วิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์

    บทที่ 66 : ความห่างชั้นแห่งมิติสัจธรรม

    บทที่ 66 : ความห่างชั้นแห่งมิติสัจธรรม


    กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน ความสงบสุขที่หาได้ยากยิ่งได้หวนคืนสู่แผ่นดินโลกปุถุชนอีกครั้ง

    ณ ใจกลางมหาทวีปศูนย์กลาง สูงขึ้นไปเหนือชั้นเมฆามงคลเจ็ดสี 'ตำหนักสวรรค์จักรพรรดิเทพยุทธ์' ลอยตระหง่านอยู่อย่างวิจิตรตระการตา พระราชวังที่สร้างจากหยกขาวบริสุทธิ์และทองคำบรรพกาล สาดส่องรัศมีศักดิ์สิทธิ์ปกคลุมผืนหล้า บัดนี้ ห้ามหาทวีปที่เคยแตกแยกและเต็มไปด้วยการนองเลือด ได้ถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่ที่ถูกเขียนขึ้นโดยบุรุษเพียงผู้เดียว

    ภายในโถงท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ไพศาล ซูหลงอวิ๋นในชุดคลุมจักรพรรดิลวดลายมังกรเทวะ ประทับนั่งอยู่อย่างสงบเงียบทว่าแฝงไปด้วยอำนาจที่กดข่มทุกสรรพสิ่ง นัยน์ตาสองสีของเขาทอดมองออกไปนอกบานหน้าต่างผลึกดารา ไร้ซึ่งจุดโฟกัส ราวกับว่าสายตาคู่นั้นได้ทะลุผ่านม่านอากาศธาตุ ขึ้นไปจดจ้องยังอีกมิติหนึ่งที่อยู่สูงขึ้นไป

    หลิงอวี้ซี สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้สวมมงกุฎเหมันต์ราชินี ก้าวเดินเข้ามาอย่างแผ่วเบา กลิ่นหอมเย็นของดอกบัวหิมะลอยมาแตะจมูก นางรินชาสมุนไพรวิญญาณระดับเก้าลงในจอกหยก ก่อนจะวางลงบนโต๊ะข้างบัลลังก์อย่างนุ่มนวล

    "แผ่นดินสงบร่มเย็นแล้ว ขุมกำลังที่เคยต่อต้านล้วนสยบยอม โลกปุถุชนใบนี้ตกอยู่ในกำมือของเจ้าอย่างสมบูรณ์แบบ... ทว่าเหตุใด แววตาของเจ้าจึงยังคงเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้และไม่เคยหยุดนิ่งเล่า ซูหลงอวิ๋น?" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงกว่ากาลก่อนมากนัก

    ซูหลงอวิ๋นละสายตาจากท้องฟ้า หันมารับจอกชาขึ้นจิบช้าๆ เขาระบายลมหายใจออกมาเป็นไอหมอกปราณบริสุทธิ์

    "ความร่มเย็นของโลกปุถุชน เป็นเพียงภาพลวงตาที่เปราะบางประดุจฟองสบู่ อวี้ซี..." สุรเสียงของเขาดังกังวานและเต็มไปด้วยความลึกล้ำ "แผ่นดินห้ามหาทวีปที่พวกเรายืนอยู่นี้ เป็นเพียงส่วนที่ต่ำต้อยที่สุดของสากลจักรวาล สำหรับพวกตัวตนที่อยู่เบื้องบน พวกเราก็เป็นเพียงฝูงมดปลวกที่ถูกขังอยู่ในกรงแก้วเท่านั้น"

    "เจ้ากำลังกล่าวถึง 'แดนสวรรค์เบื้องบน' สินะ..." หลิงอวี้ซีขมวดคิ้วเล็กน้อย นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หยกข้างบัลลังก์ "ข้าเคยศึกษาจากบันทึกลับของดินแดนหมื่นเต๋า ว่ากันว่าขอบเขตที่แปด หรือจักรพรรดิยุทธ คือจุดสูงสุดของมนุษย์ ทว่าหากต้องการก้าวข้ามไปสู่ความเป็นอมตะ จำต้องเผชิญหน้ากับ 'ทัณฑ์สวรรค์กึ่งเทพ' เพื่อชำระล้างกายเนื้อและวิญญาณ... มันน่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียวรึ?"

