**รายได้ทั้งหมดจากนิยายเื่นี้ในช่องทางนี้..นำไปมอบให้มูลนิธิที่ดูแลเด็กๆ ค่ะ**
ห้องพักมิดชิดทุกอย่างถูกจัดไว้เป็สัดส่วนมีฟูกนุ่มๆ ให้นอนหลับอย่างสบาย และเพราะอากาศเย็นจัดจึงมีเสื้อขนสัตว์ตัวใหญ่แขวนเตรียมไว้มือเล็กๆ ตบลงบนฟูกอย่างพิถีพิถัน
เธอคงหลับตาลงอย่างสบาย หากไม่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าตรึงเครียดอย่างนี้
ก็ตนเป็ที่พึ่งแห่งตนนี่นะ
เถอะ..ไม่นานหรอกเดี๋ยวก็เช้าแล้วแต่คนที่คิดว่าตัวเองคงหลับไม่ลง กลับยกเปลือกตาไม่ขึ้นเสียั้แ่หัวถึงหมอนกว่าจะสะดุ้งตื่นก็เมื่อแว่วเสียงกุกกักๆ เหมือนข้างล่างกำลังมีการเคลื่อนย้ายข้าวของ
เช้าแล้วเหรอ
บรรยากาศด้านนอกที่มองออกไปทางช่องหน้าต่างยังสลัว แต่เมื่อเห็นว่าใกล้จะสว่างเต็มทีนาตาลีจึงลุกขึ้นมาเตรียมความพร้อมของตัวเอง
เธอลงมาข้างล่างเพื่อพบว่ายังคงมีผู้คนแวะเวียนเข้ามาต่อเนื่องหากแต่ดูบางตาลงเท่านั้นทำให้พอเดาได้ว่าที่นี่เปิดตลอดทั้งวันคืน ให้นึกเปรียบเทียบกับโรงแรมในเมืองใหญ่
“บริการยี่สิบสี่ชั่วโมงที่นี่ก็มีด้วยแฮะ” เธอพึมพำติดตลกกับตัวเองพอดีกับที่สายตาเหลือบไปเห็นชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง แต่งกายดูดีแม้มองไม่ค่อยถนัดตานักแต่เธอแน่ใจว่าเขากำลังจัดเตรียมความพร้อมของม้าลากรถ ซึ่งนั่นอาจหมายถึง ‘การเดินทาง’
ขอให้ไปหมู่บ้านป่าไผ่ทีเถอะ
“คุณคะ” ชายผู้นั้นเหลือบมองแวบหนึ่งแล้วก้มหน้าก้มตาขนของต่อหญิงสาวลอบระบายลมหายใจ
สงสัยไม่คุ้นคำ ‘คุณ’ สุภาพสุดแล้วนะเนี่ย
เธอก้าวเข้าไปใกล้อีกนิดพร้ะเบงเสียงให้ดังอีกหน่อย “คุณคะ ฉันเรียกคุณน่ะค่ะ”
ได้ผล
เขาเงยหน้ามาสนใจเธอบ้างแล้ว แต่ผ้าที่โพกหัวพันคอเขาอยู่นี่สิทำให้เห็นแค่ดวงตาดำจัดที่บัดนี้จ้องเธอเขม็งเชียว และแวบนั้นก็ทำให้คนถูกมองต้องรู้สึกสะกิดใจบางอย่าง
เอ๊ะ! สายตาแบบนี้
เหมือนเคยเห็นที่ไหน
หยุดเพี้ยนได้แล้วเรา
นาตาลีเตือนตัวเองก่อนจะพูดออกไป “เอ่อ..ฉันไม่รบกวนคุณนานหรอกค่ะแค่อยากถามว่าคุณกำลังจะไปหมู่บ้านป่าไผ่หรือเปล่า” อาการพยักหน้าของเขาทำเธอแทบอยากะโโลดเต้นด้วยความดีใจแต่ต้องเก็บอาการไว้เดี๋ยวเขาจะหาว่าบ้า
“ฉันชื่อนาตาลี เดินทางมากับคาราวานของคุณชาเลเมื่อวาน แต่ต้องแยกกันไปคนละที่ถ้าไม่รบกวนเกินไป ฉันจะขออาศัยไปด้วยได้ไหมคะ” เธอสะอึกไปนิดหนึ่งเมื่ออีกฝ่ายเล่นนิ่งเป็ปูนปั้นแล้วไอ้อาการนิ่งๆ อย่างนี้น่าจะหมายถึง ‘ปฏิเสธ’
