ฉันไม่อยากเป็นตัวร้ายจริงๆ

    บทที่ 14 : ความสุขที่ผ่านไปเร็ว

    ความสุขที่ผ่านไปเร็ว
    จ้าวหยามองเย่กู่เฉินลังเลอยู่สักพักก็พูดออกมา “จะเป็นไปได้ไหมที่เธอจะใช้วิชานี้ให้ป้าดู?”
    “เป็นไปได้แน่นอนครับคุณป้า แต่ผมยังฝึกไม่ถึงขั้นที่จะรักษาได้อย่างถาวร ผลของหนึ่งนิ้วรักษาของผมจึงอยู่เพียงแค่ชั่วโมงเดียว” เย่กู่เฉินพยักหน้าอย่างจริงจัง ส่วนคำพูดของเขา แน่นอนว่ามันเป็นการโกหกอีกตามเคย
    ได้โอกาสแสดงเพื่อให้จ้าวหยารู้สึกชอบและประทับใจในตัวเขาขนาดนี้ เขาจะพลาดได้ยังไง
    “ขอบคุณเธอมาก” จ้าวหยารู้สึกตื่นเต้น บอกตามตรงว่าเธออยากที่จะเห็นลูกสาวพูดได้ต่อหน้าของตัวเธอเองมาก ไม่ใช่เพียงแค่ผ่านหน้าจอโทรศัพท์
    “มู่เสวี่ย” เย่กู่เฉินเรียกไป๋มู่เสวี่ย พลางกวักมือ
    ไป๋มู่เสวี่ยรู้สึกตื่นเต้นเช่นเดียวกันกับแม่ของเธอ เธอที่พูดไม่ได้มาตลอด พอเคยพูดได้ครั้งหนึ่ง ก็อยากที่จะพูดได้ตลอดไป เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะไม่รู้สึกตื่นเต้น
    เมื่อได้ยินว่าเย่กู่เฉินจะใช้วิชาหนึ่งนิ้วรักษาเธออีกครั้ง หลังจากเย่กู่เฉินเรียก พร้อมกับกวักมือ เธอก็ลุกจากเก้าอี้เดินไปหาเขา เธอรู้ดีว่าถ้าเขาใช้วิชาหนึ่งนิ้วรักษาแล้ว จะมีสภาพเป็นยังไง ดังนั้นเธอจึงลุกออกจากเก้าอี้เดินไปหาเขาอย่างรู้งาน
    เมื่อไป๋มู่เสวี่ยเดินมาหยุดลงตรงหน้าของเขา เย่กู่เฉินก็ได้กลิ่นที่หอมนุ่มนวลชวนหลงใหล จนทำให้เขารู้สึกเคลิบเคลิ้มไปครู่หนึ่ง
    จ้าวหยาเห็นท่าทีของเย่กู่เฉิน มุมปากอดยกยิ้มขึ้นมาไม่ได้ มันเป็นอย่างที่เธอคิดเย่กู่เฉินคนนี้หลงรักลูกสาวของเธอจริงๆ
    เย่กู่เฉินใช้นิ้วจิ้มไปที่คอขาวผ่องของเธอเบาๆ ก่อนส่งพลังปราณนิรันดร์ไปรักษาคอของเธอ โดยจำกัดผลให้มันอยู่เพียงแค่ชั่วโมงเดียวเหมือนเดิม
    เขาค่อยๆ ถอนนิ้วมือออก รีบทำให้ตัวเองหน้าซีดขาวเหมือนกับเมื่อตอนกลางวันไม่มีผิด
    “ลองพูดดู” เขาพูดเสียงเบา
    ไป๋มู่เสวี่ยพยักหน้า พร้อมกับพูด “นายเป็นอะไรมากไหม?”
    เมื่อได้ยินลูกสาวของตัวเองพูดได้แล้ว ดวงตาคู่สวยของจ้าวหยาก็สว่างขึ้น เธออดไม่ได้ที่จะกำสองมือแน่น ภายในใจมีแค่สามคำ นั่นคือคำว่า ‘ปาฏิหาริย์’ หากนี้ไม่เรียกว่าปาฏิหาริย์แล้วจะเรียกว่าอะไรได้
    เย่กู่เฉินโบกมือไปมาในทันที “ไม่เป็นไร พักสักหน่อยก็หาย”
    “วิชาของเธอสุดยอดมากกู่เฉิน ป้าขอถามได้ไหมว่าเธอเรียนวิชานี้มาจากที่ไหน?” จ้าวหยาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ครั้งหนึ่งก็ถาม ในความคิดของเธอ เย่กู่เฉินไม่มีทางเรียนวิชานี้ด้วยตัวเองได้ เขาต้องมีอาจารย์!
