาวเย็น ลมที่พัดผ่านมานั้นหนาวเหน็บบ่งบอกถึงพายุที่กำลังคืบคลานเข้ามา เสียงฟ้าร้องคำรามดังมาแต่ไกลเรย์ยืนนิ่งอยู่ใต้โคมไฟสูงที่ส่องแสงอ่อน ๆ ลงมายังพื้นที่รอบ ๆม้านั่งที่พวกเขานั่งอยู่


              เรย์ได้ยินเสียงจามเบา ๆ จากด้านหลังเห็นชิโฮะกำลังถูไหล่ในอาการหนาวเหน็บ ฮารุโตะซึ่งอยู่ ๆ ใกล้จึงถอดเสื้อแจ็คเก็ตของตัวเองห่มให้


              “เธอไม่ควรปล่อยให้ตัวเย็นใส่ไว้ดีกว่านะ”


              ฮารุโตะเอ่ยด้วยความเป็นห่วง


              “ฉันดันลืมหยิบของตัวเองติดมือออกมา...ขอบใจนะ”


              ชิโฮะตอบพร้อมยิ้มเล็กน้อยให้ฮารุโตะอย่างแสดงความขอบคุณ


              ไม่นานนักท่ามกลางทางเดินมืดสลัวเรย์เห็นมัตสึบาระ หมอคัตสึรางิและพรรคพวกในทีมอีกสองคนแบกอาวุธกับของใช้จำเป็นตามมาสมทบ


              “เป็นไปตามแผนดีใช่ไหม”


              มัตสึบาระกล่าวขณะยื่นดาบประจำตัวที่ถูกริบไว้ส่งคืนให้เขา


              “ครับยานอนหลับที่เจือจางไว้น่าจะเริ่มส่งผลแล้ว”


              เรย์พยักหน้า เขากับโยซึรุอาศัยประโยชน์จากตำแหน่งงานแอบใส่ยานอนหลับที่หมอคัตสึรางิลักลอบนำออกมา ลงในแพ็คอาหารสำหรับเวรยามกะดึก


              “สีหน้าพวกเธอดีขึ้นนะ”


              หมอคัตสึรางิเอ่ยทักเธอคิดว่าทุกคนล้วนต่างมีวิธีก้าวข้ามผ่านความโศกเศร้าในแบบของตัวเองนั่นรวมถึงตัวเธอเองด้วยเช่นกัน


              “งั้นหรือครับ”


              เรย์ผลุบตาลงคลี่ยิ้มบาง


              “เอ่อ...คุณทาดาชิล่ะครับ”


              ฮารุโตะเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าขาดสมาชิกไปหนึ่งคน


              “หมอนั่นบอกจะมาช้าหน่อยเพราะต้องอาศัยช่วงเวลาผลัดเวร เพื่อเข้าไปปิดการทำงานของรั้วไฟฟ้าน่ะ เอ...แต่ความจริงหมอนั่นควรมาถึงก่อนพวกฉันด้วยซ้ำนะ— อะ... ตายยากชะมัดพูดถึงก็มานู่นแล้ว”


              คนที่ถูกพูดถึงกำลังเดินมาพร้อมกับหมอโมนิมูระซึ่งอยู่ในสภาพสะบักสะบอมเล็กน้อย


              “เฮ้...เกิดอะไรขึ้น!?”


              ยังไม่ทันได้สอบถามถึงเรื่องราวทั้งหมดพวกเขาต่างได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวาย ดังควบคู่มากับเสียงฝีเท้าถี่ ๆ จำนวนมาก


              “พวกมันคงยังหนีไปได้ไม่ไกลกระจายกันค้นหา อย่าให้รอดไปได้!”


