ตอนที่ 82 ความตั้งใจของโทชิโอะ
ส่วนทางด้านมิโกะและอายู พวกเขาได้ยินเสียงของตึกระเบิดดังลั่นไม่หยุดไม่หย่อน ซึ่งอายูรู้สึกว่ามันรุนแรงมากกว่าซอมบี้ G4 ทำได้เสียด้วยซ้ำ และทำให้สีหน้าของพวกเขาเริ่มเปลี่ยนไปเป็นความหวาดกลัว
มิโกะ : ตัวอะไรกันที่สามารถทำแบบนี้ได้
พวกเขากำลังขับฮอผ่านซากตึกนับไม่ถ้วน และตอนนี้พวกเขาก็เกิดลังเลว่า จะไปต่อหรือว่าจะหยุดรอดูสถานการณ์
โทชิโอะ : เอายังไงกันดีครับคุณมิโกะ
ถึงโทชิโอะจะถามมิโกะมาตอนนี้เธอก็ไม่สามารถตัดสินใจในสถานการณ์ในตอนนี้ได้ และเธอภาวนาให้พี่ชายของเธอกลับมาโดยเร็ว เมื่อโทชิโอะเห็นอาการของมิโกะแล้ว เขาก็กวาดสายตามองไปรอบๆ แต่เขากลับเห็นแค่แดซองและมันจาที่กำลังนั่งอยู่ในความคิดทั้ง 2 คน โทชิโอะไม่มีทางเลือกเขาตัดสินใจตะโกนเรียกอายู ถึงแม้ว่าเธอจะเย็นชากับเขา แต่ตอนนี้เขามืดแปดด้าน รวมถึงคนอื่น ๆ อายูน่าจะเป็นคนที่มีความคิดในการตัดสินใจในสถานการณ์ตอนนี้ได้ดีที่สุด
" คุณอายู เราจะเอายังไงกันดีครับ "
" ถามฉันทำไม ทำไมไม่ถามหมอนั่นละ "
เธอไม่รู้ว่าริวจิโดดลงมาจากฮอตั้งแต่ 10 นาทีก่อนแล้ว
" นี่คุณยังไม่เจอกับคุณริวจิอีกงั้นเหรอครับ เขาโดดลงไปข้างล่างตั้งแต่ 10 นาทีก่อนแล้ว "
ประโยคคำพูดของโทชิโอะทำให้อายูแปลกใจเป็นอย่างมาก เพราะเธอยังไม่สังเกตเห็นแม้แต่เงาของริวจิด้วยซ้ำ แล้วมาบอกว่าเธอเจอกับริวจิแล้วเนี่ยะนะ มันชั่งเป็นเรื่องน่าตลกสิ้นดี แต่เมื่ออายูมองไปที่ใบหน้าที่จริงจังของโทชิโอะ อายูก็ไม่คิดว่าเขานั่นจะโกหก จากนั่นอายูก็ตัดสินใจกวาดสายตามองรอบๆ ปรากฏว่าไม่พบซอมบี้เลยบริเวณนี้ ซึ่งมันผิดปกติมาก ทั้งๆ ที่เมืองมีซอมบี้ตั้งมากมาย แต่บริเวณที่ตึกพังทลายลง ซอมบี้กับเบาบางเป็นอย่างมาก ทำให้เธอเอะใจและเกิดความสงสัยขึ้นมา แต่อายูก็ยังไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไรถึงเป็นแบบนี้ ดังนั้นอายูตัดสินใจขึ้นไปบนฮอก่อน
ฟึบ
เมื่อเธอขึ้นมาบนฮอ โทชิโอะก็กล่าวถามความคิดเห็นของเธอทันที
" เราจะเอายังไงกันดีครับ "
อายู : เดินทางต่อไป แต่บินขึ้นไปให้สูงๆ กว่านี้
ถึงเธอจะไม่รู้ว่าตัวอะไรสามารถทำลายเมืองได้มากถึงขนาดนี้ แต่ตอนนี้ริวจิก็ไม่อยู่และการต่อสู้ที่อยู่เบื้องหน้าอาจจะเป็นริวจิต่อสู้กับซอมบี้ที่แข็งแกร่งอยู่ก็เป็นได้ แต่การต่อสู้มันค่อนข้างจบเร็วเกินไปหน่อย ทำให้อายูก็ยังสงสัยกับการคาดเดาของเธอเช่นกัน แต่ตอนนี้เธอก็ยังจะทำตามแผนของริวจิต่อไป และถือโอกาสนี้ตรวจดูว่าข้างหน้าเกิดอะไรขึ้น เพราะเส้นทางทั้ง 2 อยู่ในทิศเดียวกัน และการที่อายูสั่งให้โทชิโอะบินสูงกว่านี้ ก็เพราะให้ป้องกันการโดนลูกหลงจากการต่อสู้ ถ้าเผื่อข้างหน้าคืออะไรที่น่ากลัว มันก็เป็นการ Safe เอาไว้ก่อน