นั่นสินะ ใครอยากให้คนแปลกหน้าอาศัยไปด้วย
“ราตรีบอกข้าแล้ว” เสียงทุ้มเรียบทำคนหมดหวังยิ้มกว้างออกมาได้“ว่าจะมีคนขออาศัยไปด้วย” เขาเว้นระยะคำพูดนิดหนึ่งขณะกลับไปสนใจกับข้าวของตรงหน้าอย่างเดิม“แม้ข้าจะไม่ชอบเดินทางกับผู้หญิงเท่าไหร่นัก แต่ในเมื่อนางขอร้องก็..”ทำคนฟังยิ้มแห้งผาด
เถอะ..ถือว่าเป็คนเปิดเผยดี
“ฉันสัญญาว่าจะไม่รบกวน ไม่ทำตัวยุ่งยากให้คุณรำคาญ ขอบคุณนะคะที่กรุณา”
งานนี้ต้องง้อ
พอดีกับที่ราตรีตามเข้ามาสมทบ
“เ้านั่นเอง ข้ากำลังให้เด็กไปตามอยู่เชียว ลงมาก็ดีแล้ว..เ้าโชคดีมีคนกำลังจะไปหมู่บ้านป่าไผ่”นางละเวงของเธอส่งเสียงหวานมาแต่ไกล หนำซ้ำยังงามพริ้งอยู่ตลอดเวลา
นี่ขนาดแต่เช้ามืดนะ
“ฝากนางไปป่าไผ่ด้วยนะ เนล” หญิงสาวมองชายหนุ่มอย่างพิจารณาเขาชื่อ ‘เนล’ ถึงดูถือตัวไปนิดปากร้ายไปหน่อย แต่ท่าทางไว้ใจได้
“เขาเป็คนที่นิสัยดีและไว้ใจได้ ข้ารับรอง” คนเหมือนถูกอ่านความคิดสะดุ้งเฮือก
“ก็ในแผ่นดินนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักเขาน่ะ เอาล่ะเ้ารีบไปนำสัมภาระลงมาเถอะจะได้รีบไป” ราตรีพูดระคนยิ้มบาง ไม่ช้านานนาตาลีก็ลงมายืนหน้าแฉล้มในเวลาอันรวดเร็วจนราตรีหลุดหัวเราะลั่น
แหม! ก็คนรีบ
หญิงสาวมองม้าลากรถก่อนก้าวขึ้นไป สภาพดูแข็งแรงท่าทางนั่งสบายแม้ไม่เลิศหรูฟู่ฟ่าแต่ก็ไม่น้อยหน้าใครเชียว ข้างในบรรทุกของเกือบเต็มพื้นที่ผู้ชายคนนี้คงเป็พ่อค้าเร่เหมือนชาเล แต่งตัวสีสะอาดสะอ้านดูดีไม่แพ้บุคลิกน่ามองยิ่งได้พิจารณาถ้วนถี่ก็ยิ่งรู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก
เหมือนเคยเห็นมาก่อน แต่ทำไมนึกไม่ออก
สมองมาตันอะไรเอาตอนนี้!
วงล้อกลมเคลื่อนหมุนก่อนพระอาทิตย์จะโผล่พ้นเส้นขอบฟ้าบรรยากาศข้างทางโอบล้อมด้วยไอหมอกหนาวและความเงียบสงบ แต่ยิ่งบรรยากาศเงียบงันเท่าไหร่บางคนก็ยิ่งเริ่มคิดฟุ้งซ่านมากเท่านั้นร่างเล็กๆ สั่นสะท้านด้วยเพิ่งนึกได้ว่าขณะนี้ตัวเองกำลังเดินทางกับผู้ชายแปลกหน้า‘สองต่อสอง’
ทำไมไม่คิดถึงข้อนี้แต่แรก
มัวแต่พะวงกับการหาทางกลับอย่างเดียวแล้วที่นั่งตัวสั่นอยู่นี่เพราะ ‘อากาศ’ หรือเพราะ ‘อะไรกันแน่’
ทันใดนั้น ความเร็วสม่ำเสมออยู่พักใหญ่ก็พลันผ่อนลงจนนิ่งสนิทคนที่นั่งนิ่งอย่างฉงนถึงกับสะดุ้งเมื่อร่างหนาพาตัวเองโผล่พรวดเข้ามา
“นี่คุณ หยุดรถทำไม!” ถามออกไปอย่างนั้น หากแต่ก็ถอยกรูจนแผ่นหลังประชิดข้าวของด้านใน
“จะทำอะไรน่ะ!”
