บทที่ 28 แผนกฉุกเฉินในภาวะวิกฤต
รถฉุกเฉินมาถึงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก เพียงสิบนาทีโดยประมาณ รถคันแรกก็แล่นเข้าสู่โรงพยาบาลและจอดสนิทที่หน้าแผนกฉุกเฉิน ตามมาด้วยคันที่สองและคันที่สามอย่างรวดเร็ว
ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ ประสิทธิภาพการทำงานของทั้งภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ ล้วนอยู่ในระดับสูงสุด
เปลหามของแผนกฉุกเฉินถูกเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าแล้ว ทุกคนอยู่ในสภาวะเตรียมพร้อมเต็มกำลัง ทันทีที่ประตูรถฉุกเฉินเปิดออก เหล่าแพทย์และพยาบาลต่างก็กรูกันเข้าไปรับผู้ป่วย ตามหลักการและธรรมเนียมของการกู้ภัยฉุกเฉิน ผู้ป่วยชุดแรกที่ถูกส่งมามักจะมีอาการสาหัสที่สุด และความรุนแรงจะค่อย ๆ ลดน้อยลงในชุดถัดไป
เมื่อประตูรถฉุกเฉินคันแรกเปิดออก ฟางหานถึงกับชะงักด้วยความตกตะลึง ผู้ป่วยที่นอนอยู่บนเปลหามร่างชุ่มไปด้วยเืและกำลังได้รับยาผ่านสายน้ำเกลือ...
ก่อนหน้านี้ตอนที่หัวหน้าพยาบาลรายงานสถานการณ์ให้ฟางเฮ่าหยางฟัง ฟางหานก็ยืนอยู่ข้าง ๆ จึงได้รับรู้ข้อมูลมาว่า เนื่องจากโรงพยาบาลเจียงจงเป็โรงพยาบาลแพทย์แผนจีน ระดับการกู้ภัยฉุกเฉินจึงยังเป็รองโรงพยาบาลอื่น โดยเฉพาะในด้านการผ่าตัดช่วยชีวิตที่โรงพยาบาลเจียงจงไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
ดังนั้นผู้ป่วยที่ถูกส่งมาที่นี่จึงควรจะเป็กลุ่มที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิตและมีอาการไม่รุนแรงมากนัก
ทว่า ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้ฟางหานต้องตระหนก ขนาดเคสที่บอกว่าอาการไม่รุนแรงยังสาหัสขนาดนี้ แล้วเคสที่อาการหนักที่ถูกส่งไปโรงพยาบาลอื่นจะขนาดไหน? ดูท่าอุบัติเหตุครั้งนี้จะรุนแรงมหาศาลจริง ๆ
ในขณะที่แพทย์กำลังช่วยกันหามผู้ป่วย แพทย์ที่ร่วมเดินทางมากับรถฉุกเฉินก็เร่งอธิบายสถานการณ์ให้ฟางเฮ่าหยางฟัง
“อุบัติเหตุเกิดขึ้นบนเส้นทางด่วนใกล้ถนนเว่ยหัว รถบรรทุกคันหนึ่งเกิดยางะเิกะทันหันแล้วพุ่งชนกับรถทัวร์และรถประจำทาง จนเกิดการชนต่อเนื่องกันหลายคัน มีผู้าเ็จำนวนมาก ผู้ป่วยรายนี้มีอาการกระดูกหน้าแข้งหัก ข้อต่อต้นแขนซ้ายหลุด และมีแผลฉกรรจ์ที่ต้นขาด้านใน โชคดีที่ไม่โดนเส้นเืใหญ่ครับ”
ฟางเฮ่าหยางพยักหน้ารับ สิ่งที่แพทย์ผู้ติดตาม้าสื่อ ชัดเจนว่า้าให้เขาเตรียมใจไว้ เพราะแม้ผู้ป่วยที่ส่งมาโรงพยาบาลเจียงจงจะมีอาการไม่รุนแรงมากเมื่อเทียบกับโรงพยาบาลประจำมณฑลหรือโรงพยาบาลในเครือแห่งที่ 1 แต่มันก็ไม่ได้เบาบางอย่างที่จินตนาการไว้เลย