              เรย์ใช้เนตรมารตรวจสอบจำนวนศัตรูในบริเวณโดยรอบทั้งหมดแล้วหรี่ตาลง


              “มีกลุ่มคนใกล้เข้ามาจำนวนคร่าวๆ ประมาณเกือบยี่สิบคน ดูเหมือนคนพวกนั้นยังไม่รู้ตำแหน่งของเราครับ”


              ออร่าหลากสีสันปรากฏใกล้เข้ามาในสายตาล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนซึ่งไล่ตามมา


              “ให้จัดการพวกมันเลยไหม”


              คนในกลุ่มกระชับปืนในมือเอ่ยถามความเห็น


              “เปิดเผยตำแหน่งตอนนี้ไม่เป็นผลดีเราไม่ควรเสี่ยงสู้กับพวกมันที่นี่— เพราะงั้นก่อนพวกมันจะตื่นตัวกันมากกว่านี้ทุกคนรีบเก็บสัมภาระแล้วทำตามแผนเดิม”


              มัตสึบาระเอ่ยเตือนแล้วตัดสินใจนำขบวนทุกคนออกนอกเขตชุมชนนี้ทันที



     

              พวกเขาหนีลัดเลาะจนมาถึงโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งทางตะวันตกซึ่งห่างจากค่ายอพยพประมาณกิโลเมตรกว่า ๆ ได้อย่างปลอดภัย โรงเรียนประถมแห่งนี้มีพื้นที่บริเวณสนามเด็กเล่นเปิดกว้างมีเครื่องเล่นสำหรับเด็ก เช่น ชิงช้า โครงปีนป่าย และสนามวิ่งพื้นที่สีเขียวถูกจัดอย่างเป็นระเบียบ ให้ความรู้สึกสงบและร่มรื่นในยามค่ำคืนโคมไฟบางดวงยังคงส่องสว่างทำให้มองเห็นเงาเครื่องเล่นทอดลงบนพื้นดินอย่างชัดเจน


              “ฟุรุคาว่าจับพรรคพวกของผมเป็นตัวประกันและบังคับส่งมอบกุญแจให้พวกมัน— แต่สุดท้าย...”


              ฟังจากที่หมอโมนิมูระเล่าแค่นี้เรย์ก็นึกภาพต่อจากนั้นได้ไม่ยากฟุรุคาว่าไม่ต้องการให้กลุ่มผู้นำเก่ารอดอยู่แล้ว


              “พวกสาวกลงมือฆ่าตัวประกันและปิดล้อมพวกเราจนเกิดการปะทะขึ้น จำนวนของพวกมันมีมากเกินไปพวกพ้องของผมถูกฆ่าตายเกือบทั้งหมด มีเพียงบางส่วนที่หนีรอดออกมาได้เท่านั้น”


              ‘โมนิมูระฮิราตะ’ กำหมัดแน่น ก้มหน้าเล่าอย่างขมขื่น


              ทาดาชิตบไหล่โมนิมูระอย่างเข้าใจกับความสูญเสียของอีกฝ่ายดี


              “อย่างที่ว่ามานั่นแหละหลังจากนั้นคุณหมอโมนิมูระบังเอิญหนีมาเจอกับฉันเข้า ก็เลยช่วยพาหนีมาด้วยกันน่ะ”


              ระหว่างพูดคุยกันนั้นพวกเขาเดินผ่านสนามกีฬาของโรงเรียนมีขนาดใหญ่พอสมควร  มันถูกล้อมรอบด้วยรั้วโลหะที่ใช้กั้นเขตบริเวณรอบสนามมีทางเดินเท้าที่ปูด้วยหินซึ่งเชื่อมต่อไปยังอาคารเรียนและโรงยิมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางด้านหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่ที่มัตสึบาระนำกุญแจมาซ่อนเอาไว้ในห้องล็อคเกอร์ เสียงฝีเท้าของพวกเขากระทบกับพื้นหินในความเงียบของยามค่ำคืนบรรยากาศที่เยือกเย็นและเงียบงันทำให้ทุกคนรู้สึกตึงเครียด


              “เรย์นายไม่เป็นอะไรนะ”


              ชิโฮะเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าของเขาไม่สู้ดีนัก


              “อา...ไม่เป็นไรหรอก แค่ใช้ความสามารถของดวงตานี่มากไป พักสักเดี๋ยวคงดีขึ้น”