“เงียบเถอะน่ะ!” เขาเอ็ดเสียงลั่น นาตาลีกำมือแน่น สูดลมหายใจลึกคล้ายจะเพิ่มพละกำลังให้ตัวเอง..หากเกิดอะไรขึ้นจะสู้ให้ยิบตาสิเอ้า!
ชายหนุ่มใช้ท่อนแขนเบี่ยงคนร่างเล็กให้พ้นทางราวกับเป็ตัวเกะกะก่อนเข้าไปเปิดลังสีน้ำตาลใบใหญ่ แล้วหยิบเสื้อขนสัตว์ตัวหนึ่งโยนให้ จากนั้นก็ออกไปประจำตำแหน่งเดิมโดยไม่พูดไม่จาสักคำ
หญิงสาวมองเสื้อตัวอุ่นในมืออย่างพยายามจะเข้าใจ..คงเพราะอากาศเริ่มเย็นขึ้นกระมังเขาจึงหวังดีไม่อยากให้เธอหนาวตายระหว่างทาง นึกแล้วก็อยากตบปากตัวเองซะจริง
ดันออกปากไล่ทั้งที่อาศัยรถเขามาแท้ๆบ้าไปแล้วเรา!
เธอหลุบตามองเสื้อตัวหนาอีกครั้ง ก่อนชะเง้อมองอีกฝ่ายที่ไม่มีวี่แววจะสนใจเธอแม้แต่น้อยจึงค่อยๆ โผล่ออกไปนั่งคู่กับเขาอย่างระวัง
“ออกมาทำไม ข้างนอกหนาว เข้าไป!”
ดุอีก
“ขอบคุณสำหรับเสื้อ”
“ไม่เป็ไร” เสียงตอบเ็าปานน้ำแข็งขั้วโลก สงสัยจะโกรธ
“คุณทำอะไรหรือคะ” เธอกลั้นใจชวนคุย ถึงแม้เขาจะไม่อยากเสวนาด้วยก็เถอะเพราะไอ้ท่าทีนิ่งเฉยอย่างนั้นมันอ่านความรู้สึกยากเหลือเกิน
นอกจากเขาจะไม่ตอบแล้ว กลับจ้องเธอตาเขม็ง
หรือไม่เข้าใจคำถาม
“เอ่อ..ก็ได้ยินคุณราตรีบอกว่าไม่มีใครไม่รู้จักคุณ” นั่นแหละเขาจึงได้ละสายตากลับคืน
“ข้าไม่ได้ทำอะไร เพียงแค่ชอบเดินทางไปทั่ว ใครมีอะไรให้ช่วยเหลือข้าก็ช่วย”
“เหมือนนักสังคมสงเคราะห์เลย ช่วยเหลือผู้คนแล้วก็ได้ของมาเป็กำนัลน้ำใจ” คราวนี้เขาเงียบไปอีกครั้ง
สงสัยยังไม่มีครอบครัว เอ..หรือว่ามีเมียอยู่ทุกหมู่บ้านเลยต้องเดินทางอยู่ตลอด
คิดแล้วก็แอบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว ผู้ชายไม่ว่าโลกไหนเมืองไหนก็คงเหมือนกันหมด
“ยิ้มอะไร”
เื่อะไรจะบอก
“เปล่าสักหน่อย” เขาพ่นลมหายใจทิ้งแรงๆ คล้ายรำคาญ
“แล้วเ้าล่ะทำอะไร”
“ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรเหมือนกัน” เขาขึงหน้าตึงแทบทันทีเธอเองก็แทบอยากจะตีปากตัวเองสักแปะ
ทั้งที่สัญญาไว้แล้วว่าจะไม่ตัวน่ารำคาญ
“คือฉันหมายความว่า บ้านฉันไม่ได้อยู่ที่นี่ ฉันหลงทางมา”
“แล้วอยู่ที่ไหน” เขาซักต่อ แต่นั่นกลับทำให้เธอรู้สึกอึดอัดใจที่จะตอบเพราะรู้ดีว่าผลมันเป็อย่างไร แต่ถ้าไม่ตอบอะไรเลยอาจได้ผลร้ายกว่า
“อยู่กรุงเทพ..จังหวัดกรุงเทพมหานครเป็เมืองหลวงของประเทศไทย”
“แผ่นดินไทย” คนพึมพำราวเป็ชื่อที่คุ้นปากทำคนฟังแปลกใจไม่น้อยแต่เธอคงไม่รู้ตัวหรอกว่า..ไอ้การยื่นหน้าฉงนไปจ้องกันระยะใกล้อย่างนั้น ทำอีกฝ่ายรู้สึกหายใจติดขัดชอบกล
