“อะไรนะ!”
ในทันใดนั้นความตื่นตะลึงก็ปะทุขึ้นทั่วทั้งห้องโดยสาร แม้แต่แพทย์นิติเวชผู้หลงใหลศพยังต้องหันมามองอย่างแปลกใจเล็กน้อย
แต่ทว่าเซี่ยหลิงกลับนิ่งเงียบไปใน่นี้เพียงแต่จ้องศพบนพื้นด้วยท่าทีเพลิดเพลินและเผยแววตาเสียดาย
“น่าเสียดายนะ วัตถุที่ตายในรอบนี้มีแต่ข้อบกพร่องมากมายจนฉันไม่อาจชื่นชมได้อย่างเต็มที่ ฉันล่ะอยากจะเห็นกะโหลกศีรษะของนายนะ เหอะๆ”
หมอนิติเวชหญิงส่งสายตาเชิงเย้ายวนมาทางผมผู้หญิงคนนี้เป็หนึ่งในคนที่ผมไม่ค่อยจะอยากยุ่งเกี่ยวด้วยอยู่แล้วไม่ว่าเธอจะเลือกโหวตให้ใครก็ตาม ต่อให้มันเกี่ยวข้องกับการเอาชีวิตรอดก็ตามผมก็ไม่อยากข้องเกี่ยวกับเธอเลย
แม้เธอจะไม่ใช่ผู้โหยหวนก็เถอะ
“แล้วนายมีสิทธิ์อะไรมาพูดว่าเป็กัปตัน แล้วทำไมถึงสงสัยเขาด้วย”
เหมือนหวังเฉียงจะเห็นดีเห็นงามกับการที่ผมพูดเข้าข้างสาวน้อยถึงแม้เขาจะไม่ได้เผยตัวตนหรือเหตุผลชัดเจนแต่ผมก็ได้รับการยอมรับและความช่วยเหลือจากทางฝั่งของเขาอย่างสมบูรณ์แล้ว
“เหอะ ผมก็มีเหตุผลของผม จะให้พูดว่าผมเป็กัปตันหรือไม่ไว้ทีหลังคนคนนี้ไม่เคยให้ข้อมูลอะไรเลยั้แ่ต้นแถมยังไม่คิดจะหาวิธีปกป้องคนที่มีความสามารถคนอื่นๆสักนิดแม้กระทั่งการแกล้งทำเป็กัปตันก็ยังไม่กล้าเลยหรอ เฮอะ”
ในที่สุดซางจื้อหย่วนก็เผยเขี้ยวเล็บของตนเองออกมา แน่นอนว่าหากผมไม่ใช่กัปตันจริงๆผมอาจจะเชื่อคำพูดของเขาไปแล้วก็ได้
ไม่เสียทีที่เคยเป็ทหารน้ำดีมาก่อนแม้รูปร่างจะไม่ได้แข็งแกร่งและเต็มไปด้วยพลังเหมือนหวังเฉียงก็เถอะ
แต่ความสามารถที่มีอยู่ของเขาดูเหมือนจะไปอยู่ที่กลยุทธ์และแผนการเขาใช้เพียงไม่กี่คำพูดก็ทำให้ผมตกอยู่ในสถานการณ์ที่อึดอัดอย่างไม่น่าเชื่อได้แล้ว
แต่ละคำพูดของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกจงใจโจมตีผมอย่างชัดเจนแถมยังมีสายตาของคนรอบข้างที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ผมรู้สึกถึงรสชาติของการถูกสงสัยอย่างแท้จริงเป็ครั้งแรก
ถึงแม้ในตอนนี้จะยังมีคนคอยแก้ต่างให้ผมก็ตาม
“พี่ชายไม่ใช่คนขี้ขลาดหรอกค่ะ เขาเพิ่งจะยืนขึ้นมาปกป้องหนูเอง”
กวนหลิงยังคงยึดมั่นที่จะกลับบ้านอยู่เสมอความตั้งใจของเธอกระจายไปสู่หลายเื่ราว แม้กระทั่งการจดจำทุกการกระทำเล็กน้อย
ความรู้สึกขอบคุณที่เธอมีต่อผมช่างเป็สิ่งที่หาได้ยากในเหล่าผู้ใหญ่ที่เรียกตนเองว่าเป็ผู้ใหญ่เสียอีก