    ซูหลงอวิ๋นวางจอกชาลง นัยน์ตาสีทองคำและสีดำทมิฬของเขาสาดประกายจริงจังอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก

    "มันมิใช่เพียงความน่ากลัว ทว่ามันคือความห่างชั้นของ 'มิติแห่งความเป็นจริง'"

    เขาอธิบายช้าๆ เพื่อให้นางค่อยๆ ซึมซับสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ "ตั้งแต่ขอบเขตรวบรวมปราณ ไปจนถึงขอบเขตจักรพรรดิยุทธ... พวกเราล้วนเป็นเพียงมนุษย์ที่ยืมพลังจาก 'กฎธรรมชาติ' มาใช้งาน การกางอาณาเขต ก็คือการหยิบยืมพลังฟ้าดินมาเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเอง..."

    "ทว่า ตั้งแต่ขอบเขตที่เก้า 'กึ่งเทพ' ขึ้นไป... พวกมันไม่จำเป็นต้องหยิบยืมพลังจากธรรมชาติอีกต่อไป เพราะพวกมันได้เริ่มควบแน่น 'ประกายเทวะ' ไว้ในจุดตันเถียน ประกายเทวะนั้น จะมอบสิ่งที่เรียกว่า 'เทวอำนาจ' ให้แก่พวกมัน"

    หลิงอวี้ซีตั้งใจฟังทุกถ้อยคำ นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้คือผู้สืบทอดแห่งจักรพรรดิเทพยุทธ์ ความรู้และสัจธรรมที่เขามี ย่อมลึกซึ้งยิ่งกว่าตำราใดๆ ในโลก

    "เทวอำนาจคือสิ่งใด?" นางถามต่อ

    "มันคือ 'กฎการกดข่มสัมบูรณ์'..." ซูหลงอวิ๋นยกมือขวาขึ้น จุดเปลวไฟสีทองคำให้ลุกโชนบนฝ่ามือ "สมมติว่า ข้าคือจักรพรรดิยุทธ ข้าสามารถสร้างลูกไฟที่ร้อนแรงที่สุดเพื่อแผดเผาภูเขาให้เป็นจุณ ทว่า หากศัตรูของข้าคือกึ่งเทพ มันไม่จำเป็นต้องสร้างน้ำแข็งที่เย็นกว่ามาดับไฟของข้า..."

    เขาเป่าลมหายใจแผ่วเบา เปลวไฟบนฝ่ามือดับวูบลง

    "กึ่งเทพเพียงแค่ใช้เทวอำนาจ เอ่ยปากสั่งว่า 'ณ ที่แห่งนี้ ไฟไม่อาจลุกไหม้'... เพียงแค่นั้น สัจธรรมแห่งไฟของข้าก็จะถูกปฏิเสธและดับสูญไปในพริบตา! การโจมตีของจักรพรรดิยุทธ จะกลายเป็นเพียงลมหายใจที่ไร้ความหมาย! นี่คือสาเหตุที่ไม่มีปุถุชนคนใดสามารถสู้ข้ามระดับกับกึ่งเทพได้ เพราะมันมิใช่การต่อสู้ด้วยปริมาณพลัง ทว่ามันคือการต่อสู้ด้วย 'สิทธิ์ขาดในการกำหนดความเป็นจริง'!"

    คำอธิบายของซูหลงอวิ๋น ทำเอาสตรีศักดิ์สิทธิ์ถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ นางเพิ่งตระหนักได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของแดนสวรรค์เบื้องบน หากมีตัวตนระดับกึ่งเทพลงมายังโลกใบนี้ ต่อให้ทั้งห้ามหาทวีปร่วมมือกัน ก็คงถูกบดขยี้ตายตกไปในคำพูดเดียว

    "ในเมื่อความห่างชั้นมันมากมายถึงเพียงนั้น..." หลิงอวี้ซีกัดริมฝีปาก "แล้วพวกเราจะขึ้นไปบนแดนสวรรค์ได้อย่างไรเล่า? กฎเกณฑ์ของฟ้าดินระบุไว้ชัดเจน ว่าประตูสวรรค์จะเปิดออก ก็ต่อเมื่อมีผู้ฝึกยุทธ์สามารถก้าวผ่าน 'ทัณฑ์สวรรค์กึ่งเทพ' ได้เท่านั้น บัดนี้ เจ้าอยู่เพียงขอบเขตตัดวิญญาณขั้นสูงสุด (ขอบเขตที่ 5 ขั้นสูงสุด) แม้พลังวิญญาณจะเทียบเท่าราชันย์ยุทธ์ ทว่าร่างกายเนื้อของเจ้า ก็ไม่อาจรับสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ได้แม้แต่เส้นเดียว หากโดนเข้าไป วิญญาณของเจ้าต้องแตกซ่านเป็นแน่!"

