ผู้คนที่สัญจรไปมา บทสนทนาต่อรองราคาสิ้นค้าที่สามารถได้ยินทั่วทั้งเมือง ถือเป็สิ่งปกติของเมืองแห่งการค้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์มากหน้าหลายตาต่างแวะเวียนเข้ามาเพื่อค้นหาสิ่งที่ตน้าซึ่งหาไม่ได้จากเมืองอื่นๆเป็ความคึกคักที่หาไม่ได้จากเมืองทั่วไป หรือแม้แต่ใน ‘Serestetia’ (เซเรสทีเลีย)เมืองที่เป็เหมือนจุดศูนย์กลางของทวีปนี้ก็ตาม
กลิ่นขนมปังหอมนุ่มนวล ลอยเล็ดรอดผ่านหน้าต่างโรงแรมเข้ามาภายในห้อง ปลุกชายหนุ่มผู้หลับไหลกว่าวันให้ตื่นขึ้นในยามดวงอาทิตย์อยู่กลางท้องฟ้าพอดี
‘ซี๊ดดด...หัวข้าเหมือนจะะเิออกมาเลย’ เขาลุกนั่งพร้อมกวาดสายตาไปรอบห้อง ‘ที่ไหนวะ โรงแรม? ข้าสลบไปหน้าเมือง แล้วใครสักคนก็...’
โครกกก....
เสียงท้องคำรามลั่น ราวกับคำสบถที่สนั่นออกไปยังนอกห้อง 207เพราะกลิ่นขนมปังนั่นมันลอยไปเตะที่จมูกของครอสเป็รอบที่สองสบัดความงัวเงียออกไปจนหมดสิ้น
“เออ รู้แล้วววไม่ต้องร้องดังขนาดนั้นก็ได้ ดรู๊คล่ะ ดรู๊ค...แกอยู่ไหน” ความวิตกแสดงออกมาทางแววตาในทันทีและก็หายไปในเวลาใกล้เคียงกัน เพราะดรู๊คเดินหาวออกมาจากใต้เตียง ก่อนจะหันไปหาครอสและส่ายหางของมันไปมา “ฮ่าๆ แกเป็กิ้งก่านะไอ้หมาโง่ ดีใจที่แกยังรอดนะ” เขายิ้มเล็กน้อยก่อนจะลุกเข้าห้องน้ำไปพร้อมดรู๊คชำระร่างกายที่เต็มไปด้วยฝุ่นทราย และครุ่นคิดเกี่ยวกับคนที่ช่วยเขาไว้
ในเมื่อหาคำตอบไม่ได้ก็เลิกคิดเกว่าและกลับไปโฟกัสกับไอเท็มที่เขาขโมยมาแทน ครอสออกจากห้องอาบน้ำมาด้วยตัวที่เปียกบอนและผ้าเช็ดตัวขาวสะอาดที่พันอยู่รอบเอว แต่แล้วใบหน้าของเขาก็ซีดลงทันทีเมื่อเขานึกขึ้นได้ว่าั้แ่เขารู้สึกตัว เขาไม่เห็นกระเป้เดินทางของเขาเลย เขาก้มลงดูที่ใต้เตียงและก็พบว่ามันยังคงอยู่ดีแต่สภาพไม่ต่างจากผ้าเช็ดพื้นเท่าใดนัก เจาเอื้อมมือเข้าไปหยิบมันออกมาเพื่อตรวจสอบไอเท็มที่เขาขโมยมา และก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อในกระเป๋ามีแต่ะเิและสารพัดอุปกรณ์เอาตัวรอดของเขา
“หายไปไหนวะเนี๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย”
