“บทเพลงหลอนวิญญาณ…” ถังเฟยหู่อ่านชื่อที่อยู่บนหนังสือเก่าๆบนมือของเขา ของที่ชายชราคนนั้นให้เขามาคือหนังสือที่บันทึกบทเพลงหนึ่งจริงๆเหรอ? เขาช่างสงสัยหนังสือเล่มนี้เสียเหลือเกิน ถังเฟยหู่ไปหาสถานที่อันเงียบสงบอีกที่หนึ่งและเริ่มนั่งลงเพื่อทำการปิดด่านฝึกตนอีกครั้งหนึ่ง
เขาเริ่มเปิดหนังสือในมือและอ่านมัน ดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ข้างในหนังสือเล่มนั้นกลับบันทึกสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงไว้ภายใน ภายในหนังสือเล่มนี้ก็คือวรยุทธ์ประเภทหนึ่ง เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าดนตรีจะสามารถใช้เป็นวรยุทธ์ในการต่อสู้ได้ด้วย
ภายในบทเพลงหลอนวิญญาณบรรจุไว้ซึ่งศาสตร์วิชาสะกดจิตประเภทหนึ่ง เป็นวรยุทธ์ที่พิเศษเป็นอย่างมาก วรยุทธ์ประเภทนี้จะไม่เน้นการโจมตีทางกายภาพแต่กลับใช้การลุกล้ำทางจิตเพื่อรบกวนจิตใจของฝ่ายตรงข้ามรวมถึงอาจแม้แต่สร้างภาพมายาหรืออาจจะทำได้แม้กระทั่งการควบคุมจิตใจ
โดยทั่วไปแล้วบทเพลงหลอมวิญญาณที่เป็นวรยุทธ์ระดับห้าจะฝึกยากเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับวรยุทธ์ระดับเท่ากัน นั่นก็เพราะวิชานี้จำเป็นต้องใช้ความเข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์ดนตรีที่สูงมาก แม้จะยากสำหรับคนอื่นแต่นี่เป็นเรื่องง่ายมากสำหรับตัวเขา ถังเฟยหู่อ่านและทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิชานี้อย่างรวดเร็ว
ความเข้าใจในศาสตร์ดนตรีในวิชานี้นับว่าถังเฟยหู่ผ่านได้อย่างสบายๆเลยทีเดียว ที่เหลือสำหรับเชาคือความเข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์และสำนึกรู้ของวิชาการสะกดจิต ว่าด้วยศาสตร์การสะกดจิตนั้นคือการแทรกซึมพลังของตนเข้าหลอกหลอนศัตรู หลอกให้ศัตรูเชื่อว่าสิ่งที่พบเจอนั้นคือเรื่องจริงมิใช่ภาพมายา
บทเพลงหลอนวิญญาณก็เช่นกัน วิชานี้ใช้ปราณและสำนึกรู้ผสานกับบทเพลงเพื่อแทรกซึมเข้าสู่สมองและความคิดของศัตรู ถังเฟยหู่ใช้เวลาเรียนรู้ในศาสตร์ชนิดใหม่นี่ถึงหนึ่งวันเต็ม แต่เขากลับพบว่ามันเป็นเรื่องง่ายอย่างมากสำหรับเขาในการทำความเข้าใจสำนึกรู้สะกดจิต แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจเหตุผลในข้อนี้เหมือนกัน
“หรือว่าจะเป็นเพราะวิชานี้เกี่ยวกับการดนตรีกันแน่นะ…ข้าถึงได้เข้าใจและเรียนู้ได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ วิชาระดับห้าสมควรใช้เวลาเรียนรู้แล้วทำความเข้าใจนานเป็นอย่างมาก แต่ข้ากลับใช้เวลาแค่วันเดียวก็รู้ซึ้งถึงทุกเนื้อหาในคัมภีร์เล่นนี้แล้ว…”