    การจะทะลวงระดับขึ้นไปถึงขอบเขตที่แปดเพื่อรอรับทัณฑ์สวรรค์ตามปกติ คงต้องใช้เวลาอีกนับหมื่นปี ซึ่งสำหรับจักรพรรดิผู้เร่าร้อนและทะเยอทะยานอย่างซูหลงอวิ๋น ย่อมไม่อาจรอคอยได้นานถึงเพียงนั้น

    ชายหนุ่มผู้โอหังยกยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มของเขาแฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและสติปัญญาที่ลึกล้ำ

    "อวี้ซี... ในเมื่อพวกเราไม่มี 'กุญแจ' เพื่อไขประตูสวรรค์อย่างถูกต้อง... พวกเราก็แค่หาคนที่มีกุญแจ หลอกให้มันเปิดประตู แล้วพวกเราก็แอบเดินตามเข้าไปก็สิ้นเรื่อง"

    "หาผู้มีกุญแจ? ในโลกปุถุชนแห่งนี้ นอกเหนือจากจักรพรรดิยุทธสามคนที่ถูกพวกเราสังหารไปแล้ว ยังมีผู้ใดอยู่อีกรึ?" นางเลิกคิ้วด้วยความสงสัย

    "โลกใบนี้ กว้างใหญ่ไพศาลและซุกซ่อนความลับไว้มากกว่าที่เจ้าคิด..."

    ซูหลงอวิ๋นหลับตาลง ทารกวิญญาณหยินหยางเทวะในจุดตันเถียนส่องแสงเจิดจ้า เขาปลดปล่อย 'จิตสัมผัสวิญญาณ' ที่ทรงพลังที่สุดออกไป!

    วิ้ง!

    คลื่นพลังวิญญาณที่ละเอียดอ่อนและกว้างไกลไร้ขอบเขต พุ่งทะยานออกจากตำหนักสวรรค์ แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้งมหาทวีปศูนย์กลาง ทะลวงผ่านมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ กวาดผ่านมหาทวีปอุดรเหมันต์ มหาทวีปประจิมวิญญาณ มหาทวีปทักษิณอัคคี และมหาทวีปบูรพาพฤกษา!

    จิตสัมผัสของเขาเจาะลึกลงไปใต้ผืนแผ่นดิน ทะลวงผ่านชั้นหินหนืด ดำดิ่งลงไปค้นหาในซอกหลืบที่มืดมิดที่สุดของโลกหล้า!

    เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า ภายในท้องพระโรงเงียบกริบจนได้ยินเพียงเสียงหัวใจของหลิงอวี้ซีที่เต้นระรัว

    สามชั่วยามผ่านไป...

    นัยน์ตาซ้ายสีดำทมิฬปนเขียวอเวจีของซูหลงอวิ๋น พลันเบิกกว้างขึ้น! รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้า

    "พบแล้ว..."

    ชายหนุ่มลืมตาทั้งสองข้างขึ้น สุรเสียงดังกังวาน "ณ ส่วนลึกที่สุดของแกนโลกใต้ทวีปทักษิณอัคคี... ลึกลงไปในธารลาวาที่ร้อนระอุที่สุด มีมิติเอกเทศที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลบซ่อน 'ดวงตาแห่งสวรรค์' ซุกซ่อนอยู่... ภายในนั้น มีตาแก่ขี้ขลาดผู้หนึ่ง ซ่อนตัวมานานนับหมื่นปีเพื่อหลีกหนีความตาย"

    "ขอบเขตที่แปดขั้นสูงสุด... 'จักรพรรดิยุทธขั้นสูงสุด'... มันคือตัวตนที่สั่งสมพลังปราณมามากพอที่จะดึงดูดทัณฑ์สวรรค์กึ่งเทพได้ทุกเมื่อ ทว่ามันกลับใช้ค่ายกลและสมบัติวิเศษกดข่มกลิ่นอายของตนเองเอาไว้ ประหนึ่งเต่าที่หดหัวอยู่ในกระดอง!"

