ใช่มีเพียงพระมเหสีเก่อซีที่ฉวนลี่ถิงพยายามผูกมิตรไมตรีผ้าหลากหลายพับที่นางทำขึ้นยังถูกมอบให้แก่ขันทีและนางกำนัลผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับงานของวังหลังในทุกครั้งที่เสวี่ยอ๋องพาหญิงสาวกับองค์ชายน้อยเฉินเล่อไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิ
กำหนดการของคืนงานชมจันทร์ออกมาแล้วฉวนลี่ถิงกำลังทุ่มความสนใจจดจ่อกับผ้าพับหนึ่งที่นางทำเพื่อจะตัดชุดใส่ไปวันงานเม็ดข้าวสารเม็ดแล้วเม็ดเล่าที่หญิงสาววางบนผ้าไหมแล้วใช้ด้ายมัดเป็กลุ่มก้อน
เสี่ยวหงเมื่อเห็นเสวี่ยอ๋องเสด็จมาใกล้กำลังอ้าปากจะบอกนายหญิงของตน แต่ทรงยกพระหัตถ์ห้ามไว้ในหมู่นางกำนัลล้วนเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของเสวี่ยอ๋องที่ทรงมีต่ออาจารย์สอนทอผ้าย้อมผ้าและพวกนางก็ต่างพากันสนับสนุนเงียบๆ ที่จะให้ฉวนลี่ถิงมาเป็นายหญิงของตำหนักมีเพียงหญิงสาวจากซานเทียนเท่านั้นที่ดูเหมือนยังไม่รู้ความจริงข้อนี้ เสี่ยวหงคิดดังนั้นแล้วจึงค่อยๆหลบกายถอยห่างออกไป
หลังเสด็จไปดูการเรียนของอาเฉินแล้วเซวียเสวี่ยจิ้งทรงตั้งพระทัยมาพบฉวนลี่ถิงโดยเฉพาะสีหน้าจริงจังของนางยามนี้น่ามองนัก นางเป็สตรีที่น่าทึ่งผ้าทออันงดงามจากความตั้งใจของนางใช้ผูกสัมพันธ์กับผู้คนได้ นับว่าฉลาดไม่น้อยเื่การหาที่พึ่งพิงให้หลานชายเป็ความฉลาดที่ใช้ใจแลก ไม่ใช่ฉลาดแบบมีเล่ห์เหลี่ยมอันใด
ฉวนลี่ถิงซึ่งง่วนอยู่กับงานมัดย้อมตรงหน้ามาพักใหญ่จนเหงื่อซึมตามหน้าผากเริ่มรับรู้ว่าเสี่ยวหงที่เคยเจื้อยแจ้วเงียบเสียงมาพักหนึ่งแล้ว จึงวางงานในมือลงกำลังจะเงยหน้าขึ้นก็พบมือหนึ่งยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้
“เช็ดเหงื่อเสียหน่อย”
นางคุ้นน้ำเสียงนี้เป็อย่างดีจึงรับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมาซับเหงื่อ
“ขอบพระทัยเพคะ”
หญิงสาวพยายามสอดส่ายสายตามองหาสาวใช้ที่เคยอยู่ใกล้ตัว
“จู่ๆ ก็หายไปไหนกันหมดรอสักครู่นะเพคะ หม่อมฉันจะไปยกชากาใหม่มาถวาย”
“ไม่ต้องลำบากในกานั่นก็ได้” ทรงชี้ไปยังกาน้ำชาบนโต๊ะใกล้ๆ