แม้แต่ตัวถังเฟยผู่เองก็ไม่เข้าใจในข้อนี้ เขาลองนำขลุ่ยหยกของตนเองออกมา เขาเข้าใจถึงวิธีการต่างๆและสำนึกรู้การสะกดจิต เหลือเพียงแต่ลองใช้ในสถานะการณ์จริงก็เท่านั้น เขาต้องการประสบการณ์อีกมากกว่าที่จะใช้วิชานี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เขามองไปรอบตัว ไม่นานนักเขาก็เจอสัตว์อสูรตัวน้อย นกกระจิบตัวหนึ่ง เขาจรดปากลงบนขลุ่ยของตนจากนั้นจึงได้ทดลองใช้วิชาบทเพลงหลอนวิญญาณดูเป็นครั้งแรก บทเพลงแปลกประหลาดได้ปรากฏออกมา ท่วงทำนองที่เหมือนกับมือของปีศาจได้ครอบงำร่างของนกกระจิบอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักนกนั้นก็ดูไม่เป็นตัวของตัวเองอีก
ภาพที่นกกระจิบเห็นนั้นกลับเป็นภาพพื้นที่เดิมแต่กลับมองไม่เห็นร่างของถังเฟยหู่ที่นั่งอยู่ตรงนั้น บทเพลงหลอนวิญญาณได้สร้างภาพหลอกลวงเข้าสู่สมองของนกน้อยตัวนั้นไม่ให้เห็นตัวถังเฟยหู่ เขายิ้มออกมาเมื่อเขาทำได้สำเร็จ
“…สำเร็จแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะง่ายถึงเพียงนี้” เขายิ้มออกมากับความสำเร็จของเขาในครั้งนี้ เขาขบคิดบางอย่างเกี่ยวกับบทเพลงนี้ “แม้จะดูเหมือนวิชานี้จะดีเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่อาจหลอกผู้ที่มีสติปัญญาสูงเช่นมนุษย์ด้วยกันเอง เมื่อได้ยินเสียงเพลงพวกเขาก็จะทราบว่ามีบางสิ่งผิดปกติ หากข้าสามารถใช้ศาสตร์สะกดจิตนี้โดยไม่ต้องใช้การเล่นดนตรีก็อาจทำให้คู่ต่อสู้ตกสู่กับดักได้โดยไม่รู้ตัว ในอนาคตข้าต้องหาวิชาเกี่ยวกับสำนึกรู้และศาสตร์ประเภทสะกดจิตมาเรียนเพิ่มเติม”
ถังเฟยหู่ตั้งเป้าหมายภายในใจไว้เพิ่มเติมพร้อมกับลองเล่นบทเพลงหลอนวิญญาณออกมาเพื่อสะกดจิตสัตว์อสูรต่างๆกันรอบตัว เขาพบว่าวิชานี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อยังเล่นเพลงนี้อยู่ หากเขาหยุดเล่นเมื่อไหร พวกสัตว์ที่ถูกสะกดจิตก็จะออกจากภวังค์และกลับมารู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่ง
ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่คิดเกี่ยวกับการดัดแปลงเคล็ดวิชาบทเพลงนี้อีกครั้งหนึ่ง เขาพยายามลองใช้เคล็ดการเดินปราณของฝ่ามือมังกรอัสนีมาปรับเข้ากับบทเพลงหลอนวิญญาณ แต่เมื่อลองบรรเลงเพลงแล้วกลับไม่เกิดผลอะไร แม้แต่ความสามารถในการสะกดจิตที่มีแต่เดิมก็ดูจะลดลงเสียด้วยซ้ำไป
เขาลองปรับหลากหลายรูปแบบรวมถึงขบคิดเกี่ยวกับวิชานี้กว่าหนึ่งวันถึงจะพอเข้าใจความลับเบื้องหลังวิชานี้ เขาค้นพบว่ารูปแบบการเดินปราณเดิมของวิชามีความเข้ากันกับบทเพลงเป็นอย่างมากราวกับการขับเคลื่อนปราณก็คือการบรรเลงเพลงอย่างหนึ่ง เสียงสองเสียงที่บรรเลงพร้อมกันจนบังเกิดเพลงอันไพเราะ
“ข้าพอเข้าใจแล้ว…ความเข้ากันได้ของการเดินลมปราณต้องสอดประสานกับบทเพลงที่บรรเลงด้วย…เพลงที่เข้ากันกับเคล็ดเดินปราณสายฟ้า ฝ่ามือมังกรอัสนีคือความรวดเร็ว รุนแรงและดุดัน” ถังเฟยหู่จรดปากของตนลงบนขลุ่ยและเริ่มบรรเลงบทเพลงหนึ่งขึ้น เพลงนั้นช่างมีจังหวะที่ดุดันราวกับอสนีบาต