ดูเหมือนว่าโทชิโอะจะไม่ได้โง่ เขาก็ไม่คัดค้านคำสั่งของอายู เขาเตรียมจะยกคันโยกให้เครื่องบินสูงไปกว่านี้
" จะบ้ารึไง พวกนายไม่เห็นเหรอว่า ไอ้ตัวที่สามารถทำลายเมืองได้ขนาดนี้ มันจะน่ากลัวขนาดไหน แล้วพวกนายจะดื้อดันไปอีกอย่างงั้นเหรอ ถอยกลับไปตั้งหลักก่อนดีกว่า "
เสียงที่ดังออกมานั่นก็คือแดซองนั่นเอง สิ่งที่เขาพูดนั่นก็ไม่ผิดสักทีเดียว เหตุผลของเขาก็ดูฟังขึ้น แต่ก็นอกจากมันจาที่เห็นด้วยกับเขา คนอื่นๆ มิโกะและโทชิโอะกลับเชื่อในการตัดสินใจที่ดูเหมือนฆ่าตัวตายของอายูสะอย่างงั้น
" บ้าไปแล้ว !! พวกนายมันบ้าไปแล้ว "
แดซองเริ่มกระวนกระวายใจ เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าคนญี่ปุ่นที่สามารถผ่านบททดสอบที่ระบบกำหนดมาได้และยังเป็นคนที่อยู่ในอันดับ 2 ใน Red Tower จะตัดสินใจบ้าบิ่นขนาดนี้
แต่ถึงเขาจะโต้แย้งขึ้นมายังไงก็ไม่มีใครสนใจเขานอกจากมันจา ถึงแม้การแสดงออกของมิโกะจะดูไม่ชอบอายูที่ในลึก ๆ ในใจของเธอก็ยังเชื่อในความแข็งแกร่ง และยังเชื่อว่าเป็นคนที่ริวจิไว้ใจมากที่สุดรองจากเธอและแม่ของพวกเขา และถ้าเธอตัดสินใจแบบนี้พวกเขาพร้อมจะทำตามโดยไม่มีข้อคัดค้านใดๆ
แดซองเขารู้สึกเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก ที่อายูตัดสินใจที่เหมือนพาพวกเขาไปตาย แต่ก็ไม่มีใครบ่นหรือคัดค้านสักคน ทำให้แดซองได้คิดในใจของเขา
" คนญี่ปุ่นบ้าไปแล้ว ! พวกเขาไม่กลัวตายเลยรึไงกัน "
จากนั้นบรรยากาศก็เงียบไป โทชิโอะก็นำเอาฮอค่อยๆ บินสูงขึ้นไปบนฟ้า
110 m
115 m
130 m
140 m
แต่อยู่ๆ ก่อนที่พวกเขาจะบินสูงถึง 150 เมตร ก็มีเสียงดังขึ้น
" เฮ้ ! รอฉันด้วยย "
เสียงมันไม่ได้ดังมาก แต่เนื่องจากบรรยากาศที่เงียบสงบ ถึงแม้ใบพัดของฮอจะทำให้เกิดเสียงดังก็ตาม พวกเขาก็หันหาเสียงทันทีเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นหู
มิโกะเป็นคนแรกที่ชะโงกคอลงไปข้างล่าง อายูเป็นคนที่สอง และภาพที่ปรากฏขึ้นบนตาทั้ง 4 ดวงของพวกเธอ ก็เป็นภาพเดียวกัน นั่นก็คือเด็กหนุ่มที่กำลังยืนอยู่บนยอดตึกตะโกนเรียกพวกเธอ พร้อมกับผมสีดำที่สะบัดปลิวไปตามกระแสลม มิโกะเป็นคนแรกที่ตอบสนอง เธอรีบหย่อนเชือกลงไปให้พี่ชายของเธอทันที
