วัณพิทักษ์มนต์ตรา ตอน 5
"บูชายัญด้วยเงินตราและภูติพรายไม้
ท่ามกลางกลิ่นเครื่องรางของขลังที่คละคลุ้งภายในโถงไม้สักของสำนัก ครูเพชร บรรยากาศเงียบสงัดถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของ ทรงพล เขาเดินเข้ามาพร้อมกระเป๋าหนังใบใหญ่ สีหน้าของนักธุรกิจสีเทาเต็มไปด้วยความกระวนกระวายและ้าอำนาจที่จะมาจัดการกับเสี้ยนหนามที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างไอ้เหน่ง
"พ่อครู... ไอ้เื่ผีพรายที่หายไปนั่นช่างมันก่อนเถอะ" ทรงพลเอ่ยพรางวางกระเป๋าลงบนโต๊ะไม้หนา "ผมอยากได้ของที่มันเด็ดขาดกว่านั้น ของวิเศษที่พ่อครูเก็บไว้ไม่ยอมให้ใคร... ผมอยากได้มันมาบูชา"
ครูเพชรปรายตาคมกริบมองลูกศิษย์คนรวย "ของวิเศษที่เ้าว่า... มันมีราคาที่ต้องจ่ายสูงนะทรงพล ทั้งเงินทองและ... ชีวิต"
ทรงพลไม่รอช้า เขาเปิดกระเป๋าออก เผยให้เห็นปึกธนบัตรใบละหนึ่งพันบาทวางเรียงรายกันเต็มกระเป๋า "นี่คือเงิน 5 ล้านบาท... แลกกับ 'ภูติมันตรัย' ผมรู้ว่าพ่อครูมีมันอยู่"
ครูเพชรชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาที่เป็สีฝ้าฟางจ้องมองจำนวนเงินมหาศาล ความละโมบเริ่มบดบังความยับยั้งชั่งใจ เขาค่อยๆ ลุกขึ้นเดินไปยังหิ้งไม้ชั้นในสุดที่ปิดม่านสีแดงคล้ำไว้ ก่อนจะหยิบกล่องไม้หอมสลักลายโบราณออกมา
เมื่อเปิดฝากล่องออก สิ่งที่ปรากฏอยู่ภายในคือ ตุ๊กตาไม้ขนาดเท่าแขน สูงราวๆ หนึ่งฟุต ผิวไม้มีสีดำสนิทและขึ้นเงาวาววับด้วยน้ำมันพราย มันถูกสลักจากไม้ต้นตะเคียนดำอายุเป็พันๆ ปีที่ยืนต้นตายพราย รูปร่างของมันดูแปลกตาคล้ายมนุษย์ในยุคโบราณ ใบหน้าถูกสลักให้มีรอยยิ้มที่ชวนขนลุก ดวงตาทั้งสองข้างฝังด้วยอัญมณีสีแดงเืที่ดูราวกับมีชีวิตและกำลังจับจ้องมองผู้ที่จ้องมันอยู่
"ภูติมันตรัย..." ครูเพชรพึมพำ "มันไม่ใช่แค่เครื่องราง แต่มันคือจิติญญาที่ถูกกักขังด้วยความแค้นและอาคมพันๆ ปีไว้ภายใน"
ครูเพชรยื่นกล่องไม้ให้ทรงพลด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย แต่ก่อนที่ทรงพลจะรับไป ครูเพชรได้บีบข้อมือของเขาไว้แน่น แววตาของจอมขมังเวทย์เต็มไปด้วยความจริงจัง
"ฟังข้าให้ดีทรงพล เงิน 5 ล้านนี้ข้ารับไว้ แต่เ้าต้องจำกฎเหล็กในการเรียกใช้งานภูติมันตรัยไว้ให้มั่น"
การเซ่นสรวง: "ทุกวันโกน เ้าต้องเซ่นมันด้วยเืสดๆ จากสัตว์หรือ... จากตัวเ้าเองเพียงเล็กน้อย อย่าให้มันหิวเด็ดขาด"
การสั่งการ: "เมื่อเ้าสั่งให้มันไปฆ่าใคร มันจะทำจนสำเร็จ แต่จำไว้... หากเป้าหมายมีวิชาแกร่งกล้าจนมันทำไม่สำเร็จ พลังสะท้อนกลับจะรุนแรงถึงขั้นเอาชีวิตเ้าได้"
ห้ามเปิดใจ: "ห้ามสบตามันเด็ดขาด เพราะมันจะพยายามสิงสู่และครอบงำจิตใจเ้าเพื่อใช้ร่างเ้าเป็ที่สถิต"
ทรงพลพยักหน้าอย่างรวดเร็วด้วยความโลภที่บังตา "ผมเข้าใจแล้วพ่อครู ขอแค่จัดการไอ้พวกที่มาขวางทางผมได้ เงินแค่นี้หรือกฎแค่นี้ผมไม่กลัว!"