    เมื่อมีอาจารย์ อาจารย์ของเขาต้องเก่งกว่าเขามากแน่ เธอจึงอดคิดไม่ได้ว่าหากเป็นอาจารย์ของเย่กู่เฉิน อาจบางทีคงจะสามารถรักษาให้ลูกสาวของเธอพูดได้อย่างถาวร!
    หลังจากที่ถามคำถามนี้ออกมา ภายในดวงตาของเธอก็เต็มไปด้วยประกายของความคาดหวัง
    เย่กู่เฉินคิดอยู่แล้วว่าจ้าวหยาจะต้องถามคำถามนี้แน่ เขาได้คิดเอาไว้แล้วว่าจะตอบยังไง ซึ่งคำตอบของเขาก็คือ “ผมเรียนมาจากอาจารย์ครับ”
    หัวใจของจ้าวหยาพลันเต้นแรง มันเป็นอย่างที่เธอคิด เขามีอาจารย์จริงๆ เธอรีบพูดออกมาอย่างรวดเร็ว “อาจารย์ของเธอตอนนี้อยู่ที่ไหน ป้าอยากจะพบเขาสักหน่อย”
    เย่กู่เฉินส่ายหน้าไปมา “ผมไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน เขาชอบหายตัวไปที่ไหนสักที่ นานๆ ครั้งถึงจะกลับมาดูความก้าวหน้าของผม”
    “น่าเสียดาย” จ้าวหยาผิดหวัง แต่ก็ไม่มาก เพราะถ้าหากเป็นจริงอย่างที่เย่กู่เฉินพูด ในอนาคตอาจารย์ของเขาคนนั้น จะต้องกลับมาหาเย่กู่เฉินแน่นอน “ถ้างั้นถ้าเขากลับมา เธอช่วยบอกเขาให้ป้าหน่อยได้ไหมว่าป้าอยากจะพบเขา”
    “ได้ครับ ถ้าอาจารย์กลับมา ผมจะบอกเขาให้”
    “แม่ พวกเราสั่งอะไรมาทานเถอะ หนูรู้สึกหิวแล้ว” ไป๋มู่เสวี่ยรีบพูด เธอกลัวว่าแม่ของเธอจะพูดกับเย่กู่เฉินไปมากกว่านี้ ทำให้เขาไม่ได้พัก
    จ้าวหยามองลูกสาว พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ‘เด็กคนนี้รู้จักเป็นห่วงคนอื่นด้วย’
    เธอเป็นแม่ของไป๋มู่เสวี่ย ทำไมจะดูไม่ออกว่าที่ไป๋มู่เสวี่ยพูด ก็เพราะเป็นห่วงเย่กู่เฉินจะไม่ได้พัก หากเธอพูดกับเขาต่อ เธอส่ายหน้าไปมาเล็กน้อยด้วยรอยยิ้ม เรียกพนักงานเข้ามาสั่งอาหารหรูหลายอย่าง
    เพียงสิบห้านาที อาหารหน้าตาน่ารับประทานก็ถูกวางไว้บนโต๊ะ
    “มาเถอะ เพื่อเป็นการขอบคุณให้ป้าได้เลี้ยงอาหารเธอ ถ้าอยากจะสั่งอะไรเพิ่มก็สั่งได้เลยนะ” จ้าวหยายิ้มให้เย่กู่เฉิน
    เขาพยักหน้ารับ แน่นอนว่าเขาไม่ได้คิดที่จะสั่งอะไรเพิ่ม ที่เขามาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อมากิน แต่มาเพื่อสร้างความประทับใจให้กับจ้าวหยาต่างหาก ตามที่โบราณว่าไว้ อยากได้ลูกสาว ต้องเข้าทางแม่
    จากนั้นทั้งสามคนก็เริ่มรับประทานอาหาร รับประทานไป พูดคุยกันไป บรรยากาศ ล้วนเต็มไปด้วยความสุข ราวกับว่าลูกสาวพาแฟนมาแนะนำให้แม่รู้จักอย่างไรอย่างนั้น