เสวี่ยอ๋องทรงนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วหยิบผ้าที่ฉวนลี่ถิงกำลังทำค้างไว้ขึ้นมา ขณะเ้าของผ้ากำลังกุลีกุจอรินชาใส่ถ้วย
“นี่เรียกว่าอะไร”
“หม่อมฉันกำลังทำลายบนผ้าก่อนจะย้อมเพคะ”
“ทำอย่างนี้ได้ด้วยหรือ”
“ได้สิเพคะผ้าสีพื้นเกิดลายได้โดยไม่ต้องปัก ไม่ต้องทอลาย ถ้าทรงสนใจมาเรียนกับหม่อมฉันก็ได้นะเพคะ การทำผ้าลายแบบนี้ รับรองต่อให้ทำสิบครั้งด้วยคนคนเดียวกันก็ไม่ได้ลายเดิม”
“มีเพียงชิ้นเดียวในโลกว่าอย่างนั้นเถอะ”
“มันถึงเป็ของพิเศษอย่างไรเล่าเพคะ”
“ข้าชักอยากได้สิ่งพิเศษนี้สักชิ้นแล้วสิ”
ถึงไม่ทรงขอร้องนางก็มีความคิดจะทอผ้าถวายสักผืนเช่นกัน อย่างน้อยก็เพื่อเป็ของที่ระลึกก่อนจากลาในวันหนึ่งวันหน้า
“จะไม่ทรงลองทำเองหรือเพคะ”นางถามยิ้มๆ
“ในเมื่อมีคนพิเศษเช่นเ้าอาสาทำให้แล้วข้าจะลงแรงเองทำไมกันเล่า”
คนพิเศษชะงักไปเล็กน้อยพยายามไม่คิดมากกับพระดำรัส
“หม่อมฉันอาสาเมื่อไรกัน”
“เ้าปฏิเสธความ้าของข้าไม่ได้แน่”
หญิงสาวทำสีหน้าที่แสดงออกมาเป็คำพูด...ก็ไม่แน่
“หรือเ้าจะคิดราคาผืนละร้อยตำลึงข้าก็มีจ่าย”
“ขืนหม่อมฉันคิดราคาคงถูกกล่าวหาว่าเนรคุณสิเพคะ”
เสวี่ยอ๋องแย้มพระสรวลทันทีเมื่อได้ยินวาจายอกย้อนของนางก่อนจิบชาที่นางรินให้ แม้ชาถูกทิ้งให้เย็นแล้ว แต่สำหรับพระองค์การดื่มชากับหนึ่งคนที่รู้ใจ นับว่ารสชาติไม่แย่เลย
ฉวนลี่ถิงนั่งทำงานต่ออีกสักพักอีกคนก็นั่งมองดูเงียบๆ จนนางรู้สึกขัดเขินจึงถามขึ้นมา
“ทรงว่างหรือเพคะ”
“ข้าทำให้เ้ารำคาญรึ”พระขนงเข้มเลิกขึ้น
มันคือความตกประหม่าเพราะเขินอายต่างหากเล่า!
“ไม่เพคะหม่อมฉันก็แค่แปลกใจ นั่งมองหม่อมฉันทำงานมันน่าดูตรงไหน แดดแรง อากาศร้อนประทับนานๆ จะไม่สบายนะเพคะ”
เมื่ออีกคนส่งเสียงหัวเราะเล็กน้อยในลำคอนางก็เลยส่งสายตาค้อนให้อย่างน้อยก็เพื่อกลบเกลื่อนความอายกับการมีพระองค์นั่งมองนางอยู่เช่นนี้
“ข้าเป็ทหารนะห่วงแต่ข้าไม่สบาย แล้วเ้าล่ะ รู้ว่าอากาศร้อน ไยไม่ยกไปทำที่ห้อง”
“หม่อมฉันชินแล้วเพคะขนย้ายไปมาลำบากเปล่าๆ ประเดี๋ยวลืมนั่นลืมนี่ไว้คนละที่ อีกอย่างอากาศที่ซานเทียนร้อนกว่านี้”