เขารับกล่องไม้ไปกอดไว้แนบอก รอยยิ้มแสยะปรากฏบนใบหน้าของนักธุรกิจหนุ่มใหญ่ โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า... สิ่งที่เขาหิ้วกลับไปนั้น ไม่ใช่เพียงอาวุธสังหาร แต่มันคือชนวนเหตุที่จะนำพานายยมและนายวัณให้ก้าวเข้ามาเผชิญหน้ากับเขาโดยตรงในเวลาอันใกล้นี้
ทรงพล กอดกล่องไม้สลักลายโบราณไว้แนบอกราวกับสมบัติล้ำค่า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความยโสระคนดีใจที่ได้อาวุธสังหารที่เหนือธรรมชาติ
"ขอบพระคุณพ่อครูมากครับ ต่อไปนี้ผมคงไม่ต้องกลัวใครหน้าไหนอีกแล้ว" ทรงพลกล่าวพลางหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ "ผมจะกลับไปศึกษาวิธีใช้งานเ้าภูติมันตรัยนี่ให้คล่องมือ รับรองว่างานนี้... ไอ้พวกที่ขวางทางผมมันได้ลงนรกกันหมดแน่!"
เขายกมือไหว้ ครูเพชร อย่างลวกๆ ก่อนจะรีบก้าวลงจากเรือนไทยไม้สักมุ่งตรงไปยังรถเบนซ์คันหรูที่คนขับรถติดเครื่องรออยู่ริมรั้ว ทันทีที่เขาก้าวขึ้นรถ ประตูถูกปิดลงอย่างแ่า พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่เร่งเครื่องทะยานออกพ้นเขตบ้านสวนไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นคลุ้งและกลิ่นอายอัปมงคลที่จางหายไปตามทาง
บนระเบียงเรือนไทยที่มืดสลัว ครูเพชร ยืนเอามือไพล่หลัง จ้องมองท้ายรถเบนซ์ที่ค่อยๆ ลับตาไปด้วยสายตาเ็าที่ไร้ซึ่งความเมตตา รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากใต้หนวดเคราสีดอกเลา
"หึๆ... มึงมันรวยแต่โง่จริงๆ ทรงพล" ครูเพชรพ่นลมหายใจออกมาอย่างสมเพช "กูชอบคนอย่างมึงนะ... คนโง่ที่ยอมจ่ายเงินล้านเพื่อซื้อทางตายให้ตัวเอง"
ครูเพชรกดเสียงต่ำลงพร้อมหัวเราะในลำคออย่างสะใจ แววตาของเขาเปลี่ยนเป็สีเข้มข้นคล้ายมนต์ดำที่สถิตอยู่ในกาย "มึงหารู้ไม่ว่า ภูติมันตรัย น่ะ... มีกูเพียงคนเดียวที่จะไมถูกดูดจิติญญาที่! ของวิเศษระดับนี้ กูไม่มีอำนาจควบคุมหรือบงการได้หรอก กูขอให้มึงเอาตัวให้รอดพ้นจากความตาย หึหึ
เขาลูบประคำสีดำในมือพลางแค่นหัวเราะเสียง
ดังลั่น "ดี... ไปทำหน้าที่หมากตัวเตี้ยๆ ของมึงซะ เมื่อไหร่ที่มึงหมดประโยชน์ หรือเงินในกระเป๋ามึงหมดสิ้นเมื่อไหร่... เมื่อนั้นกูจะกำจัดมึงทิ้งด้วยมือกูเอง เหมือนหมาตัวนึง!"