ที่สำคัญคือ แพทย์ในที่เกิดเหตุทำได้เพียงประเมินอาการเบื้องต้นและกู้ชีพเบื้องต้นเท่านั้น เป็เื่ยากที่จะตัดสินว่าผู้ป่วยมีอาการาเ็ภายในหรือเืออกในอวัยวะภายในซ่อนอยู่หรือไม่ ในอุบัติเหตุครั้งใหญ่เช่นนี้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด
บางคนอาจดูเหมือนไม่เป็อะไรมากในที่เกิดเหตุ แต่ความจริงกลับมีอาการาเ็ภายในจนเืออกไม่หยุด และหากเกิดอาการทรุดลงเมื่อไหร่ย่อมหมายถึงอันตรายถึงชีวิต โรงพยาบาลเจียงจงจึงต้องระแวดระวังเื่นี้เป็พิเศษ เพราะหากเกิดการเสียชีวิตขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงอย่างรุนแรง
ทันทีที่ผู้ป่วยถูกยกลงจากรถฉุกเฉิน รถเข็นที่เตรียมไว้ก็รับ่ต่อทันที แพทย์สองคนรุดเข้าตรวจสอบอาการในขณะที่พยาบาลรีบเข็นรถมุ่งตรงไปยังห้องฉุกเฉิน เวลานี้ทุกวินาทีคือชีวิต แพทย์ทุกคนกำลังวิ่งแข่งกับพญามัจจุราช
แพทย์คนหนึ่งะโสั่งการขณะวิ่ง “ผู้ป่วยเสียเืมาก มีอาการชี่พร่อง เตรียมโสมคน 40 กรัม ชะเอมเทศดิบ 20 กรัม ต้มน้ำให้ดื่มบ่อย ๆ ทันที!”
อาการเสียเืมากในทางแพทย์แผนจีนอาจนำไปสู่อาการชี่พร่องใกล้หมดสติ การรับมือย่อมต้องเน้นการบำรุงพลังเพื่อเหนี่ยวรั้งไม่ให้จิตหลุดลอย แพทย์ในแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลเจียงจงส่วนใหญ่ผ่านศึกมาโชกโชน ในเวลานี้จึงมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ทั้งการตรวจร่างกาย การสั่งการรักษา และการต้มยา ทุกอย่างเป็ไปอย่างมีระเบียบ
“เตรียมยาฉีดชิงไคหลิง...”
“แมนนิทอล 20% ปริมาณ 250 มิลลิลิตร ให้ทางหลอดเืดำอย่างรวดเร็ว...”
“เข็มเงิน! เอาเข็มเงินมาเร็ว!”
เมื่อผู้ป่วยรายแล้วรายเล่าถูกส่งเข้าสู่แผนกฉุกเฉิน เสียงสั่งการและเสียงะโดังก้องไปทั่วระเบียงทางเดินไม่ขาดสาย
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าสร้างแรงสั่นะเืใจให้แก่อู๋เหล่ย หลินกวางเลี่ยง และเหล่านักศึกษาแพทย์ฝึกงานคนอื่น ๆ เป็อย่างมาก ในสมัยเรียน พวกเขาต่างเคยได้ยินรุ่นพี่หรือผู้าุโพูดถึงวงการแพทย์แผนจีนมามากมายว่า ในยุคปัจจุบันแพทย์แผนจีนอยู่ในภาวะเสื่อมถอย
คนที่เรียนแพทย์แผนจีนน้อยหน้านักที่จะได้เห็นภาพการช่วยชีวิตที่สด ๆ ร้อน ๆ และเต็มไปด้วยเืเช่นนี้ เพราะภาพแบบนี้มักปรากฏเพียงในแผนกฉุกเฉินของแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น
