จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

เล่มที่ 5 ตอนที่ 145 หินวิญญาณอสุนี

        ฉินอวี่สูดลมหายใจอย่างหนักเขาใช้มโนจิตจ้องตรงไปในวงแหวนมิติใบหน้าของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและตกใจอย่างไม่อยากเชื่อ

        “เขาไปได้มันมาจากไหนกันแน่? เขายังมีเรื่องที่ปกปิดข้ากับเสวี่ยเอ๋ออีกเท่าไร? แล้วเหตุใดต้องปิดบังกัน?”ฉินอวี่เริ่มมีสีหน้าสงบลงทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ถึงเรื่องที่ผู้อาวุโสโม่เคยเรียกบิดาของตนเองว่า “ท่านหก”ในตอนนั้น ฉินอวี่ไม่ได้คิดอะไรขึ้นมาก แต่ในตอนนี้ฉินอวี่ได้พยายามเชื่อมโยงทุกเรื่องที่เกิดในเมืองหลักเทียนอู่และเหมือนจะสังเกตอะไรบางอย่างได้อย่างคลุมเครือ

        “หก? หรือว่าผู้อาวุโสต้องการจะพูดว่าท่านหก? แต่ด้วยอายุของผู้อาวุโสโม่เขาก็ไม่น่าจะเรียกผิดซ้ำๆ มีความเป็นไปได้เพียงข้อเดียวคือผู้อาวุโสโม่ไม่คิดจะปิดบัง เขาจึงพยายามบอกใบ้ข้า”

        “ยิ่งไปกว่านั้นในตอนแรกที่เอาเพลิงประหลาดของหวังผิงมา สำนักเทียนหั่วก็ไม่มีการมาขออะไรกลับไปเดิมทีก็คิดว่าอาจารย์หวงถิงลงมือไปแล้ว แต่เมื่อดูจากตอนนี้...มีความเป็นไปได้ว่าไม่ใช่อาจารย์ แต่เป็นท่านพ่อ หรือบางทีอาจจะเป็นผู้อาวุโสโม่!”สายตาของฉินอวี่เปล่งประกาย ในตอนนั้นเขารู้สึกได้ว่าผู้อาวุโสโม่ไม่ธรรมดาแต่เขาก็อธิบายไม่ถูก เป็นเพราะเขาไม่สามารถสัมผัสถึงพลังปราณของผู้อาวุโสโม่ได้แต่สิ่งที่ฝังลึกในความทรงจำของฉินอวี่คือแหวนหยกสีเขียวเข้มที่สวมอยู่บนหัวแม่มือข้างซ้ายของผู้อาวุโสโม่

        ในตอนนั้นฉินอวี่เพียงแค่มองผ่านไปอย่างไม่ตั้งใจและไม่ได้คิดอะไร แต่ตอนนี้ เมื่อนึกย้อนกลับไปฉินอวี่ก็ยังพอจำได้อย่างเลือนรางว่ามีตราประทับตื้นๆ อยู่บนแหวนหยกวงนั้น

        “พวกเขากำลังปิดบังอะไรอยู่กันแน่? แล้วทำไมต้องปิดบังเอาไว้? เหตุใดต้องปิดบังโลกด้วยว่าในตระกูลมีสายเลือดอสุนี?หรือตระกูลฉินเคยไปล่วงเกินใครเอาไว้? แต่ทำไมตระกูลที่มีสายเลือดอสุนีจึงเป็นเพียงตระกูลธรรมดา?อาทิเช่น ตระกูลเหลยของตี้หวังแม้ว่าตระกูลฉินจะไม่สามารถเทียบกับตระกูลเหลยของตี้หวังได้แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องหลบซ่อนเหมือนสุนัขข้างถนนเช่นนี้?”