เสียงหัวเราะอันเยือกเย็นของครูเพชรดังก้องไปทั่วเรือนไทย ส่งผลให้เหล่านกแสกที่เกาะอยู่ตามต้นไม้รอบบ้านบินพึ่บพับหนีไปด้วยความหวาดกลัวต่อรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมา
"อาจารย์ครับ! อาจารย์อยู่ข้างบนหรือเปล่า!" เสียงะโแหบพร่าดังก้องมาจากลานดินหน้าเรือนไทย
อาจารย์กายเพชร ค่อยๆ เดินออกมาจากห้องพิธีกรรมที่อบอวลด้วยกลิ่นน้ำมันพราย สายตาคมกริบจ้องมองลงไปยังร่างของ โจ ลูกศิษย์หัวโจกคนสนิท หรือหลานชายแท้ๆ โจเป็ชายร่างผอมสูง ผิวดำเกรียมจากการตรากตรำทำเื่ชั่วร้าย ใบหน้าตอบตอบและดวงตาที่ลอกแลกดูเ้าเล่ห์เพทุบายสมกับเป็มือขวาของจอมขมังเวทย์
"มีอะไรวะไอ้โจ ะโโหวกเหวกโวยวายหาพระแสงอะไร" ครูเพชรเอ่ยถามเสียงเรียบแต่ทรงอำนาจ
โจรีบวิ่งขึ้นบันไดเรือนมาหมอบแทบเท้า "ผมมีเื่ด่วนจะรายงานครับอาจารย์ เกี่ยวกับเื่ที่อาจารย์สั่งให้ผมไปตามดูอาการของไอ้หมาย"
ความแค้นและคุณไสยสั่งสอน
ครูเพชรขยับนั่งลงบนตั่งไม้ พลางนึกถึง ลุงหมาย ชายวัยกลางคนที่เคยบังอาจมาลบหลู่บารมีของตน "เออ... แล้วไอ้หมายมันเป็ยังไงบ้าง ป่านนี้มันคงนอนดิ้นทุรนทุรายเพราะหนังควายที่กูยัดใส่ท้องมันไปแล้วล่ะมั้ง"
ครูเพชรแค่นยิ้มเหี้ยมเกรียม "มันบังอาจไปโพนทะนาทั่วหมู่บ้านว่ากูเป็พวกหลอกลวงต้มตุ๋น หากินบนความเชื่อคนอื่น คนอย่างกู... ถ้าไม่มาหมอบกราบให้กูทำพิธีแก้คุณไสยให้ มันก็ต้องตายสถานเดียว!"
แต่แทนที่โจจะรายงานเื่ความตายของเป้าหมาย เขากลับทำหน้าเลิ่กลั่ก "คือ... อาจารย์ครับ ผมไปดูมากับตาเมื่อกี้เลยครับ ไอ้หมายมันยังเดินปร๋ออยู่หน้าบ้าน แถมยังนั่งกินข้าวต้มปลาหน้าตาเฉย ไม่เห็นมันจะมีท่าทางเจ็บป่วยหรือปวดท้องดิ้นเร่าๆ อย่างที่อาจารย์บอกเลยสักนิดครับ!"
ครูเพชรที่กำลังจะยกน้ำขึ้นดื่มถึงกับชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง "มึงว่าไงนะ! เป็ไปได้ยังไงวะ!"
เขาวางขันน้ำลงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น "กูลงมือเองกับมือ ทั้งเศษผม ทั้งหนังควายอาคม ต่อให้พระเกจิดังๆ มาเห็นยังแก้ลำบาก แล้วคนอย่างไอ้หมายจะรอดมานั่งกินข้าวปร๋อได้ยังไง... ใคร? ใครมันบังอาจมาล้างอาคมของกู!"
โจก้มหน้าต่ำ "ผมก็ไม่ทราบครับอาจารย์ แต่ผมเห็นพยาบาลที่ชื่อน้ำมนต์ กับผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งเดินเข้าออกบ้านมันเมื่อเช้า หรือจะเป็พวกนั้นครับ?"
