ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 102 เปิดใช้กระดูกอสูร

           อสูรขั้นยิ่งสูงโลหิตสกัดของมันยิ่งทำให้การชำระล้างร่างกายได้ผลดียิ่งขึ้นอสูรขั้นธรรมดาแทบจะไม่ได้ผลอะไร

           “แปลกพิสดารจริงๆ”

           ตู้เซ่าฝู่ยิ้มเจื่อนๆ อยากได้โลหิตสกัดของอสูรขั้นอสูรเหินฟ้าขึ้นไปไม่ใช่เรื่องง่ายเลยด้วยความสามารถและพละกำลังของเขาในตอนนี้ จะไปสู้เท่ากับรนหาที่ตาย

           ดังนั้นตู้เซ่าฝู่จึงทำได้แต่ปล่อยวางเรื่องการฝึกร่างไปก่อนต่อให้เป็นอสูรเด็กๆ ที่เป็นอสูรในขั้นอสูรเหินฟ้า ในตอนนี้เขาเองก็ยากที่จะแตะต้องคงทำได้แต่หนีเอาชีวิตรอด

           “พลังกระแสไฟฟ้าจากอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้ารวมกับวิชาฝึกร่างของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองเหมือนว่ามีบางอย่างเปลี่ยนแปลงนะ”

           ตู้เซ่าฝู่สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงภายในร่างของเขาเล็กน้อยความเปลี่ยนแปลงนั้นมีส่วนเกี่ยวเนื่องมาจากพลังสายฟ้าทำให้ร่างกายของเขามีกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมา

           เพียงแต่พลังสายฟ้าชนิดนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงภายในร่างของเขาได้มากน่าจะเป็นเพราะท้ายที่สุดแล้วโลหิตและชีพจรของอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้ายังสู้ของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองไม่ได้ดังนั้นจึงไม่ได้สามารถเปลี่ยนปราณในร่างของเขาได้มากแต่ไม่แน่ว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนี้จะมีประโยชน์กับเขาในอนาคต

           เมื่อเขาหยุดรวบรวมพลังด้วยฝ่ามือประกายแสงสีทองจางๆ รอบกายก็หายไป ทันใดตู้เซ่าฝู่ก็เหลือบไปเห็นแสงส่องออกมาจากเสื้อกลางอกเป็นแสงจางๆ ที่ดูอ่อนแรง หากไม่ตั้งใจดูดีๆ คงไม่เห็น

           ตู้เซ่าฝู่บังเอิญก้มหน้าไปมองโดยไม่ตั้งใจอาจเพราะอยู่ในค่ำคืนมืดสนิท ดังนั้นตู้เซ่าฝู่จึงเห็นได้ถนัดขึ้นพลังปราณไฟฟ้าไม่ได้กลับเข้าสู่ร่างของเขา แต่กลับถูกดูดเข้าไปอยู่ที่เสื้อกลางอก

           ตู้เซ่าฝู่สีหน้าตกตะลึงจากนั้นก็รีบหยิบของออกมาจากเสื้อ เขาหยิบกระดูกอสูรพิศวงชิ้นนั้นออกมาขนาดของมันราวๆ ฝ่ามือ ทว่ากำด้วยมือลำบาก มันมีความแข็งแรงทนทานมากบนผิวของมันมีรอยเส้นแตกแขนงมากมายของเส้นโลหิตชีพจร พลังน่าจะถูกดูดเข้าไปในกระดูกอสูร

           กระดูกอสูรชิ้นนี้ ตู้เซ่าฝู่เคยตรวจสอบดูแล้วหลายครั้งนอกจากกระดูกอสูรชิ้นนี้น่าจะหักครึ่งมา เหมือนจะเป็นสิ่งที่ไม่สมบูรณ์เขาก็ไม่ค้นพบอะไรอื่นๆ อีกเลย

           แม้รู้สึกว่ากระดูกอสูรชิ้นนี้ไม่ธรรมดาแต่ก็ยังไม่สามารถค้นพบจุดไม่ธรรมดาของมัน ทว่าเมื่อสักครู่นี้ตู้เซ่าฝู่สัมผัสได้ว่าพลังไฟฟ้าดูเข้าไปอยู่ด้านในกระดูกอสูรแน่นอน