        “อีกอย่างจากคำพูดที่มีนัยของผู้อาวุโสโม่ ก็ไม่น่าจะมีการล่วงเกินผู้แข็งแกร่งคนใดเป็นไปได้หรือไม่ว่า...จะมีสาเหตุจากท่านพ่อและตระกูลฉินที่แท้จริงมีความแตกหักกัน?” ฉินอวี่พึมพำกับตนเอง

        มโนจิตยังคงวนเวียนอยู่ในวงแหวนมิติในใจของเขาก็ตกใจจนยากที่จะสงบลงได้

        สิ่งที่เขามองเห็นวงแหวนมิตินี้เป็นเสมือนทะเลของสายฟ้า เพราะมีสายฟ้าแออัดกันอยู่ภายในเป็นจำนวนมากและในศูนย์กลางของเหล่าสายฟ้า มีหินวิญญาณสีม่วงที่ดูเหมือนภูเขาอยู่ก้อนหนึ่งและนี่ไม่ใช่ก้อนหินธรรมดาเพราะเป็นหินวิญญาณอสุนีที่มีพลังของสายฟ้าบรรจุอยู่ภายใน!

        ไม่ว่าจะเป็นหินวิญญาณหินเต๋า หินเซียน แต่ละประเภทก็ยังแบ่งออกเป็นหลายชนิด หากจะพูดถึงหินวิญญาณหินวิญญาณที่ธรรมดาที่สุดล้วนบรรจุไปด้วยพลังวิญญาณฟ้าดินแต่ก็มีบางชนิดที่บรรจุพลังที่ไม่สามารถอธิบายได้ พลังชนิดนี้จะว่าไปก็สามารถเป็นพลังอะไรก็ได้ อาทิ พลังอัคคี พลังอสุนี เป็นต้น

        แต่หินวิญญาณที่มีพลังไม่ทราบชนิดบรรจุอยู่จะมีเงื่อนไขในการรวบรวมขึ้นมายากและรุนแรงกว่าหินวิญญาณทั่วไปเหมือนดั่งหอคอยฝึกตนของเผ่าหยาจื้อ หินหนืดที่อยู่พื้นล่างในชั้นที่เจ็ดซึ่งน่าจะประกอบด้วยหินวิญญาณอัคคี แต่ก็เป็นเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น จะพบได้ว่าหินวิญญาณชนิดนี้จะมีค่ามากเช่นเดียวกันกับหินวิญญาณอสุนี

        เพียงแต่หินวิญญาณชนิดนี้สำหรับคนทั่วไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากหินธรรมดามากนักแต่สำหรับบางคนแล้ว หินวิญญาณชนิดนี้นับว่ามีค่ามาก

        ฉินอวี่พบว่าภายในวงแหวนมิติก็มีหินวิญญาณอสุนีเช่นนี้อยู่เป็นจำนวนมากฉินอวี่ทั้งรู้สึกตกใจทั้งตื่นเต้น ด้วยการถ่ายทอดพลังในสายฟ้าฉินอวี่จึงมั่นใจว่าจะสามารถยกระดับร่างอสุนีลึกลับให้กลายเป็นร่างอสุนีคำรามได้และเมื่อถึงตอนนั้น ก็จะยกระดับอสุนีคำรามให้กลายเป็นอสุนีสวรรค์...ฉินอวี่ก็ยิ่งมีความมั่นใจว่าตนเองจะต้องกลายเป็นหนึ่งในเจ็ดสิบสองอสูรธรณีได้

        เมื่อระงับความตื่นเต้นภายในใจไว้แล้วฉินอวี่ก็พบว่าไม่เพียงแต่จะมีเพลิงวิญญาณอสุนี แต่ยังมีหินวิญญาณ โอสถอยู่เป็นจำนวนมาก และในจำนวนของเหล่านั้นยังมีหินวิญญาณระดับสูงอีกเป็นจำนวนมากและมีจำนวนเกินกว่าพัน ทั้งยังมีศิลาวิญญาณระดับเยี่ยมยอดอีกนับสิบ นอกจากนี้ในวงแหวนมิติยังมีเกราะศึกอีกหนึ่งชิ้น

