หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    เล่มที่ 2 บทที่ 31 ผู้อาวุโสประมุขยอดเขา

            เล่มที่ 2 บทที่ 31 ผู้อาวุโสประมุขยอดเขา

            แม้เจียงอวิ๋นจะยื่นฝ่ามือออกไปจับลูกแก้วตรวจปราณแล้ว เขากลับไม่ได้รีบส่งถ่ายพลังปราณเข้าไปแต่อย่างใดเพราะเขากำลังรอดูว่า ก้อนหินสีดำภายในตันเถียนของเขาจะมีปฏิกิริยาอะไรเกิดขึ้นหรือไม่

            อย่างไรเสียเรื่องที่ก้อนหินอยู่ในตันเถียนแล้วจะไม่มีปฏิกิริยาต่อวัตถุที่มีเจตมรรคแฝงอยู่เป็นเพียงการคาดเดาของเขาเท่านั้น

            ทว่า การที่เขาหยุดนิ่งไม่ขยับในสายตาของฝูงชนแล้วย่อมต้องมองว่าเขากำลังหวาดกลัวหรือจงใจถ่วงเวลากระทั่งเซียวอี้ซูก็ยังขมวดคิ้วแน่นขึ้น

            ในตอนที่เซียวอี้ซูกำลังจะเอ่ยปากเร่งอีกครั้งดวงตาของเขาก็ต้องเบิกโพลง

            เพราะเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าในฝ่ามือเจียงอวิ๋นกำลังมีพลังปราณทะลักออกมา ถาโถมเข้าไปในลูกแก้วตรวจปราณ

            “นี่มัน เป็นไปไม่ได้!”

            ภาพที่ปรากฏทำให้เซียวอี้ซูจิตใจปั่นป่วนอย่างรุนแรงในบัดดลตื่นตะลึงเกินกว่าจะบรรยายได้!

            เมื่อครึ่งปีก่อนผลการทดสอบสามด่านของเจียงอวิ๋นได้พิสูจน์แล้วว่าเขาไร้วาสนากับการบำเพ็ญมรรคทว่าตอนนี้ เขากลับมีพลังปราณได้

            แม้เซียวอี้ซูจะยังไม่รู้ว่าเจียงอวิ๋นยกระดับขึ้นได้กี่ขั้นกันแน่ทว่าการที่มีพลังปราณก็หมายความว่าเจียงอวิ๋นถือเป็นนักพรตคนหนึ่งได้แล้ว

            เซียวอี้ซูมิใช่ตงฟางโป๋ ในสายตาตงฟางโป๋แล้วการทดสอบสามด่านนั้นใช้การจริงไม่ได้อย่างสิ้นเชิง ทว่าในสายตาเซียวอี้ซูแล้วการทดสอบสามด่านก็คือการหลักเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ตัดสินว่าคนคนหนึ่งจะสามารถบำเพ็ญมรรคได้หรือไม่

            ทว่าตอนนี้หลักเกณฑ์ที่ว่าได้ถูกเจียงอวิ๋นใช้ความจริงทำลายจนย่อยยับไปแล้วทำให้ตัวเขาในตอนนี้ไม่อาจทำใจยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง

            ขณะเดียวกันภายในแสวงมรรคห้ายอดก็ได้มีเสียงพูดดังขึ้นหลายเสียง

            “อ้าว เจ้าหนูน้อยคนนี้ มิเพียงแต่มีพลังปราณแล้วแต่กระทั่งระดับการบำเพ็ญของเขาแม้แต่ข้ายังดูไม่ออกหรือเนี่ย?”