    แต่ผู้คนมักจะพูดว่าเวลาความสุขนั้นสั้นเสมอ และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ พริบตาเดียว หนึ่งชั่วโมงก็ผ่านไป เย่กู่เฉินในตอนนี้ยืนอยู่หน้าภัตตาคารอาหาร เขากำลังรอให้เฉาหยางขับรถมารับ
    ด้านข้างเขามีไป๋มู่เสวี่ยยืนอยู่เป็นเพื่อน ด้วยที่เวลาหนึ่งชั่วโมงผ่านไปแล้ว เธอจึงไม่สามารถที่จะพูดได้
    เย่กู่เฉินมองไปที่เธอ ก่อนที่จะใช้นิ้วจิ้มไปที่คอของเธอ พร้อมกับส่งพลังปราณไปรักษาคอของเธอให้เธออีกครั้ง
    แต่ครั้งนี้ เขาไม่ได้รักษาให้แค่ชั่วโมงเดียว แต่เป็นสองชั่วโมง เขาอยากให้เธอได้ใช้เวลาพูดคุยกับแม่ของเธอมากกว่านี้ จึงเป็นธรรมดาที่จะช่วยรักษาให้เธออีกครั้ง
    ความจริงเขาเองก็อยากที่จะรักษาเธอให้หายขาดไปเลย แต่เขาเลือกที่จะรอก่อน อาจจะบอกว่ามันเป็นความเห็นแก่ตัวของเขาเองก็ได้
    เพราะเขาอยากสร้างความประทับใจให้เธอมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งเขาก็ได้คิดเอาไว้แล้วว่าจะรักษาให้เธอหายขาดตอนไหน และมันก็ไม่นานเลยสักนิด เพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้น
    หลังจากหนึ่งเดือน เขาจะสารภาพรักกับเธอ ถ้ามันสมหวัง เขาแน่นอนว่าย่อมมีความสุข แต่หากมันไม่สมหวัง เขาย่อมต้องเสียใจ
    ส่วนหลังจากนั้น จะทำยังไงต่อ เอาไว้ถึงเวลานั้น ค่อยมาคิดดูอีกครั้ง
    ไป๋มู่เสวี่ยมองเย่กู่เฉินอย่างสงสัย ว่าเขามาจิ้มคอของเธอทำไม แต่เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเขาซีด เธอก็รู้ได้ในทันทีว่าเขารักษาเธออีกแล้ว เร่งรีบถามออกมาอย่างเป็นห่วงในทันที “นายทำอะไรเนี่ย ดูสิ หน้าซีดกว่าเดิมอีก!”
    เย่กู่เฉินยิ้มออกมา “ฉันแค่อยากทำน่ะ อยากให้เธอได้พูดคุยกับแม่มากกว่านี้ ครั้งนี้ฉันพยายามฝืนรักษาให้เธอสองชั่วโมงเลยนะ ใช้มันให้คุ้มค่าล่ะ”
    ไป๋มู่เสวี่ยไม่รู้จะแสดงความรู้สึกอย่างไรออกมา เธอไม่รู้ว่าทำไม เขาถึงดีกับเธอที่เพิ่งจะเจอกันวันนี้มากขนาดนี้ แต่เธอก็รีบขอบคุณออกมา “กู่เฉินขอบคุณนายมาก นายมีอะไรให้ฉันทำไหม จะได้ถือเป็นการตอบแทนนายบ้าง”
    เย่กู่เฉินส่ายหน้า ก่อนจะชะงัก ดวงตาของเขาพลันสว่างขึ้นมา “จะเป็นไปได้ไหมที่เธอจะทำข้าวกล่องให้ฉันสักมื้อ”
    ไป๋มู่เสวี่ยรู้สึกขำทั้งๆ ที่เธอถามว่ามีอะไรให้เธอทำไหม แต่เขาก็เกรงใจ ถามออกมาในเชิงร้องขอซะงั้น เธอรีบพยักหน้า “ได้อยู่แล้ว ต่อจากนี้ฉันจะทำข้าวกล่องให้นายทุกวันเลยดีไหม?”
    เย่กู่เฉินพยักหน้าหงึกๆ หลายครั้ง เป็นการเห็นดีด้วย
    จบบทที่ 14