ตอนที่67 สนทนากับพันลำ
“เอ็งแน่ใจแล้วกระนั้นรึที่จะติดตามพวกข้า?”
แน่ใจจ๊ะ!
ชายหนุ่มพยักหน้ารัวๆและตอบตกลงอย่างไม่ลังเลใดๆเพราะความฝันของมันคือการได้ออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆหรือจะเรียกว่าการออกไปผจญภัยก็ได้ อีกอย่าง ถ้ามันสามารถเป็นทหารได้มันก็จะมีโอกาสได้ดิบได้ดียิ่งกว่านี้ แล้วมีหรือที่ชายหนุ่มจะยอมพลาด........
“เอ็งรู้ไหมว่าสิ่งที่เอ็งทำมาก่อนหน้านี้มีผิดแค่ไหน? แล้วเอ็งรู้ไหมว่ามีชาวบ้านตั้งกี่คนแล้วที่ต้องทนทุกข์เพราะการกระทำของเอ็ง?”
ขะ......ข้า........
“ข้ารู้จ๊ะ แต่เพราะก่อนหน้านี้ข้ายังคิดไม่ได้ แต่ตอนนี้ข้าคิดได้แล้วข้าจะไม่ทำเยี่ยงนั้นอีกแล้ว!”
ชายหนุ่มเถียงอะไรไม่ได้เพราะมันรู้ว่าสิ่งที่ทำไปก่อนหน้านี้มันแย่แค่ไหนแต่ต่อไปนี้มันจะไม่ทำตัวเช่นนั้นอีกแล้ว ขอแค่มันสามารถได้กลายเป็นทหาร.......
“เอ็งรู้ก็ดีแล้ว แต่ข้าไม่สามารถรับเอ็งมาเป็นพวกได้ดอกนะ”
อ๊ะ!
ทำไมละจ๊ะ?
ชายหนุ่มหน้าชาเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบปฏิเสธของพันลำมันคิดว่าพันลำจะเห็นใจและรับมือเข้าร่วมกลุ่มด้วยเพราะมันยอมเปลี่ยนตัวเป็นคนดีแล้ว.......
“ไม่ใช่ว่าข้าใจร้ายดอกนะแต่เป็นเพราะว่าตัวเอ็งยังไม่มีความน่าเชื่อถือมากพอที่จะเข้าร่วมกับกลุ่มของข้าแต่มันก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทาง ขอเพียงเอ็ง.......”
ตุบ!
“ท่านลุงได้โปรดบอกข้ามาเถอะ ถ้าข้าสามารถทำได้ข้าจักทำมันอย่างไม่ลังเลเลย!”
แต่ก่อนที่พันลำจะได้พูดจบชายหนุ่มก็คุกเข่าลงต่อหน้าพันลำและรีบให้คำสัญญากับพันลำโดยที่ยังไม่ได้ฟังพันลำพูดเลยว่าต้องการให้มันทำอะไร........
“เอ็งยังมิได้ฟังความข้าเลยนะ ว่าข้าต้องการให้เอ็งทำอะไรเหตุใดเอ็งถึงได้รีบตัดสินใจเยี่ยงนั้น เอ็งไม่กลัวว่าข้าจะสั่งให้เอ็งไปตายดอกรึ?”ขนาดพันลำเองก็ยังตกใจแต่เขาก็ยังคงสงวนท่าทางเอาไว้และถามชายหนุ่มกลับไปด้วยความสงสัยและอยากรู้.......
คือว่า.......
ชายหนุ่มเมื่อได้ยินแบบนั้นเขาก็ทำอะไรไม่ถูกและพูดอะไรไม่ออกเช่นกัน เพราะความต้องการที่อยากจะเป็นทหารเขาจึงไม่ได้คิดหน้าคิดหลังใดๆ แต่ในเมื่อตนได้ตัดสินใจไปแล้วชายหนุ่มจึงต้องเชิดหน้าตรงและพูดขึ้นอีกครั้งว่า......
“ข้าไม่สนใจดอก ขอเพียงข้าสามารถเป็นคนดีขึ้นได้และได้รับการยอมรับจากท่านลุง ข้าก็พร้อมที่จะทำอย่างไม่ลังเลใจใดๆ!”