            “มีพลังปราณมิใช่เรื่องแปลกอย่างไรเสียการทดสอบสามด่านก็เป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวกชนิดหนึ่งเท่านั้นมิอาจเชื่อถือได้เต็มร้อย การเกิดผลที่ไม่คาดคิดขึ้นก็มิใช่เรื่องที่พบเห็นได้ยากแต่อย่างใดมิฉะนั้นพวกเราเองก็ไม่จำเป็นต้องจัดการทดสอบซ้ำอยู่แล้วทว่าการที่มองระดับบำเพ็ญของเขาไม่ออก ก็นับว่าน่าประหลาดอยู่บ้างเหมือนกัน”

            “มิใช่เรื่องน่าประหลาดอันใดนักหรอกพวกเจ้าอย่าลืมว่าครึ่งปีที่ผ่านมานี้เขาอาศัยอยู่ที่ใด!”

            เมื่อเสียงนี้ดังขึ้น เสียงอื่นๆที่เหลือก็พลันเงียบหายไปด้วยทันทีดูเหมือนว่ายอดเขาซ่อนจะเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับพวกเขาก็ไม่ปานทำให้พวกเขาไม่อยากกล่าวถึงเลยแม้แต่น้อย

            เทียบกับความเงียบของพวกเขาแล้วบนลานกว้างตอนนี้กลับมีเสียงฮือฮาดังขึ้นมา เพราะมีลูกศิษย์คนอื่นๆ ที่สัมผัสได้ถึงพลังปราณที่ถูกปล่อยออกจากฝ่ามือของเจียงอวิ๋นเข้าสู่ลูกแก้วตรวจปราณแล้ว

            “นี่มันเรื่องอะไรกัน เขามีลมปราณด้วยหรือนี่!”

            “นั่นสิ กระทั่งข้ายังรู้สึกได้ พลังปราณนี้ดูเหมือนจะมีปริมาณมากพอควรเลยนะ?”

            “แต่เขาเป็นผู้ที่ไม่ผ่านทั้งสามด่านเลยนะไฉนถึงกลายเป็นนักพรตได้เล่า?”

            ในดวงตาของฮั่วหย่วนเองก็เผยความตื่นตะลึงออกมาเช่นกันแต่เพียงครู่เดียวก็หายไป กล่าวพึมพำว่า “ต่อให้มีพลังปราณ ในเวลาเพียงครึ่งปีเจ้าจะบำเพ็ญได้ถึงระดับใดกันเชียว อย่างมากก็เพียงขั้นสองขั้น...”

            “ฮูมฮูมฮูม!”

            ไม่รอให้ฮั่วหย่วนกล่าวจบ พลันมีเสียงดังสนั่นขึ้นมาอย่างรุนแรงซึ่งต้นเสียงก็มาจากลูกแก้วที่เจียงอวิ๋นจับแน่นไว้ในมือนั่นเอง

            “หนึ่ง สอง สาม!”

            ประกายแสงสีขาวนวลสามสายได้ถูกปลดปล่อยขึ้นมาที่ด้านบนของลูกแก้วประหนึ่งบุปผาปรากฏขึ้นในสายตาและก้นบึ้งในจิตใจของผู้คนทั้งหมด

            วินาทีนี้ ทั่วทั้งนิกายแสวงมรรคล้วนจมอยู่ในความเงียบงัน!

            ผู้คนทั้งหมดล้วนเบิกตาโตอ้าปากค้างจับตามองประกายแสงสามสายนั้นกระทั่งชายชุดดำที่ดูราวกับตัดขาดจากโลกีย์ที่มีนามว่าอู๋ซางผู้นั้นก็ยังแหงนหน้าขึ้นมาประกายแสงสามสาย ลึกๆ ในดวงตาเขาเป็นประกายขึ้นแวบหนึ่ง

            เบิกปราณขั้นสาม!

            หากดูเพียงระดับบำเพ็ญแท้จริงแล้วก็มิได้สูงอะไรมากนักในบรรดาลูกศิษย์จำนวนไม่น้อยที่กำลังรวมตัวอยู่บนลานกว้างตอนนี้ก็มีไม่น้อยที่อยู่ในระดับนี้กันแล้ว

            ทว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นกับคนที่เมื่อครึ่งปีก่อนไม่สามารถผ่านการทดสอบได้แม้แต่ด่านเดียวทั้งยังเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไร้ซึ่งกายามรรค หัวใจมรรค และวิญญาณมรรคด้วยความหมายจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง!

