อภินิหารเทพปฐมภพ

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 36 พ่อค้าแดนฟ้าเมฆินทร์

     เขากำลังมองดูชุดนักพรตสีเขียวครามที่เขาสวมใส่อยู่ วันนี้ก็มาถึง เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วนักหัวใจของเขาเต้นโลดขึ้นอีกครา ไม่คิดเลยว่าหานอี้เต้าหยินจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าจะรับเขาเป็นศิษย์โดยตรง พวกลูกศิษย์ของโรงครัวก็มางานเลี้ยงศิษย์โดยตรงคนใหม่ที่จัดเสียใหญ่โต เลี่ยวซื่อพยายามใช้สายตาอันดูถูกสุดเหยียดหยามมองไปยังสีหน้าที่ตกตะลึงจังงังของหลินตง ส่วนเฒ่าไป๋เซียงที่มักใช้สายตาเย็นชาเอือมระอาจ้องมองเขา บัดนี้ดวงตาแทบถลนเถลือกออกมา " ฮ่าๆๆๆ วันนี้ก็มาถึง " เลี่ยวซื่อหัวร่อมองหลินตงที่กำลังร้อนรนรีบยกสำรับข้าวมาให้เขา สมเพชพวกศิษย์โรงครัวพวกนี้จริงๆ เขาคิด สำรับข้าวถูกวางลง เลี่ยวซื่อมองดูข้าวในจาน ที่ตอนแรกยังขาวอยู่ดีๆ กลับเริ่มดำขึ้นมา ไฉนข้าวมันดำๆ เขาขมวดคิ้ว เอียงคอจับจ้องมองให้ชัด ข้าวจานอื่นๆบนโต๊ะก็ล้วนเปลี่ยนเป็นสีดำ สักพักจมูกเขาถึงกลับได้กลิ่นของข้าวไหม้โชยออกมา สักพักกลิ่นเหม็นไหม้รุนแรงขึ้น ไฉนเป็นเช่นนี้ไปได้ เลี่ยวซื่อฉงนสงสัยนัก จ้ากกกกกกกกกก !เลี่ยวซื่อกุมหัวร้องจ้ากขึ้นมา ใครกล้าทำร้ายศิษย์โดยตรงของหานอี้เต้าหยินเช่นเขาฝาหม้อบินกระเด็นกระดอนออกไป เขามองวัตถุคุ้นตาที่เรียกสติเขาขึ้นมา " เลี่ยวซื่อ ! ไฉนแกยังปล่อยให้หม้อข้าวไหม้อีก " เสียงหลินตงดังขึ้น ดวงตาและหัวสมองเลี่ยวซื่อถึงกลับสดใสขึ้นมา ขยี้ตามองออกไปเห็นหลินตง และเฒ่าไป๋เซียงที่กลับมาจากตลาดในตัวเมือง ที่ข้างๆเป็นเด็กน้อยหยางอี้เหอที่มีไก่บินตัวเล็กๆเคลียคลอเกาะอยู่ที่หัวไหล่ ห๊ะ หม้อข้าวไหม้ ไฉนหม้อข้าวไหม้ขึ้นมาได้ เลี่ยวซื่อนึก มิใช้เด็กน้อยนั่นดูอยู่มิใช่รึ เฒ่าไป๋เซียงบอกว่ามันเคยทำงานร้านอาหารที่ทางขึ้นเขา เหตุใดมันทำข้าวไหม้ขึ้นมาได้ " มิใช่เด็กน้อยหยางอี้เหอ เขา เขา.." หลินตงตอกกลับไปว่า" เขาอะไร หน้าที่เจ้าหุงข้าวโดยตรง ถึงกลับใช้ให้คนอื่นทำ แล้วยังมานอนส่งเสียงฟ้าร้องอยู่หลังโรงครัวเช่นนี้ " หลินตงเริ่มเหลืออด เลี่ยวซื่อผู้นี้ทำเรื่องวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน " อี้เหอเจ้ารีบไปหุงข้าวใหม่ ตอนนี้ยังทัน