           “หรือว่า……กระดูกอสูรชิ้นนี้มีปฏิกิริยากับพลังไฟฟ้า”

           ตู้เซ่าฝู่พูดกับตัวเองเขาครุ่นคิดสักครู่ จากนั้นก็กำกระดูกอสูรไว้มั่นในมือ และปล่อยพลังปราณสีทองที่แทรกพลังสายฟ้าเล็กน้อยส่งไปที่กระดูกชิ้นนี้

           “ซู่ๆ ๆ”

           ทันใดนั้นเองในที่สุดพลังปราณที่บรรจุพลังสายฟ้าเล็กน้อยของตู้เซ่าฝู่ก็สามารถทำให้ กระดูกอสูรมีปฏิกิริยาขึ้นมาในทันใดมันเริ่มเหมือนมีชีวิตขึ้นมา มีคลื่นลมปราณของบางอย่างเคลื่อนไหวจากนั้นพลังปราณของตู้เซ่าฝู่ที่ส่งไปห่อหุ้มที่กำมือถูกดูดซึมไปจนหมด

           จู่ๆพลังปราณภายในร่างของตู้เซ่าฝู่ก็ควบคุมไม่ได้ กระดูกอสูรชิ้นนี้กลายเป็นเหมือนอสูรร้ายร่างยักษ์ตัวหนึ่งที่ดูดพลังปราณจากภายในร่างของตู้เซ่าฝู่ไปไม่หยุด

           “ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ แย่แล้ว……”

           ตู้เซ่าฝู่สะดุ้งแต่ต่อกรอะไรไม่ได้พบว่าตัวเองไม่สามารถถอนตัวจากการคุกคามของกระดูกอสูรได้ ทำได้แต่ทนดูกระดูกอสูรดูดซึมพลังปราณของเขาไปเรื่อยๆ

           เมื่อพลังปราณภายในร่างของตู้เซ่าฝู่ถูกดูดซึมไปในปริมาณมากในที่สุดกระดูกอสูรก็เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง รอยเส้นเลือดแตกแขนงบนกระดูกอสูรชัดเจนมากขึ้นจากนั้นเริ่มมีคลื่นพลังแผ่ออกมา

           จากนั้นบนกระดูกอสูรก็มีแสงจ้าแสบตาและกระดูกก็ระเบิดเกิดรอยร้าวมากมายพร้อมกับมีอักษรยันต์พรั่งพรูออกมา แสงจ้าความเข้มข้นสูงที่แยงตาทำให้ไม่สามารถมองดูมันตรงๆได้

           “ซูมๆ ๆ!”

           แสงจ้าแยงตาที่แผ่ออกมาจากกระดูกอสูรทันใดก็พุ่งเข้าไปห้อมล้อมรอบตัวตู้เซ่าฝู่พร้อมกับมีพลังงานพิศวงติดตามมาด้วยพลังนี้ตู้เซ่าฝู่ไม่สามารถต่อกรหรือขัดขืนใดๆ ได้เลย เขาถูกปกคลุมด้วยพลังนี้ราวกับว่ามันต้องการแยกตัวเขาออกจากสิ่งรอบๆ ตรงนั้น

           การเปลี่ยนแปลงปริศนาที่ไม่อาจเข้าใจได้นี้ทำให้ตู้เซ่าฝู่ที่กล้าบ้าบิ่นยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขนพองสยองเกล้าขึ้นมา

           เมื่อถึงขณะนี้แล้วทุกอย่างที่เขาทำได้ก็มีแต่ปล่อยวางทำได้แค่มองดูแสงปริศนาเข้ามาห่อหุ้มตนไว้ จากนั้นกระดูกอสูรที่แข็งแรงไร้เทียมทานก็มีแสงจ้าขึ้นกว่าเดิมสุดท้ายก็แตกสลายกลายเป็นชิ้นๆ

           “ซู่ๆ……”

           ทันใดนั้นอักษรยันต์เปล่งประกายปริศนาที่ออกมาจากกระดูกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความโบราณก็พุ่งเข้าไปตรงกลางหว่างคิ้วของตู้เซ่าฝู่

           พลังงานปริมาณมากพุ่งเข้าสู่สมองของทำให้ตู้เซ่าฝู่ปวดจี๊ดที่ประสาททั้งร่างจนทำให้เขาหมดสติไปเลย