              เรย์ใช้มือขวานวดขมับสะบัดศีรษะเบา ๆ รู้สึกมึนหัวจนคลื่นเหียนเล็กน้อย


              ระหว่างทางหลบหนี เขาฝืนตัวเปิดใช้ความสามารถตลอดเวลาจนเกิดผลกระทบอย่างมากกับสมองซึ่งรับปริมาณข้อมูลจำนวนมากเข้ามาเป็นระยะเวลานานเกินไป


              ไม่ใช่เรื่องที่เกิดเป็นประจำแต่หากพลังพิเศษสร้างภาระให้ผู้ใช้ขนาดนั้นการใช้งานเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดาคงไม่ใช่การดีแน่


              มัตสึบาระและพรรคพวกช่วยกันดึงไม้กั้นประตูทางเข้าโรงยิมออกให้พ้นทาง


             





              แป๊ก! พรึบ!


              ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในโรงยิม ไฟทั้งหมดกลับส่องสว่างขึ้นกะทันหันจนทุกคนต้องหรี่ตาเพื่อให้ดวงตาปรับแสง


              “แหม่ม ๆดั้นด้นหนีมาถึงนี่ เพื่อมาเอาเจ้าสิ่งนี้กันงั้นเหรอ...”


              ฟุรุคาว่าปรากฏตัวขึ้นกลางเวทีด้านในสุดของโรงยิมพร้อมกับชูกุญแจทั้งสามดอกที่พวกเขาแอบซ่อนเอาไว้ในมืออย่างเย้ยหยัน


              บริเวณอัฒจันทร์บนชั้นสองทั้งสองฝั่งมีกลุ่มสาวกมากมายยืนถืออาวุธครบมือรอตอนรับ ความเคลือบแคลงอันเย็นเยียบพลันวาบขึ้นในสมองของเรย์


              ...หรือว่าทั้งหมดนี่คือกับดัก!?


              “ไม่สงสัยกันเลยรึไงว่าทำไมถึงหนีกันออกมาได้อย่างราบรื่นขนาดนั้น...สิ้นหวังหรือยังเจ้าพวกคนเขลาเอ๋ย ปลายทางที่มาถึง ลงท้ายก็เป็นซะแบบนี้”


              เรย์ชำเลืองตามองสำรวจไปรอบด้านนับจำนวนศัตรูได้คร่าว ๆ ด้วยสายตาประมาณเกือบแปดสิบคน


              “หยุดแค่นี้เถอะคุณฟุรุคาว่ามีผู้คนในประเทศนี้ต้องสังเวยชีวิตไปมากมายไม่พออีกเหรอผมไม่อยากเห็นคนบริสุทธิ์ต้องมาตายไปมากกว่านี้อีกแล้ว!”


              หมอโมนิมูระตะเบ็งเสียงจนเกือบเป็นตะคอก


              “ฟังแล้วช่างน่าตื้นตันชะมัดการที่นายต้องมาตายลงตรงนี้นับว่าน่าเสียดายนักที่ผ่านมานายได้สร้างคุณูปการให้กับผู้คนไว้อย่างมากมายก่อนฉันจะมาถึงในนามของผู้แทนองค์พระผู้เป็นเจ้าต้องขอขอบใจจริง ๆ”


              ฟุรุคาว่ายิ้มดูถูกให้กับความตื้นเขินของหมอหนุ่มไฟแรง


              “แต่ไม่ต้องห่วงนะหลังจากนี้ฉันจะสร้างสรวงสรรค์ไว้ให้ผู้คนได้พักพิงแทนนายเอง สัญญาเลย”


              “เหอะ! แกมันก็แค่ทำตัวเป็นเทพเจ้าวิปลาสที่เหยียบคร่าผู้คนในนามผู้ช่วยเหลือเท่านั้น”


              มัตสึบาระกล่าวอย่างแข็งกร้าวให้กับความจอมปลอมนั่น


              “คำดูหมิ่นนั่น ต้องฆ่าต้องฆ่า ต้องฆ่า”


              “เส้นทางสู่สรวงสวรรค์จะไม่เปิดรับเจ้า”


              “ลมหายใจของเจ้าคือบาปไม่มีที่ไหนให้เจ้าได้หลบภัย เจ้าจะถูกเหล่าเทพยดาตามสังหาร”


              เหล่าสาวกต่างช่วยกันเปล่งเสียงออกมาอย่างไม่พอใจราวกับหุ่นยนต์


              “เหอะ! พวกแกเชื่อในพระเจ้างั้นเหรอ ไม่มีพระเจ้าที่ไหนให้อภัยฆาตกรหรอก— พระองค์ทรงเผามัน!”