            ต้องรู้ว่ากายามรรคเบิกคู่ที่กล่าวขานกันว่าในหมื่นคนยังไม่แน่ว่าจะมีสักคนในครึ่งปีที่ผ่านมาก็ยังยกระดับได้เพียงสามขั้นเหมือนกัน

            ยิ่งกว่านั้นผู้คนเกือบทั้งหมดล้วนศรัทธาในการทดสอบสามด่านอย่างไร้ข้อกังขาเหมือนกับเซียวอี้ซูดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้จึงส่งผลกระทบกระเทือนทางจิตใจต่อพวกเขาอย่างใหญ่หลวง

            กระทั่งว่ามีบางคนพึมพำขึ้นมาอย่างอดไม่ได้“ยกระดับสามขั้นได้ในครึ่งปี แม้ก่อนหน้านี้เขาจะเป็นคนธรรมดาแม้ผลลัพธ์จะยังเทียบกับศิษย์พี่ฟางอวี่เซวียนไม่ได้ ทว่าผลลัพธ์นี้มีโอกาสสูงสุดขีดที่จะมีผู้อาวุโสหรือประมุขยอดเขาบางท่านถูกใจ รับเป็นศิษย์สายในได้หรือว่าในนิกายกำลังจะมีลูกศิษย์ที่สามารถเลื่อนขั้นจากศิษย์จิปาถะขึ้นไปเป็นศิษย์สายในได้โดยตรงเพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้ว?”

            เหมือนจะเป็นการพิสูจน์ความคิดของคนพวกนี้ก็ไม่ปานบนท้องฟ้าเหนือลานกว้างได้มีเงาร่างสามสายปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน ความเร็วนั้น ไม่มีผู้ใดมองทันเลยว่าพวกเขาปรากฏขึ้นอย่างไร

            ทุกคนล้วนยืนอยู่กลางอากาศรอบร่างกายล้วนมีประกายแสงสีสันต่างๆ ครอบไว้ทำให้ผู้คนไม่อาจมองเห็นรูปลักษณ์ของพวกเขาได้อีกทั้งกลิ่นอายอันหนักอึ้งสุดขีดประหนึ่งขุนเขาที่แผ่ออกมาจากร่างพวกเขานั้นก็ทำให้อากาศทั่วทั้งลานกว้างถึงกับหยุดนิ่ง

            “คารวะผู้อาวุโสประมุขยอดเขาทั้งสามท่าน!”

            เมื่อเห็นเงาร่างสามสายนี้ ผู้ที่ดึงสติได้คนแรกก็คือเซียวอี้ซูซึ่งเขาก็รีบหันไปคุกเข่าให้เงาร่างเหล่านี้ทันที

            คำพูดของเขาเองก็ได้ทำให้ลูกศิษย์ทั้งหมดที่กำลังตื่นตะลึงได้สติกลับมาทันทีต่างรู้ว่าเงาร่างสามสายนี้ เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในนิกายแสวงมรรคนั่นเอง

            เกิดเสียง “ตึกตึก” ดังขึ้น ลูกศิษย์ทั้งหมดล้วนคุกเข่าลงบนพื้นทันทีปกติแล้วแม้แต่ผู้อาวุโสประมุขยอดเขาเพียงท่านเดียวพวกเขาก็ยากจะได้พบเห็นแล้วทว่าบัดนี้กลับปรากฏขึ้นมาพร้อมกันถึงสามท่าน

            แต่พวกเขาต่างก็รู้อยู่เต็มอกว่าผู้ที่ดึงดูดผู้อาวุโสประมุขยอดเขาทั้งสามท่านนี้มาบัดนี้กลับเป็นเพียงคนเดียวที่ยังคงยืนตรงบนลานกว้าง นั่นคือเจียงอวิ๋น!