           ระหว่างที่กำลังสะลึมสะลือไร้สติตู้เซ่าฝู่ราวกับเข้าสู่ห้วงแห่งความฝันในความฝันมีแสงปริศนาลึกลับและอักษรยันต์เปล่งแสงมากมาย

           สุดท้ายอักษรยันต์ปริศนาก็กลายเป็นอักขระยันต์ที่เรียงตัวยาวอย่างไม่สละสลวยอักษรพวกนี้ตู้เซ่าฝู่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

           ทว่าไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจู่ๆ ตู้เซ่าฝู่ก็สามารถเข้าใจอักขระแปลกประหลาดไม่สวยงามพวกนี้ได้

           “หลักการแห่งฟ้าดิน พลังแห่งหยินหยางสองปราณสามารถสร้างสรรค์ทุกสรรพสิ่งมีฟ้าก็มีดิน มีตะวันก็มีจันทรา ไฟฟ้ามีขั้วบวกก็มีขั้วลบ มีลมก็มีฝนมีช่วงเช้าก็มีช่วงเย็น มีตัวผู้ก็มีตัวเมีย มีขยับก็มีนิ่ง มีเปิดก็มีปิดทุกสรรพสิ่งใดๆ ล้วนแยกออกจากหยินและหยางไม่ได้

           หลักการแห่งชีวิตชีวิตก่อกำเนิดจากพลังแห่งหยินหยางสองปราณทำให้เกิดเป็นกระดูกทุกส่วนในร่างเส้นลมปราณ เนื้อหนังมังสา อวัยวะภายในต่างๆ และแบ่งแยกเป็นหญิงและชายภายในร่างกายก็หนีไม่พ้นหลักการแห่งฟ้าดิน มนุษย์เนื่องเกี่ยวกับฟ้าดินสอดคล้องกับดวงตะวันและดวงจันทราข้อมูลทุกอย่างในร่างกายมีสภาวะเปี่ยมล้นและขาดหาย ต่างก็มาจากพลังฟ้าดินใช้ได้กับทุกสิ่งทุกมวล……”

           อักขระยันต์ปริศนาที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความโบราณเปล่งแสงสวยงามระยิบระยับแสดงข่าวสารข้อมูลทั้งหมดในสมองของตู้เซ่าฝู่สุดท้ายมันก็หลอมรวมดูดซึมเข้าไปอยู่ในสมอง

           พลังปริมาณมากที่ส่งเข้ามาอยู่ในสมองอย่างฉับพลันทำให้เขารู้สึกราวกับสมองสามารถพองตัวระเบิดได้

           อักขระหวัดๆที่เรียงรายอย่างไม่สละสลวยพวกนี้ติดแน่นอนอยู่ในสมอง ลบล้างไม่ออก

           “มนุษย์เป็นเพียงจุดเล็กๆเมื่อเทียบกับฟ้าดิน ฟ้าดินเมื่ออยู่ในจักรวาลเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยที่สลายไปได้มีเพียงจิตดั้งเดิมกำหนดความจริงทั้งหมด ทว่ายังมีสิ่งที่มีพลังเหนือกว่าจิตดั้งเดิมอยู่ดีสสารส่วนประกอบเล็กๆ ในสิ่งมีชีวิต ก็ยังพ่ายแพ้ให้กับพลังแห่งฟ้าดิน โลกจะอย่างไรก็มีจิตดั้งเดิม มีจุดสิ้นสุด แต่ก็สร้างฟ้าสร้างดินได้ต่อไปใหม่ได้วนเวียนดำรงเป็นวัฏจักรนี้ไม่สิ้นสุด อยากมองเห็นจิตดั้งเดิม ก็ต้องเห็นประกายแสงก่อนต่อให้เป็นประกายแสงอย่างแท้จริง ก็ยากที่จะเห็นพลังแห่งจิตดั้งเดิมที่แท้จริงได้อยู่ดี……”

           ขณะนั้นเองตู้เซ่าฝู่เผลอท่องเนื้อหาที่เห็นมาจากอักขระยันต์ปริศนาในสมองออกมา

           หลังจากอ่านข้อมูลที่ได้จากเนื้อหาอักขระไม่สละสลวยพวกนั้นจบตู้เซ่าฝู่ก็รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าความเจ็บปวดในสมองของเขาลดลงราวกับมีพลังฟ้าดินมหาศาลท่วมท้นออกมาจากอักขระพวกนั้นที่เขาท่องออกมาจากสมอง