เสียงแหกปากของเขาดังทะลุหน้าต่างชั้นสองของโรงแรมไปจนถึงถนนด้านหน้า ผู้คนที่เดินขวักไขว่อยู่ถึงกับหยุดชะงักเพราะเสียงร้องที่ราวกับสุนัขโดนเหยียบหาง และไม่นานนักประตูห้องที่ปิดสนิทอยู่ก็เปิดอ้าออก พร้อมผ้าเช็ดตัวที่ห่อตัวเ้าแมวน้อยเอาไว้หล่นไปกองอยู่กับพื้น
ความบังเอิญอาจไม่มีจริงในโลก แต่สถานะการณ์แบบนี้คงหาคำอื่นมาทดแทนได้ยาก วินดี้ สาวน้อยผมสีน้ำตาลอ่อนเปิดประตูพรวดเข้ามา เพราะเธอได้ยินเสียงที่คุ้นเคยมานานกว่า 15 ปีขณะที่เดินอยู่ถนนหน้าโรงแรมพอดิบพอดี
แว๊กกกกกกกกกกกกก
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
“ไอ้โรคจิต Air ball, Air ball, Air ball, Air ball, Air ball” ครอสกระเด็นทะลุประตูห้องอาบน้ำไปติดอยุ่ที่ผนัง และถูกระดมยิงเวทย์ลมใส่แบบไม่ยั้ง ตามมาด้วยเสียงปิดประตูของเธออย่างแรงะเืลงไปจนถึงชั้น1 ครอสเกือบได้ไป์จริงๆก็คราวนี้
‘น่ากลัวกว่าแซคและเซ็ทก็ยัยบ้านี่แหละ’
“ซะซะ ซื้อขนมปังให้ด้วย” ก่อนจะสลบไป
ครึ่งชัวโมงต่อมา..
“โห้ยยยย เข้ามาได้แล้วแต่งตัวเสร็จแล้ว” วินดี้เปิดประตูห้องเข้ามาอีกครั้งพร้อมด้วยแก้มกลมๆแดงระเรื่อ พร้อมยื่นขนมปังให้ครอสด้วยใบหน้าบูดบึ้ง
“แหกปากขนาดนั้นอยากโดนจับได้รึไง ตอนนี้พวกมองก้าเดินตามหาแกไปทั่วทั้งเมืองเลย โชคดีที่ฉันมาเจอก่อน”
“ออบอุณอ๊ะ แอ่อั้นอีเอื่องอะออก” ขนมปังถูกยัดเข้าไปเต็มปาก จนแก้มทั้งสองข้างป่องเป็ก้อนกลมออกมา
“....อยากตายเหรอ”
“ขอบคุณนะ แต่ฉันมีเื่จะบอก ไอเท็มมันถูกขโมยไปแล้ว”
“ห๊ะ”
ครอสเล่าเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดั้แ่ที่ตกลงมาจากเรือจนถึงตอนที่เขาสลบอยู่หน้าเมือง และเขาก็ได้มารู้ที่หลังว่าพวกกีล่าที่จมลงไปในทรายครั้งสองไม่ใช่ฝีมือของเธอ กลายเป็ว่าในหัวของเขาตอนนี้มีแต่คำถามซึ่งไม่สามารถหาคำอธิบายได้เต็มไปหมด
“งั้นยังไงตอนนี้ฉันแน่ะนำให้นาย ซ่อนตัวอยู่ที่นี่ไปก่อน ส่วนพวกอาหารฉันจะไปเตรียมมาให้ จนกว่านายจะหายดีเราค่อยออกเดินทางกัน แต่ก่อนอื่นฉันต้องกลับไปรายงานมองก้าก่อนว่าตรวจสอบบริเวณนี้เรียบร้อยแล้ว”
“ค้าบบบบคุณแม่ ขอบคุณค้าบบบ” ครอสกล่าวพร้อมยกมือทั้งสองข้างขึ้นประสานกันไหว้เหนือหัว
เธอมองค้อนเล็กน้อยและเดินไปลูบหัวดรู๊คที่นอนอยู่ปลายเตียงพร้อมยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเปิดประตูเดินออกจากห้องไป
‘แม่เร่อะ’ เธอยืนพิงประตูอยู่ครู่นึงกับสีหน้าที่ดูเศร้าลงเล็กน้อย และเดินจากไป
เมื่อขนมปังที่ได้มาจากวินดี้หมดลง สิ่งที่เขาควรทำที่สุดในตอนนี้คืนการฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาเป็ปกติอีกครั้ง เขาเอนตัวลงนอนโดยมีดรู๊คปีนขึ้นมาบนหน้าท้องของเขาและขดตัวเตรียมตัวนอนอีกครั้งเพราะมันก็เหนื่อยล้าไม่ต่างจากเขาเช่นกัน ครอสหลับตาลงอย่างช้าๆ พร้อมนึกถึงเื่ราวต่างๆที่ผ่านมาทบทวนความผิดพลาดของแผนการจนกระทั่งหลับไป
‘ช่างน่าสมเพชกับตัวตนที่ประโยชน์ของข้าเหลือเกิน
ข้าจะตามหาพวกเ้าจนกว่าจะเจอ และปกป้องเอาไว้ให้ได้
ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตาม ข้าสาบาน’
‘เสียงนี้อีกแล้ว’ เสียงที่เขาได้ยินแทบทุกครั้งเมื่อหลับฝัน ปลุกเขาขึ้นมากลางดึกและถึงแม้จะหลับตาอยู่ แต่เขาก็รู้สึกได้ว่าครู๊คตื่นแล้วและพยายามปลุกเขาขึ้นมาโดยการงับหู ครอสครางออกมาด้วยความรำคาญ โดยปกติแล้วเ้ากิ้งก่าตัวจ้อยจะหยุดแต่คราวนี้พฤติกรรมของมันแปลกออกไปมันกลับกัดแรงขึ้นกว่าเดิม จนเขาต้องเอามือปัดออก ก่อนจะผลิกตัวตะแคงข้างหันหลังให้เ้าตัวน้อยที่ตกเตียงไป
บึก
“โอ้ยยอะไรของแกวะไอ้กิ้งก่าเวร โหม่งมากลางหลังเต็มแรงขนาดนี้ หิวอะไร ...” ครอสลุกขึ้นมองตาขวางไปที่ไอ้ตัวแสบ แล้วก็ได้เห็นว่าดรู๊คไม่ได้มองมาที่เขาแต่กลับมองไปยังมุมห้องที่ติดกับหน้าต่าง มันเป็ตำแหน่งที่วางเก้าอี้ไว้ ซึ่งวินดี้เคยนั่งคุยกับเขาเมื่อ่กลางวัน มันมองด้วยท่าทีดั่งเจอกับศัตรูคู่อาฆาต
ครอสมองตามสายตาครู๊คไปจนพบกับชายร่างเล็กในชุดผ้าคลุมยาวสวมฮูดสีดำขาดรุ่งริ่ง ปกปิดใบหน้าของเขาไว้จนเหลือแค่ปากที่ ในมือของชายคนนั้นถือหนังสือเล่มหนาดูเก่าแก่พร้อมปากกาขนนกในมือและไม้เท้าที่วางพิงผนังห้องไว้ แสงจันทร์ส่องสว่างเข้ามาในห้องทำให้เขาเห็นรายละเอียดของไม้เท้าได้ชัดเจน มันทั้งดูเก่าและมีร่องรอยเต็มไปหมดน่าจะผ่านการใช้งานมาอย่างหนักหน่วง ซึ่งชายผู้นั้นไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะโจมตีครอสเลยแม้แต่น้อย แต่กลับแผ่ออร่าที่น่าเกรงขามออกมา มันทำให้บรรยากาศในห้องนั้นหนักอึ้งขึ้นต่างจากเมื่อตอนกลางวันลิบลับ เสียงทุกอย่างเงียบไปั้แ่ที่ชายผู้นี้ปรากฏตัวอย่างกับว่าเหลือเพียงเขาสองคนบนโลก