ในตอนเริ่มแรกนั้นเขาได้บรรเลงบทเพลงนี้ด้วยความเชื่องช้า แต่ยิ่งผ่านไปนานเข้าก็ยิ่งเร็วขึ้น และในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่เริ่มเดินปราณที่ดัดแปลงมาจากเคล็ดการเดินปราณของฝ่ามือมังกรอัสนีและบทเพลงหลอนวิญญาณผสานลงไปด้วย ในตอนนั้นเองที่สัตว์อสูรกระต่ายน้อยตัวหนึ่งได้ผ่านมาแถวนั้นพอดี
ทันทีที่มันได้ยินบทเพลงอันรวดเร็วนั้นมันก็รู้สึกหนึบชาไปทั่วทั้งตัว ภาพที่มันเห็นราวกับได้พบเจอกับภาพหลอน มันหวาดกลัวเป็นอย่างมากราวกับยืนอยู่ท่ามกลางพายุสายฟ้าที่โหมกระหน่ำ รอบร่างกายของถังเฟยหู่ปรากฏเส้นสายอัสนีวิ่งออกมา เส้นสายเล็กๆสีฟ้าจำนวนมากพุ่งพล่านเต็มไปหมด
ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่เป่าลมออกไปโดยแรงใส่ขลุ่ยหยก เส้นสายอัสนีจำนวนมากเดือดพล่านขึ้นมาและในจังหวะเดียวกันนั้นเองที่เขาวาดขลุ่ยออกไปทางเบื้องหน้าในแนวขวาง ลมหวีดหวิววิ่งผ่านช่องลมของขลุ่ยจนบังเกิดเสียงที่แหลมเล็กออกมา ดวงตาของเจ้ากระต่ายเบิกกว้างออกราวกับตกใจเป็นอย่างมาก
ซึ่งนั่นเป็นเวลาเดียวกันกับอัสนีที่วิ่งออกไปจากขลุ่ยจนกลายเป็นมายาปราณรูปมังกรตนหนึ่งวิ่งออกไป มังกรอัสนีตนนั้นอ้าปากกว้างและกลืนกินกระต่ายน้อยนั้นไปในทันที เจ้ากระต่ายถูกเผาไหม้และทำลายจนเป็นจุลในพริบตา
ถังเฟยหู่มองภาพนั้นอย่างพึงพอใจ “ผสานสองวิชาด้วยกัน…อานุภาพโดยรวมลดต่ำลง แต่ได้ศาสตร์ของการสะกดจิตเพิ่มขึ้นมา สามารถหลอกหลอนศัตรูให้รู้สึกหนึบชาราวกับโดนพลังของอัสนีทำร้าย หากประยุกต์ใช้หลายๆแบบก็อาจทำให้ความสามารถของศัตรูลดน้อยลง” เขากล่าววิเคราะห์พร้อมกับคิดอะไรหลายๆอย่างในหัว
เขาทดลองเล่าบทเพลงออกมาอีกหลากหลายแบบ ราวกับเขาหลงมัวเมาไปกับศาสตร์แห่งดนตรีและการสะกดจิต อานุภาพของวิชาโดยรวมของบทเพลงหลอนวิญญาณเพิ่มขึ้นอีกมากมายนับไม่ถ้วน ความชำนาญ ความเชี่ยวชาญ ทักษะทุกด้านเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในตอนนั้นเองที่ราวกับเขาเข้าใจในอะไรบางอย่าง
เหมือนกับตอนที่เขาเคยฝึกฝนกรงเล็บมารกระดูกขาวครั้งแรก…ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสกับชายขอบแห่งญาณ ส่วนครั้งนี้เป็นการสัมผัสได้ถึงญาณของศาสตร์แห่งดนตรีเป็นครั้งแรก บทเพลงที่เขาบรรเลงนั้นมีความลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้โดยรอบราวกับจะขยับตามเสียงของบทเพลงของเขาอยู่เล็กน้อย
ถึงแม้จะไม่เทียบเท่ากับกับชายชราผู้ถือซอ แต่ก็มีความใกล้เคียงกันอยู่บ้างเล็กน้อย ชายชราผู้นั้นมีความลึกซึ้งในญาณแห่ดนตรีที่สูงส่งเป็นอย่างมาก หากจะพูดถึงพลังของญาณ ส่วนมากผู้ฝึกยุทธ์จะเข้าถึงญาณได้เมื่ออยู่ในขอบเขตก่อเกิด สิ่งนี้จะทำให้เข้าถึงพลังในด้านต่างๆมากยิ่งขึ้น