           ตู้เซ่าฝู่พบว่าเมื่ออ่านอักขระไม่สละสลวยพวกนั้นออกมาแล้วสามารถลดความเจ็บปวดได้ตู้เซ่าฝู่ก็อ่านต่อไปไม่หยุด ทว่าอักขระไม่สละสลวยพวกนั้นราวกับมีชีวิตมันขยายตัวกว้างใหญ่มากขึ้นในสมองของเขา และทำให้ตู้เซ่าฝู่เจ็บปวดเพิ่มขึ้นมาอีกครั้งราวกับว่าสมองกำลังถูกฉีกออก

           ที่เรือนหนึ่งในจวนของบ้านสกุลตู้ ตู้ถิงเซวียนนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกไม้ลืมตาเล็กน้อยท่าทางสะลึมสะลือ มีกลิ่นสุราคลุ้งไปทั่ว

           “ฟู่ๆ!”

           ทันใดนั้นแววตาของตู้ถิงเซวียนก็สั่นไหวและหันหน้ามองไปที่เขาหลังของบ้านสกุลตู้เขารู้สึกราวกับว่าเขาหลังมีคลื่นพลังพิเศษบางอย่างแผ่ออกมา

           บนหอเก็บคัมภีร์วรยุทธของบ้านสกุลตู้ยามราตรีฟ้ามืดสนิท บนยอดของหอชั้นสามมีผู้เฒ่าท่าทางมอมแมมผมหงอกสวมเสื้อผ้าเก่าๆยืนอยู่ เขาเองก็หันหน้าไปมองเขาหลังบ้านสกุลตู้ ใบหน้ามีรอยย่นเต็มหน้าของเขาดูตกใจจากนั้นทันใดร่างก็เขาก็หายไปในทันที

           ………………

           วันต่อมา เมื่อยามอรุณมาถึงความมืดก็ค่อยๆหายไป

           ขณะที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันลอยขึ้นฟ้านภายังมืดขมุกขมัว แต่เริ่มมีแสงจางๆขึ้นมาจากขอบฟ้าเตรียมต้อนรับแสงสว่างงดงามอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาที่กำลังจะเกิดขึ้น

           ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นประกายแสงอ่อนๆ ของดวงดารามากมายกำลังจะค่อยๆ จางหายไปจนหมดสิ้น แนวเขาเริ่มมีแสงสะท้อนสู่ผืนดินนภาทางฝั่งทิศบูรพาเริ่มมีแสงสีแสดโผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้าสอดแทรกกลุ่มเขา……

           ณ หลังเขาบ้านสกุลตู้ ตู้เซ่าฝู่ที่นั่งอยู่บนแท่นหินมีประกายแสงสีขาวพิศวงล้อมรอบกายเป็นพลังที่ดูลึกลับและทรงพลังราวกับเป็นแสงแห่งเทพ

           เมื่อแสงสีขาวนั้นจางหายไป ดวงตาสองข้างของตู้เซ่าฝู่ที่ปิดสนิทก็เปิดออกเมื่อลืมตาสีหน้าก็แสดงความตื่นเต้นตกใจอย่างมากจนตาโตอ้าปากกว้าง เพราะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างภายในร่างกายเขานิ่งไม่ได้สติไปสักพัก

           “นักเวทยันต์สามดาว ข้าบรรลุเป็นนักเวทยันต์สามดาวแล้ว!”

           ผ่านไปสักพัก ตู้เซ่าฝู่ก็กระโดดเด้งขึ้นมาแววตาสีหน้าไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น

           เขารู้สึกได้ว่าภายในจุดหนีหวันกงมีการเปลี่ยนแปลงและพลังจิตแข็งแกร่งขึ้นหลายเท่าและเมื่อตู้เซ่าฝู่วิเคราะห์และเปรียบเทียบกับแต่เก่าสักพักก็มั่นใจได้ว่าขณะนี้ระดับขั้นสายอาชีพนักเวทยันต์ของตนพัฒนาไปถึงนักเวทยันต์สามดาวแล้ว

           ไม่ทันรู้ตัวเพียงในค่ำคืนหนึ่งจากนักเวทยันต์สองดาวขั้นสร้างรากฐานก็สามารถก้าวกระโดดข้ามขั้นสัมผัสพลังลี้ลับขั้นถึงฟากฝั่งและขั้นสมบูรณ์ไปได้ และได้กลายเป็นนักเวทยันต์สามดาวขั้นสร้างรากฐานแล้ว

           การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดข้ามหลายขั้นย่อยเช่นนี้ที่ปกติกว่าจะบรรจุได้แสนจะยากเย็นทำให้ตู้เซ่าฝู่ตกใจได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด!

