เทพสงครามมังกรเทวะ

    เฟยหรงลงมือ

    เมื่อได้ยินเสียงของเหล่าเจ้าแห่งบัลลังก์ราชัน ผู้คนต่างพากันพลั่นพรึงในทันที ช่วงเวลานี้ทุกคนมีแต่ความตึงเครียดผิดกันไปหมดการที่อยู่ดีๆพลังหายไปสามส่วนนั้นดูเหมือนจะมีผลกระทบไม่น้อยเลยทีเดียว ในช่วงเวลานั้นเองเสียงกรีดร้องดังขึ้นมาไม่ขาดสายเหล่าผู้คนอยู่ดีๆก็พากันล้มตายด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดขีด

     

    "ไม่ดีแน่ ที่นี่คนเยอะเกินไปข้าต้องแยกตัวออกไปถึงจะเห็นสถานการณ์ต่างๆได้"เฟยหรงบ่นอุบอิบเขาเตรียมตัวจะบินทะยานแต่กลับไม่สามารถทำได้ดังนั้นในเวลานี้ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงใช้ท่าร่างอันรวดเร็วของเขาปลีกตัวออกจากฝูงชนในทันที ก่อนจะมองกลับออกไปเห็นม่านควัญสีดำมากมายที่ตอนนี้โอบล้อมเหล่าขุมกำลังต่างๆเอาไว้ เขาอดไม่ได้ที่จะนึกไปถึงที่วิหารเทพมาร นี่คือแรงอาฆาตของเหล่าอาชูร่าอย่างแน่นอนแต่มันกลับรุนแรงมากกว่านับร้อยเท่า

     

    "เจ้าหนูไม่คิดจะช่วยพวกเขาหน่อยหรือ หากเป็นเช่นนี้เจ้าพวกนั้นมีหวังตายเพราะปราณอาฆาตกันหมดแน่"กู่เทียนหลงกล่าวถาม ปกติแล้วในเวลาเช่นนี้ไม่ควรคิดถึงมิตรหรือว่าศัตรูเพราะอย่างไร หากมองดูโดยรวมแล้วคนพวกนี้มีประโยชน์มากกว่าที่จะต้องมาตายเพราะแรงอาฆาตแห่งอาชูร่าเช่นนี้

     

    "รอดูไปก่อนท่านอาจารย์ นี่คือบททดสอบของเจ้าแห่งบัลลังก์ราชัน หากไม่จำเป็นข้าจะไม่แทรกแซง อีกทั้งยังมีหลายคนที่สามารถต่อต้านแรงอาฆาตเหล่านี้ได้ นี่มันก็เหมือนกับการคัดคนเพื่อรับมรดกนั่นแหละ"เฟยหรงกล่าวอย่างเมินเฉยมองดูผู้คนที่กำลังต่อต้านแรงอาฆาตของเผ่าอาชูร่าที่ในเวลานี้มันได้ก่อเป็นรูปร่างปีศาจสีดำขนาดใหญ่หลายร้อยตนเพื่อกวาดล้างเหล่าขุมกำลังต่างๆมากมาย

     

    ในเวลานี้แม้แต่ขุมกำลังระดับสูงอย่างเผ่าพันธ์จักรพรรดิมังกร วิหคเพลิง กระเรียนขาว หรือตำหนักอาญาสวรรค์ยังต้องตึงมือ เฟยหรงสังเกตุดูเทพธิดาหิมะอย่างสนใจปรากฏว่าลมปราณที่นางใช้มาจากเส้นลมปราณเหมันต์ปฐมกาลจริงๆแต่พลานุภาพดูด้อยกว่าของภรรยาของเขามากเรียกได้ว่ามันสำแดงพลังออกมาได้เพียงเจ็ดส่วนเท่านั้นก็ว่าได้

     

    ทั้งที่เฟยหรงคาดหวังไว้ว่ามันจะแสดงพลังออกมาได้มากกว่านี้แสดงให้เห็นว่ามันไม่ใช่เส้นลมปราณที่มาจากต้นกำเนิดจริงๆแต่เกิดจากการสืบทอดทางสายเลือดของผู้ปลูกถ่ายเส้นลมปราณเหมันต์ปฐมกาล หรือจะกล่าวได้ว่านางคือทายาทของผู้ที่ปลูกถ่ายเส้มลมปราณเหมันต์ปฐมกาลนั่นเอง

     