ต่อไปให้เจ้าเป็นคนช่วยหลินตงหุงข้าว " เฒ่าไป๋เซียงบอกเด็กน้อย และไม่ลืมใช้สายตาเย็นชาเอือมระอามองไปยังเลี่ยวซื่อ ก่อนส่ายหัวแล้วเดินออกไปจากโรงครัว เมื่อคนที่เหลือกลับมาจากศาลาทั้งสี่ ต่างรีบมาช่วยกันทำอาหารเที่ยง หลินตงบอกเด็กน้อยว่า" หยางอี้เหอเจ้ามาช่วยข้าหุงข้าว ต่อไปหากข้าหรือผู้เฒ่าไป๋เซียงไม่ได้สั่ง มิต้องไปฟังคำพูดของผู้ใดอีก " " ขอรับพี่หลินตง "หยางอี้เหอรับคำ หลังเขาหกล้มลง ขณะนกอินทรีย์ภูเขาจะโฉบลงมาทำร้ายเขา เป็นผู้เฒ่าไป๋เซียงและหลินตงที่มาช่วยเขาไว้ ส่วนไก่บินที่เคลียคลอบนหัวไหล่เขา หลังเขาช่วยชีวิตมันถึงกลับรู้ความบินมาเกาะที่ไหล่ เคลียคลอไม่ห่าง หยางอี้เหอเพิ่งรู้ว่ามันเรียกว่าไก่บิน ขณะเขากำลังดูข้าวที่หุง รู้สึกมีสายตาหนึ่งที่จับจ้องมองมาที่เขาตลอดเวลา หยางอี้เหอไม่มองก็รู้ เขาจึงหันไปหาพี่หลินตง " พี่หลินตงฝาหม้อบินท่านร้ายกาจยิ่ง นกอินทรีย์ภูเขาแถวนี้ดุร้ายนัก วันหลังท่านสอนข้าได้หรือไม่ " หลินตงกล่าวตอบอย่างหมายมั่นว่า" น้องอี้เหอ ไม่ต้องห่วงหากนกอินทรีย์ภูเขามันดุร้ายนัก ข้าจะต้มน้ำร้อนๆ ถอนขนมันออกเสีย ดูมันยังจะกล้ากางปีกกางกรงเล็บอีกหรือไม่ " เลี่ยวซื่อฟังแล้วสะดุ้งโหยงไป .................................... ณ ป้อมปราการยุทธ์มังกรบิน มณฑลใหญ่อุดร ลู๋เตี๋ยกำลังเห่อกับของเล่นชิ้นใหม่ที่เป็นรถลากกลไกที่ขับเคลื่อนบนที่ราบ โดยใช้เครื่องจักรแบบกระบอกสูบไอน้ำที่หัวหน้าป้อมปราการจักรกลเพลิงคิดค้นขึ้น แต่บิดาของนางสั่งให้ไปปรับปรุงสามารถถอดประกอบล้อเปลี่ยนให้ใหญ่ขึ้นและมีล้อที่คล้ายล้อกังหันให้วิ่งบนทางที่ทุรกันดารได้ ลู๋พั่งมองดูใบหน้าที่ยิ้มแย้มของลู่เตี๋ย หลังเขารับปากนางว่าจะพาไปท่องเที่ยวยังมณฑลใหญ่ประจิม ชมมหาเจดีย์หยั่งฟ้าของมหาอาศรมหยั่งฟ้าอันลือชื่อ และไปดูการประลองสี่สุดยอดหนึ่งคุณธรรมพร้อมอาจารย์ซูไฉของนาง เมื่อถึงเวลาร่างอ้วนเตี้ยของลู่พั่งก็ปลีกตัวออกมายังปราการดาวจรัส ลู่ตันเห็นเขาผ่านเข้าประตูมาไหนเลยกล้าชักช้ารีบตรงเข้าไปหา " ท่านประมุข มีกลุ่มคนที่โพกผ้าขาวปิดศีรษะที่เคยมาซื้ออาวุธ ชุดเกราะ และเหล็กแร่ของเราทุกปี มาคราวนี้พวกเขาสั่งซื้อดาบโลหะเย็น 500 เล่ม ชุดเกราะอ่อนสนเหล็กไหล 1,500 ชุด และเหล็กแร่อีก 40,000 กิโลกรัม " ลู่ตันเจ้าปราการดาวจรัสในร่างผอมรายงาน " อ๋อ ปีนี้คนพวกนี้สั่งของมากกว่าเดิมถึง 2 เท่า เจ้าไปบอกพวกมันว่าเหลือเพียงดาบโลหะเย็น 500 เล่ม ส่วนสินค้าอื่นแม้ยังเหลือ แต่ผู้อื่นสั่งจองไปหมดสิ้นแล้ว " " เอ๋ ท่านประมุขจริงรึ กงเจิ้งเจ้าไปเรียกคนคุมบัญชีสินค้า.. " ลู่ตันหันไปเรียกกงเจิ้งหัวหน้าปราการดาวจรัสที่อยู่ด้านข้าง " มิต้องเรียกแล้ว ไปบอกพวกมันตามนี้ " ลู่พั่งรีบบอกลู่ตัน พวกนี้ดีว่าขยันทำงาน เสียอย่างเดียวไม่รู้เหลี่ยมพ่อค้า ไม่รู้ว่าทำให้เขาขาดทุนกำไรที่ควรกอบโกยได้ไปเท่าไร นึกแล้วอ้วนเตี้ยแซ่ลู่ก็ฉุนกึกขึ้นมาไม่น้อย สักพักดั่งคาด ลู่ตันก็นำชายร่างสูงใหญ่เคราหนา และชายหนุ่มรูปร่างสูงขาว หน้าคมที่โพกผ้าขาวที่ท่าทางโอหังไม่น้อยมาขอพบเขา " คารวะท่านประมุขลู่ ข้าเหลาชิงหู่ และคุณชายหวิ๋น ด้นดั้นเดินทางมาไกลเพิ่งมาถึง " ชายร่างสูงใหญ่เคราหนาโค้งคารวะกล่าวขึ้น คนที่เพิ่งกล่าวขึ้นลู่พั่งย่อมรู้จัก‘บิดาหาสนใจพวกเจ้าเดินทางมาไกลจากไหน เพียงมีเงินในกระเป๋าให้ใช้สอยเป็นใช้ได้ แต่หากไม่มีเงินอย่าได้ผ่านประตูป้อมเข้ามา’ลู่พั่งคิดก่อนโปรยปรายรอยยิ้มออกไป คารวะคืนและกล่าวว่า " ท่านทั้งสองย่อมเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย มีอันใดว่ากล่าวได้เต็มที " เหลาชิงหู่กล่าวว่า" ตลอดสิบปีมานี้ ทางเราซื้อสินค้ากับป้อมของท่านประมุขลู่มาตลอด ปีที่ผ่านมายังยืนยันว่าจะซื้อสินค้าพวกนี้อีก มีเพียงซื้อเพิ่ม ไม่มีลดลง ไฉนสินค้าหมดลงได้ " " โธ่ ท่านเหลา ข้าลู่พั่งเฝ้ารอ ปีนี้พวกท่านจะมาเมื่อใด ข้ารอแล้วรอเล่า สุดท้ายมีผู้มาสั่งซื้อสินค้าที่ท่านต้องการเมื่อไม่กี่วันมานี้ แล้วเขายัง ยัง..ยัง "ลู่พั่งพูดค้างไว้ซะยาว จนหวิ๋นเซิงสุ๋ยอดทนรอมิได้ โพล่งออกไป" ยัง..อะไร ? " ลู่พั่งรอพวกเขาถามคำถามนี้อยู่" ยัง…ให้ราคาสูงกว่าถึงสี่เท่า ข้าผู้แซ่ลู่ คิดแล้วคิดอีก จำใจรับคำสั่งซื้อนี้ และความจริงคนพวกนั้นจะเหมาดาบโลหะเย็นไปทั้งโกดัง ดีข้าลู่พั่งคิดถึงพวกท่านขึ้นมา ยินยอมเสียลูกค้า ไม่ยอมขายออก เหลือไว้ให้พวกท่าน สุดท้ายพวกท่านก็มาจริงๆ " หวิ๋นเซิงสุ๋ยเห็นร่างของลู่พั่งที่แม้อ้วนเตี้ยแต่จิตใจสูงส่ง ถึงกลับยอมเสียลูกค้า ไม่ยอมเห็นแก่กำไรขายดาบโลหะเย็นทั้งหมด เพราะเห็นแก่พวกเขาที่ด้นดั้นเดินทางมา" ท่านประมุขลู่ช่างมีน้ำใจประเสริฐยิ่งนัก