        เมื่อหยิบเกราะศึกออกมาฉินอวี่ก็ต้องพบกับความประหลาดใจ ทันทีที่เขาสัมผัสถูกเกราะศึกอสุนีบาตในร่างกายก็เหมือนมีชีวิตขึ้นทันที และอดไม่ได้ที่จะเคลื่อนที่ตรงไปยังเกราะศึกชิ้นนั้น

        เกราะศึกชิ้นนี้หนักราวร้อยชั่งฉินอวี่ยังดูไม่ออกว่าทำมาจากวัสดุชนิดใด บนชุดเกราะสลักเป็นรอยประทับของเมฆอสุนีจำนวนมากและในหมู่เมฆอสุนีก็ยังมีอักขระสายฟ้าปรากฏอยู่ ซึ่งมองดูแล้วแสนจะลึกลับยิ่งนัก

        หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งฉินอวี่ก็เรียกอสุนีคำรามสายหนึ่งใส่เข้าไปในเกราะศึกทันที

        “เวิง...”

        เกราะศึกส่งเสียงดังเกราะศึกที่มีสีม่วงอ่อนอยู่แต่เดิมเริ่มปรากฏลายเส้นคล้ายใยแมงมุมขึ้นมาอย่างหนาแน่นอักขระลวดลายเหล่านี้ทำให้รอยประทับเมฆอสุนีที่อยู่บนเกราะศึกต่างรวมตัวกันขึ้นมาท้ายที่สุด รอยประทับเมฆอสุนีทั้งหมดก็รวมเข้ามาอยู่ตรงหน้าอกกลายเป็นสายฟ้าสายหนึ่ง

        สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องตกใจคือสายฟ้าสายนี้เหมือนดั่งงูอสุนีเล็กๆ ตัวหนึ่ง ที่กำลังเคลื่อนที่ไปรอบๆ เกราะศึก

        “ซื้ด!”ฉินอวี่สูดลมหายใจเข้าอย่างแรง เขาแทบจะสรุปได้ทันทีว่า เมื่อสวมชุดเกราะเช่นนี้ไว้บนร่างกายไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันตัวเขาเท่านั้นแต่ยังเพิ่มพลังของสายฟ้าในร่างกายอีกด้วย!

        ฉินอวี่เรียกอสุนีคำรามที่อยู่บนเกราะศึกกลับแสงสว่างของเกราะศึกหายไปในทันที และกลับเข้าสู่สภาพปกติ ฉินอวี่จ้องมองเกราะศึกด้วยความรู้สึกซับซ้อนในใจ

        หากดูจากสิ่งของที่อยู่ในวงแหวนมิติฉินอวี่ก็อาจพอสรุปได้ว่า ฉินจ้านผู้เป็นบิดาจะต้องมาจากตระกูลใหญ่สักตระกูลแน่นอนและที่บิดาของเขาต้องปิดบังเอาไว้ก็เพราะเกรงว่าตระกูลใหญ่นั่นจะไปยั่วยุศัตรูที่แข็งแกร่ง ไม่เช่นนั้นบิดาของเขาก็คงต้องเล่าเรื่องของวงศ์ตระกูลให้เขาฟังแล้วแทนที่จะไม่พูดถึงเลยแม้แต่คำเดียว บางที...แม้ว่าบิดาของเขาจะเป็นคนของตระกูลนั้นจริงแต่เขาคงไม่มีความรู้สึกผูกพันมากเท่าไรนัก หรืออาจจะ... มีความคับแค้นกับตระกูลดังนั้น เขาจึงไม่ต้องการให้ตัวเขาและเสวี่ยเอ๋อรู้เรื่องการมีอยู่ของตระกูล

        แต่สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่เศร้าและไม่เข้าใจคือบิดาที่มีประวัติไม่ธรรมดาเหตุใดจะต้องยอมคุกเข่าอยู่หน้าจวนตระกูลชุยถึงสามวันสามคืนด้วย? แม้ว่าจะเป็นเพราะตัวเขา แต่เขาก็เคยขับไล่สำนักเทียนหั่วออกไปได้เหตุใดจึงไม่สามารถจัดการตระกูลชุยได้? ในฐานะที่เป็นคนในวงศ์ตระกูลเช่นกันทำไมจึงต้องยอมรับความอัปยศเช่นนั้นด้วย? หรือพูดได้ว่าเขาเกลียดตระกูลนั้นเข้ากระดูก?