ดี!
“ในเมื่อเอ็งพูดอย่างหนักแน่นเยี่ยงนั้น ข้าก็ขอดูหน่อยเถอะวะว่าเอ็งจักทำได้อย่างที่ปากเอ็งพูดหรือไม่ และเพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริงใจของข้าข้าจะให้เวลาเอ็งหนึ่งปีในการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น ถ้าเอ็งสามารถทำได้ข้าจะกลับมารับเอ็งเข้าร่วมกลุ่มด้วย!”
อ๊ะ!
หนึ่งปีกระนั้นรึ?!
ชายหนุ่มดูจะลังเลเล็กน้อยเมื่อได้ยินแบบนั้นเพราะระยะเวลาหนึ่งปีนั้นถือว่านานพอสมควรเลยทีเดียว เพราะชายหนุ่มคิดว่าพันลำให้บททดสอบอย่างอื่นที่ใช่เวลาไม่นานแต่มันไม่คิดว่าพันลำจะให้มันใช้เวลาตั้งหนึ่งปีในการปรับปรุงตัวเองเช่นนี้........
“ว่ากระไร? ถ้าเอ็งทำมิได้ก็ไปเสียข้ามิอยากรับคนที่เก่งแต่ใช้ปากพูดดอกนะ!”
ข้า..........
“ข้าตกลง! ข้าจะเปลี่ยนตัวเองเยี่ยงที่ท่านว่า ข้าจะทำให้ดูว่าข้านั้นสามารถทำได้มิใช่เพียงแค่ลมปากที่พัดผ่านไปกับสายลม!”
ดี!
“ถ้าเยี่ยงนั้นข้าจักคอยดู ถ้าเอ็งทำได้จริงๆ ละก็ข้าสัญญาเลยว่าจักทำให้เอ็งเป็นทหารที่มีเกียรติ!”
ขอบน้ำใจท่านลุง!
“เอ็งยังไม่ต้องรีบขอบน้ำใจข้าดอก เอาไว้ให้ถึงเพลานั้นเสียก่อนแล้วเอ็งค่อยมาขอบน้ำใจข้า”
จ๊ะ!
เห้ย!
พวกเอ็งน่ะรอกระอยู่วะทำไมยังไม่รีบกล่าวขอโทษพวกท่านลุงอีก!
ละ....ลูกพี่.......
ยังอีก!!
ขอโทษจ๊ะ!!
ในเมื่อชายหนุ่มคิดที่จะเปลี่ยนตัวเองแล้วเขาก็ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้เลยและแน่นอนว่าต้องรวมถึงกลุ่มอันธพาลที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยที่ต้องเปลี่ยนเป็นคนดีพร้อมกับตัวเอง......
เอาละ!
“พวกเอ็งกลับบ้านกันไปได้แล้ว รีบกลับไปหายาต้มกินเสียเดียวจักมีอาการหนักไปเสียกว่านี้!”
จ๊ะท่านลุง!!
“ดูเหมือนว่าท่านลุงพันลำจะกลายเป็นคนใหญ่คนโตของหมู่บ้านนี้เสียแล้วนะจ๊ะ”
ไอ้หนูกล้วย!
“เอ็งนี่ก็พูดหยอกข้าเกินไปแล้ว คนใหญ่คนโตกระไรกันข้าก็คือสั่งสอนพวกมันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หาได้กระทำอันใดเลย อีกอย่างถ้ามันพวกมันสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนดีได้ มันก็ดีกับหมู่บ้านป่าโมกไม่น้อยที่ข้าทำไปก็เพราะชาวบ้านที่นี่ทั้งนั้น!”
แม้ว่าพันลำจะพูดเหมือนปฏิเสธแต่ใบหน้าและท่าทางของเขาไม่ใช่เลย เพราะในขณะที่เขาพูดไปปากของเขาก็ยิ้มไปด้วยซึ่งแม้แต่เด็กน้อยห้าหกขวบก็ยังมองออกเลยว่าพันลำกำลังเขินอยู่......
เอ่อ........