แม้แต่หลิวเนี่ยนนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ดูซื่อๆ อยู่บ้างก็เริ่มกลายเป็คนที่ไร้ความรู้สึกขึ้นทุกที
“เหอะ เพราะแค่คำพูดคำเดียวงั้นเหรอ”
ซางจื้อหย่วนกับหญิงร่างท้วมเหมือนจะเข้าข้างกันอย่างเห็นได้ชัดทั้งสองไม่ได้ส่งสายตาให้กันเลย แต่ท่าทีบ่งบอกว่าร่วมมือกันอย่างไม่ต้องสงสัย
“พี่ขอบคุณมากที่เธอปกป้องพี่ รวมถึงที่สวมรอยตัวตนกัปตัน แต่ถ้าพี่เดาไม่ผิดเธอรู้วิธีการตรวจสอบตัวตนของกัปตันผ่านวิธีอื่นมาใช่ไหม”
ซางจื้อหย่วนจ้องสาวน้อยอย่างดุดันสายตานั้นชวนให้หนาวสะท้าน ถ้าไม่ใช่เพราะมีทหารที่ปลดประจำการคอยคุ้มกันอยู่เพียงสายตาของเขาก็น่าจะทำให้เธอสะดุ้งกลัวได้เลย
“หนู...”
กวนหลิงตกอยู่ในความเงียบท่าทางเหมือนว่าซางจื้อหย่วนจะทายถูกและเธอเองก็ดูเหมือนจะมีเหตุผลบางอย่างที่อธิบายไม่ได้แต่ผมแน่ใจว่าเธอไม่ใช่ผู้โหยหวย เธอเพียงแค่เข้าใจเกมมรณะนี้ดีกว่าเราเท่านั้นเอง
แต่เธอไปพบเจอข้อมูลแฝงเหล่านี้จากที่ไหนกัน
“ไม่ต้องอธิบายหรอกนะ เด็กน้อย ปล่อยให้ผมนำพาพวกคุณไปสู่ชัยชนะเองถ้าหนูยังอยากเจอแม่ของตนเองอีกล่ะก็ ก็ลองคิดดูให้ดีเถอะว่าเขาน่าจะไว้ใจได้หรือเปล่า”
คำพูดนี้ทำให้กวนหลิงเริ่มมีท่าทีสั่นไหวและหวังเฉียงที่เงียบไปก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกไม่มั่นใจเข้าไปอีก
นี่เป็ครั้งแรกที่ทำให้ผมเกิดความรู้สึกสงสัยอย่างแรงกล้าว่าพฤติกรรมที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของผมทั้งหมดที่ผ่านมานั้นเป็เพียงการกระทำที่ไร้การไตร่ตรองหรือเปล่า
ผมจมอยู่ในความคิดท่ามกลางความกดดันรู้สึกถึงร่างกายที่เหมือนกับเริ่มจะเลือนลาง
แม้แต่รอยยิ้มที่ดูแสนหวานของผิ่นชวนเซี่ยผมก็ละเลยไปโดยสิ้นเชิง การปลอบโยนและการสนับสนุนแบบนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผม้าที่สุดในตอนนี้
แม้ผมจะถูกสงสัยอย่างรุนแรงแต่เหมือนว่าผมจะไม่ได้ตอบโต้หรือโต้แย้งอย่างมีรุนแรงใดๆ เลยแต่กลับเดินเข้าสู่ขอบเหวแห่งความตายทีละก้าว
ทว่าในความสับสนนั้นผมกลับรู้สึกเหมือนกำลังจะเข้าใจเคล็ดลับของเกมนี้แล้วเคล็ดลับที่เพียงพอจะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของทุกคนบนเครื่องบินนี้ได้!