ครูเพชรนิ่งเงียบไป ใบหน้าที่เคยหยิ่งผยองเริ่มเคร่งเครียด "น้ำมนต์พยาบาลนั่นกูรู้จัก... แต่มันไม่มีวิชาพอจะแก้ของกูแน่ แสดงว่าไอ้ผู้ชายแปลกหน้าที่มึงว่านั่นแหละคือตัวการ... ไอ้โจ! ไปสืบมาให้ได้ว่ามันเป็ใคร มาจากไหน ถ้ามันกล้าลองดีกับกู กูก็จะจัดหนักให้มันรู้ว่านรกบนดินมีจริง!"
ไอ้โจ ตาเป็ประกายวาววับเมื่อนึกถึงใบหน้าสวยหวานและรูปร่างอรชรของพยาบาลสาวที่มันแอบหมายปองมานาน มันขยับเข้าไปใกล้ตั่งไม้ที่ครูเพชรนั่งอยู่แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสอพลอ
"อาจารย์ครับ... พูดถึงนังน้ำมนต์พยาบาลนั่น ผมล่ะอยากได้มันมาเป็เมียชะมัด อาจารย์ช่วยผมหน่อยสิครับ" โจเลียริมฝีปากอย่างหิวกระหาย "ถ้าผมได้ 'น้ำมันพราย' ศักดิ์สิทธิ์ของอาจารย์ไปดีดใส่มันสักนิด ขี้คร้านพยาบาลคนสวยนั่นจะวิ่งแก้ผ้าละเมอเข้ามานอนรอผมอยู่ในห้องแทบไม่ทัน อาจารย์เมตตาผมเถอะนะคร้าบ"
ครูเพชร ะเิเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นจนเคราสีดอกเลาสั่นไหว เขาจ้องมองลูกศิษย์คนสนิทด้วยสายตาที่กึ่งสมเพชกึ่งขบขัน
"หึๆๆ... ไอ้โจเอ๊ย มึงนี่มันคิดจะเด็ดดอกฟ้าจริงๆ นะไอ้หมาวัด" ครูเพชรส่ายหน้าช้าๆ "น้ำมันพรายน่ะ... ของกินของใช้ทั่วไปมันเอาไปใช้กับอีหนูนั่นไม่ได้หรอก มึงอย่าลืมสิว่าปู่ของมันน่ะ... ไอ้บรรพต มันไม่ใช่ขี้ๆ นะเว้ย!"
ครูเพชรนิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาฉายความพยาบาทเก่าๆ ออกมา
"อ้าว... แล้วผมจะทำยังไงดีล่ะครับอาจารย์ ผมอยากได้น้องน้ำมนต์จริงๆ นะ" โจทำหน้าจ๋อยลงทันที
"ใจเย็นๆ ไอ้โจ" ครูเพชรแสยะยิ้มเหี้ยม "ถ้าจะเอานังน้ำมนต์ มึงต้องเข้าทางอื่น การจะทำลายกำแพงอาคมของบ้านพิทักษ์กองทรัพย์ ต้องใช้ของที่เหนือกว่าน้ำมันพรายทั่วไป ซึ่งกูกำลังเตรียมการอยู่... แต่ตอนนี้ มึงไปสืบเื่ไอ้ผู้ชายแปลกหน้าที่มาช่วยไอ้หมายก่อน ถ้าไม่มีมันขวางทาง งานมึงจะง่ายขึ้นเยอะ!"
ไอ้โจพยักหน้ารับคำอย่างจำนน แม้ในใจจะยังคุกรุ่นด้วยกามราคะ แต่มันก็รู้ดีว่าคำเตือนของครูเพชรคือความจริง เพราะบ้านหลังนั้นมีบารมีบางอย่างที่ทำให้พวกมนต์ดำอย่างมันรู้สึกร้อนรุ่มทุกครั้งที่เดินผ่าน
บ้านพิทักษ์กองทรัพย์: เวลา 20:30 น.