    หลิงอวี้ซีเบิกตากว้าง "มีตัวตนระดับจักรพรรดิยุทธขั้นสูงสุด ซ่อนตัวอยู่ในโลกใบนี้ด้วยรึ! หากมันทรงพลังถึงเพียงนั้น เหตุใดจึงไม่ยอมเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์เล่า?"

    "เพราะทัณฑ์สวรรค์กึ่งเทพ คือเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตายที่แท้จริง โอกาสรอดชีวิตมีไม่ถึงหนึ่งในสิบ หากล้มเหลวก็เท่ากับวิญญาณดับสูญ ตาแก่นั่นคงรักตัวกลัวตายจนไม่กล้าก้าวเดินไปข้างหน้า"

    ซูหลงอวิ๋นลุกขึ้นยืน สะบัดแขนเสื้ออย่างสง่างาม "ทว่า... ในเมื่อข้า ซูหลงอวิ๋น ต้องการจะใช้ตั๋วผ่านทางของมัน มันก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ!"

    "เตรียมตัวให้พร้อม อวี้ซี... พวกเราจะลงไป 'เชิญ' บรรพชนเร้นลับผู้นั้น ให้ออกมาทำหน้าที่เบิกทางสู่สรวงสวรรค์ให้แก่พวกเรา!"

    ...

    เจ็ดวันต่อมา

    ณ มหาทวีปทักษิณอัคคี ดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องภูเขาไฟและทะเลทรายเพลิงที่ร้อนระอุที่สุดในโลกปุถุชน

    เหนือปากปล่องภูเขาไฟ 'เพลิงพิโรธบรรพกาล' ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในทวีป ร่างของราชสีห์เพลิง 'จินหลิน' ลอยตัวอยู่อย่างเงียบเชียบ เปลวเพลิงสีทองคำที่แผ่ออกมาจากตัวของมัน กดข่มความร้อนแรงของลาวาเบื้องล่างจนสงบนิ่งประดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น

    บนแผ่นหลังของกิเลนเทวะ ซูหลงอวิ๋นประทับยืนเอามือไพล่หลัง สายลมร้อนไม่อาจระคายเคืองผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย เบื้องหลังคือหลิงอวี้ซีที่กางม่านพลังเหมันต์บางๆ คอยปรับอุณหภูมิรอบกายให้เย็นสบาย

    "เจ้าบอกว่า ตาแก่นั่นหลบซ่อนอยู่ใต้แกนโลกของภูเขาไฟลูกนี้งั้นรึ?" หลิงอวี้ซีชะโงกหน้ามองลงไปในหลุมลาวาที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง "เราจะทะลวงลงไปลากคอมันขึ้นมาเลยหรือไม่?"

    "การบุกทะลวงรังของจักรพรรดิยุทธขั้นสูงสุดที่มีเวลาเตรียมตัวมานับหมื่นปี ย่อมเป็นการกระทำที่ผลาญแรงโดยใช่เหตุ"

    ซูหลงอวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ นัยน์ตาสองสีสาดประกายความเจ้าเล่ห์และลึกล้ำ "วิถีแห่งจักรพรรดิ มิใช่การใช้กำลังหักหาญเสมอไป... บางครั้ง การบีบคั้นให้ศัตรูต้องเดินออกมาหาเราเอง ย่อมเป็นวิธีที่สง่างามกว่า"

    ซูหลงอวิ๋นเปิดจุดตันเถียน เรียกเอา 'ตราประทับจักรพรรดิสวรรค์' ซึ่งเป็นสัญลักษณ์การปกครองห้ามหาทวีป ที่เขาสร้างขึ้นจากพลังงานของแก่นกำเนิดเอกภพ ออกมาถือไว้ในมือ

    "ในฐานะผู้ปกครองโลกใบนี้... ข้ามีสิทธิ์โดยชอบธรรม ที่จะจัดสรรปราณวิญญาณทั้งหมดในห้ามหาทวีป"

    ชายหนุ่มตวัดตราประทับขึ้นสู่ฟากฟ้า!