แพทย์แผนจีนมักถูกมองว่าเป็ ‘หมอเชื่องช้า’ หรือ ‘หมอรักษาโรคทั่วไป’ กระทั่งหลายคนมองว่าแพทย์แผนจีนรักษาโรคไม่ได้จริง แม้ว่าโรคของตัวเองจะบังเอิญรักษาหายด้วยยาจีน บางคนก็ยังคิดว่าเป็เพราะร่างกายตัวเองทนทานจนหายเองหรือเป็แค่เื่โชคดี อย่าว่าแต่คนอื่นเลย แม้แต่อู๋เหล่ยเอง ในตอนที่เรียนทฤษฎีอยู่ที่วิทยาลัย เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าแพทย์แผนจีนจะเก่งกาจอะไรขนาดนั้น ที่เรียนไปก็เพียงเพื่อให้จบการศึกษาและหางานทำได้เท่านั้น สำหรับอู๋เหล่ยแล้ว เป้าหมายคือเรียนจบ ฝึกงานในโรงพยาบาลสักพัก สอบเอาใบประกอบวิชาชีพ หากไม่ได้บรรจุในโรงพยาบาลก็ไปเปิดคลินิกเอง แค่รักษาไข้หวัดหรือตัวร้อนได้ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว
ทว่าในวินาทีนี้ ภาพที่ปรากฏต่อสายตาทำให้เหล่านักศึกษาแพทย์ฝึกงานรู้สึกสั่นสะท้านในใจลึก ๆ ที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนเจียงโจวแห่งนี้ แพทย์ทุกคนล้วนมีพื้นฐานมาจากแพทย์แผนจีน แต่กลับไม่มีใครตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย เมื่อเผชิญหน้ากับแผลฉกรรจ์ที่เืโชก แพทย์ต่างร่วมแรงร่วมใจกัน ทั้งใช้การฝังเข็ม การห้ามเื และประสานงานการรักษาอย่างเป็ระบบ
ทันใดนั้น หลินกวางเลี่ยงก็หันไปมองรอบตัวแล้วอุทาน “ฟางหานล่ะ?!”
“นั่นสิ ไม่เห็นเลย” อู๋เหล่ยเองก็ชะงักไปและรีบมองหาในฝูงชน ก่อนจะพบเงาร่างของฟางหานอย่างรวดเร็ว
ในมือของฟางหานถือเข็มเงิน โดยมีพยาบาลสาวน้อยหลินอวี่ซานคอยติดตามอยู่ข้าง ๆ หลินอวี่ซานถือซองใส่เข็ม ผ้าก๊อซ และแอลกอฮอล์เตรียมพร้อมไว้ ผู้ป่วยรายหนึ่งนอนอยู่บนเปลหาม ที่บริเวณหน้าแข้งมีเืซึมออกมาไม่หยุด ทันทีที่กรรไกรตัดขากางเกงผู้ป่วยออก ฟางหานก็ลงเข็มเงินลงไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
เขาเอื้อมมือส่งสัญญาณ หลินอวี่ซานก็รีบยื่นซองเข็มให้ทันที ฟางหานหยิบเข็มเงินอีกเล่มแล้วปักลงไปตามด้วยเล่มที่สามอย่างต่อเนื่อง เมื่อเข็มเงินทั้งสามเล่มปักลงไป แผลที่เคยมีเืไหลทะลักก็เริ่มมีปริมาณเืลดลงอย่างเห็นได้ชัดจนกระทั่งหยุดไหลในที่สุด
“นั่นมัน...” อู๋เหล่ยอ้าปากค้าง ฟางหานฝังเข็มเป็ด้วยเหรอ? หลินกวางเลี่ยงและฉินซีหร่านเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน ั้แ่รู้จักกับฟางหานมา ดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่ฟางหานทำไม่เป็เลย ทั้งตำรับยา การวินิจฉัยแยกโรค การจัดกระดูก การปฐมพยาบาล และตอนนี้ยังรวมถึงการฝังเข็มอีก เขาเป็คนที่มีความสามารถรอบด้านจริง ๆ