ครอสพยายามกดความใเอาไว้ภายในและไตร่ตรองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรอบคอบ กลิ่นเืลอยออกมาจากตัวเขาจางๆ ความตรึงเครียดเข้าครอบงำ ถึงแม้ชายแปลกหน้านี้จะไม่ได้มีท่าทีคุกคามแต่สันชาตญาณร้องเตือนเขาอยู่ภายในให้ระวังชายตรงหน้าไว้ให้มาก แต่ถ้าหากชายผู้นั้นเป็คนร้ายบ่านนี่ทั้งดรู๊คและเขาคงไม่ได้ตื่นขึ้นมาแน่ แต่ในความทรงจำของเขาก็ไม่เคยเห็นชายลักษณะนี้บนเรือหรือแม้สักครั้งในชีวิตเลยก็ตาม ในระหว่างที่ครอสยังคงจ้องไปที่ชายตรงมุมห้องอย่างเงียบๆ หนังสือที่เขาอ่านอยู่ก็ปิดลงก่อนจะเกิดกลุ่มก้อนสีดำขึ้นกลางอากาศที่มีขนาดพอที่จะใส่หนังสือเข้าไปได้ หนังสือกับปากก็ถูกใส่เข้าไปในกลุ่มก้อนสีดำนั้นและพลันหายไปในทันที ก่อนจะกลับมาอยู่ในท่าประสานมือไว้ที่หน้าขาซึ่งไขว่ห้างอยู่ แม้ท่าทางของเขาจะดูสบายๆ แต่แรงกดดันยังคงถูกส่งออกมาอย่างต่อเนื่อง
‘เวทย์มิติ ไม่ใช่ว่ามีแค่ในเื่นิทานโบราณหรอกเหรอ’ ครอสคิดขึ้นในหัวและกำลังจะอ้าปากพูดอะไรสักอย่าง แต่กก็กลายเป็ว่า เขาไม่สามารถขยัยร่างกายได้ สันนิษฐานได้แค่เพียงชายตรงมุมมืดนั้นทำอะไรกับเขาสักอย่าง แม้เขาจะไม่ได้กระดิกตัวเลยหลังจากทำให้
“ข้ามีนามว่าเอเดลิส ผู้บันทึกประวัติศาษตร์ของโลก ครอส ไลท์ เ้ามีชะตากรรมที่ต้องปกป้องโลก ข้ารู้ว่าตอนนี้ในหัวเ้าคงมีแต่คำถาม ข้าจะตอบตราบใดที่มันไม่มีผลกระทบต่อประวัติศาสตร์”
ครอสกลับมาควบคุมร่างกายได้อีกครั้ง แต่เขายังไม่สามารถหุบปากลงได้เนื่องจากสิ่งที่เขาได้ยิน มันเกินกว่าที่จะทำความเข้าใจได้ กว่าจะเรียกสติกลับมาได้ก็ใช้เวลาอยู่ชั่วครู่ แต่คำพูดแรกที่เอ่ยออกมากลับไม่ใช่คำถามที่เคยหมุนวนอยู่ในสมองของเขา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า อย่ามาทำให้ขำหน่อยเลย ชะตากรรมบ้าบออะไรของแกวะไอ้…” ยังไม่ทันได้พูดสิ่งที่คิดไว้ทั้งหมดและเริ่มถามคำถามแม้แค่หนึ่งข้อเขาก็เสียการควบคุมร่างกายไปอีกครั้งหนึ่ง