เพียงข้าน้อยมีข้อเสนอ " เขาอุตส่าห์เดินทางมาด้วยตัวเอง ถ้าไม่อาจซื้อชุดเกราะอ่อนสนเหล็กไหล และเหล็กแร่กลับไปได้ย่อมถูกพระบิดาตำหนิ องค์ชายคนอื่นหัวเราะเยาะเอาได้ การเดินทางนี้นับว่าสูญเปล่า เมื่อหวิ๋นเซิงสุ๋ยขยับเข้าไปใกล้ลู่พั่ง ลู่พั่งก็คล้ายทำหน้าประหลาดใจคุณชายหวิ๋นท่านนี้มีอันใดลึกลับต้องกระซิบกระซาบ พอลู่พั่งฟังว่าเขาอยากซื้อสินค้าพวกนี้จริงๆ ถึงกลับยอมให้ราคาสูงกว่าถึงห้าเท่า ลู่พั่งทำสีหน้าปานคุณชายหวิ๋นขอซื้อดวงวิญญาณของเขา หวิ๋นเซิงสุ๋ยเห็นลู่พั่งทำสีหน้าเช่นนั้น เขารีบเข้าไปกระซิบกระซาบข้างหูลู่พั่งอีกครั้ง พอลู่พั่งได้ยินเขาบอกว่าจะให้ราคาสูงขึ้นอีกเจ็ดเท่า ลู่พั่งทำสีหน้าลำบากใจขึ้นมาเล็กน้อยพอเป็นพิธีกลัวเขาจะเปลี่ยนใจ ก่อนรีบกัดฟันมองไปที่เขาแน่วนิ่ง" รึคุณชายหวิ๋น จำเป็นต้องได้ชุดเกราะอ่อนสนเหล็กไหล และเหล็กแร่พวกนี้จริงๆ เฮ้อ"ลู่พั่งทอดถอนใจออกมา  เหลาชิงหู่เห็นพวกเขากระซิบกระซาบกัน คาดเดาในใจว่าเกิดเรื่องใดขึ้น จึงตักเตือนหวิ๋นเซิงสุ๋ยขึ้นมา" คุณชายหากสินค้าหมดจริง เราได้แต่รอสินค้า หรือกลับไปเรียนท่านบิดาของท่านก่อน " " ไม่จำเป็น ข้าตัดสินใจแล้ว " หวิ๋นเซิงสุ๋ยยกมือขึ้นสูงก่อนพูดขึ้น เมื่อหันไปทางลู่พั่ง " ท่านประมุขลู่พอช่วยเหลือได้หรือไม่ " " เฮ้อ ข้าลู่พั่งเห็นในความตั้งใจของท่าน เช่นนั้นคุณชายหวิ๋นหากท่านต้องการจริงๆข้ายินดีขายให้ท่าน เฮ้อ ลูกค้ารายนั้นข้าจะรีบหาสินค้าให้ภายหลัง " " ขอบพระคุณท่านประมุขลู่ยิ่ง " " ขอบคุณท่านทั้งสองเช่นกัน ปีหน้าท่านทั้งสองอย่าลืมมาเยือนอีกครั้ง " คารวะร่ำลากัน สุดท้ายลู่พั่งฟันกำไรไปไม่น้อยเขายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ก่อนสั่งให้ลู่ตันไปส่งคนทั้งสองเตือนระวังอย่าพาลูกค้าคนสำคัญสะดุดล้ม ...................................  ขบวนเดินทางขององค์ชายหวิ๋นเซิงสุ๋ยเพิ่งจะออกจากประตูเมือง ตลอดทางในเมืองหากมีขอทานนั่งอยู่เขาจะอ้อมจนห่าง จนดูวิตกเกินเหตุยิ่งขากลับคราวนี้พวกเขายินยอมเสียเวลาใช้เส้นทางทิศตะวันตกอ้อมมาอีกทาง หลีกเลี่ยงเส้นทางศาลเจ้าร้าง " องค์ชายรอง ท่านให้ราคาสูงปานนั้น ข้าเกรงว่าปีต่อไปราคาจะยิ่งสูงกว่านี้อีก" เหลาชิงหู่กล่าวขึ้นอย่างมีกังวล หวิ๋นเซิงสุ๋ยตอบว่า " หากสูงเราก็ต่อรองลงมา