ระหว่างที่พวกเขากำลังเดินทางออกไปยังนอกเมืองมุ่งสู่ตะวันออก มู่ไห่เฉินครุ่นคิดอยู่ในใจ ไม่รู้ควรจะสอบถามเรื่องเมื่อคืนก่อนดีหรือไม่
รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไปผ่านกำแพงเรือนเทศกาลดอกไม้เมื่อครั้งก่อน เส้นทางข้างหน้าดูคึกคักเป็นพิเศษ พวกเขาเดินทางไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง น่าแปลกใจนักที่นี่เต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าจำนวนมาก
จางเฉิงอี้นางกล่าวว่าที่นี่วันนี้เป็นแหล่งรวมของดี สินค้าทั้งใกล้และไกลต่างมาบรรจบที่นี่
มู่ไห่เฉินที่ได้ยินก็แปลกใจ เมืองอู่หลินก็อยู่ไม่ไกลนัก เหตุใดไม่ไปค้าขายในเมือง
จางเฉิงอี้นางได้ยินก็กล่าวว่า การค้าขายบางสิ่งในเมืองนั้นจะถูกรีดเก็บภาษีราคาแพง เหล่าพ่อค้าแม่ค้าจึงเลือกค้าขายนอกเมือง เพราะสินค้าที่นี่ล้วนมีแต่ของดีราคาแพง อีกทั้งบางครั้งก็มีของหายากอีกด้วย
มู่ไห่เฉินพอได้รับฟังก็พอเข้าใจได้ ดังนั้นหมู่บ้านนี้ก็เลยเป็นสถานที่ค้าขายของพ่อค้าแม่ค้า
ที่นี่มีหมึกแห้ง อาหารทะเล หนังสัตว์หายาก ทุกอย่างล้วนเป็นของหายากจากที่อื่น มู่ไห่เฉินเองเมื่อเดินวนไปรอบ ๆ ก็รู้สึกถึงบรรยากาศของตลาดนัดเมื่อชาติก่อน ช่วงให้คิดถึงนัก
จางเฉิงอี้เมื่อเห็นว่ามู่ไห่เฉินดูมีความสุข นางก็เป็นสุขไปด้วย ไม่นานนักนางก็เห็นร้านเครื่องประดับ นางจึงได้เดินเข้าไปดูด้วยความสนใจ
มู่ไห่เฉินเองขณะที่กำลังจะติดตามเข้าไป สาวใช้ของนางก็ดึงแขนเสื้อฉุดรั้นเอาไว้
นางเอาจดหมายฉบับหนึ่งให้มู่ไห่เฉินรับไว้ นางรีบให้มู่ไห่เฉินซ่อนมันเอาไว้ นางกำชับเน้นย้ำว่าห้ามเปิดจดหมายฉบับนี้เด็ดขาด หากเกิดเรื่องกับนางหรือจางเฉิงอี้ค่อยเปิดอ่านจดหมายฉบับนี้
มู่ไห่เฉินแม้ไม่เข้าใจแต่ก็เก็บจดหมายฉบับนี้ในอกเสื้อ มู่ไห่เฉินรีบกระซิบถามเรื่องคืนก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น
สาวใช้เพียงตอบว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด และรีบให้มู่ไห่เฉินไปหาจางเฉิงอี้ทันที
มู่ไห่เฉินรู้ดีว่านางโกหกแต่ก็หันหลังเดินจากไป แต่ยังเดินไปได้ไม่ไกลก็มีเสียงเบา ๆ ตามหลังมา
“มีเพียงท่านที่ข้าไว้ใจ”
มู่ไห่เฉินหันไปมองสาวใช้อีกครั้ง นางเพียงยิ้มให้อย่างอ่อนโยนแล้วโบกมือให้มู่ไห่เฉินรีบเดินต่อไป
วันนี้ทั้งวันจางเฉิงอี้ก็ยังเป็นนางเช่นเคย แม้แสร้งทำร่าเริงยิ้มแย้ม แต่ส่วนมากก็ล้วนไม่ได้มาจากใจ นางคงทุกข์ใจเรื่องการแต่งงานใหม่ของบิดาอยู่เป็นแน่