เมื่อริวจิสังเกตเห็นเชือกที่หย่อนมาจากเฮลิคอปเตอร์ เขาก็ไม่ปฏิเสธที่จะขึ้นไปบนฮอ ถึงแม้เขาจะรู้ชะตากรรมของเขาว่าจะต้องโดนน้องสาวของเขาบ่นเนื่องจากริวจิผิดคำพูด
ต่อมา
ริวจิก็ได้ปืนขึ้นมาบนฮอเรียบร้อย และประโยคแรกที่ดังขึ้นไม่ใช่มิโกะ แต่เป็นอายูที่เป็นคนถามเป็นคนแรก
" นายไปไหนมา "
ริวจิได้ยินคำถามเขาลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตอบ
ริวจิ : ไปจัดการซอมบี้ G4
ริวจิไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านั้น เพราะว่าเขานั่นไปฆ่าซอมบี้ไปมากมายและมันอาจจะส่งผลกระทบกับอาการของอายูก็เป็นได้ ถ้าซอมบี้มีปริมาณไม่มากพอที่จะให้เธออัพเลเวลแล้วละก็ คนที่ผิดนั่นก็คือเขาเองนั่นแหละ
" เรื่องนั่นฉันก็พอเดาออก แต่ว่านี่มันใครเป็นคนทำอย่างงั้นเหรอ "
พูดจบอายูก็ชี้มือของเธอไปทางด้านล่าง มันเหมือนกับเป็นการสะกดจิต ทุกคนที่เห็นนิ้วของอายูพวกเขาหันไปมองทางทิศของนิ้วที่เธอชี้ไปทันที และตรงนั้นมันก็คือตรงที่ซากตึกที่พังทลายเป็นจำนวนมาก
ต่อมาพวกเขาก็หันมาทางด้านของริวจิเพื่อรอฟังคำตอบของเขา ในหัวของแต่ละคนตอนนี้ เริ่มคิดคำตอบไปแบบต่างๆ นานา
เมื่อเด็กหนุ่มกำลังจะเปิดปากพูด พวกเขาล้วนจ้องและลุ้น พวกเขาตั้งใจฟังคำตอบที่เด็กหนุ่มกำลังจะพูด โทชิโอะถึงกับกลืนน้ำลาย เขารู้สึกลุ้นเป็นอย่างมาก ในคำตอบของเด็กหนุ่ม
ริวจิสังเกตเห็นอาการของพวกเขาทุกคนดี เขาเริ่มเข้าใจสถานการณ์คร่าวๆ เมื่อเห็นอายูชี้นิ้วไปที่ซากตึกต่างๆ ที่เขานั่นเป็นคนทำลายมันเองกับมือ
.
.
" ฉันเป็นคนทำเองนั่นแหละ "
คำตอบที่ดูเรียบๆ ง่ายๆ สบายๆ ของเด็กหนุ่ม ทำให้บรรยากาศบนฮอได้เงียบกริบ และได้ยินแต่เสียงของใบพัดเท่านั้น
ต่อมา
มิโกะได้เปิดปากขึ้นก่อนใคร ทำลายบรรยากาศน่าอึมครึมนี่
" พี่เป็นคนทำ หมายถึง ? "
พูดจบเธอก็ชี้ไปที่ซากตึกที่อายูพึ่งชี้ไปเมื่อกี๋นี้เอง ริวจิพยักหน้าตอบรับเบาๆ และไม่ได้มีคำพูดใดๆ ออกจากปากของเด็กหนุ่ม แต่แทนที่มิโกะจะอึ้งและตกตะลึงอีกครั้ง เธอกลับพูดไปอีกแบบแทน
" แล้วทำไมพี่ถึงไม่บอกพวกเราละ หนูตกใจแทบแย่เลยนะ หนูคิดว่าเป็นฝีมือของซอมบี้ "
คำตอบของมิโกะทำให้ริวจิที่กำลังนิ่งๆ ถึงกับต้องผงะเมื่อเห็นน้องสาวสุดที่รักตอบมาแบบนั้น
ริวจิ : พี่ขอโทษ ! ตอนนั้นสถานการณ์ฉุกเฉินจริง ๆ
หลังจากเด็กหนุ่มได้พูดจบประโยค ก็ไม่มีใครถามเขาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นอีกเลย กลับกันพวกเขาตั้งแต่มองดูเส้นทางที่จะไปต่อแทน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มันขัดใจแดซองไม่เข้าใจความคิดจองพวกเขาเป็นอย่างมาก แต่เขาก็ทำได้เพียงคิดในใจเท่านั้น