“ก่อนจะพูดอะไรที่ไร้สมองออกมา ข้าอยากให้เ้าตระหนักไว้หนึ่งอย่างว่า ข้าสามารถฆ่าเ้าได้ทุกเมื่อ” สิ่งที่ครอสได้เห็นหลังจากที่ชายตรงหน้าพูดจบ คือภาพความตายของเขาถูกส่งตรงเข้ามาในสมอง เสียงกระดูถูกบดขยี้ดังลั่นเข้ามาในโสตประสาท ร่างกายของเขาเริ่มปริแตกออกั้แ่ปลายนิ้วจนลุกลามไปจนทั่วทั้งร่าง และค่อยๆสลายกลายเป็ฝุ่นลอยไปในอากาศ เอเดลิสฆ่าเขาได้โดยที่ยังไม่ต้องขยับเลยแม้แต่น้อย ไม่ต้องพูดถึงโอกาสในการโต้กลับเลย โอกาสที่จะกระดิกแม้แต่ปลายนิ้วยังไม่มีด้วยซ้ำ
แม้อากาศยามค่ำคืนของเมืองกลายทะเลทรายแห่งนี้จะหนาวเหน็บเพียงใด แต่ภายในห้อง ณ โรงแรมที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมือง กลับมีชายผู้หนึ่งเหงื่อไหลท่วมไปทั้งร่างกายของเขา เพราะเขากำลังเผชิญหน้ากับความแตกต่างของพลังที่มากเกินไป ชายที่เกิดมาในโลกนี้และใช้ชีวิตเฉียดตายมานับครั้งไม่ถ้วน พึ่งได้รับประสบการณ์ ‘ความกลัวที่แท้จริง’ ครั้งแรก
“หวังว่าเ้าจะคิดก่อนพูดนะ” เอเดลิสปลดเวทย์ตรึงร่างออก
ความกลัวที่ถูกฝั่งลงไปในสมองเมื่อครู่นี้ ทำให้ครอสสงบเสงี่ยมลงในทันที “งั้นผมขออนุญาต ถามข้อแรกแรกเลยนะครับ ผมเป็ใครครับ”
“ครอส ไลท์”
‘อยากเอาะเิควันยัดปากมันจังเลยโว้ยย’ ได้แต่คิดและเก็บความแค้นไว้ในใจ ทำได้เพียงแสดงสีหน้ายิ้มปลื้มปริ่มกับคำตอบออกไปแทน “ข้อที่สองนะครับ ท่านเอเดลิสผู้ทรงภูมิเป็ใครกันแน่ครับ?”
“ผู้บันทึกประวัติศ่าสตร์” ครอสเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าไอ้ผ้าคลุมตรงหน้านี่ตั้งใจยั่วโมโหเขา หรือไม่สามารถตอบคำถามได้มากกว่านี้เพราะกลัวกระทบกับประวัติศาสตร์กันแน่
“ท่านปรากฏตัวต่อหน้าข้าน้อยผู้โง่เขล่า ด้วยสาเหตุอะไรขอรับ”
“เพื่อฝึกให้เ้าไม่ตายก่อนสถาปนาเป็าาแห่งภูตทั้งปวง”
“ห๊า าาภูตเนี่ยนะ”
“มันเป็ขะตาของเ้า ทุกสิ่งมีเื่ราวของมัน วิญาณที่อยู่ในตัวเ้าจะชี้เส้นทางทาเ้าควรเดิน จงก้าวข้ามบททดสอบของโลกนี้ เ้าคงเคยพบผ่าน่เวลาที่ทุกอย่างบนโลกเหมือนจะหยุดนิ่งไป นั่นเป็สิ่งยืนยันได้ดี มันคือหนึ่งในความสามารถของาาภูต ไปที่ ‘BoBard Library’(หอสมุดบอบาร์ด) คำตอบที่เ้า้าอยู่ที่นั่น”
ความทรงจำเมื่อครั้งที่ต้องหลบคมดาบของเซ็ทผุดขึ้นมาในหัวทันที สิ่งที่คาใจเขาอยู่หลังจากเขาตื่นขึ้นมาถูกคลี่คลายไปหนึ่งอย่างแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในชั่วขณะนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดไปเอง
ก๊อก ก๊อก
เสียงประตูห้องถูกเคาะดังขึ้นจากด้านนอก ทำให้ครอสต้องละสายตาจากเอเดลิสไปมองยังต้นทางของเสียง แม้จะเพียงเสี้ยววินาทีแต่เอเดลิสก็พาลหายตัวไปเสียแล้วเหลือไว้เพียงเก้าอี้ที่ว่างเปล่าและกระดาษหนึ่งแผ่น ครอสลุกขึ้นจากเตียงไปยังเก้าอี้ตัวนั้นและหยิบการะดาษที่เขาทิ้งไว้ขึ้นมาอ่าน
‘เศษหัวใจแห่งเพลิง ข้าจะคืนให้เมื่อถึงเวลา
และหากเ้าเอ่ยถึงเื่ของข้า ข้าจะทำให้ภาพในหัวของเ้านั้นเป็จริง’
‘หึ หึฉันสาบานเลย ฉันเอาคืนแกแน่ไอ้หนอนหนังสือ’
ก๊อก ก๊อก
“ไอ้หัวขาว ตื่นได้แล้ว” เสียงอันสดใสของวินดี้รอดผ่านประตูเข้ามายังภายในห้อง
“กำลังไป” ครอสที่กำลังจะพับกระดาษเก็บเข้ากระเป๋ากางเกง ก็ต้องเกิดอาการใขึ้นมา เพราะการดาษข้อความใบนั้นจู่ๆก็มีไฟลุกพรึบขึ้นมา เขาจำเป็ต้องโยนมันให้ออกห่างจากตัวก่อนที่มันจะไหม้มือของเขาเสียก่อน และมันก็สลายกลายเป็ผุยผงไปกลางอากาศ
‘อะไรจะขนาดพ่อคุณ’ เขาอมยิ้มเล็กน้อยในความเล่นใหญ่ของเอเดลิส หรือจริงๆแล้วตัวตนของ เอเดลิส อาจะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เขาวิตก แต่แล้วขนทั่วร่างกายของเขาก็ลุกชันขึ้นเมื่อภาพที่เขากลายเป็ฝุ่นผงวิ่งกลับเข้ามาในหัวเขาอีกครั้ง ครอสถึงกับต้องสะบัดหัวไปมาเพื่อสลัดภาพนั้นทิ้งไป ก่อนจะใช้สุดยอดความเร็วของแมวขาวแห่ง Lifs เพื่อไปเปิดประตูให้หญิงสาวที่ยืนรออยู่หน้าห้องเข้ามา เพราะการปล่อยให้หญิงสาวรอนานเขาอาจต้องกลับไปหลับอีกครั้ง หรืออีกนัยนึงคือสลบ
“ทำอะไรอยู่ ชักช้าเป็บ้า เอ้านี่เสบียงฉันวางไว้บนโต๊ะนะ และอย่ากินมันจนหมดภายในวันเดียวล่ะ”
“ไม่มีอะไรหรอก และก็ขอบคุณนะ” ครอสปิดประตูก่อนจะเดินกลับมานั่งที่เตียง
“หมดธุระของฉันแล้ว ฉันไปก่อนนะ เดี๋ยวมองก้าจะสงสัยเอา” เธออุ้มดรู๊คที่ดูเหมือนว่ามันกำลังเล็งที่จะเขมือบอาหารทั้งหมดที่วางเอาไว้แบบไม่เผื่อใครทั้งนั้นออกจากโต๊ะ และโยนมันขึ้นก่อนจะใช้เวทย์ลมตรึงให้มันลอยเคว้งอยู่กลางอากาศเป็การทำโทษ นั่นทำให้ครอสฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ทั้งเธอและเอเดลิส ต่างก็ไม่ได้กล่าวคำร่ายด้วยกันทั้งคู่
“เดี๋ยวสิ ฉันมีคำถาม การบังคับลมของไม่จำเป็ต้องกล่าวคำร่ายเลยเหรอ?”