ไม่แน่ว่าเรื่องคืนก่อนอาจจะทะเลาะกันเพราะเหตุนี้ก็เป็นไปได้
มู่ไห่เฉินทำได้เพียงคาดเดา แม้จะเป็นห่วงนางมากเพียงใด แต่ในใจก็รู้ดีว่านางคงไม่เอ่ยเรื่องในใจให้ฟังเป็นแน่
หลังจากวันนี้ทั้งสองได้พบกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้ออกเที่ยวเล่นกันอีก
เดือนถัดมาก็มีงานวิวาห์ของตระกูลจาง เรื่องครึกครื้นเช่นนี้มิหรือชาวเมืองและมู่ไห่เฉินจะไม่รู้
วันนั้นมู่ไห่เฉินทำได้เพียงเดินลาดตระเวรผ่านไป สายตาแม้พยายามสอดส่องไปทั่วแต่ก็ไม่พบคนที่ตามหา
หลายวันต่อมามู่ไห่เฉินก็ได้พบจางเฉิงอี้อีกครั้งที่ร้านอาหารกลางเมือง หลังจากทั้งสองก็ได้สนทนากัน มู่ไห่เฉินก็ยังคงรู้สึกว่าจางเฉิงอี้นางนั้นไม่ได้ดีขึ้นจากเมื่อก่อนเลยแม้แต่น้อย มีแต่หนักลงทุกเมื่อเชื่อวัน
ไม่รู้ว่าหลังงานวิวาห์ ครอบครัวนางเป็นอย่างไรบ้าง แม้ปากนางจะบอกว่าทุกคนมีความสุขดี แต่มู่ไห่เฉินก็รู้ดีว่านางนั้นไม่เคยพูดความจริงให้ฟังแม้แต่น้อย
หลังจากมู่ไห่เฉินทานอาหารเสร็จก็อำลานางจากไป แม้จะไม่สบายใจนักแต่ก็ไม่รู้ต้องทำเช่นไรถึงจะช่วยนางได้บ้าง เขารู้ดีว่าแค่มานั่งฟังนางระบายเท่านี้มันคงไม่พอ
หลายวันผ่านไป ยามตะวันใกล้ลับหุบเขาจากไป ขณะที่มู่ไห่เฉินกำลังจะเลิกงาน และเดินจากไปจากที่ว่าการ แต่ยามนี้ประตูหน้าที่ว่าการเหมือนจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น
มือปราบหลินเองก็อยู่ที่นั่น ด้วยความสงสัยมู่ไห่เฉินจึงได้สอบถามออกไป และก็ได้ความว่ามียาจกผู้หนึ่งมาแจ้งว่าพบศพสตรีสองคนนอกเมือง ตอนนี้กำลังเตรียมกำลังเข้าไปตรวจสอบ
มู่ไห่เฉินพอได้ฟังก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี จึงได้ขอติดตามไปด้วย ซึ่งมือปราบหลินก็ไม่ได้ติดใจอะไร
มือปราบแปดเก้าคนขี่ม้าวิ่งออกไปตามรถม้าที่มีขอทานกำลังนำทางอยู่
พวกเขามุ่งสู่ประตูตะวันออก รถม้าวิ่งผ่านเรือนสวนดอกไม้ได้ไม่นาน รถม้าก็หยุดลง รถม้าค่อย ๆ เลี้ยวซ้ายเข้าสู่เส้นทางรกร้าง แม้จะมีเค้าโครงถนนอยู่บ้าง แต่ดูแล้วคงไม่ได้ใช้งานมาระยะหนึ่งแล้ว
พวกเขาตรงเข้าไปไม่นานขวามือก็มีเรือนร้างแห่งหนึ่ง เหล่ามือปราบต่างลงม้าเข้าไปตรวจสอบ
ในเรือนร้างเก่า ๆ พบร่องรอยผู้คนเข้าออกจากรอยเท้าที่สะอาดจากการเหยียบย้ำฝุ่น
มือปราบหลินให้ทุกคนรออยู่ด้านนอก ก่อนจะให้ขอทานนำทางเข้าไปด้านใน โดยมีมู่ไห่เฉินกับมือปราบอีกคนไปด้วย
แสงสว่างยามนี้เหลือไม่มาก ทำให้ด้านในเรือนนี้ไม่สว่างมากนัก แต่นั้นก็เพียงพอให้เห็นเค้าโครงภายในได้