แสงไฟในบ้านของน้ำมนต์ยังคงสว่างไสว น้ำมนต์ หยิบกระเป๋าพยาบาลใบเล็กเตรียมตัวจะออกจากบ้าน อาคม ที่กำลังนั่งเช็กปืนประจำกายอยู่บนโซฟาเงยหน้าขึ้นถามด้วยความสงสัย
“นั่นพี่จะไปไหนน่ะดึกแล้ว?”
“พี่จะออกไปดูลุงหมายหน่อยน่ะคม อยากรู้ว่าอาการแกดีขึ้นจริงหรือยัง พี่ไปแป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับ” น้ำมนต์ตอบพลางสวมรองเท้า
“ผมไปด้วยดีกว่า บรรยากาศซอยนี้่ดึกมันแปลกๆ” อาคมทำท่าจะลุกตาม แต่พยาบาลสาวส่ายหน้าห้ามไว้
“ไม่ต้องหรอก คมอยู่เฝ้าบ้านนี่แหละ พี่ไปบ้านป้าช้อนแค่นี้เอง ใกล้ๆ นี่เองจ้ะ”
น้ำมนต์เดินไปตามถนนในซอยหมู่บ้านจัดสรรที่เริ่มเงียบสงัด เธอปรายตามองดูบ้านแต่ละหลังที่ปิดไฟเงียบ บางบ้านยังเห็นแสงไฟรำไรจากทีวีและเสียงหัวเราะของการทำกิจกรรมครอบครัวลอยมาตามลม เธอเดินมาจนถึงบ้านลุงหมาย ก็พบ ป้าช้อน กำลังง่วนอยู่กับการทำความสะอาดหน้าบ้านพอดี
“อ้าว น้ำมนต์ มาดูลุงเขาเหรอลูก เข้ามาข้างในก่อนสิ” ป้าช้อนทักทายด้วยรอยยิ้ม
น้ำมนต์เข้าไปเยี่ยมดูอาการลุงหมายอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง เมื่อเห็นว่าลุงเริ่มกลับมาทานข้าวได้และสีหน้าดูมีเืฝาดขึ้น เธอจึงขอตัวกลับ โดยหารู้ไม่ว่าที่พุ่มไม้ฝั่งตรงข้าม ไอ้โจ สมุนเอกของครูเพชรกำลังซุ่มรอจังหวะอย่างใจจดใจจ่อ ดวงตาเ้าเล่ห์ของมันวาวโรจน์ด้วยตัณหา
ระหว่างทางเดินกลับบ้าน น้ำมนต์ต้องผ่าน่ที่เป็สวนสาธารณะประจำหมู่บ้าน ซึ่งเป็จุดอับที่ไม่มีบ้านคนอยู่ใกล้ๆ และไฟกิ่งก็ติดๆ ดับๆ ไอ้โจได้จังหวะที่น้ำมนต์เดินเข้าสู่มุมมืด มันรีบย่องประชิดด้านหลังแล้วใช้ผ้าชุบยาสลบโปะเข้าที่จมูกและปากของพยาบาลสาวทันที!
น้ำมนต์ดิ้นขัดขืนอยู่เพียงอึดใจก่อนจะแน่นิ่งไปในอ้อมแขนของมัน ไอ้โจยิ้มเยาะอย่างผู้ชนะ “ในที่สุด์ก็เข้าข้างกู... ขี้คร้านคืนนี้กูจะมอบความเป็ผัวให้มึงเองน่ะนังพยาบาลคนสวย”
มันรีบอุ้มร่างที่หมดสติของน้ำมนต์เข้าไปในป่าหญ้ารกชัฏในสวนสาธารณะที่ลับตาคน โจวางร่างของน้ำมนต์ลงกับพื้นหญ้า สายตามันจ้องมองเรือนร่างภายใต้เสื้อยืดสีขาวด้วยความหื่นกระหาย ในขณะที่มันกำลังจะก้มลงลวนลาม...
“มึงจะทำอะไรพี่กู!!!”
เสียงคำรามดังสนั่นพร้อมกับมือหนาที่กระชากคอเสื้อไอ้โจขึ้นมาจนตัวลอย เป็ อาคม นั่นเอง! หมวดหนุ่มไม่รอให้มันได้ตั้งตัว เขาประเคนท่าแม่ไม้มวยไทย ทั้งหมัด ทั้งเข่า ใส่ไอ้โจไปหลายชุดจนมันหน้าบวมปูดร้องไม่ออก ก่อนจะจับมันนอนคว่ำหน้าแล้วล็อกกุญแจมือดัง คลิก!