“คนที่ไม่มีพลังเวทย์เลยแบบนายจะอยากรู้ไปทำไม”
“เอาเถอะหน่า แค่ตอบมาก็พอ”
“มันคือทักษะไร้ร่าย ตัวอย่างเช่น Air Ballของฉันนั่นก็ถือเป็คำร่ายเหมือนกัน แต่ก็เป็แบบย่อน่ะนะ ต้องมีความเข้าใจและวิเคราะห์ส่วนประกอบของเวทย์นั้นจนแตกฉานแล้วเท่านั้นถึงจะทำได้ แต่ถึงยังไงความรุนแรงก็จะลดลงอยู่ดี คิดง่ายๆคำร่ายก็เหมือนเครื่องกระจายเสียงนั่นแหละ”
‘งั้นก็หมายความว่าไอ้เอเดลิสนั่นแข็งแกร่งกว่าวินดี้มากเลยสินะ ถึงขนาดทำให้ฉันที่มันใจในร่างกายตัวเองพอสมควรตัวแข็งเป็หนูกลัวแมวได้แบบนั้น’
“มีอีกเื่หนึ่ง เธอเคยได้ยินเื่ Bobard Library ไหม”
“มันเป็หนึ่งในตำนานของทวีป Lifs ว่ากันว่า เป็ที่ห้องสมุดของโลกที่รวบรวมความรู้ทุกอย่างบนโลกนี้ไว้ในที่เดียว ผู้สร้างมันขึ้นมาคือบอบาร์ดนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดที่โลกเคยรู้จัก!!”
“รู้วิธีไปที่นั่นไหม?” เธอกอดอกพร้อมใช้นิ้วชี้ของมือขวาลูบที่ริมฝีปากของเธอไปมา
“อืมมม เคยได้ยินว่า มันตั้งอยู่ที่เกาะไร้ชื่อทางตอนใต้สุดของ Lifs นะ แต่สุดท้ายก็ยังไม่เคยมีใครได้เห็นหรอก มันก็แค่ตำนานเท่านั้นแหละ”
“เข้าใจล่ะ ขอบคุณมาก งั้นไว้เจอกันในอีกสองวันนะ”
“ฉันจะแนะนำอะไรดีๆให้และกัน ไปที่บาร์ที่ชื่อ ‘Secert of themoon’ ที่ทางประตูทิศตะวันตกดู ถามหาหญิงสาวที่ชื่ลิลลี่ นายอาจจะได้ข้อมูลดีๆ แต่เตรียมเงินไปเยอะๆด้วยล่ะ นางค่อนข้างเคี่ยวน่ะ ฉันไปและนะเ้าเหมียว”
วินดี้เดินออกจากห้องไปพร้อมรอยยิ้ม ตามมาด้วยเสียงปิดประตูและดรู๊คดิ้นพล่านอยู่กลางอากาศก็ตกลงมาตรงเตียงพอดี ก่อนจะกระเด้งขึ้นและตกลงไปที่พื้นอีกครั้งนึง สร้างเสียงหัวเราะให้ครอสได้ไม่น้อยเลยทีเดียว เขานึกขอบคุณวินดี้ในใจลึกๆเช่นกัน เพราะั้แ่เด็กจนโตเธอเป็ที่พึ่งให้เขาเสมอๆ ไม่ต่างกับพี่สาวที่ต้องคอยดูแลน้องชายตัวแสบที่สร้างแต่ปัญหาไม่หยุดหยอน
‘อืมม...ครั้งนี้ได้พบกับวินดี้องครักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุดก่อนอย่างงั้นสินะ บางทีครั้งนี้อาจจะทำสำเร็จก็เป็ได้ เพราะข้าเองก็ใกล้ถึงขีดจำกัดแล้วเหมือนกัน ก่อนที่ข้าจะเป็บ้าไปซะก่อน หวังว่าครั้งนี้เ้าหญิงแห่งความโกรธเกรี้ยวของพายุจะทำหน้าที่ของเธอได้ลุล่วงนะ’