ญาณก็เป็นสิ่งสำคัญไม่ต่างจากการปูพื้นฐานในขอบเขตปราณ ทุกสิ่งทุกอย่างคือพื้นฐานของการก้าวสู่ขั้นต่อไป มีหลายคนในยุทธภพที่หยุดการฝึกตนของตัวเองไว้ในชั้นมนุษย์เพื่อสร้างรากฐานของตนเองให้มั่นคงอย่างถึงที่สุดเสียก่อน
ซึ่งบุคคลเช่นนั้นถังเฟยหู่เคยเจอมาหลายคนแล้ว หนึ่งในนั้นก็คือหม่าหยางจงแห่งสำนักประตูมังกรที่หยุดการฝึกตนไว้ที่ปราณขั้นสิบสองระดับสุดยอดเพื่อสร้างรากฐานของร่างกายให้มั่นคง หรือแม้แต่เฟิงหงหู่ที่หยุดการฝึกตนไว้ที่ปราณขั้นสิบสองระดับสุดยอดเช่นกัน คนผู้นนี้ต้องการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้การฝึกตนของตัวเองเช่นกัน
ส่วนถังเฟยหู่นั้นมีการฝึกร่างกายที่เหนือกว่าคนในขอบเขตเดียวกัน อีกทั้งยังสัมผัสได้ถึงญาณตั้งแต่ขอบเขตปราณ นั้นเป็นสิ่งที่เหนือกว่าความเข้าใจของคนธรรมดาทั่วไปมากมายนัก
เพียงชั่วพริบตาเดียวถังเฟยหู่ก็ได้บรรเพลงมากว่าสามวันแล้ว ในตอนนั้นเองที่เขาได้ลืมตาตื่นขึ้นมาจากห้วงสมาธิที่บรรเลงเพลงไม่หยุดหย่อน จากความเข้าใจที่แตะไปยังชายขอบของญาณแห่งศาสตร์ดนตรีทำให้เขาได้เข้าใจถึงความลึกลับบางอย่างแห่งการฝึกตน ในตอนนี้เขาได้เข้าสู่ขอบเขตปราณขั้นเจ็ดระดับต่ำโดยสมบูรณ์
“ถึงวันที่การประลองมาถึงแล้ว…” ถังเฟยหู่กล่าวพร้อมกับทบทวนถึงเส้นทางการฝึกฝนของตนเองในระหว่างหนึ่งปีที่ผ่านมา เขาได้ผ่านและพบเจอเรื่องราวมากมายจริงๆ ทั้งความสุขและความเจ็บปวดต่างๆ เป้าหมายของเขายังเหมือนเดิม นั่นก็คือการประลองยุทธ์ประจำปี แต่จุดหมายของเขาอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง
เขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อผู้อื่นอีกแล้ว ในตอนนี้เขาจำเป็นต้องต่อสู้เพื่อตัวเอง เพื่อความอยู่รอดและความแข็งแกร่ง เขาจำเป็นต้องชนะการประลองนี้ให้ได้และเข้าร่วมกับฝ่ายอำนาจที่มาคัดเลือกผู้คน จากที่เขาได้ยินมาตอนที่เข้าไปในเมือง ฝ่ายอำนาจและสำนักที่มาคัดเลือกผู้คนในเมืองนั้นแม้ไม่ใช่สำนักที่ใหญ่โต แต่ก็ไม่นับว่าอ่อนแอเลย โดยสำนักที่เข้าร่วมการคัดเลือกในครั้งนี้มีด้วยกันห้าฝ่ายอำนาจ
หนึ่งคือสำนักแปดดารา สองคือหมู่บ้านเงาจันทร์ สามคือสำนักเสียงสวรรค์ สี่คือสำนักวิหคสีเลือด และห้าคือตำหนักหลอมอาวุธ โดยแต่ละสำนักต่างก็มีแนวทางการฝึกฝนและจุดเด่นต่างกัน แม้สำนักประตูมังกรจะเปิดโรงเตี๊ยมอยู่ในเมืองก็ตาม แต่พวกเขาก็ไม่ได้เข้าร่วมการคัดเลือกครั้งนี้ด้วย
ถังเฟยหู่เก็บขลุ่ยหยกของตัวเองลงไปในห้วงวิญญาณอีกครั้งหนึ่ง เขาสร้างแผ่นน้ำแข็งขึ้นมาบนมืออีกครั้งและสังเกตดวงตาของตนเองที่ตอนนี้ได้กลับมาเป็นสีจริงๆของมันอีกครั้งหนึ่ง ในตอนนี้ดวงตาที่เป็นพื้นที่สีม่วงดำได้กลืนกินพื้นที่ของนัยน์ตาสีอื่นไปกว่าหกในสิบส่วนแล้ว ยิ่งผ่านไปนานเท่าไหร พื้นที่สีม่วงดำก็ยิ่งลุกล้ำมากขึ้นเท่านั้น