“ยังไม่มีห้องรักษาว่างอีกเหรอ? ผู้ป่วยต้องได้รับการผ่าตัดเย็บแผลทันที” ฟางหานเอ่ยถามในขณะที่หลินอวี่ซานคอยซับเหงื่อที่หน้าผากให้เขา
“ตอนนี้มีผู้ป่วยส่งมาสิบกว่าคนแล้ว ห้องรักษาเต็มหมดแล้วค่ะ” หลินอวี่ซานตอบ พลางมองฟางหานด้วยสายตาเป็ประกาย หมอฟางเก่งเกินไปแล้ว การฝังเข็มห้ามเืนี่เป็รายที่สองแล้วที่เขาทำสำเร็จ
“ทำเครื่องหมายไว้ก่อน ถ้ามีห้องรักษาว่างเมื่อไหร่ให้รีบย้ายผู้ป่วยเข้าไปทันที เส้นเืฉีกขาดรอนานไม่ได้” ฟางหานลุกขึ้นยืนแล้วเริ่มมองหาผู้ป่วยรายถัดไป
แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลเจียงจงไม่มีห้องผ่าตัดขนาดใหญ่ มีเพียงห้องผ่าตัดขนาดเล็กสองห้องเท่านั้น ความจริงแล้วโรงพยาบาลเจียงจงไม่จำเป็ต้องมีห้องผ่าตัดใหญ่ เพราะงานส่วนใหญ่ที่ทำคือการเย็บแผล หรืออย่างมากที่สุดคือการเย็บเส้นเื ผู้ป่วยที่มีอาการาเ็ภายนอกไม่รุนแรงมากนักมักจะทำความสะอาดและทำการเย็บแผลในห้องรักษา
แต่วันนี้ผู้ป่วยมีจำนวนมากเกินไป ตอนนี้ส่งมาเกือบยี่สิบคนแล้ว และรถฉุกเฉินก็ยังคงวิ่งรับส่งไม่หยุด แพทย์แผนจีนไม่ได้รักษาได้เพียงโรคเรื้อรังเท่านั้น แต่ยังมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินและอาการสาหัส ซึ่งนั่นคือสิ่งที่หล่อหลอมให้ทีมงานของแผนกฉุกเฉินโรงพยาบาลเจียงจงมีความสามารถเช่นนี้
ถึงกระนั้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลเจียงจงได้รับมักจะเป็อาการท้องผูก ปวดหัว ตัวร้อน หรือหน้ามืดเป็ส่วนใหญ่ หากไม่ใช่เพราะชื่อเสียงของโรงพยาบาลเจียงจงโด่งดังจริง ๆ ในอุบัติเหตุครั้งใหญ่เช่นนี้ เบื้องบนคงไม่พิจารณาแบ่งผู้ป่วยมาให้ที่นี่อย่างแน่นอน
“เข้าเฝือก!” ฟางหานจัดการเคสผู้ป่วยกระดูกหักอีกรายหนึ่งโดยการใส่เฝือกไม้ ในขณะนั้นแพทย์ประจำบ้านคนหนึ่งก็วิ่งพรวดพราดออกมาหาฟางเฮ่าหยางด้วยความร้อนรน “รองหัวหน้าฟางครับ รับผู้ป่วยเพิ่มไม่ได้แล้วครับ แพทย์ที่เย็บแผลเป็มีน้อยเกินไป”
การเย็บแผลแต่เดิมไม่ใช่รายวิชาหลักของนักศึกษาแพทย์แผนจีน วิทยาลัยแพทย์แผนจีนส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่มีวิชานี้ นอกเสียจากจะเป็สถาบันที่รวมศาสตร์เข้าด้วยกัน ซึ่งนักศึกษาบางคนอาจเลือกเรียนวิชาคลินิกแผนกศัลยกรรมเป็วิชาเลือก แต่คนกลุ่มนี้เมื่อจบไปแล้วก็มักจะไม่ค่อยทำงานด้านแพทย์แผนจีนเท่าไหร่นัก ดังนั้นแพทย์แผนจีนที่เย็บแผลเป็จึงหาได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร และหากมี แพทย์เ่าั้ก็มักจะถูกโรงพยาบาลแผนปัจจุบันขนาดใหญ่ดึงตัวไปทำงานในแผนกศัลยกรรมแทน