มีเหงื่อเม็ดหนึ่งไหลลงมาข้างขมับของฉวนลี่ถิงคนเฝ้ามองใบหน้านวลไม่วางตาเลยถือวิสาสะหยิบผ้าซับพระพักตร์ของพระองค์ที่นางวางบนโต๊ะเช็ดเหงื่อหยดนั้นให้ยังความใให้แกฉวนลี่ถิงจนใบหน้าแดงซ่าน รีบเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก
“ผ้าเช็ดหน้าเปื้อนแล้วขอหม่อมฉันซักทำความสะอาดก่อนนะ เพคะ”นางจะดึงผ้าเช็ดหน้าคืน แต่ทรงไม่ยอมกลับพับแล้วสอดไว้ในแขนเสื้อ
“หม่อมฉันจะซักก่อน”
“ก็ข้าไม่ให้ซัก”จากผ้าซับพระพักตร์ธรรมดา มิรู้อย่างไรเมื่อมันซับหยดเหงื่อใสของนางแล้วกลับให้ความรู้สึกพิเศษขึ้นมาได้
“สกปรกนะเพคะ”
“เ้าว่าผ้าเช็ดหน้าข้าสกปรกรึ”
“มิได้เพคะแต่นั่นเพิ่งเช็ดเหงื่อหม่อมฉัน” ฉวนลี่ถิงค้านคำความหวามไหวที่เข้าจู่โจมทันควันทำให้รู้สึกร้อนวูบวาบบนแก้ม
“อย่าเสียเวลาเลยทำงานของเ้าต่อเถอะ...เร็วเข้า ข้าอยากเห็นว่าทำอย่างไร” ทรงลดสายพระเนตรจดจ้องผ้าในมือของนางสลับกับมองนางราวกับกดดันที่สุดแล้วฉวนลี่ถิงก็ถอนหายใจ ก้มหน้าทำงานตัวเองต่อ แต่มิวายบ่นออกมาเล็กน้อยว่า
“ทอดพระเนตรแล้วก็จำไว้ทำเองเลยนะเพคะหม่อมฉันไม่ทำผ้าให้พระองค์แล้วละ”
“ยังมิทันไรก็กลายเป็คนผิดคำพูดเสียแล้วรึ”
“อากาศร้อนทำให้คนอารมณ์ไม่ดีนะเพคะ”ในเมื่อทรงอยากมอง ก็มองให้พอพระทัยเถอะ นางคร้านจะต่อคำด้วยแล้ว
ท่ามกลางบรรยากาศที่อวลกลิ่นหวานชื่นซ่านซึมในอกเสี่ยวหงไปตามหลินเฝ่ยเจินกับอิ๋งอีมาซุ่มดูพักหนึ่งแล้วทั้งสามคนจึงได้เห็น่สำคัญที่เสวี่ยอ๋องของพวกตนซับเหงื่อให้หญิงสาว
“นายหญิงจะรู้ตัวหรือไม่ว่ามีสตรีมากเท่าไรที่อยากเป็ท่านในตอนนี้”
“จะทรงแต่งนายหญิงเป็พระชายาหรือไม่นะ”อิ๋งอีถามขึ้นเบาๆ
“เื่ของนายบ่าวอย่างพวกเ้าอย่าเพิ่งปากไวพูดไปจนรู้ถึงหูคนนอกเสียล่ะ”
“ให้คอยแอบดูห่างๆแค่เราสามคนใช่ไหมเ้าคะ ท่านน้าหลิน” เสี่ยวหงพูดจบประโยคแล้วก็ถูกหลินเฝ่ยเจินหยิกแขนไปหนึ่งที
“ข้าคงหละหลวมกฎระเบียบกับเ้าเกินไปค่ำนี้ก่อนนอนไปท่องกฎยี่สิบสี่ข้อของบ่าวที่ดีให้ข้าฟังก็แล้วกัน”
“ท่านน้าหลินละก็!”เสี่ยวหงตีหน้าบึ้ง มองหลินเฝ่ยเจินกับอิ๋งอีเดินจากไป
ไม่น่าเลยรู้อย่างนี้ นางแอบดูฉากรักหวานซึ้งของเสวี่ยอ๋องกับนายหญิงคนเดียวเสียยังดีกว่า!