    นอกจากทฤษฎีนี้แล้วเฟยหรงไม่สามารถหาเหตุผลอื่นมากล่าวอ้างได้อีกเลย การที่เส้นลมปราณที่ควรจะมีเพียงหนึ่งเดียวกลับมีสองหรือสามได้เช่นนี้มันเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดเกินไป

     

    "เหอะ สุดท้ายก็แค่ของปลอมหากภรรยาข้ามาอยุ่ต่อหน้าพวกเจ้าลมปราณของนางย่อมสะกดข่มเส้นลมปราณของปลอมนี้อย่างไม่ยากเย้นอะไร"เฟยหรงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ แต่เขาไม่คิดจะลงมือกับนางแต่อย่างใดถึงอย่างไรแค้นนี้ก็เป็นของเสวียเหม่ยผู้เป็นภรรยาดังนั้นเขาอยากจะให้นางเป็นคนสะสางเองมากกว่าถึงจะดี

     

    "อ๊าก!!"

     

    เสียงกรีดร้องดังมาไม่ขาดสาย เหล่าผู้คนลดน้อยลงเรื่อยๆอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเฟยหรงนั้นด้วยอิทธิพลของบัลลังก์ราชันเขาจึงไม่ได้รับผลกระทบจากไอปราณแต่อย่างใด

     

    ขุมกำลังต่างๆลดน้อยลงเรื่อยจนเหลือทั้งหมดตอนนี้ไม่ถึงหนึ่งพันคนด้วยซ้ำแม้จะดูเหมือนเป็นการคัดออกที่โหดร้ายแต่หากดูจากมรดกที่ล่อตาล่อใจนี่คือสิ่งที่สมควรจะได้รับแล้ว

     

    "บัดซบ!!พวกมันคืออะไรกัน!!"หัวหน้าขุมกำลังจักรพรรดิมังกรกล่าวขึ้นพร้อมปะทุปราณมังกรและเชือดเฉือนลมปราณอาฆาตพวกนั้นแตกสลายไป ในใจเต็มไปด้วยความพลันพรึงและเดือดดาลไม่หายเพราะตอนนี้ขุมกำลังของเขาเหลือเพียงไม่ถึงยี่สิบคน

     

    "แบบนี้แย่แน่ พวกมันมาไม่หยุดเลย!!เกาะกลุ่มกันเอาไว้อย่าได้ประมาท"หญิงสาววิหคเพลิงใบหน้าเต็มไปด้วยความตึงเครียดอย่างถึงที่สุด ด้วยการนำของนางดูเหมือนว่าจะเป็นขุมกำลังเดียวที่ยังมีกำลังคนมากสุด ส่วนทางด้านนายน้อยกระเรียนขาวนั้นตอนนี้มันสูญเสียกำลังคนไปเกือบหมดแล้วและวิ่งเข้าไปรวมตัวกับคนของตำหนักอาญาสวรรค์ที่อยู่ในม่านพลังน้ำเเข็งที่ดูบริสุทธิ์

     

    "หืม ขุมกำลังนั้นมัน"เฟยหรงไม่ได้สนใจพวกเขากำลังสูงสักเท่าไรเขาเบือนสายตาไปมองขุมกำลังๆหนึ่งที่ตอนนี้กำลังแย่อย่างถึงที่สุดเหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เหลืออยู่แต่ก็มีแต่คนที่บาดเจ็บ แน่นอนหากเป็นขุมกำลังอื่นเฟยหรงคร้านจะสนใจแต่ขุมกำลังนี้เมื่อเขามองไปกลับทำให้สายเลือดเทพสมุทรของเขาถูกกระตุ้นอย่างไม่น่าเชื่อ พวกเขาทุกคนมีเส้นผมสีฟ้าครามเหมือนกลับเฟยหรงแต่มันดูไม่เข้มเท่ากับชายหนุ่มตรงใบหูดูคล้ายกับครีป เฟยหรงรู้ทันทีว่านี่คือขุมนี้คือสายเลือดเทพสมุทรเช่นเดียวกับเขา ถึงแม้จะไม่ได้บริสุทธิ์เท่าแต่ก็นับได้ว่าพวกเขาคือทายาทแห่งเทพสมุทรเช่นเดียวกันดังนั้นเฟยหรงจึงอดไม่ได้ที่จะพุ่งทะยานเข้าสู่สนามรบในทันที

     

