ตอนที่ 2: รอยแยกมิติและหมาป่าหกขา
ความรู้สึกแรกหลังจากหลุดเข้ามาในรอยแยกมิติคือน้ำมนต์รู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกฉีกออกเป็ชิ้นๆ เขารู้สึกถึงแรงกดทับมหาศาลจนกระดูกส่งเสียงลั่น แต่ด้วยสัญชาตญาณเขาจึงรีบบริกรรมคาถา 'คงกระพันชาตรี' ทันที ิัของเขาเริ่มมีรอยสักยันต์เรืองแสงจางๆ ขึ้นมาปกป้อง
ตุ้บ!
ร่างของเขาร่วงลงบนพื้นหญ้าสีแดงขุ่น น้ำมนต์สำลักควันสีเทา ที่มีกลิ่นเหมือนกำมะถัน เขาค่อยๆ พยุงตัวขึ้นมองไปรอบๆ และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มที่เคยผ่านสังเวียนมวยมานับครั้งไม่ถ้วนต้องเต้นไม่เป็จังหวะ
ที่นี่ไม่ใช่กรุงเทพฯ... ไม่ใช่โลกที่เขาเคยรู้จัก
ท้องฟ้าที่นี่เป็สีส้มไหม้ มีดวงจันทร์ขนาดมหึมาสามดวงลอยคว้างอยู่คนละทิศทาง ต้นไม้รอบข้างมีกิ่งก้านหยิกงอเหมือนมือผีที่พยายามจะตะเกียกตะกายขึ้นมาจากนรก และที่น่าขนลุกที่สุดคือซากปรักหักพังของตึกระฟ้าที่ดูคล้ายกับโลกมนุษย์ แต่กลับถูกเถาวัลย์ประหลาดที่มีหนามแหลมคมปกคลุมจนแทบจำไม่ได้
"นี่เรา... หลุดเข้ามาที่ไหนวะ หรือจะเป็ในประตูมิติที่เคยอ่านในนิยายจริงๆ เหรอเนี่ย หรือว่าเรามโน มันจะเป็ไปได้ยังไง"
น้ำมนต์พึมพำ พร้อมกับพยามทบทวนว่ามันเื่นี้คือเื่จริงหรือเขากำลังฝันอยู่ ถึงขนาดลงทุนตบหน้าตัวเองอย่างแรงและภาวนาให้มันไม่ใช่ความจริง แต่.... มันดันเจ็บนี่ซิ ความคิดในหัวเริ่มแล่นด้วยการที่น้ำมนต์ได้ฝึกจิตกับหลวงพ่อั้แ่เด็ก เขาจึงมีสติมากกว่าคนอื่นเมื่อตอนนี้มันคือความจริงไม่ใช่ความฝันสิ่งแรกที่น้ำมนต์ทำคือ เขารีบเช็คของในตัวว่าตอนนี้มีอะไรติดอยู่กับตัวเขาบ้าง โชคดีที่ผ้าพันมือที่ลงอาคมไว้ยังอยู่ครบ และจิตใจของเขายังคงนิ่งพอที่จะรวบรวมสมาธิ
แฮ่ก... แฮ่ก...
เสียงลมหายใจหนักๆ ดังมาจากพุ่มไม้สีแดงพร้อมกับกิ่งไม่ขยับพร้อมกับกลิ่นสาบที่เหม็นสุดๆ ลอยตามลมมา น้ำมนต์หันขวับไปทันที สัตว์อสูรขนาดเท่ารถยนต์รูปร่างคล้ายหมาป่าแต่มีขาถึงหกขากำลังย่างสามขุมออกมา ั์ตาของมันมีสามดวงสีเขียวเรืองแสง น้ำลายที่ไหลหยดลงพื้นหญ้าส่งควันกรดพุ่งขึ้นมามากมาย
"เอาล่ะไงทีนี้มันเป็ตัวอะไรว๊ะ... หรือว่าเ้าถิ่นออกมาต้อนรับเราซะแล้ว" แม้จะสับสนแม้จะอึ้งแม้จะสงสัยว่าไอ้ตัวนี้มันคืออะไร สิ่งแรกที่น้ำมนต์ทำคือ ตั้งการ์ดมวยไทยแ่า พร้อมกับร่ายมนตร์ทุกอย่างที่เขาคิดว่าต้องใช้เอาตัวรอดในสถานการณ์นี้ เขาไม่ได้ถอยหนี เพราะเขารู้ดีว่ามันคือสัตว์นักล่าและสัตว์นักล่าทั่วไปน่าจะเหมือนๆ กัน ถ้าเราหันหลังให้สัตว์ร้ายกลางป่า มันคือจุดจบ ยิ่งตัวใหญ่ขนาดนี้แค่ขยับนิดเดียวมันคงถึงตัวเราได้แน่ๆ
หมาป่าหกขาพุ่งทะยานเข้าใส่ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสัตว์โลกทั่วไป มันอ้าปากกว้างโชว์เข็มเขี้ยวที่คมกริบ น้ำมนต์สืบเท้าหลบออกด้านข้างอย่างรวดเร็ว (ท่าขุนั์จับลิง) ก่อนจะสวนกลับด้วยหมัดขวาตรงเข้าที่โหนกแก้มของมัน
เปรี้ยง!