ถังเฟยหู่คาดเดาว่าสิ่งนี้เป็นเพราะธาตุกระดูกโลหิตที่ได้เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของสายเลือดเขาให้กลายพันธุ์มากขึ้น เขาสามารถสัมผัสได้อย่างลางๆว่าสายเลือดที่มีพลังสีฟ้าและสีเขียวในอดีตได้หลอมรวมกับสายเลือดที่กลายพันธุ์จนเกิดเป็นสายเลือดที่มีพลังสีม่วงดำขึ้นในร่างของเขา
เขาคาดเดาว่าบางทีเมื่อสายเลือดทั้งหมดผสานกันจนสมบูรณ์ สายเลือดใหม่ที่กลายพันธุ์นี้อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือแม้แต่แสดงความสามารถที่น่าเหลือเชื่อออกมา และเมื่อมันกำเนิดมาจากการกลายพันธุ์ส่วนหนึ่งของสายเลือดดวงตาเซียนพยัคฆ์ จึงทำให้เขาหวังว่าสายเลือดนี้จะมีความสามารถประเภทดวงตาที่ไม่น้อยหน้าของเดิม
ถังเฟยหู่ค่อยๆเดินกลับเข้าไปยังเมืองฟูเจี้ยนอีกครั้ง โดยเขาไม่ลืมที่จะเดินปราณมารไร้ลักษณ์เพื่ออําพรางสีตาที่แท้จริง หากสายเลือดที่กลายพันธุ์ของเขาเกิดความมั่นคงมากพอจนสีดวงตาแปรเปลี่ยนจนหมดสิ้น เขาอาจจะไม่ต้องอำพรางสีดวงตาอีกต่อไป เขาจะไม่หลงเหลือภาพลักษณ์ที่สังเกตได้ง่ายอย่างตาสองสีอีก
เขาได้เดินออกไปเรื่อยๆจนถึงประตูเมืองอีกครั้ง ในวันนี้ต่างก็มีผู้คนพลุกพล่านกันมากมายนัก ส่วนมากเป็นชาวยุทธ์ที่พึ่งเดินทางมาถึงยังเมืองฟูเจี้ยน ข่าวการรับสมัครลูกศิษย์ของห้าสำนักได้แพร่กระจายไปอย่างกับไฟลามทุ่ง
เหล่าคหบดี หรือแม้แต่พ่อค้าและตระกูลมากมายในเมืองต่างๆโดยรอบที่ไม่ห่างไกลจากฟูเจี้ยนมากนักต่างก็ส่งลูกหลานมาร่วมงานประลองครั้งนี้ด้วย พวกเขาแม้จะมีอำนาจและเงินทองมากมาย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจเทียบกับสำนักใหญ่โตทั้งห้าได้เลยแม้แต่น้อย ถึงแม้สำนักทั้งห้าจะไม่ยิ่งใหญ่ที่สุด
แต่พลังของพวกเขาก็ไม่ควรดูถูก การเข้าร่วมกับพวกเขาจะช่วยส่งเสริมให้ตระกูลของเหล่าคหบดีพวกนั้นมีอำนาจมากขึ้นยิ่งนัก โดยเฉพาะตระกูลพ่อค้าและเศรษฐีจำนานมากต่างก็สั่งบุตรหลานไว้ว่าต้องเข้าร่วมกับตำหนักหลอมอาวุธให้จงได้
เหตุผลก็คือตำหนักหลอมอาวุธคือสถานที่บ่มเพาะนักหลอมอาวุธจิตวิญญาณฝีมือเก่งกาจ ขอเพียงแค่นักหลอมอาวุธสร้างอาวุธจิตวิญญาณระดับกลางถึงสูงออกมาได้ก็สามารถขายพวกมันได้ด้วยราคาอันมหาศาล นี่เป็นประโยชน์ต่อครอบครัวที่หวังทำกำไรจากจุดนี้ยิ่งนัก ซึ่งตำหนักหลอมอาวุธก็ไม่เหมือนฝ่ายอำนาจทั่วไป พวกเขาคล้ายกับสถานศึกษาที่มีคนเข้าออกตลอดเวลา เพียงแต่เกณฑ์การรับคนของพวกเขาออกจะสูงอยู่บ้างก็เท่านั้นเอง
ถังเฟยหู่นั้นได้ต่อแถวเพื่อรอเข้าเมืองอยู่เป็นเวลานาน แถวของชาวยุทธ์นั้นได้ขยับอย่างต่อเนื่องและเข้าใกล้ประตูใหญ่ของเมืองไปทุกที แต่ดูเหมือนเรื่องราวจะไม่ธรรมดาเช่นนั้น ที่ด้านหน้าไม่ไกลเขาสามารถได้ยินเสียงโวยวายของผู้คน เป็นเสียงของชาวยุทธ์ผู้หนึ่งกำลังถกเถียงกับอีกคน