    "บ้าเอ้ย!! ทั้งๆที่ข้าดูสถานการณ์อยู่ตลอดแต่สายเลือดกลับถูกกระตุ้นเอาตอนนี้ นี่คงเป็นเพราะเจ้าพวกนั้นตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตสินะ"เฟยหรงสถบลั่น ในเวลานี้เหล่าขุมกำลังสายเทพสมุทรนั้นกำลังเข้าขั้นวิกฤติเนื่องจากมีเงาอาฆาตจำนวนมากกำลังรุมล้อมอยู่ ม่านวารีที่พวกเขากำลังใช้อยู่นั้นตอนนี้กำลังจะพลังทลายลงในไม่ช้า

     

    "ท่านพี่พวกเรากำลังจะตายสินะเจ้าคะ"หญิงสาวหน้าตางดงามผมสีฟ้ากล่าวขึ้นพร้อมน้ำตาที่เอ่อล้นอย่างช่วยไม่ได้ สถานการณ์ที่สิ้นหวังเช่นนี้แน่นอนว่านางไม่เคยเจอมากันดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่จะสิ้นหวัง

     

    "น้องพี่ เจ้าอย่าพึ่งหมดหวังพี่จะพาน้องกลับบ้านได้อย่างแน่นอน!!"ชายหนุ่มร่างกำยำกล่าวขึ้น พร้อมกัดฟันทนพร้อมช่วยกันสร้างม่านพลังขึ้นมาอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ผลแต่อย่างใด ม่านพลังสุดท้ายของพวกเขาแตกสลายลง เหล่าไอปราณอาฆาตพากันเข้ามาหมายจะสังหารพวกเขาให้ตายตก ชายหนุ่มร่างกำยำใช้พลังเฮือกสุดท้ายพุ่งไปทางน้องสาวและกอดนางเอาไว้เพื่อปกป้องไม่ให้นางได้รับอันตราย ปากพึมพำเพียง คำว่า พี่ขอโทษ เพียงเท่านั้น

     

    'ม่านวารีสวรรค์'

     

    ในขณะที่พวกเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังนั้น เสียงอันทรงพลังก้ดังขึ้นมาจากด้านหลังของพวกเขาพร้อมกับม่านพลังสีฟ้าครามที่ปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณของขุมกำลังเทพสมุทรอยู่ ในชั่วระยะเวลานั้นเองเหล่าไอปราณอาฆาตก็สลายหายเป็นละอองน้ำอย่างน่าตกใจ ภาพนี้สร้างความตื่นตระหนกยกใหญ่ให้กับขุมกำลังใกล้เคียงที่ได้เห็น แม้แต่ขุมกำลังระดับสูงที่เห็นยังต้องตกตะลึงกันไปตามๆกัน

     

    "พวกท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่"ชายหนุ่มเปิดผ้าคลุมสีดำออกมา ใบหน้าอันหล่อเหล่ากับเส้นผมสีน้ำเงินเข้มของเขานั้นได้ประจักษ์แก่สายตาผู้คนทุกหมู่เหล่า สัญลักษณ์ตรีศูลสีทองตรงระหว่างคิ้วพลันทำให้ขุมกำลังเทพสมุทรได้แต่อึ้งตะลึงกันไปตามๆกันเนื่องจากสัญลักษณ์นั้นพวกเขาล้วนรู้ดีว่ามันคืออะไร

     

    "สะ สัญลักษณ์เทพสมุทร!! ทะ ท่านคือผู้สืบทอดสายเลือดของเทพสมุทร"ชายหนุ่มร่างกำยำกล่าวขึ้นอย่างตะกุกตะกัก ซึ่งคำกล่าวนั้นเฟยหรงไม่เข้าใจเสียเท่าไรนัก หากจะบอกว่าเขาสืบทอดสายเลือดสิบส่วนนั้นถือว่าใช่แต่หากถามว่าเขาคือผู้สืบทอดของเทพสมุทรหรือไม่เขาเองก็ตอบไม่ได้เช่นกัน

     

    "เอ่อ ข้าไม่รู้ว่าพวกท่านพูดถึงเรื่องอะไร แต่ในฐานะของสายเลือดเทพสมุทรเช่นเดียวกันนั้นข้าจะช่วยพวกท่านสักครั้งก็แล้วกัน"เฟยหรงหันหลังให้กับพวกเขากระทืบเท้าหนึ่งครั้งม่านวารีสวรรค์ค่อยกลายเล็กลงเหลือเพียงแค่ปกคลุมขุมกำลังเทพสมุทรเอาไว้เท่านั้นและทำการรักษาและฟื้นฟูลมปราณให้พวกเขาในทันที