" ถามแค่นี้เนี่ยะนะ ทำไมถึงถามแค่นั้นละ ทำไมเธอถึงไม่ถามว่า ทำได้ยังไง ถ้าฉันมีโอกาสได้ถามบ้างละก็ ฉันมีคำถามจะถามเขาเป็นภูเขาเลยละ "
ถึงเขาจะคิดมากเท่าไหร่มันก็ไร้ประโยชน์ แต่อย่างน้อยๆ เขาก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างในระหว่างที่อยู่กับพวกริวจิ เขาได้รู้ถึงว่าอายูไม่ใช่หัวหน้าของเอลที่เป็นชื่อปลอมของริวจิ และแดซองก็ยังคิดต่อไปอีกว่าเอลคนที่แข็งแกร่งขนาดนี้แถมยังแข็งแกร่งกว่าอายูเสียอีก แต่เขากลับไม่เข้าทดสอบใน Red Tower สะอย่างงั้น เป็นบทเรียนดีให้กับเขาเลยว่า คนที่แข็งแกร่งไม่จำเป็นต้องเข้าทดสอบใน Red Tower เสมอไปและเผลอๆ เอล อาจจะแข็งแกร่งกว่าคนที่อยู่อันดับ 1 ใน Red Tower ก็เป็นได้
ต่อมาไม่นานพวกเขาก็ได้เคลื่อนที่มาถึงสถานที่ ที่แดซองและมันจาพูดเอาไว้ตั้งแต่อยู่ค่าย และผลปรากฏว่าพวกเขาไม่ได้โกหก ข้างในโรงงานนี้มีเมล็ดพืชพันธุ์มากมายหลากหลายพันธุ์ แต่ริวจิไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ รวมถึงอายูและมิโกะโทชิโอะก็ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เช่นกัน เขาก็ได้แต่ให้แดซองจัดการให้ในส่วนนี้ แต่ถ้าเขานำกลับไปที่ญี่ปุ่นแล้วมันไม่สามารถปลูกได้หรือว่ามันไม่ใช่พันธุ์ที่แดซองพูดเอาไว้ละก็ ริวจิก็จะบินกลับมาที่เกาหลีเพื่อเช็กบิล มันแค่ใช้เวลาแค่ 4 ชั่วโมงเท่านั้นในการใช้เฮลิคอปเตอร์ในการเดินทางมายังเกาหลี ซึ่งมันเป็นเวลาที่นานเลย
แดซองไม่ใช่คนโง่ เขารู้ว่าริวจิมีพาหนะ และถ้าเขาโกหกละก็เหมือนฆ่าตัวตาย ดังนั้นเขาก็เลือกพืชตามที่ริวจิบอกโดยความรู้ที่เขามีทั้งหมด โดยไม่มีกั๊กสักนิดเดียว
เนื่องจากโรงงานมีขนาดใหญ่มาก และพืชต่างๆ ก็มีหลายสายพันธุ์ และมีบางส่วนที่เกิดความเสียหาย ทำให้พวกเขาต้องใช้เวลาไม่น้อยในกระบวนการนี้
2 ชั่วโมงต่อมา
แดซองก็จัดการเลือกคัดสายพันธุ์ให้ริวจิเรียบร้อย และเมื่อริวจิเห็นดังนั้นเขาก็เก็บทุกอย่างเข้าแหวนมิติของเขา และเมื่อมันจาและแดซองเห็นเมล็ดพืชนับ 10 กระสอบ หายไปภายในพริบตาทำให้เขาตกใจเป็นอย่างมาก
" นายทำได้ยังไงกัน นายยังเป็นมนุษย์อยู่รึเปล่า ทำไมอยู่ดีดี ของมันหายไปไหน "
แต่คำตอบที่ได้มาทำให้หัวใจเขาเจ็บจี๊ดด
" มันไม่ใช่เรื่องของนาย "