น้ำมนต์รู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีบนโซฟาที่คุ้นเคยในบ้านของตัวเอง เธอสะดุ้งสุดตัวมองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตระหนก จอย และ ฝน เพื่อนสาวสองคนที่รีบตามมาหลังจากอาคมโทรเรียก เข้ามาประคองและถามไถ่อาการด้วยความเป็ห่วง
“น้ำมนต์ เป็ยังไงบ้างแก? เจ็บตรงไหนไหม?”
อาคมนั่งลงข้างๆ พี่สาวพลางลำดับเหตุการณ์ให้ฟัง “ผมเห็นพี่ออกไปนานผิดสังเกต ลางสังหรณ์มันบอกว่าต้องมีเื่แน่ๆ ผมเลยตามออกไป แล้วก็เป็อย่างที่คิดจริงๆ ถ้าผมไปช่วยไม่ทัน... พี่คงโดนไอ้เดรัจฉานนั่นย่ำยีไปแล้ว”
เพื่อนสาวทั้งสองรีบพูดปลอบโยนน้ำมนต์ที่ยังขวัญเสีย เมื่อเห็นว่าสถานการณ์คลี่คลาย ทุกคนจึงแยกย้ายกันเข้านอน โดยคืนนี้จอยและฝนตัดสินใจนอนค้างเป็เพื่อนน้ำมนต์เพื่อความปลอดภัย ส่วน ไอ้โจ ถูกอาคมประสานงานส่งตัวไปสงบสติอารมณ์อยู่ในห้องขังที่โรงพักเรียบร้อยแล้ว
เวลา 04:00 น.
บรรยากาศในหมู่บ้านจัดสรรเงียบสงัด มีเพียงแสงไฟกิ่งสลัวรางที่คอยส่องทาง ถนนหน้าบ้านของน้ำมนต์ว่างเปล่า แต่ที่ฝั่งตรงข้าม... หน้าประตูรั้วเหล็กของบ้านเช่าหลังใหญ่ที่เลื่องชื่อเื่ความเฮี้ยน กลับมีร่างของชายสองคนยืนนิ่งอยู่
คนหนึ่งอยู่ในชุดสูทสีขาวสะอาดตา ท่าทางภูมิฐานและสง่างามผิดมนุษย์ทั่วไป อีกคนอยู่ในชุดสูทสีดำสนิท ดูลึกลับและน่าเกรงขาม ทั้งสองยืนจ้องมองเข้าไปในตัวบ้านที่มืดมิด
ภายในบ้าน... ดวงิญญาร้าย นับสิบตนที่สิงสถิตอยู่ต่างพากันตื่นตัว พวกมันรับรู้ถึงการมาเยือนของ 'เหยื่อรายใหม่' สายตาอาฆาตแค้นนับสิบคู่จับจ้องมาที่ชายทั้งสอง พลางซุบซิบวางแผนการ หลอกหลอนให้ขวัญกระเจิงเหมือนเช่นคนเช่ารายก่อนๆ เพื่อให้รีบย้ายออกไป
ยม สัตย์ตรง (ชายชุดดำ) หยิบลูกกุญแจออกมาไขแม่กุญแจที่ล็อกรั้วบ้าน เสียงเหล็กกระทบกันดัง แกร๊ก! ก้องไปในความเงียบ ยมดันประตูรั้วให้เปิดออกแล้วผายมือให้ นายวัณ ราชิกา (ชายชุดขาว) เดินนำเข้าไป
ทั้งสองเดินผ่านสนามหญ้าที่รกชัฏมุ่งตรงไปยังประตูบ้าน ยมไขกุญแจดอกสุดท้าย ประตูไม้บานใหญ่ถูกเปิดออก เผยให้เห็นความมืดมิดสนิทภายในบ้าน กลิ่นอายอัปมงคลและความเย็นะเืพุ่งเข้าปะทะหน้า แต่ชายทั้งสองกลับไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในตัวบ้าน ประตูหลังถูกปิดลงเองเสียงดัง ปัง! ลมพัดแรงกระแทกหน้าต่างจนเกิดเสียง ตึงตัง! เสียงซุบซิบของดวงิญญาดังขึ้นรอบตัว ราวกับจะประโคมข่าวการมาถึงของบททดสอบสยองขวัญ