    "วิถีแห่งเทวะ... เคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาล... ค่ายกลสกัดกั้นชีพจรโลก!"

    ครืนนนนนนนน!!!!!

    สวรรค์และปฐพีของมหาทวีปทักษิณอัคคีพลันเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง! สายลมหยุดพัด เปลวเพลิงหยุดลุกไหม้!

    ซูหลงอวิ๋นใช้อำนาจของตราประทับ ผสานกับสัจธรรมในอาณาเขตของเขา ทำการ 'ตัดขาด' การไหลเวียนของชีพจรปราณฟ้าดินทั้งหมดในรัศมีแสนลี้! เขาดูดกลืนพลังงานความร้อนและปราณวิญญาณรอบภูเขาไฟเพลิงพิโรธบรรพกาล ขึ้นมาควบแน่นไว้บนท้องฟ้า กลายเป็นกำแพงพลังงานที่ปิดกั้นมิให้พลังใดๆ ไหลซึมลงสู่ใต้ดินได้อีก!

    "เจ้ากำลังทำอะไร? การตัดขาดชีพจรโลกเช่นนี้..." หลิงอวี้ซีเบิกตากว้าง นางสัมผัสได้ว่าอากาศรอบด้านเริ่มเบาบางลงอย่างน่าสะพรึงกลัว

    "ตาแก่นั่น ซ่อนตัวอยู่ใต้แกนโลกมานับหมื่นปี ร่างกายของมันย่อมเสื่อมถอยและต้องการปราณธรรมชาติหล่อเลี้ยงอย่างมหาศาลเพื่อยืดอายุขัยและกดข่มพลังของตนเอง..."

    ซูหลงอวิ๋นแสยะยิ้มอำมหิต "บัดนี้ ข้าได้ปิดวาล์วน้ำของมันแล้ว... เมื่อปราศจากปราณธรรมชาติคอยหล่อเลี้ยง ค่ายกลปิดบังกลิ่นอายของมันย่อมต้องเสื่อมสภาพ และร่างกายที่แก่ชราของมันก็จะเริ่มเน่าเปื่อย..."

    "มันเหลือทางเลือกเพียงสองทาง... หนึ่งคือยอมตายอย่างช้าๆ ใต้กองขี้เถ้า... หรือสอง คือระเบิดพลังทั้งหมด พุ่งทะยานขึ้นมาสู่โลกภายนอก และเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์เพื่อแสวงหาทางรอด!"

    นี่คือแผนการ 'บีบเต่าออกจากกระดอง' ที่เลือดเย็นและทรงประสิทธิภาพที่สุด!

    เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า ซูหลงอวิ๋นและหลิงอวี้ซียืนรอคอยอยู่อย่างสงบนิ่งเหนือปากปล่องภูเขาไฟ

    หนึ่งวัน... สองวัน... สามวัน...

    แม้จะอยู่เหนือพื้นดิน แต่จิตสัมผัสของซูหลงอวิ๋นก็จับความปั่นป่วนที่กำลังก่อตัวขึ้นใต้พิภพได้อย่างชัดเจน ความอดทนของสิ่งมีชีวิตที่ถูกขังลืมกำลังจะขาดสะบั้น!

    ในที่สุด เมื่อก้าวเข้าสู่วันที่เจ็ด!

    ตู้มมมมมมมมมมมมม!!!!!

    เสียงระเบิดกัมปนาทที่รุนแรงเสียยิ่งกว่าดาวหางพุ่งชนโลก ดังก้องสะท้านทะลุแกนพิภพ!

    หินหนืดและแมกมาที่หลับใหลอยู่ก้นปล่องภูเขาไฟ พุ่งทะลักขึ้นสู่ท้องฟ้าประดุจน้ำพุโลหิตที่สูงนับหมื่นจั้ง! ภูเขาไฟเพลิงพิโรธบรรพกาลถูกแรงดันมหาศาลระเบิดจนยอดเขากระจุยกระจาย!

    ท่ามกลางพายุลาวาที่ร้อนระอุ ปรากฏร่างของชายชราผู้หนึ่ง พุ่งทะยานแหวกมวลหินหลอมละลายขึ้นมาสู่ชั้นบรรยากาศ!