แพทย์ที่เย็บแผลได้ในโรงพยาบาลเจียงจงส่วนใหญ่จึงเป็คนที่โรงพยาบาลฝึกฝนขึ้นมาเอง โดยมีแพทย์าุโคอยสอนแบบตัวต่อตัว แต่ก็มีจำนวนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ผู้ป่วยที่ส่งมาในวันนี้เกือบทุกคนจำเป็ต้องได้รับการเย็บแผล ตอนนี้แพทย์ที่เย็บแผลได้ต่างก็ยุ่งจนหัวหมุน ผู้ป่วยบางคนรอการเย็บแผลไม่ไหวและแผลก็ยังมีเืไหลซึมตลอด หากปล่อยไว้เช่นนี้คงไม่ดีแน่
ฟางเฮ่าหยางขมวดคิ้วแน่น “ประสานงานไปที่โรงพยาบาลในเครือแห่งที่ 1 หรือโรงพยาบาลแห่งอื่น ขอกำลังเสริมจากแพทย์แผนกศัลยกรรมมาช่วยด่วน แล้วแจ้งแผนกศัลยกรรมกระดูกและเนื้อเยื่อาเ็ให้ส่งคนมาช่วยด้วย ป่านนี้ยังไม่เห็นหน้ากันอีก ทำอะไรกันอยู่!”
ในตอนนี้ฟางเฮ่าหยางเริ่มเครียดอย่างหนัก อย่างที่ว่ากันว่าศาสตร์แต่ละแขนงมีความเชี่ยวชาญต่างกัน ผู้ป่วยที่ส่งมาวันนี้ล้วนเป็อาการาเ็ภายนอก ซึ่งแพทย์ส่วนใหญ่ของเขาแทบจะช่วยอะไรไม่ได้มากนัก เขากวาดสายตาไปรอบ ๆ จนเห็นฟางหานที่กำลังทำการรักษาอยู่ท่ามกลางฝูงชน ฟางเฮ่าหยางจึงชี้นิ้วสั่งทันที
“ไปหาฟางหาน!”
แพทย์ประจำบ้านคนนั้นชะงักไป ฟางหานน่ะเหรอ? เขาเย็บแผลเป็ด้วยเหรอ? ในฐานะคนที่อยู่แผนกเดียวกัน แพทย์ประจำบ้านคนนี้ย่อมรู้จักฟางหานดี ความจริงสองวันที่ผ่านมาฟางหานได้กลายเป็คนดังของแผนกฉุกเฉินไปแล้ว เป็นักศึกษาแพทย์ฝึกงานที่เพิ่งมาแท้ ๆ แต่กลับรักษาผู้ป่วยไปหลายรายจนโดดเด่นเกินหน้าเกินตา ทำให้แพทย์ประจำบ้านหลายคนรู้สึกอิจฉาไม่น้อย
แม้จะใ แต่ในเมื่อฟางเฮ่าหยางสั่งมา แพทย์ประจำบ้านคนนั้นก็ได้แต่เดินเข้าไปหาฟางหานอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ฟาง... เสี่ยวฟาง นายเย็บแผลเป็ด้วยเหรอ?”
ฟางหานเพิ่งจะทำความสะอาดแผลให้ผู้ป่วยรายหนึ่งเสร็จ เขาเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินคำถาม “เป็ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามผมมา” แพทย์ประจำบ้านคนนั้นหันหลังเดินนำไปทันทีโดยไม่พูดอะไรต่อ ความจริงแล้วเขาเองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่จะคุยกับฟางหานจนไม่รู้จะเรียกขานอย่างไรดี เมื่อกี้เขาเกือบจะหลุดปากเรียกหมอฟางไปเสียแล้ว การจะเรียกนักศึกษาแพทย์ฝึกงานว่าหมอฟางเนี่ยนะ มันช่างน่าตลกสิ้นดี!