“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงได้เอาเปรียบผู้คนเช่นนี้!” เสียงของชาวยุทธ์ต่างเมืองผู้นั้นตะโกนขึ้นอย่างไม่พอใจ หน้าของคนผู้นี้เต็มไปด้วยความโกรธ เขาจับจ้องไปทางชาวยุทธ์อีกกลุ่มหนึ่งที่ขวางทางอยู่
ผู้คนที่ขวางทางอยู่ก็คือคนของสกุลหลิวนั่นเอง พวกเขาแต่ละคนหน้าตาเหี้ยมเกรียม พวกเขาราวกับนักเลงใหญ่คุมเจ้าถิ่น คนของสกุลหลิวที่เป็นหัวหน้านั้นโยนผลึกอสูรก้อนหนึ่งขึ้นกลางอากาศเล็กน้อยก่อนที่จะแบมือเพื่อรับผลุกอสูรที่ตกลงมา เขาทำเช่นนั้นวนไปวนมาด้วยท่าทีหาเรื่อง
คนแซ่หลิวผู้นั้นยิ้มอย่างเลือดเย็น “พวกเจ้าไม่รู้หรืออย่างไรว่าพวกเราสกุลหลิวคือผู้เป็นใหญ่ในเมืองแห่งนี้ เจ้าพวกต่างเมืองหากอยากเข้ามาก็จำเป็นต้องจ่ายค่าผ่านทางมา ไม่เช่นนั้นก็ใสหัวไปซะ!” เขาตะโกนใส่หน้าชาวยุทธ์ที่ยืนอยู่ตรงนั้น
ชาวยุทธ์ผู้นั้นกำมือด้วยความโมโห เขามีชีวิตที่ยากจนและหวังว่าจะสามารถเปลี่ยนดวงชะตาของตนเองด้วยการเข้าร่วมกับสำนักอันยิ่งใหญ่อย่างตำหนักหลอมอาวุธ หากเขาได้เป็นนักหลอมอาวุธจิตวิญญาณ ครอบครัวของเขาก็จะสบายและไม่ต้องลำบากกับความยากจนอีกต่อไป
แม้ชาวยุทธ์ผู้ยากไร้คนนั้นอยากจะเข้าเมืองไปมากแค่ไหน แต่เขาก็ไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะจ่ายตามที่สกุลหลิวเรียกร้อง อีกทั้งใช้กำลังไปก็ไม่มีประโยชน์ นั่นเพราะคนของสกุลหลิวที่มาคุมเชิงนั้นต่างก็มีพวกที่มากกว่า อีกทั้งยังมีขอบเขตการฝึกตนที่สูงกว่าเขามากมายนัก ไม่ว่าทางไหนเขาก็ไม่อาจทำอันใดได้เลย
ในตอนนั้นเองที่คนข้างหลังชาวยุทธ์ผู้ยากไร้เริ่มไม่พอใจ คนผู้นี้มาจากตระกูลเศรษฐีของเมืองข้างๆ ทรัพยากรเท่านี้นับว่าไม่เป็นอันใด เขาได้เอื้อมมือออกไปและกระชากไหล่ของชาวยุทธ์ผู้ยากไร้ให้ล้มลงไปกับพื้น
“เจ้าขอทาน! ผลึกอสูรแค่ก้อนเดียวก็ไม่มีจ่าย ไส้หัวไปซะ! อย่าให้ข้าเห็นหน้าเจ้าอีกนะ งานประลองนี้เป็นงานสำคัญ ไม่ใช่ที่ๆขอทานจะมาเดินเล่น!” ชาวยุทธ์ผู้ร่ำรวยตะโกนด่าเสร็จก็โยนผลึกอสูรออกไปให้แก่คนของสกุลหลิว
เหล่าคนของสกุลหลิวเมื่อได้รับค่าผ่านทางนั้นมาแล้ว พวกเขาต่างก็หลีกทางให้แก่ชายคนนั้นได้เข้าไป คนของสกุลหลิวต่างก็มองชาวยุทธ์ผู้ยากไร้ด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม หรือแม้แต่คนอื่นๆในแถวที่เดินตามๆกันมาก็มีท่าทีเช่นเดียวกัน ชาวยุทธ์ผู้ยากไร้นั้นกำมือด้วยความโกรธ นี่เหมือนกับความพยายามตลอดมาของเขากลายเป็นสูญเปล่าไปแล้วเหรอ เขานั้นมีการฝึกฝนที่อ่อนแอเพราะไม่เคยใช้ทรัพยากรเช่นคนอื่น ผลึกอสูรทุกอันที่เขาได้มาจากการต่อสู้ก็นำไปขายมาแลกข้าวให้แก่ครอบครัวได้กิน