เมื่อเข้าไปภายในเรือนร้าง ขอทานก็ชี้ไปยังมุมห้อง ตรงนั้นเหมือนมีร่างสตรีสองนางนอนอยู่
เพียงเงาลาง ๆ มู่ไห่เฉินก็พอจำเค้าร่างของสตรีสองคนนั้นได้ มู่ไห่เฉินรีบพุ่งตัวเข้าไปดูให้ชัด
แต่แล้วคนเบื้องหน้าสองคนนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น นี่คือจางเฉิงอี้และสาวใช้ของนาง
มือปราบหลินรีบตรงเข้ามาและบอกให้มู่ไห่เฉินใจเย็น ๆ ก่อนจะดึงมู่ไห่เฉินถอยออกมาเล็กน้อย
มู่ไห่เฉินร่างทรุดลง น้ำตาไหลนอง
มือปราบอีกคนเดินเข้ามาพร้อมจุดโคมไฟส่องสว่างทำให้ยิ่งเห็นชัดว่าสตรีสองคนนี้คือใคร
“แม่นางจางมิใช่หรือ”
มือปราบหลินกล่าวพร้อมกับตรวจชีพจรคนทั้งสอง ก่อนพบว่าจางเฉิงอี้ยังมีลมหายใจอยู่
มือปราบหลินสั่งมู่ไห่เฉินรีบนำตัวนางไปหาหมอในเมือง
มู่ไห่เฉินไม่รอช้ารีบพานางขึ้นรถม้าและมุ่งหน้ากลับไปยังเมืองอู่หลิน
ระหว่างทางท้องฟ้าก็มืดลงมากแล้ว แสงสว่างวาบชั่วพริบตาปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ก่อนจะตามมาด้วยเสียงคำรามออกมา คาดว่าอีกไม่นานสายฝนก็คงร่วงล่นลงมา
แต่แล้วพอไปถึงเรือนหมอ มู่ไห่เฉินก็ส่งต่อจางเฉิงอี้ให้ท่านหมอดูแล แต่ทว่าตัวเขาเองก็ยืนดูอยู่ไม่ห่าง
เสียงฟ้าร้องดังกระหึ่ม ยิ่งทำให้มู่ไห่เฉินรู้สึกจิตใจไม่ดี ไม่นานสายฝนก็โปรยปรายไปทั่วทั้งเมืองอู่หลิน
ครู่หนึ่งท่านหมอก็เดินมาหามู่ไห่เฉิน เขาบอกว่าชีพจรของจางเฉิงอี้นั้นสับสนมาก คาดว่าพบเจอเรื่องที่ทำให้จิตใจบอบช้ำมา แต่ทว่าร่างกายไม่พบบาดแผลใด ๆ หากพอตื่นขึ้นแล้วคงไม่เป็นอะไรมาก
มู่ไห่เฉินได้ยินก็รู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก
เขานั่งเฝ้าจางเฉิงอี้อยู่ไม่ห่าง ผ่านไปสักพักใหญ่มือปราบหลินก็ตามมาถึง เขาถอดชุดฟางกันฝนกับหมวกออก
เขาเข้ามาพร้อมกับสอบถามอาการจางเฉิงอี้ และหลังจากรู้ว่าจางเฉิงอี้ไม่ได้เป็นอะไรมาก เขาจึงได้สั่งห้ามใครเข้าเยี่ยม อีกทั้งจัดคนเฝ้าเวรยาม
มู่ไห่เฉินถามถึงอาการของสาวใช้ของนาง มือปราบหลินได้ยินก็ทำได้แต่ส่ายหน้า สาวใช้คนนั้นไม่รอดเพราะเสียเลือดมากจากบาดแผล ตอนนี้ศพกำลังถูกส่งไปยังกองปราบ
มือปราบหลินพามู่ไห่เฉินไปตรวจสอบสภาพศพด้วยกัน มู่ไห่เฉินแม้เป็นห่วงจางเฉิงอี้ แต่ก็อยากสืบเรื่องราว จึงได้ติดตามมือปราบหลินไป
ระหว่างทางมือปราบหลินก็ได้กล่าวว่าเป็นเรื่องน่าเสียหายนัก สถานที่เกิดเหตุนั้นไม่ได้ข้อมูลอะไรมาก รู้เพียงว่าที่เกิดเหตุนั้นมีคนประมาณสิบคน แต่พอฝนตกก็ได้ทำลายหลักฐานส่วนใหญ่ไปจนหมดสิ้นจึงติดตามร่องรอยต่อลำบาก