        ฉินอวี่รู้สึกได้แต่เพียงว่าบิดาของเขาที่ดูแสนจะธรรมดากลับมีความลับอยู่มากมายบางที... อาจต้องรอให้พละกำลังของตนเองสูงขึ้นถึงระดับหนึ่งเสียก่อนจึงจะสามารถไขปริศนาเกี่ยวกับบิดาของเขาได้!

        “มีหินวิญญาณอสุนีอีกทั้งยังมีสายเลือดอสุนี แม้ว่าในแดนคุ่นหลงซิงเฉินจะมีอยู่ไม่มากนักรอให้ออกไปจากเหวลึกเสียก่อน ตนเองจะต้องสืบหาต้นสายของตระกูลฉินให้ได้”ฉินอวี่พูดกับตนเอง หลังจากทิ้งความคิดทั้งหมดไปเขาก็นำเกราะศึกเก็บกลับเข้าไปในวงแหวนมิติ และหยิบหินวิญญาณอสุนีออกมาจำนวนหนึ่งก่อนจะดูดซับพลังจากมันอย่างตะกละตะกลาม

        เดิมทีแล้วอสุนีลึกลับในร่างกายของฉินอวี่สามารถพึ่งพาได้เพียงการควบแน่นด้วยตนเองเท่านั้นด้วยเหตุนี้ พลังของอสุนีลึกลับจึงมีขีดจำกัด และยากจะเข้าสู่ระดับที่สมบูรณ์ได้โดยทั่วไปแล้ว ก่อนที่จะเกิดการพัฒนาระดับขึ้นไปนั้นการยกระดับร่างอสุนีลึกลับเป็นเรื่องที่ยากมากนอกเสียจากมีผู้แข็งแกร่งให้ความช่วยเหลือ และรวบรวมอสุนีของฟ้าดินมาเท่านั้นนอกเหนือจากนี้แล้ว ก็คงมีเพียงหินวิญญาณอสุนีเท่านั้นที่ทำให้อสุนีลึกลับเกิดการเปลี่ยนแปลง

        ขณะนี้ฉินอวี่ดูดซับพลังสายฟ้าจากหินวิญญาณอสุนีอย่างรุนแรงพลังของร่างอสุนีถ่ายเทเข้าสู่ร่างกายอย่างบ้าคลั่ง ท้ายที่สุดก็รวมตัวเป็นอสุนีลึกลับขนาดใหญ่ ที่วนเวียนอยู่กับร่างกายจนกลายเป็นวังวนพลัง

        ไม่นานนักทั่วทั้งห้องก็กลายเป็นบ่อสายฟ้า

        เพียงพริบตาเวลาก็ผ่านไปถึงครึ่งปี

        “ดูอะไร? ข้าก็เคลื่อนไหวอย่างเบาที่สุดแล้วมิใช่หรือ? หรือมันยังไปรบกวนเจ้าอีก?”