เขาหลับตาลงครู่หนึ่งเพื่อเรียกสติกลับคืน
“เท่าที่ข้ารู้ พื้นที่แถบนี้ไม่มีแผ่นดินนั่นหรอก ไม่ว่าจะถัดออกไปอีกสักกี่แผ่นดินก็เถอะ”เสียงค่อนข้างแข็งนั้นทำให้เธอต้องยักไหล่คล้ายรู้อยู่แล้ว
“ก็ไม่แปลกหรอกที่ไม่มี และยังไม่แปลกอีกด้วยถ้าคุณจะไม่รู้จัก ฉันไม่โกรธหรอกถ้าคุณคิดว่าฉันโกหกเพราะพูดให้ใครฟังก็ไม่มีใครเชื่อ ไม่คิดว่าฉันบ้าก็โกหกแต่งเื่ทั้งนั้น”
เธอถอนใจแ่เบาก่อนถามต่อเมื่อนึกได้
“คุณเคยเจอผู้ปกครองแผ่นดินนี้ไหมคะ” ชิงเปลี่ยนเื่ไวปานพายุก็ขืนคุยแต่เื่ที่เข้าใจยากคงไม่เป็ผลดี
ชายหนุ่มครางฮึในลำคอด้วยความที่คาดไม่ถึง
“ทำไม?”
“ก็ฉันอยู่ในเขตการปกครองของท่าน เลยอยากรู้เื่ของท่านบ้าง”
“อยากรู้เื่ท่าน หรือว่าอยากรู้เื่เพชรของท่านกันแน่” คนฟังเบ้หน้า
มาอีกคนละ
“เื่นั้นน่ะฉันเคยได้ยินเขาเล่ากัน แต่ฉันว่าไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหนเพราะไม่เกี่ยวอะไรกับฉันสักนิดแค่อยากรู้ว่าท่านเป็คนยังไง..ก็เท่านั้น”
“ดุมาก! แถมยังไม่ค่อยชอบผู้หญิงด้วย!” คนถูกตะคอกลอบเบะปาก
ทำไมต้องใส่อารมณ์ด้วย
เมื่อตะวันเริ่มทอแสงสีทองส่องประกายขับไล่ความมืดที่ปกคลุมมายาวนานเผยให้เห็นสภาพแวดล้อมสุดกระจ่างตา ต้นไม้เล็กใหญ่เขียวขจีดอกไม้สีสดนานาพรรณประปรายทั่วรายทาง หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดได้เป็ครั้งแรกนับั้แ่หลงเข้ามาดินแดนแห่งนี้และเพราะมัวแต่ดื่มด่ำกับบรรยากาศจนเกือบทำให้พลัดตกลงไป โชคดีมือหนาคว้าเอวไว้ได้ทัน
“อยากตายหรือไง! เข้าไปข้างในเดี๋ยวนี้!”
โดนดุอีกจนได้
“ขอโทษ..ฉันไม่ทันระวัง ขอบคุณนะที่ช่วย” คนทำผิดซ้ำซากรู้สึกอึดอัดใจไม่น้อยดีนะที่เขายังอุตส่าห์ช่วยเธอเอาไว้ ไม่ปล่อยทิ้งไว้กลางทางด้วยธุระไม่ใช่
แต่ไอ้ที่ทำให้อึดอัดไม่แพ้กันอยู่เนี่ย
“ปล่อยสักทีซิ ฉันจะได้เข้าไป” คนเผลอรอบเอวคอดไว้เนิ่นนานรีบคลายออก
คนตัวเล็กถอยเข้าไปข้างในแต่โดยดี แต่คนตัวโตข้างนอกนี่สิ..นี่น่ะหรือ! หญิงสาวผู้สร้างเื่ราวปริศนามากมายจนชวนให้ค้นหารูปร่างเล็กอ้อนแอ้นผิดคาด แถมเนื้อตัวยังนุ่มนิ่มอีกต่างหาก
“...ปล่อยสักทีซิ ฉันจะได้เข้าไป”
เขาก้มมองมือหยาบหนาของตัวเองอย่างไม่เข้าใจ เคยตั้งใจไว้ว่ามือนี้ปรารถนาจะจับเพียงอาวุธเหล็กกล้าแล้วเหตุใดเมื่อครู่จึงรั้งไว้อย่างคนเสียดาย
ส่วนคนข้างในก็ประคองเอวไว้ราวกับกลัวว่าจะมีใครมาคว้าไปอีกยังรับรู้ได้ถึงระไออุ่นจากคนตัวโตข้างนอก ส่งผลให้ตัวร้อนวูบวาบประหลาด