              “พวกคนบาปสมควรตาย!”


              ฟุรุคาว่าตบมือแปะ ๆก่อนจะกางมือราวกับประธานกำลังกล่าวพิธีเปิดงาน


              “งั้นใครควรจะตายเป็นรายแรกดีล่ะ?ช่วยบอกลำดับที่จะทำให้เจ็บปวดทุกข์ทรมานสุดมาทีเพราะฉันอยากให้ทุกคนตายไปพร้อมความเสียใจที่บังอาจตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับตัวแทนของท่านจาชินผู้นี้เอาล่ะจงสวดอธิษฐานด้วยความถ่อมตนซะ—”


              เพล้ง!


              พูดไม่ทันจบคำดี จู่ ๆเสียงแตกแหลมสูงก็ดังขัดขึ้นมาอย่างกะทันหัน


              “!?”


              ทุกคนแหงนหน้ามองไปยังทิศทางของเสียงบริเวณตำแหน่งกระจกเพดานรับแสงของโรงยิมอย่างพร้อมเพรียงกัน


              กระจกหน้าต่างที่แตกปลิวส่องประกายอยู่บนอากาศชายคนหนึ่งถือสองสิ่งไว้ในมือ ร่างเข้ามาทางนี้โดยมีเศษประกายของกระจกโอบล้อมรอบตัว


              “เฮ้ย...”


              สิ่งที่ชายผู้ตกลงมาถือไว้อย่างละข้างคือส่วนหัวของมนุษย์สองคน


              ทั้งที่ตกลงมาจากหน้าต่างเพดานแต่เขากลับทำหน้าเรียบเฉยไม่มีอะไรเป็นพิเศษ


              ผู้คนทั้งหลายเมื่อต่างได้เห็นภาพนั้นล้วนขนลุกจนตัวสั่น


              ชายผู้มีบรรยากาศน่าเกรงขามสวมเกราะแขนเหล็กสีดำไว้ที่แขนทั้งสองข้าง


              “แกเป็นใครกันโผล่มาที่นี่ได้ยังไง!?”


              ฟุรุคาว่าถามขึ้นในสภาพเหงื่อไหลซึมท่วมกายไม่เข้าใจตัวเองเหมือนว่าทำไมต้องรู้สึกหวาดกลัวเมื่อมองไปยังชายปริศนาผู้นี้


              “ฉันก็รออยู่ว่าเมื่อไหร่แกจะเลิกเล่นละครได้สักที...ไอ้น้องชาย”


              คุราเบะเมินคำถามของฟุรุคาว่าแต่เลือกยิงคำถามขึ้นกับใครบางคนในที่นี้แทน


              ผู้ที่ได้ยินคำพูดนั้นผู้คนทั้งหลายซึ่งอยู่ในโรงยิมต่างมองหน้ากันงงงวย


              กระสุนสี่นัดพุ่งออกจากปากกระบองปืนดวงตาชิโฮะเบิกโพลง อ้าปากค้างขณะผงะเซมาข้างหลัง


              “เอ๊ะ...”


              ร่างของชิโฮะกระตุกพร้อมกับเกิดรูบนร่างกายเลือดทะลักแรงออกมาท่ามกลางเสียงปืนสะท้อนก้อง กลิ่นดินปืนยังไม่ทันจางกลิ่นคาวเลือดก็เข้ามาแทรก ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเกิดสิ่งนี้ขึ้นจากคน ๆ นี้


              “ชิโฮะ!”


              “ไม่นะ!”