หมัดของน้ำมนต์ที่แฝงด้วย 'อาคมพระพาย' แรงปะทะทำให้หน้าของสัตว์ร้ายสะบัดไปตามแรงชก แต่มันกลับไม่ล้มลง มันใช้ขาคู่กลางตะปบเข้าที่ไหล่ของน้ำมนต์จนเสื้อยืดแขนยาวของเขาขาดวิ่น เผยให้เห็นรอยสักยันต์ที่หัวไหล่ที่เริ่มเปล่งแสงสีทองสู้กับคมเล็บ
"กัดเจ็บเหมือนกันนะมึง!" น้ำมนต์สบถ เขาใช้เข่าลอยพุ่งเข้าใส่หน้าอกของมันต่อเนื่อง แต่ในขณะที่เขากำลังนัวเนียอยู่กับสัตว์ร้ายตัวแรก เขาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างของใครบางคนกำลังถูกหมาป่าอีกสองตัวล้อมกรอบอยู่ไกลๆ
"ช่วยด้วย!" เสียงใสๆ แต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวร้องออกมา
นั่นคือ โมนา หญิงสาวในชุดวอร์มสีขาวพรีเมียมที่ตอนนี้เต็มไปด้วยรอยเปื้อนดิน เธอคือลูกสาวนายทหารใหญ่ที่น้ำมนต์เคยเจอในงานเลี้ยงการกุศลของวัดอยู่บ่อยๆ และน้ำมนต์เคยช่วยเหลือใช้แรงงานให้กับครอบครัวนี้อยู่เป็ประจำ โมนาไม่ได้ยืนรอความตาย เธอใช้ท่าเตะ 'เทควนโด้' ที่รวดเร็วและแม่นยำเตะสกัดสัตว์ร้ายไว้ แต่ด้วยจำนวนที่มากกว่าทำให้เธอเริ่มเสียเปรียบ
"โมนา! ก้มลง!" น้ำมนต์ะโสุดเสียง
โมนาทำตามสัญชาตญาณ เธอหมอบลงต่ำทันที น้ำมนต์รวบรวมพลังอาคมไว้ที่ฝ่าเท้าก่อนจะเตะกวาดพื้น (ท่านาคาพ่นน้ำ) ส่งคลื่นพลังงานสีขาวกระจายออกไปกระแทกหมาป่ารอบตัวโมนาจนกระเด็นไปคนละทิศทาง
เขารีบวิ่งเข้าไปประคองเธอให้ลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว "ไม่เป็ไรนะ?"
โมนาเงยหน้ามองน้ำมนต์ ั์ตาโตของเธอสั่นระริกด้วยความใแต่ก็มีความดีใจปนอยู่ "น้ำมนต์? นาย... นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง!"
"เื่มันยาวครับ แต่ตอนนี้เราต้องหาทางออกไปจากตรงนี้ก่อน!โมนายืนไหวหรือเปล่า" น้ำมนต์พูดพร้อมกับหันไปเผชิญหน้ากับฝูงหมาป่าที่เริ่มรวมตัวกันใหม่อีกครั้ง คราวนี้พวกมันดูโกรธแค้นกว่าเดิมและพร้อมจะรุมขย้ำมนุษย์ทั้งสองให้เป็ชิ้นๆ