    สภาพของชายชราผู้นี้ดูน่าสยดสยองยิ่งนัก ร่างกายผอมแห้งจนหนังติดกระดูก เส้นผมสีขาวโพลนหลุดร่วงจนเกือบหมดศีรษะ ผิวหนังแตกแห้งประดุจเปลือกไม้ที่ตายแล้ว ทว่า... กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างที่ดูอ่อนแอนั้น กลับหนักหน่วงและทรงอำนาจเสียยิ่งกว่านักพรตเทียนจีถึงสิบเท่า!

    มันคือ 'เฒ่าปีศาจกู่ไห่'! บรรพชนเร้นลับขอบเขตจักรพรรดิยุทธขั้นสูงสุด (ขอบเขตที่ 8 ขั้นสูงสุด) ผู้ซ่อนตัวจากสวรรค์มานานนับหมื่นปี!

    "ไอ้เด็กบัดซบผู้ใด! บังอาจตัดขาดชีพจรโลหิตของข้า! ทำลายแผนการหลบซ่อนตัวของข้าจนป่นปี้!"

    เฒ่าปีศาจกู่ไห่แผดเสียงคำรามก้อง สุรเสียงของมันแฝงด้วยเจตจำนงของจักรพรรดิที่ทำให้มิติในรัศมีพันลี้เกิดรอยร้าว! นัยน์ตาสีเหลืองขุ่นมัวของมันกวาดมองไปรอบด้าน จนกระทั่งประสานเข้ากับนัยน์ตาสองสีของบุรุษหนุ่มชุดขาวที่ลอยตัวอยู่อย่างสง่างามบนหลังสัตว์เทวะ

    "เป็นเจ้าเองรึ! ไอ้เด็กวิญญาณก่อกำเนิด... ไม่สิ ขอบเขตตัดวิญญาณขั้นต้น! เจ้าคือผู้ที่ครอบครองค่ายกลสกัดกั้นสวรรค์เมื่อครู่นี้!"

    เฒ่ากู่ไห่เดือดดาลจนสติแตก มันพยายามจะเค้นพลังเพื่อสับสังหารผู้บุกรุก ทว่าทันทีที่มันปลดปล่อยกลิ่นอายขอบเขตที่แปดขั้นสูงสุดออกมาอย่างเต็มที่เพื่อข่มขู่ศัตรู...

    เหตุการณ์ที่มันหวาดกลัวที่สุดตลอดหมื่นปี ก็บังเกิดขึ้น!

    ครืนนนนนนนนนน!!!!!

    ท้องฟ้าของมหาทวีปทักษิณอัคคีที่เคยเป็นสีแดงฉาน พลันมืดมิดลงในชั่วพริบตา! เมฆดำทมิฬที่หนาทึบประดุจกำแพงเหล็กกล้า ก่อตัวขึ้นปกคลุมทั่วทั้งผืนนภาอย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติ!

    มันมิใช่เมฆฝนธรรมดา ทว่ามันคือ 'เมฆทัณฑ์สวรรค์'!

    กฎเกณฑ์ของแดนสวรรค์เบื้องบน ได้สัมผัสถึงตัวตนของผู้ฝึกยุทธ์ที่บรรลุถึงจุดสูงสุดของโลกปุถุชน และกำลังจะ 'ละเมิด' ขีดจำกัดของโลกใบนี้แล้ว!

    วิ้ง! วิ้ง! วิ้ง!

    กระแสไฟฟ้าสีม่วงเข้ม สีทองคำ และสีดำทมิฬ แลบแปลบปลาบอยู่ภายในเมฆหมอกที่หมุนวนเป็นรูปตาพายุ กลิ่นอายการทำลายล้างที่แผ่ซ่านลงมา มิใช่อำนาจของมนุษย์ หรือสัตว์อสูร ทว่ามันคือ 'เจตจำนงแห่งสวรรค์' ที่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก มีเพียงหน้าที่ในการทดสอบหรือบดขยี้ผู้ท้าทายให้แหลกเป็นผุยผง!

    นี่คือ 'ทัณฑ์สวรรค์กึ่งเทพ' ที่แท้จริง!

    "ม่ายยยยยยยยย!"