“ไม่อยากใส่แล้ว” เธอประชดด้วยการถอดเสื้อขนสัตว์ออกโยนมาให้อย่างไรก็ขอโยนกลับคืนไว้อย่างนั้นแล้วกัน ก่อนหันไปคว้ากระเป๋าเป้มากอดไว้แทนสักครู่จึงหยิบถุงผ้ามาแบ่งเหรียญทองใส่กระเป๋าเสื้อทั้งสองข้างไว้ เผื่อฉุกละหุกจะได้ไม่ขัดสน
ทิวเขาสูงตั้งตระหง่านดั่งปราการกำแพงเส้นทางทอดตัวเป็สายยาวสุดลูกหูลูกตา บริเวณโดยรอบโล่งโปร่งทุ่งหญ้าสูงเกือบถึงเอว คนที่นี่คงชินตา แต่สำหรับหญิงสาวมันทำให้ต้องเบิกมองอยู่ตลอดเวลา
เมื่อถึงแอ่งน้ำใหญ่แห่งหนึ่ง ชายหนุ่มจึงหยุดรถพักกินอาหารเช้าโดยไม่สนใจไถ่ถามผู้ร่วมเดินทางสักนิดและนั่นก็ทำให้เธอต้องค้อนใส่เขาตามประสา
สุภาพบุรุษน่ะมีไหม
เป็ครู่กว่าที่นาตาลีจะตามลงมายืดเส้นยืดสายคลายเมื่อยขณะก้มลงล้างหน้าบางสิ่งถูกโยนไว้ข้างตัว เธอหลุบตามอง
คงเป็ห่อข้าวมั้ง
พลันเงยหน้าขึ้นมองที่มา แต่แล้วก็ทำได้เพียงเหยียดปากไล่หลังคนตัวโตที่หมุนหนีอย่างรวดเร็วเมื่อเสร็จธุระ
จะขอบคุณดีไหม ฮืม..อย่าเลย!
ข้างในมีข้าวสุกขาวนุ่มกับหมูย่างคละผักใบเขียวถึงไม่ค่อยหิวเท่าไหร่แต่คงต้องกิน เพราะขืนทำตัวเื่มากอาจถูกทิ้งไว้จริงๆด้วยฝ่ายนั้นหมดความอดทน และไม่รู้ว่านายคนนี้เป็คนมีความ ‘อดทน’ หรือเปล่า
ว่าแต่..ไปยืนเก๊กอะไรอยู่บนนั้น ‘โขดหินสูงชัน’
เพียงชั่วอึดใจ สายตาของเธอก็สะดุดบางอย่างบนผืนฟ้ามีวัตถุเคลื่อนที่เข้ามาระยะใกล้
เครื่องบิน
นาตาลีตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่
โธ่!แล้วที่นี่จะมีเครื่องบินได้ยัไง คงเป็ ‘นก’มากกว่า มันบินวนเวียนไปมาก่อนหยุดนิ่งเหนือบริเวณที่ชายหนุ่มยืน ซึ่งเวลานี้เขาได้ปลดผ้าคลุมออกแล้วเสียงเป่าปากเป็จังหวะสั้นยาวทำให้มันโฉบลงมาอย่างรู้งาน
ชายหนุ่มะโลงจากโขดหินพร้อมกระดาษแผ่นเล็กในมือและพอเขาเข้ามาในระยะใกล้ให้สายตาของเธอได้ประจักษ์ ห่อข้าวในมือก็หลุดร่วงลงพื้น
นเรนทร์ แอนเดลสัน นายแบบลูกครึ่งชื่อดังของเมืองไทยที่ขยันขึ้นหน้าปกหนังสือและนิตยสารไม่เว้นแต่ละวันวันละหลายๆ เล่มอีกด้วย แม้เธอจะไม่ค่อยชอบอ่านนิตยสารพวกนั้นเท่าไหร่นัก
แต่ไม่ผิดแน่
มิน่าล่ะ ถึงรู้สึกคุ้นตาแต่แรก
“อะไร!” เขานิ่วหน้ากับอาการตะลึงพรึงเพริดที่เห็นส่วนคนที่ยังคงอ้าปากค้างได้แต่ส่ายหน้าไปมา
ทั้งหน้าตาและส่วนสูงคล้ายกันมากอย่างกับคนเดียวกัน นี่ฉันต้องฝันไปแน่ๆ
ลองหยิกแขนตัวเองก็รู้สึกเจ็บจนต้องร้องออกมา มีเื่เหลือเชื่อเกิดขึ้นอีกแล้วหรือนี่เื่เก่ายังทำใจยอมรับไม่ได้ก็มีเื่ใหม่ให้ต้องขบคิดเพิ่ม
นี่มันอะไรกัน!
ชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดกับอาการเสียจริตของคนตรงหน้าจนเผลอเหวี่ยงกำปั้นใส่อากาศหรือจะจริงอย่างที่เชนบอกไว้
“นางเพ้อเจ้อเหมือนคนเสียสติ”
เฮ้อ! น่าเวทนา
พลันสลัดทุกความคิดทิ้งไปเพราะข่าวที่มากับ ‘มิว’ สำคัญกว่า ชายฝั่งหมู่บ้านด่านท่าเกิดพายุ น้ำท่วมจนสร้างความเสียหายให้ชาวบ้านอย่างหนัก
ปลายทางต้องแปรเปลี่ยนกะทันหัน
เขาต้องพานางไปด้วยโดยไม่จำเป็ต้องบอกอะไรเพราะขืนรู้อาจจะเอะอะโวยวายเสียเปล่า ครั้นจะฝากไว้กับราตรีก็กลัวจะหนีไป
เมื่อต่างคนต่างจ้องมองกันด้วยแววตาต่างประเด็นฝ่ายที่มีความอดทนน้อยกว่าจึงยอมเปิดปากก่อน
“ข้าเหมือนตัวประหลาดหรือไง!”ชายหนุ่มตวาดหงุดหงิด “ไปได้ละ!” หญิงสาวนิ่วหน้า
“บอกดีๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องเสียงดังอยู่กันแค่สองคน” อดบ่นพึมพำตามหลังไม่ได้ อันที่จริงก็ไม่ได้โกรธเขาหรอกเพราะน่าให้ว่าอยู่เล่นจ้องไม่เลิกอย่างนั้น ถ้าเป็ผู้ชายด้วยกันคงโดนชกหน้าแหกไปแล้ว
นี่ถ้าฉันไม่บ้าไปจริงๆจะบอกว่าคนที่ขออาศัยมาด้วยคือคนที่หน้าตาคล้ายนายแบบคนนั้น มันเป็ไปได้ยังไงกันฉันอยู่ในความฝันหรือความจริงกันแน่
เธอเฝ้าวนเวียนถามตัวเองเพราะไม่รู้จะไปถามใครพลางเงยหน้ามองนกตัวนั้นที่บัดนี้บินไปไกลจนเหลือตัวเล็กเท่ามดเห็นจะได้ท่าทางรู้งานคงได้รับการฝึกมาดี
อาการมึนตึ๊บยังเหนียวแน่นอยู่ในหัวจนเธออยากจะแหกปากร้องกรี๊ดๆออกมาให้มันสะใจ แต่ก็นั่นแหละ..อย่าดีกว่า
สติดีๆที่เหลือบางส่วนจึงเอ่ยถามอย่างเสียไม่ได้ “ให้ฉันช่วยอะไรไหมคะ”
“ช่วยไปนั่งข้างในเงียบๆไม่สร้างปัญหาให้ข้าก็พอ”
นั่นปะไร!
ใครหนอบอกทำดีได้ดีกับอีตาคนนี้ไม่เห็นจะจริง
ความตื่นเต้นที่เขาหน้าตาคล้ายดาราหายไปโดยสิ้นเชิงให้นึกในใจว่ารีบเดินทางให้ถึงหมู่บ้านป่าไผ่เร็วๆ ทีเถอะ ขืนอยู่กันนานคงหมดความอดทนได้เหมือนกันคนอะไรไม่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ปากร้ายไม่สัมพันธ์กับหน้าตาไม่รู้ว่านายแบบคนนั้นในโลกของเธอจะนิสัยเสียเหมือนอีตาเนลคนนี้หรือเปล่า
คำขอถูกจัดให้..ทั้งที่ขอในใจแท้ๆเพราะเขารีบเร่งการเดินทางเร็วรี่จนสั่นะเืโคลงเคลงไปตลอดทาง
คนบ้า!