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ริวจิก็เตรียมจะกลับไปที่ญี่ปุ่น แต่ว่ามันเหลือเวลาอีกตั้งหลายวันกว่าจะถึงการทำลายประเทศครั้งต่อไป และเขาบอกแม่ของเขาบอกว่าจะกลับ อีกตั้ง 6 วัน ในภายในเวลาที่เหลือนี้เขาอยากให้อายูรักษาอาการของเธอให้หาย และอยากให้มิโกะเก็บเลเวลเลื่อนเป็นขั้นที่ 3 ให้ได้เพื่อเตรียมตัวในบททดสอบที่ 2 เขาไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เขาต้องเตรียมตัวให้มากที่สุด รวมถึงคนรอบๆ ตัวของเขาด้วย
เมื่อคิดได้ดังนั้น ริวจิจึงเลือกที่จะอยู่ที่เกาหลีสักพักก่อนที่จะจะเกิดการล่มสลายครั้งต่อไป และหน้าที่ของเขาในระหว่างนี้ก็แค่ระวังให้อายูและมิโกะในการฆ่าซอมบี้และตรวจสอบหาซอมบี้ G4 ที่เหลือและจัดการพวกมันเท่านั้นเอง ถึงแม้เขาจะอยากจัดการซอมบี้ทั้งหมดคนเดียวแต่เขาก็ต้องคิดถึงน้องและอายูบ้าง ริวจิไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวถึงขนาดนั้น ถ้าพวกเขาคือคนที่เขาเป็นห่วงและจริงใจต่อกัน
เช้าวันต่อมา
ก๊อก
ก๊อก
ก๊อก
" นั่นใคร "
" ผมเองครับโทชิโอะ ขอเข้าไปได้มั้ยครับ "
ริวจิรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่อยู่ดีดีโทชิโอะก็มาพบเขา เพราะปกติเขาไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน
" ได้สิเข้ามา "
ได้ยินคำเชิญของริวจิโทชิโอะก็เปิดประตูเข้ามา พร้อมกับเข้ามานั่งข้างในห้อง แต่ริวจิเป็นคนเปิดปากพูดก่อนที่โทชิโอะจะพูดเสียอีก
" เอาละ ! มีอะไรละทำไมถึงมาหาฉัน "
.
.
ได้ยินคำถามของริวจิโทชิโอะก็เงียบไปสักพัก เขานิ่งจนกระทั่งริวจิคิดว่าโทชิโอะค้างไปแล้ว
" โหล โหล ได้ยินฉันมั้ย รึว่านายกวนทรีนฉันเนี่ยะ ฉันไม่มีเวลาว่างมากมายถึงขนาดนั้นนะ "
ริวจิไม่ได้โกหกเขาต้องไปดูแลน้องสาวของเขาและมิโกะในการล่าซอมบี้เช้านี้
" ผมรู้ครับ "
" โอเคนายรู้ งั้นก็พูดมาสักทีนายมาหาฉันมีธุระอะไร ถ้าเกิดยังกวนทรีนอยู่อีกละก็ ฉันไม่คุยแล้วนะ "
โทชิโอะได้ยินที่ริวจิพูด เขาก็กัดปากจนเลือดซึมออกมาจากปากของเขา และพูดขึ้น
" ผมรู้ครับว่านี่เป็นการขอที่ไร้สาระมาก และอาจจะมากเกินไปสำหรับแค่คนขับฮอคนหนึ่ง "
ริวจิได้ฟังคำพูดของโทชิโอะที่ดูจริงจังเขาจึงใช้สกิลประเมินตรวจสอบดูอารมณ์ของโทชิโอะ เพื่อดูว่าเขาโกหกเพื่อที่จะกวนทรีนเขารึเปล่าและผลปรากฏว่า โทชิโอะจริงจังเขาไม่ได้พูดเล่น
" เอาละ ! นายมีอะไรละ ลองพูดออกมาก่อน "
.
.
" ผมอยากให้คุณสอนผมเป็น Hunter หน่อยได้มั้ยครับ "
ฝากกดติดตามกดหัวใจเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ
ขอบคุณครับ
#ความมันกำลังจะมา อิอิ