           ทว่าขณะนี้ในระดับขั้นการฝึกของนักเวทยันต์ของเขาพัฒนาไปถึงขั้นนักเวทยันต์อย่างพิศวงได้จริงๆส่วนบรรลุเช่นนี้ได้อย่างไร ตู้เซ่าฝู่เองก็ยังงงงวยไม่รู้สาเหตุ

           เมื่อสำรวจทุกส่วนในร่างของเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วนตู้เซ่าฝู่รับรู้ได้ในทันทีว่าภายในร่างของเขามีความเปลี่ยนแปลงอยู่ไม่น้อย

           ราวกับได้รับการชำระล้างรูปแบบหนึ่งแต่ไม่ใช่การชำระล้างภายในร่างกาย แต่เป็นที่จุดหนีหวันกงที่อยู่ภายในสมองของเขา

           จุดหนีหวันกงที่อยู่ในสมองแต่เดิมก็แข็งแกร่งอยู่แล้วครั้งนี้ราวกับได้ลอกคราบอีกครั้งซึ่งมีส่วนช่วยให้พลังจิตของเขาเต็มเปี่ยมกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

           ราวกับว่าพลังจิตของเขามีการเปลี่ยนแปลงอย่างพิศวงทำให้ภายในพลังจิตมีปราณที่มีกลิ่นอายของสิ่งโบราณชนิดหนึ่งอยู่……

           “กระดูกอสูร ต้องเป็นเพราะกระดูกอสูรชิ้นนั้นแน่ๆ”

           ทันใดนั้นเองตู้เซ่าฝู่ก็เริ่มสงบจิตสงบใจจากความตื่นเต้นประหลาดใจได้ เมื่อย้อนคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดต้นเหตุต้องมาจากกระดูกอสูรลึกลับชิ้นนั้นแน่นอน

           กระดูกอสูรลึกลับที่แข็งแกร่งทนทานดั่งเหล็กกล้าแตกสลายหายไปแล้วรวมถึงอักขระหวัดๆ ที่เรียงตัวไม่สละสลวยจำนวนมากที่โผล่ขึ้นมาในสมองของเขาก็หายไปแล้ว

           ทว่าอักขระไม่สวยงามพวกนั้นตู้เซ่าฝู่ท่องจำขึ้นใจติดอยู่ในส่วนความทรงจำในสมองแล้ว

           ตู้เซ่าฝู่ไม่สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้แต่เขาเข้าใจดี กระดูกอสูรชิ้นนั้นต้องเป็นมหาสมบัติแน่นอนตรงตามที่เขาคิดไว้ตั้งแต่แรกแล้ว

           ไม่ว่าอย่างไรการพัฒนาทางด้านการฝึกนักเวทยันต์ที่ก้าวกระโดดเช่นนี้ก็ทำให้ตู้เซ่าฝู่ตกใจอย่างมากก่อนจากนั้นก็กลายเป็นดีใจอย่างน่าปริศนา

           นักเวทยันต์สามดาวขั้นสร้างรากฐานเทียบเท่ากับผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรพลิ้วไหวในระดับขั้นสร้างรากฐาน

           แต่ตอนนี้เขายังเป็นเพียงผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสมบูรณ์ยังไม่ถึงขั้นชีพจรพลิ้วไหว

           ดังนั้นหมายถึงระดับการบรรลุของนักเวทยันต์เกินกว่าของระดับการบรรลุของผู้ฝึกฌานไปแล้ว

           ………………

           เมืองสือเฉิงยังคงเงียบสงบเช่นเคยในอีกสองวันต่อมา ตู้เซ่าฝู่ก็ยังคงเอาแต่ครุ่นคิดถึงอักขระหวัดๆ ปริศนาเหล่านั้นอยู่ตลอด