ดวงตาของเขาแดงก่ำ เขารู้สึกผิดหวังที่ไม่อาจทำให้ครอบครัวของตนเองสบายได้ เขาค่อยๆลุกขึ้นมาและเดินจากไปด้วยความรู้สึกที่ผิดหวังอย่างถึงที่สุด แต่ในตอนนั้นเองที่มีชาวยุทธ์ต่างเมืองผู้หนึ่งยื่นขาออกมาจากแถวเพื่อขัดขาชาวยุทธ์ผู้ยากไร้คนนั้น
ชาวยุทธ์ผู้ยากไร้ที่ดวงใจสลายไม่มีสติพอที่จะรับรู้หรือสังเกตสิ่งรอบตัวได้ และเป็นดั่งคาด เขาได้สะดุดจนหกล้มหน้าคว่ำลงกับพื้นอีกครั้ง ผู้คนในแถวเมื่อเห็นเช่นนั้นต่างก็หัวเราะชอบใจเป็นอย่างมาก ยกเว้นก็เพียงแต่ถังเฟยหู่ เขาเองก็รู้สึกว่าคนของสกุลหลิวและชาวยุทธ์ที่เหลือต่างก็ทำเกินไป
ชาวยุทธ์ผู้ยากไร้นั้นเดินคอตกกลับไปพร้อมใจที่ผิดหวัง ชุดและเสื้อผ้าของเขาต่างก็มอมแมมและเต็มไปด้วยเศษฝุ่นเศษดิน ในตอนนั้นเองที่มีมือของคนผู้หนึ่งมาแตะบนไหลของเขา เมื่อมองไปก็พบกับชาวยุทธ์ในแถวผู้หนึ่งที่สวมใส่ชุดสีขาว คนผู้นั้นก็คือถังเฟยหู่นั่นเอง ในตอนแรกชาวยุทธ์ผู้ยากไร้คิดว่าถังเฟยหู่จะแกล้งเขาเช่นกัน แต่เมื่อไม่เห็นเขาทำอะไรเขาก็ได้พยายามจะสะบัดมือออก
ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ยัดของอย่างหนึ่งมาในมือของเขาอย่างรวดเร็ว เมื่อมองดูของในมือปรากฏว่าของที่อยู่ในมือของเขาก็คือผลึกอสูรระดับหนึ่งนั่นเอง สีหน้าของชาวยุทธ์ผู้ยากไร้ดูตกใจเป็นอย่างมาก ถังเฟยหู่ทำเพียงแต่ยิ้มให้กับเขาเล็กน้อยและหันหน้ากลับไปต่อแถวอีกครั้งหนึ่ง
“ขอบคุณท่านมาก ไม่ทราบท่านชื่อ…” ชาวยุทธ์ผู้ยากไร้พยายามจะถามชื่อของถังเฟยหู่ เขาต้องการทราบว่าใครคือผู้ที่ช่วยเขาเอาไว้
แต่ถังเฟยหู่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ชายคนนั้นก็พยักหน้าอย่างเข้าใจว่าถังเฟยหู่ช่วยเขาเพราะอยากช่วย ไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทน เขาจึงได้แต่ประสานมือคาราวะให้แก่ถังเฟยหู่และเร่งรีบไปต่อแถวใหม่อีกครั้ง เมื่อเห็นเช่นนั้นถังเฟยหู่ก็ได้แต่ยิ้มออกมา เมื่อเห็นคนเช่นนั้นถูกกลั่นแกล้ง เขาก็ราวกับเห็นตนเองในสมัยก่อน เขาเพียงแค่ช่วยเพราะเขารู้สึกสบายใจที่จะทำก็เท่านั้นเอง
และเมื่อไร้ซึ่งปัญหา แถวของชาวยุทธ์ก็ขยับไปเรื่อยๆจนมาถึงคราวของถังเฟยหู่ คนของสกุลหลิวพวกนั้นต่างก็ทำสีหน้าบึ้งตึงใส่ถังเฟยหู่ พวกเขาต่างก็เห็นสิ่งที่ถังเฟยหู่เพื่อช่วยชาวยุทธ์ผู้ยากไร้ หัวหน้าแซ่หลิวนั้นยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ออกมา
“เจ้าหนู ค่าผ่านทางผลึกอสูรระดับหนึ่งสองก้อน” คนแซ่หลิวกล่าวออกมาด้วยท่าทางสบายๆ เขาขึ้นค่าผ่านทางของถังเฟยหู่โดยเฉพาะ นั่นเพราะเขาไม่พอใจที่ถังเฟยหู่มาช่วยคนที่พวกเขาอยากแกล้ง
ถังเฟยหู่ยิ้มน้อยๆ เขาเข้าใจดีว่าคนเหล่านี้ต้องการแกล้งเขา “พี่ชายท่านนี้…ค่าผ่านทางก็เพียงแค่ผลึกอสูรหนึ่งก้อนมิใช่เหรอ?”