            เจียงอวิ๋นเองก็ตะลึงกับเงาร่างทั้งสามที่ปรากฏตัวอย่างกะทันหันเช่นกันถึงกับลืมปล่อยลูกแก้วตรวจปราณออกจากมือเพียงแหงนหน้าขึ้นมองตัวตนอันแข็งแกร่งที่สูงเกินเอื้อมเหล่านี้

            เจียงอวิ๋นรู้แล้วว่าในนิกายแสวงมรรคมีเพียงผู้ที่ระดับบำเพ็ญสูงถึงระดับถ้ำสวรรค์เท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ได้เป็นผู้อาวุโสหรือประมุขยอดเขาซึ่งระดับถ้ำสวรรค์นั้นอยู่เหนือระดับธรณีมงคลเป็นระดับที่เจียงอวิ๋นในเวลานี้ไม่กล้าแม้แต่จะคิดฝัน

            ทว่าบัดนี้ ยอดฝีมือระดับถ้ำสวรรค์เหล่านี้กำลังยืนอยู่ด้านบนเขาเองอยู่ห่างจากเขาไม่เกินสองจ้างอีกทั้งทุกคนล้วนกำลังจับจ้องมาที่เขาอย่างไม่ละสายตา

            ยังดีที่เพียงไม่นานเขาก็ดึงสติกลับมาได้รีบปล่อยมือจากลูกแก้วยกสองมือขึ้นค้อมตัวก้มหัวคำนับในผู้อาวุโสประมุขยอดเขาทั้งสามท่าน “ลูกศิษย์เจียงอวิ๋นคารวะอาวุโสประมุขยอดเขา”

            “ช่างบังอาจเสียจริง พบเจออาวุโสประมุขยอดเขากลับบังอาจไม่คุกเข่า!”

            เสียงพูดที่แม้จะแผ่วเบาแต่กลับดังพอจะให้ผู้คนทั้งหมดได้ยินพลันดังขึ้นจากปากของฮั่วหย่วนซึ่งก็ทำให้ผู้คนทั้งหมดล้วนรู้ตัวว่า เจียงอวิ๋นในเวลานี้ยังคงยืนอยู่!

            เจียงอวิ๋นย่อมได้ยินเช่นกันร่างกายสะท้านไปเล็กน้อย ทว่าเขาก็ยังคงยืนนิ่งเหมือนเดิม ไม่ได้คุกเข่าลงไป

            เพราะปู่ได้สั่งสอนเขาตั้งแต่ยังเล็กว่าใต้เข่าลูกผู้ชายมีทองคำ นอกจากบิดามารดาและอาจารย์ห้ามคุกเข่าให้ผู้อื่นโดยง่ายเด็ดขาด รวมถึงฟ้าและดินด้วย

            ต่อให้เงาร่างบนท้องฟ้าเหล่านี้ล้วนเป็นตัวตนที่เจียงอวิ๋นทำได้เพียงแหงนมองทว่าสำหรับเจียงอวิ๋นแล้ว พวกเขามิใช่ทั้งบุพการี มิใช่ทั้งอาจารย์ของตน ดังนั้นเขาจึงไม่คุกเข่า

            “หึ!”

            หนึ่งในเงาร่างทั้งสามได้กระแทกเสียงหึเย็นชาออกมาเห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยพอใจที่เจียงอวิ๋นไม่คุกเข่าให้พวกตนอยู่บ้างเหมือนกันแต่ตอนนี้ยังมิใช่เวลามาถือสาเรื่องนี้พวกเขาสนใจผลลัพธ์ที่เจียงอวิ๋นแสดงให้เห็นต่างหาก

            ในเวลาครึ่งเดือนยกระดับจากคนธรรมดาขึ้นเป็นนักพรตระดับเบิกปราณขั้นสามได้เรื่องนี้สามารถดึงดูดความสนใจของพวกเขาได้แล้ว ทำให้พวกเขายอมปรากฏตัวโดยไม่สนใจฐานะเป้าหมายก็เพราะอยากรับเจียงอวิ๋นเข้าเป็นศิษย์ในสังกัดนั่นเอง