ยมขยับตัวเข้ามาใกล้เ้านายพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม "ข้าพระพุทธเ้าจะเป็ผู้จัดการเองพระเ้าค่ะ พวกสวะพวกรี้ไม่คู่ควรให้พระองค์ ต้องออกแรง"
วัณยกมือห้ามพลางส่ายหน้าช้าๆ "ไม่ต้องหรอกยม เดี๋ยวเราขอเจรจาเอง การเจรจาดีกว่าการใช้กำลังเสมอ"
วัณก้าวออกมายืนกลางโถงบ้านที่มืดมิด รัศมีสีขาวจางๆ แผ่ออกมาจากตัวเขาเล็กน้อย "ฟังเราให้ดี... พวกเ้าทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ เรามาเพื่อขอเจรจา เราเสนอให้ต่างคนต่างอยู่ ถ้าเ้าไม่อยากเดือดร้อน เป็ผีเร่ร่อนที่ถูกจองจำในขุมนรก ก็จงอยู่เป็บริวารของเรา เพราะเรา... ถ้าไม่จำเป็ ก็ไม่อยากสร้างกรรมกับผู้ใด"
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังก้องมาจากมุมมืด หัวหน้าผีตนหนึ่งที่มีร่างใหญ่โตและใบหน้าเสียโฉม ปรากฏตัวขึ้นเหนือบันได "พวกมึงสองคนมีดีนักหรือ ถึงมองเห็นพวกกู ถ้างั้นก็จงเห็นให้เต็มตาเถิด!"
สิ้นเสียงคำราม ดวงิญญาร้ายทั้งหมดก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน บางตนมีใบหน้าฉีกขาด บางตนมีหนอนชอนไช บางตนมีเืและหนองอาบตัว พากันแยกเขี้ยวขู่และส่งเสียงกรีดร้องน่าสยองขวัญ
ผีสาวตนหนึ่งที่มีใบหน้าเน่าเปื่อยแต่ยังคงเค้าความสวยงาม จับจ้องมองความหล่อเหลาของวัณด้วยสายตาตัณหา เธอค่อยๆ ยืดคอยาว ลอยเข้าไปหาวัณจนเกือบจะหน้าชนกัน แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า "แต่ถ้าอยากอยู่ที่นี่... ก็ต้องมาเป็ผีเฝ้าที่นี่เหมือนกันนะจ๊ะ" ผีสาวหัวเราะชอบใจ พลางยื่นมือซีดเผือดหมายจะลูบไล้ใบหน้าของวัณ
"บังอาจ! ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!" ยมคำรามเสียงดังสนั่น
ดวงตาของยมเปลี่ยนเป็สีเข้มข้นคล้ายเนตรพิพากษา พริบตานั้น... รัศมีสีทองแดง (พลังแห่งยมโลก) แผ่ซ่านออกมาจากตัวยมอย่างรุนแรง
ฟึ่บ!
ผีผู้ชายที่หน้าตาน่ากลัวเป็เืเป็หนองหลายตนที่กำลังพุ่งเข้ามาหายม ชะงักกึกกลางอากาศ ก่อนจะถูกรัศมีสีทองแดงกระแทกเข้าอย่างจังจนร่างกระเด็นกระจายไปคนละทิศละทาง
"อ๊ากกกกกก!" เสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปดังก้องไปทั่วบ้าน พวกภูตผีที่ถูกพลังของยมััต่างพากันทรุดลงกับพื้น ร่างกายของพวกมันร้อนรุ่มเหมือนโดนไฟนรกเผา และมีควันสีดำลอยออกมาจากาแ
หัวหน้าผีเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง แววตาที่เคยอาฆาตเปลี่ยนเป็ความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด "นี่มัน... พลังอะไรกันวะ!"