ส่วนพวกชายหนุ่มยมก็พูดอะไรไม่ออกเช่นกันเพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่พวกเขาเห็นหัวหน้าของพวกเขาเป็นอย่างนี้แต่ถึงจะได้เห็นมุมที่น่าอายเช่นนี้ของพันลำพวกเขาก็ไม่กล้าที่จะพูดหยอกล้อหรือเก็บเรื่องนี้ไปพูดในคราวหลังได้นอกเสียจากว่าพวกเขาอยากจะถูกพันลำกระทืบเท่านั้น......
อแฮ่ม!
“พวกเราเสียเวลามามากพอควรแล้ว กลับไปที่เรือนกันเถอะ จักได้หาข้าวหาน้ำกินกัน!”
เมื่อพันลำเห็นว่าทุกคนเอาแต่จ้องมองมาที่ตัวเองและทำหน้าแปลกๆเขาก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่าตัวเองกำลังทำเรื่องที่น่าอายอยู่ ดังนั้นเพื่อที่จะเปลี่ยนเรื่อง เขาจึงไอออกมาเบาๆและบอกให้ทุกคนรีบกลับไปที่เรือนเพื่อหาอะไรกินกัน......
อ้า!
“ดีเลย ตอนนี้ข้าหิวมากๆถ้าได้กินปลาดุกเจ็ดหนวดย่างกับน้ำพริกเขียวร้อยรสกับผักใบเขียวละก็แรงที่เสียไปก่อนหน้านี้คงฟื้นฟูกลับมาจนเต็มเหมือนเดิมแน่!”
“เสียงแรงกระนั้นรึ? ข้ามิเห็นว่าเอ็งจะออกแรงอันใดเลยนอกจากยืนโม้อยู่ตรงนั้นเป็นพวกข้าต่างหากละที่ใช้แรง คนอย่างเอ็งไม่สมควรที่จักได้กินข้าวเสียด้วยซ้ำไอ้หมูตอน!”
“ใช่! ไอ้หมูตอนสามชั้นอย่างเอ็งนี้คิดแต่เรื่องกินอย่างเดียวแรงไม่ออกแล้วบอกเหนื่อยอย่างนี้สงสัยพวกข้าคงจักต้องจัดให้เอ็งสักดอกแล้วกระมัง!!”
เห้ย!
“นี่พวกเอ็งทำไมถึงได้ว่าร้ายข้าเยี่ยงนี้? ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ได้ออกแรงแต่ข้าก็ช่วยเป็นแรงใจให้กับพวกเอ็งนะ พวกเอ็งไม่เห็นหรือกระไร? เอาเยี่ยงนี้ไหม ให้ข้าแสดงให้พวกเอ็งดูอีกคราเป็นไงข้ารับรองเลยว่าพละกำลังของพวกเอ็งจักต้อง.......”
ไปตายซะไอ้หมูตอน!!
ย๊าก!!
ม่ายยยยยยยยยย!!
หัวหน้าช่วยข้าด้วย!!
เฮ้อ!!
พวกเอ็งนี่!
พันลำถึงกับนวดขมับเลยเมื่อเห็นลูกน้องของตัวเองทำตัวไร้สาระกันแบบนี้แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะยังไงทุกคนก็เป็นคนที่มีความสามารถแม้ว่าชายหนุ่มรูปร่างอ้วนจะสู้ไม่เก่งเหมือนกับคนอื่นๆ แต่เรื่องแกะรอยและทำอาหารนั้นไม่มีใครในกลุ่มสู้ได้สักคนเดียว......
ไม่นานหลังจากนั้นณ บริเวณหน้าเรือนพักของพันลำที่หมู่บ้านป่าโมก.......
“หาที่นั่งได้ตามสบายใจเลยนะไอ้หนูกล้วยถือซะว่าที่นี่เป็นบ้านของเอ็งก็ได้ประเดี๋ยวข้าจักให้คนไปเตรียมข้าวปลาอาหารมาให้”
“ขอบน้ำใจท่านลุงพันลำมากเลยนะจ๊ะไว้มีโอกาสฉันจะตอบแทนลุงคืนอย่างแน่นอน!”