ประมุขลู่อะไรนั้นหลงคารมข้าแล้ว ใยต้องกังวลไป " สองข้างทางฝั่งหนึ่งเป็นทะเลสาบ พื้นน้ำเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็ง อีกด้านหนึ่งเป็นทุ่งหญ้าที่มีหิมะปกคลุมที่เริ่มละลายมองเห็นหญ้าต้นเล็กๆที่พยายามแทงใบยอดขึ้นมาให้พ้นเกล็ดหิมะ ห่างออกไปยังมีชุมชนและผู้คนสร้างบ้านเรือนอยู่เป็นระยะ แสดงให้เห็นว่ามณฑลใหญ่อุดรนับว่ามีความเจริญอยู่ไม่น้อย เดินมาสักพักข้างหน้าเป็นเพิงขายน้ำเต้าหู้ข้างทาง " นั้นมีร้านขายน้ำเต้าหู้ เราพักกันก่อนดีหรือไม่ "เหลาชิงหู่เห็นหวิ๋นเซิงสุ๋ยไม่กล่าวอันใด จึงชักชวนกันเดินเข้าไป ที่วังฟ้าบาดาลไม่มีของขายเช่นนี้ เนื่องจากเป็นเพิงขนาดเล็ก จึงมีที่นั่งเพียงสองโต๊ะ และยังว่างอยู่ทั้งสองโต๊ะ หวิ๋นเซิงสุ๋ยจึงนั่งกับเหลาชิงหู่ ส่วนอีกโต๊ะเป็นองครักษ์ทั้งสามนั่งด้วยกัน ส่วนคนอื่นได้แต่หาที่ยืนใต้ร่มไม้ แถวนี้อยู่เลยออกมาจากประตูเมืองเล็กน้อยจึงไม่มีใคร่มีคนสัญจร เหลาชิงหู่มองดูหวิ๋นเซิงสุ๋ยหลังจากตอนกลางวันที่พวกเขาเจอขอทานพิกลพิการ องค์ชายรองดูสงบปากสงบคำไม่ก่อเรื่องขึ้นอีก เขาจึงสบายใจขึ้น หวิ๋นเซิงสุ่ยสำรวจดูเพิงขายน้ำเต้าหู้เล็ก มีคนเพียงสองคน คนแรกเป็นชายชราเครายาวที่เป็นคนขายเต้าหู้กำลังใช้หินสำหรับบดถั่วเหลืองให้น้ำเต้าหู้ไหลออกมาด้วยท่าทางเย็นชาเฉื่อยเฉย ที่บนเพิงมีดาบฝักสีแดงขนาดใหญ่ กระไรเพียงคนขายน้ำเต้าหู้ยังฝึกยุทธ์ คนแถวนี้ฝึกยุทธ์กันเกลื่อนจริง ๆ แม้คนขายเต้าหู้ยังพกดาบ หวั๋นเซิงสุ่ยนึกถึงเมื่อตอนกลางวันขอทานดุร้ายของแดนฟ้าเมฆินทร์ยังพกพาอาวุธ ก่อนรีบสะบัดศีรษะลืมเรื่องนี้ไวๆ สักพักเขาเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งออกมาต้อนรับลูกค้า หัวใจหวิ๋นเซิงสุ่ยเต้นโครมครามขึ้นมา ที่อยู่ตรงหน้าของเขาถึงกลับเป็นสตรีชาวบ้านวัยสิบเจ็ดสิบแปด แม้ไม่สวยจนหยาดเยิ้มแต่ดูมีเสน่ห์จนรัดตรึงหัวใจมันอย่างรุนแรงจนโรคเก่ากำเริบขึ้นมา เขาลูบหนวดร้ายเรียวแหลมของเขา" แม่นางท่านนี้ มีนามเรียกหาว่ากระไร? " สตรีนางนั้นที่เพิ่งเดินออกมาตอบว่า" คุณชายท่านนี้ เรียกข้าว่าถังเอิน น้ำเต้าหู้ร้อนๆของร้านเรา อร่อยหวานรื่นชื่นใจนัก สามีของข้าบดใหม่ทุกวัน " ..........................................

    คล้ายกับเรื่องอภินิหารเทพปฐมภพ ที่คุณอ่าน