        ในลานว่างหวังมู่ที่กำลังตีเหล็กอยู่ได้หยุดค้อนขึ้นมาทันที และมองไปทางไป๋ฉีอย่างไม่พอใจ

        “ข้าแค่กำลังคิดด้วยสภาพของเจ้าตอนนี้ มีคุณสมบัติอะไรที่สมควรจะอยู่ในโลกใบนี้? หากว่าเป็นข้าคงจะตายไปนานแล้ว อยู่ไปก็เปลืองทรัพยากรฝึกฝนมัวแต่นั่งตีนั่งเคาะอยู่เช่นนี้ทุกวัน แล้วเจ้าตีอะไรออกมาได้บ้าง? ยังมัวแต่ตีขึ้นรูป... หลายปีมานี้ เจ้าขึ้นรูปอะไรขึ้นมาได้บ้างล่ะ?แม้แต่อาวุธวิญญาณระดับต่ำเจ้าก็ยังตีออกมาไม่ได้แล้วยังมีหน้ามาอยู่กวนคนอื่นที่นี่อีก” ไป๋ฉีเยาะเย้ยพูดจบก็หันหลังกลับออกไปจากประตูจวน

        “เจ้าจะไปที่แผ่นผนึกว่านเซี่ยงนั่นล่วงหน้าหรือ? หรือว่าเจ้าต้องการเข้าร่วมการท้าประลองในอีกครึ่งปีข้างหน้าด้วยจึงได้ร้อนรนเช่นนี้?คิดอะไรอยู่ เจ็ดสิบสองอสูรธรณีเป็นสิ่งที่เจ้าจะเป็นได้หรือ?เหล่าต้าก็เป็นหนึ่งในอสูรธรณี นั่นก็หมายความว่าหากเจ้าต้องการเป็นหนึ่งในอสูรธรณี จะต้องมีการท้าประลองเหล่าต้าที่อยู่ในระดับแนวหน้าน่ะหรือ?”

        “แต่หากเจ้าไปท้าประลองเหล่าต้ามันไม่เป็นการเกินตัวไปหรือ? ข้าว่าเจ้าอยู่ตรงนี้ก็ดีแล้วล่ะอย่ามัวแต่ไปคิดถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย”

        “อย่าว่าแต่เหล่าต้าเลยแม้แต่เหล่าเอ้อ หากชกสักสิบหมัดเจ้าคงล้มไม่เป็นท่า แม้แต่เหล่าเอ้อยังไม่สามารถรักษาตำแหน่งอสูรธรณีในครั้งก่อนได้นับประสาอะไรกับเจ้า?”

        ไป๋ฉีมีใจมั่นคงดั่งเหล็กไม่มีทางหวั่นไหวกับคำพูดของหวังมู่แน่นอนการเข้าร่วมครั้งนี้นับว่าเป็นการมาถึงจุดคอขวดแล้ว เดิมทีคิดจะไปดูทางแผ่นผนึกว่านเซี่ยงแต่กลับนึกไม่ถึงว่าคำพูดนี้ของหวังมู่จะทำให้เขาโกรธจัด และโต้ตอบกลับไป“แล้วเจ้าล่ะ? อยู่เคาะนู่นนี่ไปทุกวันมีความหมายอะไรบ้าง?”

        “เหอๆแล้ววันหนึ่งเจ้าจะรู้เองว่าข้าเอาแต่เคาะขึ้นรูปเช่นนี้เพื่ออะไร ฮึๆหวังว่าวันนั้นจะมาถึงเร็วๆ” หวังมู่เหลือบมองไป๋ฉี พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

        “เหอๆเจ้าคิดว่าข้าดูไม่ออกหรือว่าเจ้าทุบตีมันทุกวันเช่นนี้ก็เพราะกำลังฝึกตีขึ้นรูปเป็นการฝึกฝนยุทธ์? ช่างโง่แท้” ไป๋ฉีเยาะเย้ยและเดินออกจากประตูไป

        เพียงแต่เดินไปเพียงไม่กี่ก้าวกลับได้ยินเสียงดัง “กลึกๆ” เมื่อหันกลับไป กลับเห็นประตูด้านขวาถูกเปิดออก

        “เหล่าเอ้อออกจากบำเพ็ญยุทธ์แล้ว”หวังมู่ยิ้ม จากนั้นก็เหลือบมองไปทางห้องพักของฉินอวี่

คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน