Pioneer Era

    ตอนที่ 100 ความบ้าคลั่งที่กระจายไปทั่วป่า

    ***กลับมาปัจจุบัน

    “หลังจากนั้นฉันก็เอาเมือกมาทาผิวหนังที่ชำแหละออกมา แล้วเอามาคลุมตัวเพื่อหลอกเรื่องกลิ่นตัว แล้วทดสอบฝึกเป่าแตรกระดูก เพื่อดูว่าเสียงโทนไหนมันสั่งการอะไรได้บ้าง จนทำให้สามารถควบคุมฝูงจิ้งเหลนมาใช้งานเป็นตัวถ่วงเวลากองทัพเผ่ามนุษย์สัตว์ที่กำลังคาดว่าน่าจะเคลื่อนไหวผ่านมาในป่าแห่งนี้นะ เรื่องมันก็เป็นเช่นนี้แหละดอง~”

    ลิลลี่ ภูติตัวน้อยผู้ร่าเริงกำลังตอบเพื่อนรักของเธอที่พบกันโดยบังเอิญ ณ ใจกลางป่า โดยมีฝูงจิ้งเหลนดำยืนล้อมคอยเฝ้าระวังโดยรอบให้

    “แล้วที่มันโจมตีพวกเราเมื่อกี้…”

    “พอดีสั่งเอาไว้ว่าให้โจมตีทุกชีวิตที่เข้ามาในระยะนะดอง~ ใครมันจะคิดกันละว่าพวกนายจะตามมาช่วยฉันถึงในป่าแบบนี้กันละดอง~ รู้สึกดีใจจัง ดอง ด่อง ด้อง~”

    ภูติน้อยหัวเขียวพูดด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุขจนตัวลอยคล้ายลูกโป่งอยู่ในอากาศ

    ส่วนหนึ่งคือดีใจที่เห็นเพื่อนยอมเสียงอันตรายมาช่วยตัวเอง

    อีกส่วนหนึ่งคือมีความสุขที่ได้เห็นผู้ชายที่ตนชื่นชอบรวมอยู่ในกลุ่มที่ว่าด้วย

    “...รู้สึกอยากเขกกะโหลกยัยนี่แบบไม่มีเหตุผลชอบกลแฮะ”

    “ฉันก็เหมือนกันค่ะ”

    “โดนสักทีก็น่าจะดีเหมือนกันค่ะ”

    “ข้าน้อยขอทีหนึ่งด้วยเจ้าค่ะ”

    “Zzzz”

    “ดอง!? ”

    และด้วยเหตุนี้ บนหัวของภูติตัวน้อยจึงมีซาลาเปาลูกโตงอกขึ้นมาด้วยกันถึงห้าลูกประดับอยู่บนนั้น...



    ***ณ ช่วงเวลาหัวค่ำของวัน

    ถ้าหากว่าเกิดสงครามขึ้นมาแล้ว อะไรที่จะหยุดสงครามกันได้?

    ผู้คนที่หน้ามืดตามัวอย่างไร้สติ ณ เวลานี้ จะพูดอะไรออกไป ก็คงไม่อาจหยุดเอาไว้ได้อีกต่อไปแล้ว

    ดังนั้นไพไรต์จึงคิดว่าการมอบสงครามให้ชนเผ่าสัตว์ มันน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ณ เวลานี้

    และต้องเป็นสงครามที่ชนเผ่าสัตว์ได้รับชัยชนะ เพื่อให้พวกเขาพึงพอใจกับผลลัพธ์แล้วไม่ก่อสงครามครั้งใหม่ขึ้นมาอีก

    แผนการของไพไรต์ที่ต้องการจะทำนั้น คือการปั้นให้ตัวเองเป็นผู้นำสูงสุดของชนเผ่ามนุษย์แทนที่ 10 ผู้อาวุโส แล้วให้แฟตขึ้นเป็นผู้นำของอีกฝ่าย แล้วมาฮั้วกันทำสงคราม [จอมปลอม] ที่ล็อคผลลัพธ์เอาไว้

    ทั้งนี้ก็เพื่อลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นตามมานั่นเอง

    เพื่อจะทำแผนการนี้ให้สำเร็จ มันจำเป็นจะต้องสร้างฐานอำนาจให้กับตัวเองเสียก่อน

    ไพไรต์ไม่ใช่คนฉลาด แต่ก็ไม่ใช่คนโง่เช่นกัน

    เขารู้ตัวดี ว่าต่อให้ตัวเองมีโนอาร์อยู่ข้างกาย มีชื่อของลูกชายแห่งผู้กล้าเผ่าสิงโต หรือแม้แต่มีฉายาว่า [ผู้ถูกเลือกของเทพเจ้า] แต่เขาก็รู้ตัว ว่าตนเองยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับเคารพจากคนทั้งเผ่า

    ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือการที่กลุ่ม 10 ผู้อาวุโสแทบจะไม่เคยให้ความสำคัญกับตัวเขาในการประชุม หรืออย่างที่กลุ่มต่อต้านพยายามตั้งตัวเป็นศัตรูกับไพไรต์ ณ ตอนนี้

    เพื่อการนั้น ไพไรต์จึงเริ่มมองหาสิ่งใหม่ที่จะมาทำให้ทุกคนยำเกรงและยอมรับตัวเขา

    ใช่ ตอนนี้เขาต้องการ [พลัง]

    ไม่ใช่ชื่อเสียงหรือตำแหน่งหัวโขนที่มีเอาไว้ประดับ แต่เป็น [พลัง] ที่มากพอจะให้ทุกคนยอมหันมาก้มหัวให้กับเขา

    เพื่อการนั้น เขาจึงต้องรีบเดินทางเพื่อไปเสาะหาพลังที่ว่านั้นกับโนอาร์

    แน่นอนว่าการช่วยพรรคพวกกับเพื่อนรักสมัยเด็กที่ถูกจับตัวไปก็สำคัญไม่แพ้กัน

    เนื่องจากมีหลายอย่างที่ต้องจัดการ เวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

    และสิ่งที่จะมาช่วยซื้อเวลาให้กับเขาได้ในตอนนี้ ก็มีเพียงแค่แผนการฝูงจิ้งเหลนดำเท่านั้น

    นั่นคือสิ่งที่ไพไรต์คิดเอาไว้



    ***



    “เคลื่อนทัพ! ”

    แต่ไพไรต์คงประเมินความบ้าคลั่งของชนเผ่าตัวเองน้อยเกินไป

    เขาไม่ได้คิด ว่าชนเผ่าของพวกเขาจะยอมละทิ้งทุกชีวิต แล้วหันมาพร้อมใจกันจับอาวุธเคลื่อนทัพออกมาจากเมืองหลวง

    เขารู้ว่ามีนักรบเหลืออยู่ประมาณราวหนึ่งล้านเศษ แต่ไม่ได้คิดว่าจะขนออกมาแม้แต่กับประชาชนธรรมดาทั่วไป

    เขานึกว่ากองทัพที่ส่งออกมานั้น จะมีเพียงแค่เหล่านักรบเท่านั้น

    แต่ความเป็นจริงนั้น เด็กเล็ก คนชรา ผู้หญิง เหล่าประชาชนที่ลุกขึ้นมาจับอาวุธ ต่างพร้อมใจกันเป็นกองทหารอาสาที่ออกมาเคลื่อนทัพกันจริง ๆ

    ทำให้ในตอนนี้มีกองทัพรวมอย่างเป็นทางการมากถึง 18 ล้านคนได้



    กองทัพ 18 ล้านชีวิตนี้มีอาวุธไม่เพียงพอ

    มีนักรบผู้มากความสามารถไม่เพียงพอ

    มีเสบียงไม่เพียงพอ

    มีวัยวุฒิไม่เพียงพอ

    แม้แต่สัตว์พาหนะที่ใช้ขนส่ง ก็ยังมีไม่เพียงพอเช่นกัน

    หากจะให้เดินเท้า คงกินเวลามากถึงยี่สิบวันกว่าจะถึงเมืองของศัตรูคู่แค้น

    ต้องผ่านป่าที่หนาทึบ ผ่านฝูงสัตว์ร้ายที่อันตราย อีกทั้งภัยธรรมชาติที่เหนือจินตนาการ

    แต่ถึงกระนั้น เสียงยาตราทัพก็ยังคงดังกึกก้องไม่มีหยุด

    แผ่นดินสั่นไหวเป็นจังหวะตามการย่ำเท้า

    ฝูงนักรบในชุดเกราะสีขาวของแนวหน้า กำลังกลืนกินพื้นที่ป่าเป็นแนวหน้ากระดานหลายร้อยกิโลเมตรด้วยความเร็วที่น่ากลัวจากการขี่สัตว์พาหนะ



    อาวุธยุทธการมีไม่พอหรือ?

    ถ้าเช่นนั้นจงตัดป่าไม้มาทำสิ

    ตัดไม้สีแดงที่ลุกเป็นไฟมาทำเป็นธนูเพลิง

    ตัดต้นหญ้าด้ายดำมาทำเป็นคันรั้งธนู

    ทุบหิน ล้างบางที่ดินเพื่อหาแร่ดิบ

    แล้วนำวัตถุดิบสดเหล่านั้น ส่งมอบต่อให้กับแนวหลังรีบเร่งขึ้นรูปอาวุธไป



    อาหารละ?

    ของแบบนั้นนะ ไปล่าเอาจากในป่าเสียสิ

    วางกับดัก จับล่า ฆ่าสังหาร

    ยื่นสี่ขา ยื่นสองขา หรือเลื้อยคลานมิต้องสน

    หากกินได้ เราจะกิน

    กินเพื่อสะสมพลัง

    กินเพื่อยาตราทัพ

    กินเพื่อเสริมพลังกาย

    เพื่อสงครามที่รอพวกเราในเร็ววันนี้



    แล้วสัตว์พาหนะที่มีไม่เพียงพอละ?

    เห็นพวกสัตว์ป่าที่มีกำลังวังชาดีในป่าตรงหน้าไหม?

    นั่นละคือสัตว์พาหนะของพวกกองหลัง

    จับพวกมันมาเฆี่ยนตีให้หวาดกลัว

    ผูกโยงเข้ากับรถลากคันใหญ่ที่หนักอึ้ง

    ใช้งานพวกมันเยี่ยงทาส ลากเลื่อนมิให้หยุดพัก เพื่อเร่งเวลาการเดินทัพให้ทันกำหนดการ



    มันได้กลายเป็นตลกร้ายของพวกเขา

    ยาตราทัพเพียงครั้งเดียว กลับผลาญทรัพยากรณ์ยิ่งกว่าสิ่งที่ผู้รุกรานทำกับทวีปนี้ถึงหลายเท่าตัว

    การรุกรานของคนนับล้านชีวิต

    สิ่งเหล่านี้ กำลังทำให้ป่าที่สมบูรณ์ของพวกเขากลายเป็นทุ่งร้างไป

    แถวยาวสีขาวที่เคลื่อนทัพนั้น กำลังกลืนกินผืนป่าสีดำจนมอดม้วย

    ตัดตรงดิ่งเป็นเส้นยาวจากทิศตะวันตกสู่ทิศตะวันออก

    สู้เพื่อปกป้อง ปกป้องด้วยการทำลาย



    ทำลาย… ในสิ่งที่พวกเขาอยากปกป้อง

    "เพื่อทวีปของเรา! "

    "เพื่อเทพเจ้าของพวกเรา! "

    "ขับไล่เผ่าอสูรกาย! "



    เพลิงแค้นทำให้พวกเขาตาบอด

    "สร้างอาวุธ! "

    "เร่งมืออย่าหยุด! "

    "รุกตรงไป ตรงต่อไป! "



    เพราะตาบอด จึงไม่รู้สึกตัวว่ากำลังเหยียบย่ำสิ่งใดอยู่

    "มีคนโดนสัตว์ป่าโจมตี! ”

    "อย่าให้พวกเขาตายเปล่า จงเหยีบย่ำพวกพ้อง แล้วก้าวเดินต่อไปซะ! "

    "โอ๊ว! "



    ทำแม้แต่กระทั้งใช้งานสัตว์พาหะอย่างโหดร้ายโดยมิคิดจะให้พวกมันหยุดพัก

    “ถ้าชักช้าเดียวศัตรูจะรู้ตัวก่อน! ต้องบุก! บุกให้เร็วที่สุด! ”

    “ตัวไหนที่มันหยุดพักก็ให้เฆี่ยนมันต่อไป! ตัวไหนที่มันเหนื่อยจนไม่วิ่งต่อ ให้จับมาทำเป็นเนื้อกินซะ! ”



    พวกเขา.. กำลังทำเกินไปหรือเปล่า?

    มีบางคนที่คิดเช่นนั้นอยู่

    แต่พวกเขาส่วนใหญ่กำลังเคียดแค้นจน [คลั่ง]

    [คลั่ง] จนมิหวั่นเกรงความตาย มิหวั่นต่อความผิด และไม่มีความคิดที่จะหันหลังกลับ

    ความคลั่งนั้นได้แผ่ระบาดไปหยั่งความคิดของทุกคนดั่งไวรัสร้าย

    เส้นทางที่พวกเขาเหยียบย่ำ ล้วนแต่ถูกความบ้าคลั่งทำลายไปจนสิ้น

    เป็นความบ้าคลั่งที่ทำลายทุกชีวิตโดยไม่สนว่าสิ่งนั้นจะเป็นใคร

    ศพของสัตว์ป่า

    ศพของสัตว์พาหนะ

    รวมไปถึงศพของพรรคพวกของพวกเขาเอง...



    ลูกชายที่เหยียบศพมารดา

    บิดาที่เหยียบศพบุตรหลาน

    พวกพ้องเหยียบย่ำพวกพ้อง

    ยิ่งมีผู้เสียสละ ก็ยิ่งทำให้พวกเขาบ้าคลั่งมากขึ้น

    ความตายที่เกิดขึ้นตอนนี้ มิใช่ตายเพราะสงครามหรือเพราะเกิดจากฝีมือของศัตรู

    มันอาจกล่าวได้ว่าเกิดจากการกระทำของตัวเองแทบ



    รู้ทั้งรู้ว่าไม่ควรให้คนธรรมดาที่มิใช่นักรบมาร่วมเดินทัพ

    ทั้งที่รู้และคิดได้ แต่พวกเขากลับมองข้ามมันไป

    เพราะถ้าหากคิดเข้าสักนิด คราวนี้จิตใจของตัวเองคงได้พังทลายเข้าให้จริง

    "มันคือความตายที่จำเป็น"

    "คนที่ผิดคือศัตรู"

    "พวกเขาตายเพราะพวกศัตรู"

    หัวใจของพวกเขากำลังพองโตด้วยความแค้นจนแทบหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือด

    ไม่อยากรู้สึกเจ็บปวด ไม่อยากรู้สึกผิดหวัง ไม่อยากจะรู้สึกเสียใจไปมากกว่านี้

    ความคิดเช่นนั้นเริ่มต้อนให้พวกเขาหันกลังกลับไม่ได้มากยิ่งขึ้น ประดุจจมลึกลงไปในบ่อโคล่นที่ไร้ก้น

    ทั้งที่รู้ว่าทำไมถึงเจ็บปวด แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน

    เพราะว่าพวกเขาเลิกที่จะคิดอีกต่อไปแล้ว...



    ความเสียหายจากการเดินทัพอย่างบ้าคลั่ง เริ่มก่อขยายเป็นวงกว้างกัดกินชีวิตของพวกเขา กับของธรรมชาติที่ต้องควรปกป้อง

    แต่ช่างน่าขบขัน ที่การเดินทัพด้วยวิธีนี้ กลับทำให้พวกเขาสามารถเดินทัพได้อย่างรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ

    การฝืนสัตว์พาหนะให้มันวิ่งโดยไม่มีหยุดพัก ทำให้แนวหน้าเคลื่อนตัวมาได้ถึงครึ่งเส้นทาง

    ในเวลาเดียวกัน ป่าที่ถูกถางออกไปนั้น ก็ได้กลายเป็นถนนอันเหมาะสมสำหรับการเดินทัพให้กับแนวหลังที่กำลังเคลื่อนขบวนไล่ตามมา

    แถวตอนยาวที่กินหน้ากว้างหลายร้อยกิโลเมตรนั้น มีหางแถวสีขาวตัดผืนป่าที่ยาวไปจนถึงเส้นขอบฟ้า



    พวกเขาเดินทัพยาวต่อเนื่องติดต่อกันมาครึ่งวันจนกระทั้งมาพบกับ---

    "พบฝูงจิ้งเหลนดำขวางเส้นทางเดินทัพครับ! "

    ---ฝูงจิ้งเหลนดำที่ลิลลี่นำมาปล่อยทิ้งเอาไว้ตรงใจกลางป่า

    ฝูงจิ้งเหลนดำมีจำนวนมากถึงหนึ่งแสนตัว

    แน่นอนว่ามันเป็นจำนวนที่เทียบไม่ติดกับกองทัพขนาดมหึมาของชนเผ่าสัตว์ที่มีมากถึง 18 ล้านคน

    แต่การที่ต้องมาเสียกำลังพลกับฝูงสัตว์ป่าอย่างไร้ซึ่งเหตุผล คงไม่มีใครเขาคิดทำกัน

    นั่นคือสิ่งที่ไพไรต์คิดเอาไว้



    "บุกเข้าไปตรง ๆ เลย! "

    แต่กลายเป็นว่าไพไรต์คิดผิด

    เขาประเมินความบ้าคลั่งของชนเผ่ามนุษย์สัตว์ผิดพลาดไป

    พวกเขาสูญเสียผู้คนไปมากตั้งแต่ที่เริ่มเดินทัพเข้าป่า

    แล้วทำไมจะต้องมากลัวกับการสูญเสียที่กำลังจะเกิดขึ้น ถ้าหากว่ามีการปะทะกับฝูงของจิ้งเหลนดำกันละ?

    อ้อมทัพหลบ?

    มันช่างเสียเวลาเปล่านัก!



    “โอ๊วววววววววว! ”

    กองทัพนักรบผสมชาวบ้านในแนวหน้าจำนวนมากกว่าหนึ่งแสนคน เริ่มเคลื่อนทัพหน้ากระดานเข้าโรมรันฝูงจิ้งเหลนดำ

    ฝูงจิ้งเหลนดำที่ถูกลิลลี่ทิ้งเอาไว้ด้วยคำสั่ง [เฝ้าระวังพื้นที่] เริ่มแนบกายเลียบแผ่นดิน หลั่งเมือกจำนวนมากออกมา แล้วเข้าโรมรันกับผู้รุกรานตามคำสั่งที่ได้รับมา

    โลหะกับคมเขี้ยวกระทบดังกังวาล

    เสียงกรีดร้องโหยหวนชวนน่าอดสู่ดังระงม

    กรีดแทงสังหารอย่างบ้าคลั่งทั้งสองฝ่าย

    หนึ่งชีวิตต่อชีวิต

    เวลานับปีที่เติบโตอย่างทรงคุณค่า กลับต้องจักสูญสิ้นเพียงวินาทีที่ลงดาบ

    โรมรันสัตว์ร้าย ไร้ซึ่งเกียรติยศ แล้วตายลงบนแผ่นดินที่ตัวเองอยากจะปกป้องเอาไว้



    “บะ… บุกเข้ามาตรง ๆ ซะอย่างงั้นดอง! ”

    “ดูท่าแผนของไพไรต์จะพินาศสิ้นแล้ว รีบหนีกันก่อนที่จะมีใครมาพบตัวเถอะค่ะ”

    “เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยพรุน! ”

    พวกลิลลี่ที่ยืนดูจากระยะไกลเริ่มวิตกต่อสถานการณ์ที่ผิดไปจากแผนการ

    เดิมทีแล้ว ตามแผนการไม่ควรมีการปะทะเกิดขึ้น

    ไพไรต์อยากให้ชนเผ่ามนุษย์สัตว์เลือกที่จะเดินทัพอ้อมหรือหยุดรอมากกว่า

    แต่การปะทะได้เกิดขึ้นไปแล้ว

    ความสูญเสียได้เริ่มเกิดขึ้นมาแล้ว...