มู่ไห่เฉินได้ฟังดูแล้วเหมือนว่าคนร้ายกำลังจะห่างออกไป หวังว่าพอจางเฉิงอี้ฟื้นขึ้นมาจะสามารถจดจำคนร้ายได้บ้าง
ที่กองปราบมีห้องเก็บศพอยู่ทางด้านหลัง มือปราบหลินพามู่ไห่เฉินตรวจสภาพศพสาวใช้อย่างละเอียดอีกครั้ง ตัวของนางนั้นมีบาดแผลแทงกลางอกหนึ่งแผล กับรอยช้ำอีกหลายจุด
สาเหตุการตายน่าจะเกิดจากเสียเลือดมากจากบาดแผล
รอยแทงน่าจะเป็นกระบี่ ผู้ใช้กระบี่คงเป็นยอดฝีมือ รอยแทงรวดเร็วฉับไหว ทำให้แผลรอยแทงเรียบเนียน เป็นวิชาที่มีเอกลักษณ์อยู่ไม่น้อย
ไม่นานนักก็มีมือปราบเข้ามาเรียก ที่แท้บิดาของจางเฉิงอี้ก็มาแจ้งความหาลูกสาวเพราะนางหายตัวไปแต่เช้า ป่านนี้ยังไม่กลับมา
มือปราบหลินเดินออกไปรับหน้าและแจ้งเรื่องราวให้บิดาของจางเฉิงอี้ให้ได้ทราบกับสถานการณ์ตอนนี้
หลังได้ฟังเขาก็มีท่าทีร้อนรน มือปราบหลินจึงนำทางไปยังเรือนพักคนไข้ของหมอในเมือง
และเมื่อไปถึงก็เกิดเสียงโวยวายของสตรีดังขึ้น
“อย่าเข้ามานะ ข้าบอกว่าอย่าเข้ามา”
แน่นอนว่าเสียงนี้เป็นของจางเฉิงอี้ แปลว่านามนี้นางได้สติฟื้นขึ้นมาแล้ว
คนแรกที่เปิดประตูห้องเข้าไปก็เป็นพ่อของนางเอง ทันทีที่พ่อของนางเข้าไปโอบนางไว้ นางรีบผลักเขาออกไป พร้อมตะโกนไล่ ดังนั้นทั้งสองจึงเกิดการยืดยื้ออยู่ตรงนั้น
จนกระทั่งมู่ไห่เฉินเดินเข้ามา ทันทีที่จางเฉิงอี้เห็นนางก็รีบวิ่งไปหลบหลังมู่ไห่เฉิน พร้อมบอกให้ช่วยนาง และให้ไล่พ่อของนางนั้นออกไป
ทั้งหมดนี้มือปราบหลินล้วนจ้องมองอยู่ด้วยความสงสัย
มือปราบหลินเดินเข้ามาพร้อมกล่าวให้พ่อของจางเฉิงอี้กลับไปก่อน จนกว่าจิตใจนางดีขึ้นแล้ว หลังจากสืบสวนคดีเสร็จพวกเขาจะปล่อยตัวนางกลับ
พ่อของจางเฉิงอี้ทำสิ่งใดไม่ได้จึงได้แต่เดินทางกลับไป
มู่ไห่เฉินค่อย ๆ หันไปคุยกับจางเฉิงอี้อีกครั้งว่าเกิดอะไรขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ… ใช่ ข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ไม่สิข้า..ข้า..แล้วข้าเป็นเป็นใคร”
จางเฉิงอี้เอามือกุมหัวพร้อมร้องไห้ออกมา นางพูดแต่วน ๆ ซ้ำ ๆ ว่าตนเองเป็นใคร จนกระทั่งมู่ไห่เฉินบอกให้นางใจเย็น ๆ แต่นางก็เหมือนไม่ได้ยินเสียงจากใครเลยในยามนี้
หมอเดินเข้ามาก็ใช้วิชาฝังเข็มให้นาง ทำให้นางนั้นค่อย ๆ หมดสติลงอีกครั้ง
มู่ไห่เฉินพานางกลับไปพักผ่อนอีกครั้ง หลังจากวางนางลง มู่ไห่เฉินก็รีบถามหมอว่าเกิดอะไรขึ้น
คำตอบที่ได้นั้นก็ยังคลุมเครือ อาจจะเป็นไปได้ว่านางสูญเสียความทรงจำไป หมอเองก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่คาดว่าใช้เวลาเสียหน่อยนางก็อาจจะกลับมาจำเรื่องราวของตนเองได้