“ถ้าเป็อย่างนั้น การถกเถียงกันต่อไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไรแล้วให้คนที่ตัดสินใจแน่วแน่ได้ทำการลงคะแนนก่อนเถอะ อาเมนขอพระเ้าคุ้มครองให้คนดีได้รอดจนถึงที่สุดด้วยเถิด”
การโหวตเริ่มขึ้นภายใต้บรรยากาศที่แปลกประหลาดแม้ผมแทบไม่ได้ทำอะไรเลย แต่กลับได้รับคะแนนจากหญิงร่างท้วมและซางจื้อหย่วนรวมถึงคะแนนที่สามจากเฉียนตัวตัวทำให้ตอนนี้ผมกลายเป็ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งในรอบนี้
ขณะที่ชายชราก็หันมือชี้ไปยังหญิงที่อยู่ไม่ไกลนักเขาทำตามสัญญาจริงๆแต่ผมก็ไม่ค่อยอยากจะร่วมทีมกับผู้ที่มีความเชื่อเช่นเขาเท่าไรนัก
ผมไม่มีอคติต่อความเชื่อแต่ตัวของชายชราเองนั้น เขาเป็ผู้ศรัทธาที่แท้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้
“เฮ้ นี่มันอะไรกัน คุณไม่ได้บอกว่าจะร่วมโหวตกับผมเหรอ ถ้าหมอนั่นยังอยู่ต่อไปมันจะทำให้โอกาสรอดของเราลดลงแน่นอน! หรือคุณแก่จนความคิดเลอะเลือนแล้วหรือไง”
ที่น่าขันกว่านั้นคือแม้เฉียนตัวตัวกับชายชราจะดูเหมือนยืนอยู่ฝ่ายเดียวกันแต่พวกเขากลับมีความเห็นไม่ตรงกันในคะแนนโหวต และชายชราเพียงแค่ยิ้มบางๆไม่ได้โกรธเคืองกับคำพูดกระทบของชายหนุ่มผู้ร่ำรวย
การแสดงความใจกว้างแบบนั้นทำให้ผมเริ่มไม่ไว้วางใจเขามากขึ้นไปอีกในจุดนี้ ผมกับซางจื้อหย่วนกลับมีความเห็นตรงกันนั่นคือเราไม่ค่อยเชื่อในศรัทธาของศาสนิกชนที่อ้างคุณธรรมทุกคำเช่นเขา
ในขณะเดียวกันซางจื้อหย่วนยังคิดว่าผมเป็คนที่โดดเดี่ยวและเห็นแก่ตัวมากเกินไป เขาสงสัยว่าผมอาจเป็ผู้โหยหวนที่ซ่อนอยู่ในกลุ่มนี้แอบอำพรางตัวโดยใช้วิธีการที่รอบคอบเพื่อขจัดข้อสงสัยและทำให้สถานการณ์ปั่นป่วนนั่นเอง
แม้มุมมองนี้จะดูมืดมนแต่ก็แทบไม่ต่างจากลักษณะการกระทำของผมมากนัก
ในตอนแรกสิ่งที่ผมมุ่งหมายก็แค่การเอาตัวรอดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ผมไม่ได้คิดจะช่วยให้ใครรอดชีวิตออกไปด้วยและการตายของอีกฝ่ายก็ไม่ได้กระทบจิตใจผมแม้แต่น้อย
จะหาว่าผมไร้ความรู้สึกหรือเห็นแก่ตัวก็ได้เพราะผมคิดว่าการเปิดเผยตัวตนตรงไปตรงมาของตนเอง ยังดูดีกว่าการเสแสร้งและแสร้งทำคุณธรรม
“เขาไม่ใช่ผู้โหยหวน”
ในตอนที่การโหวตของผมขยับเข้าสู่ขีดอันตรายสุดท้ายหวังเฉียงก็เอ่ยขึ้น
การยืนอยู่ตรงนั้นของเขาช่างสง่างามราวกับดาบคมที่เก็บไว้ในฝักพร้อมจะชักออกมาทะลวงทุกสิ่งที่ขวางหน้าได้ทุกเมื่อ