“เอ็งไม่ต้องตอบแทนข้าดอก เรื่องแค่นี้เอง พวกเรามันก็คนกันเองมีอะไรก็ต้องช่วยเหลือกันเป็นธรรมดาอยู่แล้ว”
แต่ว่า.......
“เอางี้ ถ้าเอ็งอยากตอบแทนข้าจริงๆ ละก็ เอ็งสนใจที่จะเข้าร่วมหน่วยของข้าหรือไม่?ข้าคิดว่าคนที่มีความสามารถเยี่ยงเอ็งถ้าได้มาอยู่ในหน่วยของข้าละก็ มันคงจะดีมิน้อย ว่าไง สนใจหรือไม่?”
อันที่จริงพันลำไม่ได้อยากได้สิ่งใดตอบแทนแต่เมื่อเขาเห็นว่ากล้วยอยากที่จะตอบแทนให้ได้เขาก็เลยลองเสนอชวนกล้วยเข้าร่วมหน่วยของเขาดู เพราะถ้าหน่วยของเขาได้กล้วยเข้าร่วมด้วยคงจะดีไม่น้อยเลยและด้วยความสามารถของกล้วย หน่วยของเขาจะต้องมีชื่อเสียงขึ้นมากแน่......
เอ่อ.......
“ฉันต้องขอโทษท่านลุงด้วยนะจ๊ะฉันยังมิอาจเข้าร่วมหน่วยของท่านลุงได้ในเพลานี้เพราะฉันยังมีภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จอยู่ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้ว่าจักต้องใช้เวลานานเท่าใดด้วย”
กล้วยรู้สึกหนักใจที่จะตอบไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากเข้าร่วมกับหน่วยของพันลำแต่เพราะว่าเขายังต้องฝึกฝนและควบคุมวิญญาณยักษ์วิรุฬกัณฐ์ที่อยู่ภายในตัวของเขาให้ได้เสียก่อนไม่อย่างนั้นหากมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาเขาคงรู้สึกผิดและเสียใจอย่างมากที่จะต้องกลายเป็นตัวต้นเหตุ.....
อ้า!
เมื่อพันลำได้ยินคำกล่าวของกล้วยเขาก็มีสีหน้าที่ผิดหวังขึ้นมาเล็กน้อย แต่ไม่นานเขาก็สลัดความคิดไม่ดีทิ้งไปก่อนที่จะยิ้มออกมาเบาๆ และพูดขึ้นมาว่า.....
“มิเป็นไร อย่างน้อยก็ถือได้ว่าพวกเราได้รู้จักกันแล้วในเพลาหน้าพวกเราคงอาจจักได้ร่วมงานกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”
จ๊ะท่านลุง!
หลังจากที่จัดแจงทุกอย่างเรียบร้อยแล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไปหาข้าวปลาอาหารกินกัน ก่อนที่จะถึงช่วงบ่ายของวันพันลำได้เรียกกล้วยเข้ามาคุยด้วยอีกครั้ง......
ภายในห้องรับรองที่พันลำจัดไว้.......
“กล้วย! เอ็งคงรู้แล้วว่าสถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้เป็นเยี่ยงใดดังนั้นแล้ว ตัวข้าและคนในหน่วยจึงมิอาจที่จะอยู่ที่นี่ได้นานนักอีกไม่นานพวกเราอาจจักต้องออกเดินทางเพื่อไปยังพื้นที่เป้าหมายต่อไปแล้วถ้าเป็นไปได้ข้าก็อยากจะฝากเอ็งดูแลผู้คนในหมู่บ้านป่าโมกนี้ด้วย”
สิ่งที่พันลำต้องการจะพูดกับกล้วยนั้นก็คือเรื่องที่เขาจะต้องออกเดินทางต่อแล้วเพราะที่เขามาที่หมู่บ้านป่าโมกนี้ก็เพราะเขาต้องการมาสืบหาข่าวและดูแลเรื่องบางอย่างตามคำสั่งแต่เมื่อช่วงคืนวานนี้ พวกเขาพึ่งได้รับคำสั่งให้ออกจากที่แห่งนี้เพื่อไปทำภารกิจบางอย่าง ดังนั้นแล้ว เขาจึงอยากจะขอให้กล้วยช่วยดูแลผู้คนในหมู่บ้านป่าโมกถ้าเกิดว่ามันไม่เกินกำลังของกล้วย.....
“ข้ามิอาจจักรับปากใดๆ ต่อท่านลุงได้มากนักดอกเพราะข้าเองก็ไม่ได้อยู่ใกล้กับที่นี่ กว่าจักเดินทางมาถึงก็ใช้เวลาวันถึงสองวันเช่นนั้นแล้ว มันคงยากที่ข้าจะเข้ามาช่วยเหลือผู้คนในหมู่บ้านได้ทันท่วงทีข้าหวังว่าท่านลุงจักเข้าใจ!”
กล้วยเข้าใจความรู้สึกของพันลำดีแต่ว่าเขาก็ไม่อาจที่จะรับปากพันลำได้เช่นกัน เพราะอาศรมที่เขาอยู่ในตอนนี้ไม่ได้อยู่ใกล้ที่หมู่บ้านป่าโมกขนาดนั้นอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาเป็นคนกว่าจะได้รับข่าวใดๆ จากหมู่บ้านและกว่าเขาจะไปช่วยเหลืออีก......
เฮ้อ......
“ข้าเข้าใจดี แต่ถึงอย่างไรข้าก็ยังอยากจักขอฝากเรื่องนี้เอาไว้เพื่อความสบายใจเท่านั้น”
แน่นอนว่าพันลำเองก็รู้เรื่องนี้ดีแต่เพื่อปลอบโยนความรู้สึกของเขาตัวเขาจึงต้องพูดมันออกไปเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นอย่างน้อยเขาก็ได้ทำดีที่สุดแล้วเพื่อคนในหมู่บ้าน.......
“ข้าเข้าใจ ว่าแต่ตอนนี้ข้ารบกวนท่านลุงมามากแล้วมันคงถึงเพลาที่ข้าจักต้องกลับเสียแล้ว หวังว่าคราหน้าพวกเราจักได้พักกันอีก”
กล้วยเห็นว่าบรรยากาศมันดูอึดอัดแปลๆเขาจึงขอตัวกลับอาศรมของเขา เพราะกว่าที่เขาจะเดินทางกลับไปถึง มันคงจะมืดค่ำพอดีแต่หากว่าไปช้ากว่านี้ พวกเขาอาจจะไปถึงช่วงดึกเลยซึ่งนั้นมันไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นัก.......
อ่า....
“เช่นนั้นเอ็งก็ไปเสียเถอะ ไว้มีโอกาสพวกเราค่อยพบกันใหม่ อะ!ก่อนเอ็งจักไป เอาข้าวสารและอาหารตากแห้งไปด้วยสิข้าได้ให้คนจัดเตรียมเอาไว้ให้เอ็งแล้วและก็อย่าได้ปฏิเสธความหวังดีของข้าด้วยล่ะมิเช่นนั้นข้าจักถือว่าเอ็งมิเคารพต่อข้า!”
พันลำคิดว่านี่คงเป็นโชคชะตาที่นำพาให้เขามาพบกับกล้วยและเพื่อที่จะทำให้ความสัมพันของเขาและกล้วยเพิ่มสูงขึ้นเขาจึงได้สั่งให้คนจัดเตรียมข้าวและอาหารแห้งให้กับกล้วยซึ่งเขาได้บอกห้ามไม่ให้กล้วยปฏิเสธของที่เขามอบให้ด้วย......
เอิ่ม......
“ในเมื่อท่านลุงว่าเยี่ยงนั้นข้าก็จักไม่ปฏิเสธความหวังดีของท่านก็แล้วกัน!”
กล้วยรู้ดีว่าเขาควรทำตัวอย่างไรดังนั้นเขาจึงไม่ได้ปฏิเสธของขวัญที่พันลำมอบให้เขาคิดว่าดีเสียอีกที่ได้ข้าวและอาหารแห้งมาเพราะปกติแล้วอาหารที่เขากินมักจะเป็นพวกผักผลไม้ ไม่ก็เนื้อย่างจากสัตว์ที่ล่าได้มันไม่มีข้าวหุงสุกเลยในแต่ละมื้อ........