     

    "อยู่ในม่านพลังนี้ไว้ ข้าจะคุ้มกันให้พวกท่านจนกว่าบททดสอบแรกจะจบลง"เฟยหรงกล่าวอย่างเรียบเฉย พร้อมกับกระบี่ลมปราณของเขาที่ถูกเสริมพลังด้วยบัลลังก์แห่งราชัน ทำให้มันตัดผ่านลมปราณอาฆาตอย่างง่ายดาย

     

    "กระบี่เทพมังกรสิบหกลักษณ์"เส้นสุดเสียงของเฟยหรงกระบี่ลมปราณทั้งสิบหกของเขาลอยวนเหนือศรีษะของขุมกำลังเทพสมุทรขอเพียงแค่มีสิ่งแปลกปลอมที่เฟยหรงกำหนดเข้ามามันก็จะพุ่งไปทะลวงมันในทันที ในเวลานี้เฟยหรงเปรียบดังนักฆ่าลมปราณอาฆาตอย่างแท้จริง

     

    "อะไรกัน!!ชายคนนั้น"เหล่าขุมกำลังระดับสูงพากันตกใจ การฆ่าลมปราณอาฆาตง่ายดายถึงเพียงนั้นพวกเขาไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน แบบนี้

     

    "บัดซบ!! มันมีพลังแบบนั้นแต่กลับอยู่เฉยมาจนถึงตอนนี้ นี่มันกินแรงกันชัดๆ"ผู้นำกลุ่มจักรพรรดิมังกรสบถอย่างไม่พอใจ ผิดกับผู้นำวิหคเพลิงที่ตอนนี้นางมองมาที่ชายหนุ่มด้วยแววตาที่หวาดหยาดเยิ้มและดูจะสนใจในตัวของชายหนุ่มไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนทางด้านตำหนักอาญาสวรรค์รนั้นดูเหมือนว่าจะมีความเห็นไปทางผู้นำจักรพรรดิมังกรมากกว่าแต่ในเมื่อคุณหนูของพวกเขาไม่ได้ว่ากล่าวอะไรทำให้เขาไม่สามารถที่จะแสดงความคิดเห็นอะไรได้เลย

     

    "เจ้าหนู เราเสียเวลามากเกินไปแล้ว ทำให้มันจบๆเถอะ"กู่เทียนหลงเริ่มเบื่อขั้นมาในทันใด เฟยหรงที่ได้ยินดังนั้นก็ทำสีหน้าเบื่อหน่ายแท้จริงแล้วเขาไม่ได้อยากจะช่วยเหลือใครเลยด้วยซ้ำ เหตุผลมันก็ง่ายๆเพราะเขาไม่ได้ไว้ใจขุมกำลังไหนเลยและสุดท้ายเขาไม่ใช่นักบุญที่ต้องเป็นคนดีมีคุณธรรมน้ำใจอะไรเพียงแค่แสวงหาโชคลาภเท่านั้น ลองคิดกลับกันหากพวกขุมกำลังต่างๆนั้นมีพลังที่จะสู้พวกวิญญานอาฆาตได้พวกมันจะหันมาสนใจขุมกำลังอื่นหรือคำตอบมีเพียงอย่างเดียวคือไม่มีทาง!! หากไม่ใช่เพราะสายเลือดเทพสมุทรกระตุ้นเตือนเมื่อครู่เฟยหรงแทบจะไม่รู้ตัวเลยว่าในนี้มีสายเลือดเทพสมุทรอยู่ด้วยและคงไม่ลงมาช่วยอย่างแน่นอน

     

    "ท่านเทพสมุทรทรงเมตตาจริงๆแม้มาถึงเวลานี้วิกฤติยังส่งผู้สืบทอดของเขาให้มาช่วยเหลือพวกเรา"ขุมกำลังเทพสมุทรมองไปยังชายหนุ่มด้วยความทราบซึ้งใจ แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าเฟยหรงคือผู้สืบทอดของเทพสมุทรหรือไม่ แต่ในใจของพวกเขามีแต่ความเคารพศรัททาในตัวของชายหนุ่มอย่างสุดซึ้ง