“อ้อ คุณก็คิดจะช่วยเขารึ จะโหวตให้ผู้หญิงคนนั้นแทนใช่ไหม”
ซางจื้อหย่วนประกาศชัดเจนว่าเขาเลือกที่จะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับชายชราทั้งที่ยังไม่ชัดเจนถึงแรงจูงใจของเขาเขาก็เริ่มท้าทายในคะแนนเสียงระหว่างผมกับหญิงคนนั้นแล้ว
แต่ผมไม่มีทางลืมคำเ่าั้ที่คนชราเคยพูดไว้ตอนเริ่มแรก
น้ำสามารถพยุงเรือได้แต่ก็ล่มเรือได้เช่นกัน แม้เขาจะช่วยผมในตอนนี้แต่เขาก็อาจจะขุดหลุมให้ผมตกลงไปอีกก็เป็ได้ด้วยการถามคำถามที่มีแต่จะเพิ่มความสงสัยรอบตัว
ส่วนเหตุผลที่ตอนนี้เขาเปลี่ยนมาช่วยผมล้างมลทินผมก็ไม่อาจเข้าใจได้เลย
อย่างไรก็ตามด้วยสายตาหลายคู่ที่จับจ้องผม ไม่ว่าจะโดยตรงหรือแอบมองผมในฐานะหมาป่าเดียวดายจึงต้องระวังให้ถึงที่สุดพยายามรักษาความเยือกเย็นไว้จนถึงวินาทีสุดท้าย
“เปล่า ผมแค่เชื่อว่าเขาไม่ใช่ผู้โหยหวนแต่ผมจะไม่โหวตให้คนที่ผมไม่ได้สงสัย”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกไปซางจื้อหย่วนก็ยิ้ม ผมเข้าใจได้ทันทีว่าเขาคาดเดาไว้แล้วว่าผมจะตอบแบบนี้นิสัยของทหารอย่างเขา ต่อให้ผูกพันกับจุดยืนของกวนหลิงแต่เขาก็ยังเลือกที่จะสงสัยคนที่เขาระแวงอย่างสุดลึก
“ถูกต้องแล้วล่ะ ไอ้หนุ่มนั่นดูอย่างไรก็ไม่ใช่คนดีไม่อย่างนั้นจะเอาแต่หลบซ่อนไม่แสดงความคิดเห็นได้อย่างไร! พวกเธอที่หัวสมองดีมีหัวคิดก็จัดการเื่นี้แทนแล้วกัน”
หญิงร่างท้วมพูดพลางยิ้มแสยะแสดงให้เห็นภาพที่น่ารังเกียจ ซึ่งเป็ภาพสะท้อนสังคมอย่างแท้จริง
คนจำนวนมากที่มักจะตั้งเป้าหมายสร้างครอบครัวที่มั่นคงหรือภูมิใจในความสำเร็จของตนเองแต่เมื่อเจออันตรายกลับชอบยกตนเองไปอยู่ในกลุ่มผู้เสียเปรียบหวังความช่วยเหลือและความใจกว้าง
พูดจามีพิรุธนิดเดียวก็ไม่ยอมปล่อยถึงแม้ตนเองจะปลอดภัยชั่วคราวก็พยายามลากคนอื่นลงน้ำเพื่อดูความรื่นเริงจนถึงตอนนี้ยังจับลูกชายตนเองแสดงตัวตนแม่ลูกผู้น่าสงสารอีก
จะว่าไปเธอนี่มันช่างทุเรศสิ้นดี!ทำตัวเหมือนนางคณิกาที่พยายามแสดงตนเองเป็คนมีศีลธรรม น่าขยะแขยงที่สุด!
“อย่าเข้าใจผิด ผมไม่เคยคิดที่จะสนับสนุนคุณแค่มีคนที่น่าสงสัยมากกว่าเท่านั้นเอง”
หวังเฉียงพูดออกมาด้วยคำพูดที่รัดกุมและตรงประเด็นแววตาเ็าและการกระทำของเขาทำให้หญิงที่แต่งงานแล้วนั้นหมดอารมณ์ในทันที
ทหารปลดประจำการคนนั้นก็ดึงดาบที่มองไม่เห็นออกมาและชี้ไปยังอีกคนที่อยู่ในห้อง