“เหอะ! ข้าพอใจอยากเก็บเท่าไหรก็ได้! เจ้ามีปัญหาหรืออย่างไร!!” หัวหน้าแซ่หลิวตะคอกใส่ถังเฟยหู่จนเส้นเลือดที่คอขึ้นเป็นเอ็น ลูกน้องด้านหลังของเขาก็ทำท่าจะก้าวเข้ามาด้านหน้าเพื่อข่มขู่ถังเฟยหู่ แต่ถังเฟยหู่ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร เขาเพียงแต่หยิบผลึกอสูรระดับหนึ่งสองก้อนออกมาจากอกเสื้อและส่งไปให้หัวหน้าแซ่หลิวอย่างง่ายดายและไม่มีท่าทางขัดขืนเลยแม้แต่น้อย
“ดี! งั้นเจ้าก็เข้าไปได้” หัวหน้าแซ่หลิวเมื่อได้ของที่ต้องการก็โบกมือไล่ถังเฟยหู่ให้จากไปในทันที ถังเฟยหู่ก็ได้ก้าวผ่านประตูเมืองเข้าไปอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจหันกลับมามองอีก โดยที่พวกคนสกุลหลิวต่างก็ไม่เห็นรอยยิ้มที่เจ้าเลห์ของถังเฟยหู่แม้แต่น้อย
โดยที่หัวหน้าแซ่หลิวไม่สังเกต ผลึกอสูรที่ถังเฟยหู่มอบให้กับเขานั้นมีไอสีเขียวเข้มที่เจือจางจนแทบมองไม่เห็นฉาบอยู่บนนั้น หลังจากนนั้นไม่นาน เมื่อหัวหน้าแซ่หลิวเก็บค่าผ่านทางไปได้อีกสี่ถึงห้าคน สีหน้าของเขาก็ดูแปลกไป
“หัวหน้า ท่านไม่สบายเหรอ? หน้าของท่านซีดเชียว” หนึ่งในลูกน้องด้านหลังกล่าวถามหัวหน้าแซ่หลิวด้วยความเป็นห่วง แต่ยังไม่ทันที่หัวหน้าแซ่หลิวผู้นั้นจะได้ตอบอะไรกลับมา คนแซ่หลิวผู้นั้นอยู่ๆก็ทรุดเข่าลงกับพื้น เหงื่อบนร่างของเขาแตกพลัก ใบหน้าซีดขาวไร้ซึ่งสีเลือด และในตอนนั้นเองที่ดวงตาของเขาเหลือกขึ้นมองด้านบนจนแทบไม่เห็นตาดำ น้ำลายของเขาเริ่มแตกฟองและฟูมปาก ไม่นานนักเขาก็ล้มหมอบลงไปกับพื้นด้วยท่าทางอันทุเรศเป็นอย่างมาก
“แย่แล้ว! หัวหน้าท่านเป็นอะไร! เร็วเข้าไปตามหมอมา!” ความวุ่นวายบังเกิดขึ้นที่ด่านเก็บค่าผ่านทางของสกุลหลิวในทันที ไม่นานนักก็ได้มีหมอท่านหนึ่งเดินทางมาซึ่งเขาก็ได้ทำการรักษาอย่างรวดเร็ว แม้พิษนี้จะไม่ทำให้หัวหน้าแซ่หลิวถึงตาย แต่ก็ทำให้เขาเจ็บปวดไม่น้อยเลยทีเดียว…