              เรย์รีบก้มไปประคองร่างของเพื่อนสาวซึ่งทิ้งตัวล้มลงราวกับตุ๊กตาด้ายขาด


              “ช่วยไม่ได้ล่ะนะเพราะความสามารถของเธอเป็นภัยกับเหล่ากองทัพของฉัน”


              ความโหดเหี้ยมและเฉยชาในคำพูดที่ได้ยินนั้นทำเอาเลือดในกายร้อนระอุ


              ฮิราตะเอ่ยขึ้นไม่ทุกข์ร้อนแสดงสีหน้าตรงข้ามกับความใจดีในยามปกติ ปืนในมือที่ลั่นออกยังคงถือค้างไว้อย่างนั้น ท่ามกลางความตกใจของทุกคน


              ทุกอย่างรวดเร็วเกินกว่าใครจะตั้งตัวทันฮารุโตะคงเป็นคนเดียวที่ดึงสติกลับมาได้เร็วที่สุดแล้วตะโกนออกมาสุดเสียง


              “แก!ไอ้สารเลว แกทำอะไรลงไป!”


              ฮิราตะไม่สนเสียงคำรามอย่างเดือดดาลของฮารุโตะและเสียงตะโกนคล้ายจะร้องไห้ของหมอคัตสึรางิ


              ฮารุโตะตั้งท่าอัญเชิญสัตว์อสูร


              ฉับ!


              ทว่า... ตัวฮารุโตะกลับโงกมาข้างหน้าศีรษะของเขาไม่ได้อยู่ในตำแหน่งซึ่งควรอยู่ มันหลุดออกจากลำคอแล้วกระแทกลงไปกับพื้นดังตุบกลิ้งไถลบนพื้นสองสามรอบแล้วหยุดลงตรงหน้าเรย์ เลือดสีแดงสด ๆพุ่งกระฉูดออกมาเป็นเส้นโค้ง


              “ความสามารถของเธอก็อันตรายเหมือนกัน”


              คุราเบะกล่าวขณะสะบัดเลือดออกจากมีดคอมแบทในมือ


              ฮารุโตะนั้นสิ้นลมก่อนร่างกายจะล้มคว่ำแตะพื้นเย็นๆ นั่นเสียอีก


              มัตสึบาระซึ่งได้สติก่อนใครยกปืนขึ้นเล็งแต่ถูกคุราเบะพุ่งเข้ามาตัดแขนขวาจนขาด ปืนกระเด็นหลุดร่วงไถลลงบนพื้นไม้ของโรงยิม


              ทาดาชิกับพรรคพวกพยายามเข้ามาช่วยแต่ก็ถูกคุราเบะจัดการลงอย่างรวดเร็วจนหมอบราบ นอนจมกองเลือดไปตาม ๆ กัน


              ความแข็งแกร่งที่แสดงออกมานั้นเรียกได้ว่าอยู่คนละระดับ


              “สิ่งที่เรียกว่าความกลัวนั้นมีความสดใสซาบซ่านซ่อนอยู่ความกลัวนั้นหมายถึงความรู้สึกว่ากำลังจะตายซึ่งความหมายที่แท้จริงของความกลัวนั้น ไม่ได้คงที่ตายตัวหากแต่แปรเปลี่ยนไปไม่คงที่ โดยเฉพาะเมื่อความหวังนั้นกลับกลายเป็นความสิ้นหวัง—”


              คุราเบะทิ้งท้ายประโยคเล็กน้อย


              “รู้สึกยังไงบ้างล่ะรสชาติของความกลัว และความตายอันสดใหม่”


              ร่างกายของเรย์แข็งทื่อเหมือนเลือดในกายแข็งตัวเขาไม่รู้ว่าควรส่งเสียงร้องออกมาอย่างไรถึงสามารถแทนความรู้สึกทั้งหมดของช่วงเวลาดังกล่าวได้ เมื่อทุกอย่างประเดประดังเข้ามากะทันหันจนเกินทานทนเขาตกอยู่ในอาการอัมพาตทางความคิด จ้องมองหัวของฮารุโตะบนพื้นราวกับคนเสียสติ