    เฒ่าปีศาจกู่ไห่เบิกตาโพลงค้าง ความโกรธแค้นที่มีต่อซูหลงอวิ๋นมลายหายไปจนสิ้น แทนที่ด้วยความหวาดผวาอย่างถึงที่สุด! มันพยายามจะกดข่มพลังของตนเองเพื่อหลอกลวงสวรรค์อีกครั้ง ทว่าสายไปเสียแล้ว 'ดวงตาแห่งสวรรค์' ได้ล็อคเป้าหมายมาที่ตัวมันอย่างสมบูรณ์แบบ! ค่ายกลพรางตัวที่มันเคยใช้ ถูกสายลมแห่งสัจธรรมพัดจนแตกกระจาย!

    บนหลังของจินหลิน ซูหลงอวิ๋นสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลจากเมฆทัณฑ์สวรรค์เบื้องบน แม้เขาจะมีทารกวิญญาณเทวะและเพลิงสวรรค์ ทว่าเขาก็ตระหนักดีว่า หากเขาโดนสายฟ้าเหล่านั้นฟาดใส่แม้แต่เส้นเดียว ร่างกายและวิญญาณของเขาต้องดับสูญไปในพริบตาอย่างแน่นอน สัจธรรมของสวรรค์เบื้องบนในยามนี้ ยังมิใช่สิ่งที่เขาจะต่อกรได้ด้วยกำลัง

    "อวี้ซี! ถอย!"

    ซูหลงอวิ๋นไม่รอช้า เขาตวัดมือโอบเอวหลิงอวี้ซีแน่น สั่งการให้จินหลินพุ่งทะยานหลบหนีออกจากรัศมีร้อยลี้ของตาพายุทัณฑ์สวรรค์อย่างรวดเร็วที่สุด!

    ทั้งสามถอยร่นไปหลบซ่อนตัวอยู่หลังเทือกเขาที่อยู่ห่างไกล ซูหลงอวิ๋นรีบใช้ 'แก่นกำเนิดเอกภพ' และ 'ค่ายกลพรางสวรรค์' ปิดกั้นกลิ่นอายของตนเองและสหายอย่างมิดชิดที่สุด เพื่อมิให้ทัณฑ์สวรรค์เข้าใจผิดคิดว่าพวกเขาเป็นผู้ท้าทายร่วม

    "น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก..." หลิงอวี้ซีหอบหายใจถี่รัว ใบหน้างดงามซีดเซียว "เพียงแค่กลิ่นอายที่แผ่ลงมา ก็ทำให้ลมปราณในจุดตันเถียนของข้าหยุดนิ่งประดุจถูกแช่แข็ง... นี่หรือคือทัณฑ์สวรรค์กึ่งเทพ ความโกรธเกรี้ยวของสวรรค์เบื้องบนช่างไร้ความปรานีนัก"

    "สวรรค์มิเคยปรานีผู้ใดอยู่แล้ว... ผู้ที่ต้องการก้าวข้ามมัน ต้องใช้ชีวิตของตนเองเป็นเดิมพัน"

    ซูหลงอวิ๋นหรี่ตาลง จ้องมองไปยังร่างอันโดดเดี่ยวของเฒ่าปีศาจกู่ไห่ที่กำลังเผชิญหน้ากับพายุอสนีบาตเบื้องหน้า รอยยิ้มเจ้าเล่ห์และทะเยอทะยานปรากฏขึ้นอีกครั้ง

    "ทว่า... ความไร้ความปรานีของสวรรค์ ก็คือ 'กุญแจ' ชั้นเลิศสำหรับพวกเราเช่นกัน... จงจับตาดูให้ดี อวี้ซี ตาแก่กู่ไห่กำลังจะเบิกทางสวรรค์ให้พวกเราแล้ว!"

    ท่ามกลางเสียงคำรามของสายฟ้าที่สะเทือนสวรรค์และปฐพี การดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดของบรรพชนเร้นลับ ได้กลายเป็นเพียง 'เครื่องมือ' ในแผนการอันแยบยลของชายหนุ่ม! การรอคอยเพื่อจารกรรมตั๋วขึ้นสู่แดนสวรรค์เบื้องบน กำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า!


    (จบบทที่ 66)

    คล้ายกับเรื่องวิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน